
Sign up to save your podcasts
Or


ถ้าท่านผู้ใดหวังที่จะบรรลุผล คือ การละอคติและเป็นผู้ตรงต่อธรรม แต่ระหว่างที่กำลังประพฤติปฏิบัติ ไม่ตรงต่อธรรม ก็ไม่มีการที่จะบรรลุถึงความเป็นผู้ตรงต่อธรรมได้ แต่ถ้าท่านผู้ใดหวังความเป็นผู้ละอคติ การประพฤติปฏิบัติของท่าน ก็ต้องตรงต่อธรรมไปเรื่อยๆ วันหนึ่งท่านถึงจะเป็นผู้ไม่หวั่นไหว และก็ตรงต่อธรรม ละอคติได้
ผู้ที่รู้แจ้งในอริยสัจธรรม หรือว่าเป็นผู้ที่เข้าใจถูกต้องในเหตุในผลของอริยสัจธรรม ก็ไม่ต้องมองหน้าสมณะเหล่าอื่นหรือพราหมณ์เหล่าอื่น เพราะเหตุว่า ดูข้อประพฤติปฏิบัติก็รู้ได้ว่า ข้อประพฤติปฏิบัติเช่นนั้นจะทำให้สามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ไหม หรือว่าไม่สามารถจะทำให้รู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ แต่ถ้ายังไม่เข้าใจในเหตุ ในผล ในข้อประพฤติปฏิบัติ และไม่ได้ประพฤติปฏิบัติด้วยตัวของท่านเองแล้ว ย่อมเป็นผู้ที่หวั่นไหว รวนเร
ผู้ที่เจริญสติพิจารณา หรือว่าระลึกว่า การที่รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร ก็เป็นแต่เพียงนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่หยุดสติหรือปัญญาให้รู้แต่เพียงเฉพาะอย่างเดียว นั่นไม่ใช่การเจริญปัญญา ทางหู เสียงก็เป็นของจริง ได้ยินก็เป็นของจริง ไม่เหมือนกับเห็นเลย ไม่ใช่การคิดนึก ความสุข ความทุกข์ต่างๆ ด้วย การได้ยินเป็นนามธรรม เกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น แต่เพราะความรวดเร็ว เพราะความไม่รู้ เพราะการไม่เจริญสติ เพราะปัญญาไม่เจริญขึ้น ไม่พิจารณาโดยทั่ว เพราะฉะนั้น ความเห็นว่าเป็นตัวตนก็ต้องมี ท่านผู้ฟังรู้ลักษณะของนามและรูปชัดเจนหรือยัง ก็เพียงขั้นเข้าใจโดยการฟังเข้าใจ แต่ไม่ใช่สติปัฏฐาน ต้องแยกกัน ความรู้ขั้นการฟัง ขั้นการพิจารณา กับความรู้ขั้นที่เกิดพร้อมสติระลึกรู้ลักษณะที่กำลังปรากฏ ก็ไม่เหมือนกัน
ฆราวาสที่ต้องการจะเจริญสติปัฏฐานไม่ฟังให้เข้าใจ ไม่ศึกษาเหตุผลในการเจริญสติปัฏฐานโดยละเอียด สามารถที่จะเจริญเหตุให้ตรงกับผลที่ต้องการได้ไหม ถึงแม้ว่าจะเป็นพระภิกษุใหม่ เป็นนวกภิกษุ เป็นผู้ฉลาด ก็ยังต้องถือนิสสัย คือ จะต้องได้รับการอบรมพร่ำสอนอย่างน้อยถึง ๕ พรรษา นี่แสดงให้เห็นว่า ธรรมนั้นสุขุมละเอียด ศึกษาเปรียบเทียบได้ทั้งพระสูตร ทั้งพระวินัย และจะเห็นได้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จอยู่ในพระนครราชคฤห์ตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อน ทำให้คนทั้งหลายเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ไม่ใช่ว่าการที่จะให้อยู่ในที่จำกัดแล้วจะเป็นที่สรรเสริญชื่นชม แต่เป็นที่ติได้ว่าเพราะเหตุใดจึงได้อยู่ประจำ ณ สถานที่เดียว ไม่จาริกไปสู่ที่อื่น
ปัญหาที่ 19 พระเจ้ามิลินท์ทรงเลื่อมใสได้ปวารณาพระนาคเสน
“ ขอถวายพระพร ขอมหาบพิตรอย่าคิดว่า อาตมภาพได้แก้ปัญหาของพระเจ้ามิลินท์แล้ว มหาบพิตรย่อมทรงบรรทมหลับตลอดราตรีที่ยังเหลืออยู่ด้วยความยินดีนั้น ขออย่าทรงเห็นอย่างนี้
เป็นอันว่า ปราชญ์ทั้งสองนั้น ได้แสดงความชื่นชมยินดีต่อกันและกันอย่างนี้
ปัญหาที่ 14 ถามว่าอะไรเป็นสมุทร
“ ข้าแต่พระนาคเสน มีคำกล่าวกันอยู่ว่า “ สมุทร ๆ ” น้ำหรือชื่อว่าสมุทร ? ”
ปัญหาที่ 9 ถามถึงความมากกว่ากันแห่งบาปและบุญ
บุคคลทำบาปแล้วย่อมร้อนใจในภายหลังว่า เราได้ทำบาปไว้แล้วเพราะเหตุนั้นบาปก็ไม่ได้มากขึ้น ส่วนบุญเมื่อบุคคลทำเข้าแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง มีแต่เกิดปราโมทย์ ปีติ ใจสงบมีความสุข จิตเป็นสมาธิ เพราะฉะนั้น บุญจึงมากขึ้น ดังมีบุรุษผู้มีมือมีเท้าขาดแล้ว ได้บูชาพระด้วยดอกบัวเพียงกำเดียว ก็จักได้เสวยผลถึง ๙๑ กัปด้วยเหตุนี้แหละ จึงว่าบุญมากกว่า
แนวทางเจริญวิปัสสนา
ดูกร อานนท์ ข้อว่าความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายแม้นี้ ด้วยว่าเหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดาย่อมพ้นไปจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดาย่อมพ้นไปจากมรณะ ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสะ เป็นธรรมดาย่อมพ้นไปจากโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสะ เพราะอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร ดูกร อานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายนี้แล
แนวทางเจริญวิปัสสนา
From the publisher's feed

58 Listeners