บันทึกชีวิตในไต้หวันสัปดาห์นี้ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือภาพภาษาแม่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่สร้างสรรค์โดยผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ เป็นหนังสือภาพที่บอกเล่าประสบการณ์ชีวิต วัฒนธรรมบ้านเกิด ความทรงจำ จินตนาการ ความหวัง ความคิดถึง ความนึกคิดของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวัน เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมสร้างความสามารถในการสร้างสรรค์หนังสือภาพภาษาแม่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ เขียนเป็นภาษาแม่ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และมีคำแปลภาษาจีน ถือเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คนต่างถิ่นได้เล่าเรื่องราวของตัวเอง ที่จะช่วยให้สังคมไต้หวันได้เห็นภาพผู้คนที่หลากหลายในสังคมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ ทางพิพิธภัณฑ์สุนทรียศาสตร์ เมืองซินจู๋ เจ้าภาพที่จัดโครงการนี้ ได้ทำคัดเลือกหนังสือภาพดีเด่น 9 เรื่อง และตีพิมพ์พร้อมกับเผยแพร่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หนังสือภาพเหล่านี้นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปเยี่ยมบ้านในช่วงเทศกาล ความอบอุ่นของครอบครัว และการค้นหาตัวตน ความทรงจำในวัยเด็กและอื่นๆที่จะทำให้คุณได้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และยังเห็นถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายของชนชาติอื่นด้วย ถ้าพร้อมแล้ว เราไปรับฟังในรายการพร้อมกันเลยค่ะ คลิกฟังรายการที่นี่
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 เป็นต้นมา National Hsinchu Living Art Center (國立新竹生活美學館) หรือ พิพิธภัณฑ์สุนทรียศาสตร์ เมืองซินจู๋ ที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ได้ริเริ่ม “โครงการเสริมสร้างความสามารถในการสร้างสรรค์หนังสือภาพภาษาแม่สำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติ” ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 ถึง พ.ศ.2566 ในแต่ละปีได้มีการเรียนเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์หนังสือภาพมาเป็นครูสอน อาทิ maniniwei , สวี่เจิงเฉี่ยว (許增巧) , Animo (阿尼默) , เจียงฉางฟัง (江長芳) เป็นต้น เชิญไปแล้วทั้งหมด 14 ท่าน มีนักเรียนผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติเข้าร่วมทั้งหมด 168 คน มาจากประเทศต่าง ๆ เช่น เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย กัมพูชา จีน ฮ่องกง ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และแคนาดา ผ่านการฝึกอบรมการทำหนังสือภาพเป็นเวลา 5 สัปดาห์ ช่วยให้ผู้เรียนได้เริ่มต้นจากศูนย์จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่งดงามได้สำเร็จ
