
Sign up to save your podcasts
Or


บารมี 10 เป็นสมบัติล้ำค่าหารู้ได้ยากในโลก ผู้ใดได้รับมาไว้ในใจเท่ากับได้สมบัติประจำตัวดั่งได้แก้วสารพัดนึก หากนำมาฝึกฝนจนเชี่ยวชำชาญก็จะเป็นอริยทรัพย์ติดตัวไปทุกภพทุกชาติ นับว่าเป็นสมบัติอันประเสริฐเลิศสุดโดยแท้ นักสร้างบารมีจึงไม่ควรประมาท ปล่อยให้สมบัติเหล่านี้หลุดลอยไป หรือให้ฝุ่นจับอับหมองควรหมั่นนึกถึงความตายไว้ให้มั่น แล้วพินิจดูว่า เราเอาอริยสมบัติเหล่านี้ไปได้เพียงใดหลังจากตายแล้ว
ในเหตุการณ์การผจญของพระพุทธเจ้านี้ ถือว่าเป็นพุทธจริยาที่ควรยึดถือเป็นแบบอย่างสำหรับนักเรียนอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้ความเพียรวิริยะอุตสาหะความอดทน การสั่งสมความดี และการใช้ความรอบคอบมีเหตุผล ที่จะต่อสู้กับพญามารคือ กิเลส ซึ่งได้แก่ ความสุขสบาย ความโลภ ความโกรธ ความหลงและความริษยาต่างๆ เป็นต้น พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญความดี คือ บารมี 10 ประการ(หรือ บารมี 10 ทัศ) มาอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถชนะอุปสรรคที่คอยขัดขวางไปได้ ได้แก่
1.ทาน การให้ทาน
การมีโอกาสได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม มีประโยชน์อย่างยิ่ง ขณะที่ฟังแล้วเข้าใจ ขณะนั้นกุศลธรรมเจริญขึ้น ศรัทธา ปัญญา เป็นต้น เกิดขึ้นเป็นการขัดเกลาละคลายความเห็นผิด รวมถึงอกุศลธรรมประการอื่นๆ ด้วย ขณะที่กุศลธรรมเกิด อกุศลธรรมจะเกิดร่วมด้วยไม่ได้ และความเห็นผิดจะถูกดับได้อย่างเด็ดขาดเมื่ออบรมเจริญปัญญาถึงความเป็นพระโสดาบัน เมื่อนั้นความเห็นผิด จะไม่เกิดขึ้นอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ซึ่งจะต้องเริ่มสะสมอบรมความเข้าใจถูกเห็นถูก
มิจฉาทิฏฐิคือ ผู้ที่มีความเห็นผิดไปจากกฎธรรมชาติ คือผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องสวรรค์มีจริง นรกมีจริง การกินเจแล้วได้บุญเป็นการโปรดสัตว์ (แต่คิดว่ากินเพื่อสุขภาพไม่ถือเป็นมิจฉาทิฏฐิ) ตายแล้วเป็นศุนย์ จะไม่กลับมาเกิดอีก บุญบาปไม่มี พ่อแม่ไม่มี เทวดาไม่มี โลกหน้าไม่มี พระอรหันต์ไม่มี พระพุทธเจ้าไม่มี คำสอนในพระไตรปิฏกไม่มี อย่างนี้เป็นต้น คนที่คิดในข้อความเหล่านี้ถือเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งสิ้น และเมื่อตนเองไม่เชื่อแล้วยังไม่พอ ยังนำเรื่องที่ตนเองคิดว่าเป็นอย่างนี้แล้ว ยังนำไปสอนคนอื่นให้หลงเชื่ออีก และก็มีผู้เชื่อตามที่บุคคลนั้นสอน บุคคลผู้สอนถือเป็นสุดยอดมิจฉาทิฏฐิอีก เมื่อเขาผู้นั้นได้ตายไปจากโลก จะไปเกิดในโลกัณฑ์ตนรก เป็นนรกที่อยู่ขอบจักรวาลเป็นนรกที่ไม่มีแสงสว่าง สิ้นแสงดาวทุกดวง จะได้เห็นแสง 1 ครั้งเมื่อบนโลกมนุษย์ได้อุบัติพระพทธเจ้า 1 องค์ เพียงชั่วฟ้าแลปเท่านั้น และผู้ที่เกิดในโลกันตนรกนี้จะมีผิวกายเป็นพังผืด เมื่อมองไม่เห็นกันในความมืด ถ้ามาแตะตัวโดนกันก็จะกินกันจนตาย แล้วก็กลับมาฟื้นใหม่ด้วยแรงกรรม เป็นอย่างนี้ 1 พุทธธันดร หรือ เปลี่ยนพระพุทธเจ้า 1 พระองค์ การที่คนเราเป็นมิจฉาทิฏฐินี้ เป็นเพราะบุญเขานั้นยังไม่เต็มจึงไม่มีโอกาสได้ฟังธรรมมะที่ถูกต้องได้ จึงต้องอฐิฐานอยู่เสมอให้ได้พบได้เจอได้ฟัง ธรรมมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ทุกพบทุกชาติที่เกิดเป็นมนุษย์
องค์สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า
“ กมฺมุนา วตฺตติ โลโก
กมฺมุนา วตฺตติ ปชา
กมฺมนิ พนฺธนา สตฺตา
รถสฺสาณีว ยายโต”1)
“ โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม
หมู่สัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม
สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ในกรรม
เหมือนลิ่มสลักของรถที่กำลังแล่นไปฉะนั้น”2)
พุทธภาษิตบทนี้ แสดงให้ทราบถึงเรื่องของกรรม เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าสรรพสัตว์ย่อมเป็นไปเพราะกรรม เป็นอยู่ในกฎแห่งกรรม เรื่องของกรรมนี้มีประเด็นสำคัญที่ควรศึกษา คือ กฎแห่งกรรม(กฎแห่งการกระทำ) กรรม(การกระทำ) และวิบาก(ผลแห่งกรรม)