โครงการนี้มุ่งเน้นให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติที่มาใช้ชีวิต ทำงานในไต้หวัน สามารถผลิตหนังสือภาพที่ใช้ภาษาแม่ของตนเองในการเล่าเรื่องราว วัฒนธรรม และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขา การสร้างสรรค์หนังสือภาพในโครงการนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาภาษาและวัฒนธรรมของผู้เข้าร่วมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนและการเรียนรู้ในสังคมไต้หวัน โดยให้โอกาสผู้เข้าร่วมโครงการในการพัฒนาทักษะการสร้างงานศิลปะและการเล่าเรื่องราวผ่านภาพและคำพูด ซึ่งอาจจะช่วยให้พวกเขาสามารถสื่อสารประสบการณ์ชีวิตของตนได้อย่างมีความหมาย
เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทางพิพิธภัณฑ์สุนทรียศาสตร์ เมืองซินจู๋ ได้จัดงานเปิดตัวรวมผลงานหนังสือภาพหลายภาษาจากผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ในคอลเลคชั่นที่มีชื่อว่า《話畫看•心畫家-多元母語繪本創作集Ⅱ》รวบรวมผลงานยอดเยี่ยมในช่วงระหว่าง พ.ศ.2562 ถึง พ.ศ.2566 จัดพิมพ์เป็นหนังสือภาพ 9 เล่ม ซึ่งแต่ละเล่มมีสไตล์การใช้ภาษาและวาดภาพที่หลากหลายแตกต่างกันไป บางเรื่องใช้ข้อความเรียบง่ายธรรมดา บรรยายความรู้สึกที่ลึกซึ้งกินใจ บางเรื่องใช้บทกวีเล่าความทรงจำเกี่ยวกับการย้ายถิ่น บางเรื่องใช้บล็อกสีตัดปะสื่อถึงภูมิทัศน์บ้านเกิด และบางเรื่องใช้ลายเส้นที่ละเอียดถ่ายทอดความทรงจำดีๆ ในอดีต
งานเปิดตัวหนังสือเริ่มต้นด้วยการแสดงการเต้นพื้นบ้านอินโดนีเซียจาก “คณะนักเต้นแห่งความสุข” (快樂舞團) ในงานมีผู้สร้างสรรค์หนังสือภาพซึ่งเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากประเทศต่าง ๆ ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การสร้างสรรค์ โดยเล่าถึงแรงบันดาลใจและเหตุผลของการวาดภาพของแต่ละคนตามเส้นเรื่อง “ถิ่นกำเนิด, การย้ายถิ่น, การตั้งถิ่นฐาน, และการตื่นรู้” เรื่องราวของหนังสือภาพทั้ง 9 เรื่อง ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง คุณไช่ เหม่ยอวี้ (蔡美玉) ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวเมียนมา ให้สัมภาษณ์ว่า ชีวิตในสมัยก่อนที่อยู่เมียนมา ยากลำบากมาก หากเสื้อผ้าขาดและใส่ไม่ได้ อาม่าจะใช้เข็มและด้ายปะให้ พอปะเสร็จ เธอจะมีความสุขมาก เธอชอบใส่เสื้อผ้าที่อาม่าของเธอตัดเย็บให้มาก ส่วนจู ลี่เฟย (朱莉菲) ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวอินโดนีเซียให้สัมภาษณ์ว่า เธอวาดภาพอาหารอินโดนีเซีย เพราะเป็นสิ่งที่เธออยากกินที่สุดในไต้หวัน โดยเฉพาะของหวาน ดังนั้นเราจะได้เห็นของหวานอินโดนีเซียในหนังสือภาพของเธอ
เย่อวี่เจิ้ง (葉于正) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์สุนทรียศาสตร์ เมืองซินจู๋ กล่าวว่า เพื่อให้ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ แรงงานต่างชาติ ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นที่สองตลอดจนผู้คนที่มีความสนใจด้านภาษาแม่และวัฒนธรรมที่หลากหลาย ได้รู้จักและเข้าถึงหนังสือภาพชุดนี้มากยิ่งขึ้น ทางพิพิธภัณฑ์ฯจึงตีพิมพ์เป็นรูปเล่มและส่งมอบให้แก่ห้องสมุดสาธารณะ และศูนย์บริการครอบครัวผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ทั่วไต้หวัน นอกจากนี้ ทางพิพิธภัณฑ์ฯยังได้จัดทำหนังสือภาพในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถอ่านได้ทางเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์สุนทรียศาสตร์ เมืองซินจู๋ หรือตามลิงก์ที่แนบมาตรงนี้ https://reurl.cc/93eYkv หวังว่าจะส่งเสริมความเสมอภาคทางวัฒนธรรมและสร้างความเคารพซึ่งกันและกันในสังคมได้มากยิ่งขึ้น