กฎแห่งกรรม คือ กฎแห่งการกระทำ เป็นกฎแห่งเหตุและผล เป็นกฎแห่งธรรมชาติ เป็นกฎอันเป็นสากลของสรรพสัตว์ทั้งปวง และเป็นความรู้ที่ทุกคนควรต้องศึกษาเพื่อความปลอดภัยในสังสารวัฏ
หลักศีลธรรมสำหรับชาวพุทธที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประทานสั่งสอนไว้ อีกข้อคือ ปรมัตถธรรม คือ สภาพธรรมตามความเป็นจริง เป็นอภิธรรม (อภิธรรม คือ ธรรมที่ยิ่งใหญ่) เป็นสภาพธรรมที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ประสูติและตรัสรู้ สภาพธรรมทั้งหลายก็ย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดา เพราะพระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เองว่า ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล และธรรมทั้งปวงไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดทั้งสิ้น ปรมัตถธรรมหรืออภิธรรมนั้น มิใช่ธรรมที่เหลือวิสัยที่จะเข้าใจได้ เพราะปรมัตถธรรมเป็นธรรมที่มีจริง ฉะนั้น ความเห็นถูก ความเข้าใจถูก จึงเป็นการรู้ความจริงของปรมัตถธรรม ตามลักษณะของปรมัตถธรรมนั้นๆ
ในทางศาสนามีหลักคำสอนชั้นสูงที่เรียกว่า “สัจธรรม”
สัจธรรมนี้เป็นคำสอน ในพระพุทธศาสนานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง แล้วทรงเปิดเผย ทำให้ตื้น แจกจ่ายให้แก่คนทั่วไป เราจึงได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้องตามความเป็นจริง และได้นำหลักธรรมะเหล่านั้นมาเป็นแนวปฏิบัติ ขัดเกลาจิตใจของเราให้สะอาด สงบ สว่าง
หลักที่เราจะนำมาคิดก็มีอยู่ ๓ หลัก อันเป็นหลักธรรมดาธรรมชาติที่มีอยู่ตลอดเวลา คือ
๑. ความไม่เที่ยง
“...วัฏฏกปริตรนี้ นับถือกันว่าเป็นคาถาดับไฟมาตลอดเวลาช้านาน และผู้ที่มีความนับถือเชื่อถืออยู่ ก็พอใจที่จะสวดพระปริตรนี้ เพื่อป้องกันไฟหรือดับไฟ เรื่องของสัจจกิริยานี้ เป็นเรื่องที่นับถือปฏิบัติมาตั้งแต่ก่อนพุทธศาสนาบังเกิดขึ้น แม้เมื่อพระพุทธศาสนาบังเกิดขึ้น ก็รับนับถือต่อมา โดยที่เมื่อประสบอันตราย ต้องการจะพ้นอันตราย หรือว่ายังมิได้ประสบอันตราย แต่ต้องการจะให้แคล้วคลาดจากอันตราย หรือว่าต้องการจะประสบผลที่ต้องการ เช่นต้องการความสวัสดี ความเกษมปลอดโปร่ง ก็นิยมที่จะกล่าวคำสัตย์ อันเรียกว่าการกล่าวคำสัตย์หรือการกล่าวสัจจะ และการกล่าวสัจจะคือความจริงนี้ ก็มีนิยมกล่าวอ้างเอาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ซึ่งพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ทั้งปวงนี้ ล้วนเป็นสัจจะ คือความจริง ไม่ใช่เป็นสิ่งหลอกลวง แต่ว่าเป็นความจริง ทั้งเป็นความจริงที่บริสุทธิ์ ฉะนั้น เมื่อกล่าวพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ แล้ว ก็สรุปตอนท้ายว่า ด้วยกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีเป็นต้นจงมี...”
บทอังคุลิมาลสูตร มนตราที่ทำให้คลอดบุตรง่ายและแคล้วคลาดจากโรคภัย
องคุลิมาล หรือ พระองคุลิมาลเถระ เป็นบุคคลสำคัญในยุคต้นแห่งพุทธศาสนา โดยเฉพาะตามพุทธประวัติพุทธฝ่ายเถรวาทเดิมนั้นเป็นโจรปล้นฆ่าคน แต่ภายหลังมีศรัทธาในพุทธศาสนา ได้กลับใจบวชเป็นพระภิกษุ และบรรลุเป็นพระอรหันต์ อีกทั้งมียังบทสวดของท่านอีกด้วย ชื่อ องคุลิมาลปริตร คำว่า องคุลิมาลนั้นมาจากคำว่า องคุลี (นิ้วมือ) + มาล (สร้อยคอ สาย หรือแถว) แปลว่า สร้อยคอที่ทำจากนิ้วมือ
ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา ฯ เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหต โสตถิ คัพภัสสะ ฯ
ยะโตหัง ภะคินิ อริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา ฯ เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหต โสตถิ คัพภัสสะ ฯ
ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา ฯ เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหต โสตถิ คัพภัสสะ ฯ
ธชัคคปริตรหรือธชัคคสูตรเป็นบทที่ว่าด้วยยอดธง คืออานุภาพของพระรัตนตรัยที่สามารถระงับความสะดุ้งหวาดกลัวลงได้ และมีอานุภาพยิ่งกว่าที่พึ่งอื่นใดในโลก ผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจะสามารถปฏิบัติกิจต่างๆ ของตนให้สำเร็จลุล่วงได้โดยสวัสดี
From the publisher's feed

59 Listeners