สำหรับผลงานดีเด่นที่ได้รับการตีพิมพ์ในปีนี้ มีทั้งหมด 9 เรื่องประกอบด้วย เรื่องราวของบ้านฉัน《我家的故事》,พาฉันกลับบ้านเกิด《帶我回鄉》,งานเลี้ยงผักพื้นบ้าน《野菜盛宴》,เทศกาลรื่นเริง《嘉年華》,วันที่ฉันชอบที่สุด《我最喜歡的一天》,ต้นไมยราบ《含羞草》,ความทรงจำ《回憶》,สีแดง《紅色》,ฤดูร้อนที่แม่ไม่อยู่《媽媽不在的那個夏天》ผลงานเหล่านี้สื่อถึงประสบการณ์และความรู้สึกเฉพาะของการเดินทางจากบ้านเกิดมาสู่ไต้หวัน ถ่ายทอดความทรงจำแห่งชีวิตผ่านศิลปะ ส่งเสริมความเท่าเทียมและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ผู้สร้างสรรค์ทั้ง 9 คนได้ถ่ายทอดอารมณ์อันซับซ้อนของการลาจากถิ่นฐานเดิมที่เติบโต และการเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆในที่ที่ไม่คุ้นเคย ผลงานของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบระหว่างสองสถานที่และช่วงเวลา สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในทุกลายเส้นของภาพ เต็มไปด้วยความรักที่มีต่อครอบครัว วัฒนธรรมที่แตกต่างและการค้นหาตัวคน ผลงานแต่ละชิ้นเป็นการเขียนเชิงลึกที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจผู้สร้างสรรค์
1.เรื่องราวของบ้านฉัน《我家的故事》
ผู้แต่ง:ไช่เหมยอวี้ (蔡美玉)ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากเมียนมา
หนังสือภาพเรื่องนี้ เธอได้เล่าเรื่องราวของตัวเอง เธอเกิดที่เมืองมิตจีนา ประเทศเมียนมา บรรพบุรุษของเธอเป็นชาวจีนยูนนาน คุณย่าหนีสงครามมาที่เมียนมา ถือเป็นยุคที่ยากลำบากมาก ตอนเด็กๆครอบครัวเธอยากจน เธอมีพี่น้องหลายคน ในหนังสือเล่มนี้ เธอได้เล่าว่าคุณย่าเป็นผู้หญิงเก่ง ทำงานเลี้ยงครอบครัว ทำอาหารพื้นบ้านยูนนานไปขาย บางเมนูเธอยังจำกรรมวิธีได้ แต่บางเมนูก็จำไม่ได้แล้ว การที่เธอทำหนังสือภาพเล่มนี้ขึ้น ก็เพื่อบันทึกความทรงจำและวิถีชีวิตในวัยเด็กของตัวเอง เป็นมรดกฝากไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้ต่อไป
2. พาฉันกลับบ้านเกิด《帶我回鄉》
ผู้แต่ง:จูลี่เฟย (朱莉菲 )ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากเมืองจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ บอกเล่าถึงผู้หญิงคนหนึ่ง เห็นเครื่องบินบินผ่านไป ทำให้เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงอาหารที่บ้านเกิด คิดถึงวิถีชีวิต ผู้คน ความทรงจำที่สวยงามต่างๆที่นั้น
3.งานเลี้ยงผักพื้นบ้าน《野菜盛宴》
ผู้แต่ง:เจิงซือฉิน (曾詩琴)ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากรัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย
รัฐกลันตันตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของมาเลเซียตะวันตก มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดนราธิวาส ประเทศไทย ในเรื่องนี้เราจึงจะได้เห็นการรับประทานผักท้องถิ่นที่มีสอดแทรกวัฒนธรรมไทยภาคใต้ไว้ในเรื่องนี้ด้วย
ผู้แต่ง:ซือเฟินหนี(施芬妮) (Stephanie Mangrobang-Shih) ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากฟิลิปปินส์ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวหนึ่ง กลับไปเที่ยวบ้านเกิดที่ฟิลิปปินส์ และได้มีโอกาสเข้าร่วมงานรื่นเริงของชุมชน ทั้งอบอุ่นและเต็มไปด้วยความสนุกสนาน เป็นความทรงจำที่มีค่าอย่างยิ่งต่อผู้แต่ง
5.วันที่ฉันชอบที่สุด《我最喜歡的一天》
ผู้แต่ง:หยางหุ้ยถิง (楊慧婷 M. Elvina)ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากอินโดนีเซีย
หนังสือภาพเล่มนี้บอกเล่าวัฒนธรรมของชาวโตราจา(Toraja) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่ภูเขาแห่งหนึ่งของจังหวัดซูลาเวซีใต้ประเทศอินโดนีเซีย พวกเขามีวัฒนธรรมที่น่าสนใจอยู่หนึ่งอย่างเกี่ยวพิธีศพที่เรียกว่าพิธีมะเนเน ที่ต้องนำศพของญาติพี่น้องขึ้นมาล้างทำความสะอาด แต่งตัวให้ใหม่และทำการซ่อมโลงศพ สำหรับชาวโตราจาแล้ว ความตายเป็นเหมือนการเกิดใหม่ หนังสือภาพเล่มนี้เปิดโลกให้เราได้เห็นวัฒนธรรมใหม่ๆที่น่าสนใจมาก
ผู้แต่ง:วงสูหุ้ย (翁淑慧)ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากมาเลเซีย
ผู้แต่งเผยว่า ไมยราบเป็นพืชที่พบได้ทั่วไป มีความทนทานและรูปลักษณ์ที่ชวนให้รู้สึกสนุกสนาน เธอมักจะพบเห็นมันบ่อยๆในวัยเด็ก เรื่องราวที่เธอเขียนนี้ เป็นดั่งจดหมายจากแม่ที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่เขียนถึงลูกสาว เธออยากบอกลูกสาวว่า สักวันหนึ่งลูกอาจต้องจากบ้านเกิดไปยังดินแดนแสนไกลที่ไม่คุ้นเคย ในวันที่เหงา ให้มองดูดวงจันทร์แล้วนึกถึงว่าพวกเรายังอยู่ใต้ฟ้าดวงเดียวกัน ให้หวนคิดถึงบทเพลงและความทรงจำวัยเยาว์ที่อาจช่วยเติมพลังให้ลูกกล้าก้าวไปข้างหน้าต่อ
ผู้แต่ง:ลู่จื่อ(路 子) ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากญี่ปุ่น
หนังสือภาพเล่มนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ "การกลับบ้าน" เขียนขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 บ้านเกิดของเธออยู่ใกล้ไต้หวันมาก แต่โรคโควิดทำให้กลับบ้านไม่ได้ ช่วงที่เธอติดอยู่ในไต้หวัน ทำให้เธอคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่และคิดถึงความทรงจำในวัยเด็ก
ผู้แต่ง:หลิวฟาง (劉 芳) ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่จากจีน
เรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งสมัยยังเป็นเด็ก คุณแม่ของเธอชอบสีแดงมาก และชอบยัดเยียดสิ่งของสีแดงให้เธอ แต่เธอไม่ชอบเลย จนกระทั่งในวันที่ตัวเธอได้กลายเป็นคุณแม่ เธอจึงรับรู้ได้ว่า สีแดงที่คุณแม่มอบให้ในวัยเด็ก เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของคนในยุคนั้น
9.ฤดูร้อนที่แม่ไม่อยู่《媽媽不在的那個夏天》
ผู้แต่ง:เฉินหลิง(陳 翎) ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นที่สอง
ผู้แต่งเล่าว่า ฤดูร้อนปีหนึ่ง คุณแม่กลับไปดูแลยายที่ประเทศมาเลเซีย ทำให้เขาต้องอยู่ลำพัง เขาจึงเกิดไอเดียแต่งเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่ง ที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆซึ่งมีทั้งเรื่องทุกข์และสุขปนกันไป