1. แรงงานต่างชาติติดเชื้อเอดส์แล้วจะมีผลต่อสิทธิการทำงานในไต้หวันหรือไม่ กระทรวงแรงงานยืนยัน ไม่กระทบต่อโอกาสการทำงาน และห้ามนายจ้าง บริษัทจัดหางานบังคับรับการตรวจโรค
ช่วงนี้ ปัญหาโรคเอดส์กลับมาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจของสังคมอีกครั้ง สาเหตุเป็นเพราะยังมีผู้ป่วยโรคเอดส์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้จะมีจำนวนไม่มากอย่างในระยะแรก จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการพบว่า แต่ละเดือนยังมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 70-80 ราย ในจำนวนนี้ ประมาณ 10% เป็นชาวต่างชาติ อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข่าวสาวประเภทสองชาวไทยถูกจับและตรวจพบป่วยเป็นโรคเอดส์ หลังจากเดินทางมาขายประเวณีที่ไต้หวันนานกว่า 1 เดือน ทำเอากองอนามัยเมืองเหมียวลี่ที่ตรวจพบ ต้องรีบประกาศให้บรรดาหนุ่มไต้หวันที่เคยไปซื้อบริการรีบเข้ารับการตรวจเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่การป่วยเป็นโรคเอดส์ (AIDS)
กระทรวงแรงงานถือโอกาสนี้ ขอให้รายการของเราช่วยประชาสัมพันธ์ถึงเรื่องการป้องกันโรคเอดส์และวิธีปฏิบัติเมื่อสงสัยว่าตนติดเชื้อเอดส์ควรจะทำอย่างไร และเมื่อติดเชื้อเอดส์แล้วจะถูกส่งกลับประเทศหรือไม่ อันดับแรกเลยขอยืนยันว่า แรงงานต่างชาติติดเชื้อเอดส์แล้วไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิการทำงานในไต้หวันใด ๆ
วิวัฒนาการด้านการแพทย์ในปัจจุบัน เจริญกว่าอดีตมาก และด้วยเหตุที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเอดส์มากขึ้น ทำให้ปัจจุบัน แม้จะยังไม่สามารถกำจัดเชื้อ HIV ให้หมดไปจากร่างกายได้ แต่ช่วยรักษาให้ผู้ติดเชื้อ HIV ให้มีร่างกายที่แข็งแรงได้ โดยกระแสหลักแล้วจะเป็นการรักษาด้วยการทานยาต้านไวรัส หากผู้ป่วยพบเชื้อเร็ว-รักษาเร็ว มีวินัยการทานยาที่ดีและติดตามหรือไปพบแพทย์สม่ำเสมอตามที่แพทย์นัด โดยทั่วไปจะสามารถกลับมามีร่างกายที่แข็งแรงปกติได้ประมาณ 6 เดือนหลังจากเริ่มต้นรักษา โดยผู้มีเชื้อ HIV จำเป็นต้องทานยาต้านไวรัสไปตลอด เพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะยาต้านไวรัสยังไม่สามารถกำจัดเชื้อ HIV ให้ไปหมดไปจากร่างกายได้ เพราะฉะนั้น โรคเอดส์ แม้จะไม่น่ากลัวเหมือนในอดีต แต่ก็ชะล่าใจไม่ได้ ต้องรู้จักมันและหลีกเลี่ยงการติดเชื้อร้ายนี้
สำหรับแรงงานต่างชาตินั้น ไต้หวันได้แก้กฎหมายยกเลิกรายการตรวจเชื้อ HIV ก่อนการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันและอนุญาตให้ผู้ติดเชื้อ HIV สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 นอกจากนี้ยังห้ามนายจ้างหรือบริษัทจัดหางานบังคับให้แรงงานต่างชาติต้องเข้ารับการตรวจหรือแสดงหลักฐานการตรวจเชื้อ HIV ยกเว้นตัวแรงงานต่างชาติต้องการตรวจการติดเชื้อโดยความสมัครใจ ซึ่งทางโรงพยาบาลจะปิดผลการตรวจเป็นความลับ
เนื่องจากโรคนี้ยังคงอันตราย กรมควบคุมโรคกล่าวว่า แม้จะห้ามนายจ้างหรือ บจง. บังคับให้ลูกจ้างเข้ารับการตรวจเอดส์ แต่รัฐบาลส่งเสริมให้แรงงานต่างชาติไปตรวจการติดเชื้อ HIV ด้วยตนเองเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ หากพบว่าติดเชื้อ สามารถรับการรักษาในไต้หวันต่อไปได้ ไม่กระทบต่อสิทธิการทำงาน แต่ผู้ป่วยชาวต่างชาติต้องรับผิดชอบค่ารักษาเอง ไม่สามารถใช้บัตรประกันสุขภาพได้ เพราะกระทรวงสาธารณสุขของไต้หวันจะไม่ออกค่าใช้จ่ายในการตรวจและรักษาโรคเอดส์ให้กับบุคคลที่ไม่ใช่ชาวไต้หวัน ทั้งนี้ค่ารักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ในไต้หวัน เฉลี่ยตกประมาณ 200,000 เหรียญต่อคนต่อปี ค่อนข้างสูง จึงแนะนำให้แรงงานไทยควรตรวจเชื้อ HIV ในประเทศของตนก่อนการเดินทางมาไต้หวัน หากติดเชื้อ HIV ให้รักษาก่อนการเดินทาง และควรซื้อประกันการรักษาพยาบาลล่วงหน้า เพื่อป้องกันภาระที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง ชาวต่างชาติเมื่อเดินทางเข้ามาไต้หวันแล้ว สามารถขอตรวจ HIV ได้จากโรงพยาบาลด้วยตนเอง หรือติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์บริการให้คำปรึกษาโรคติดต่อ 0800-001922
ทั้งนี้ โรคเอดส์แม้จะเป็นโรคร้ายแรงที่ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ แต่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ เพียงแต่เราทำความเข้าใจที่ถูกต้อง และมีหลักปฏิบัติดังต่อไปนี้
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- ก่อนแต่งงาน หรือมีบุตร ควรมีการตรวจร่างกาย และตรวจเลือด
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ และงดใช้สารเสพติดทุกชนิด โดยเฉพาะการใช้เข็ดฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการสักหรือเจาะหู และไม่ใช้เครื่องมือที่อาจปนเปื้อนเลือดร่วมกับผู้อื่น เช่นปัตตาเลี่ยนตัดผม มีดโกนหนวด แปรงสีฟันเป็นต้น
กรมควบคุมโรคเตือนว่า เนื่องจากเป็นโรคติดต่อชนิดร้ายแรง ก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพหลายอย่างตามมา แถมตัวผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ยังเป็นที่รังเกียจของสังคม ก่อให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้ป่วยไม่น้อย จึงชะล่าใจไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคเอดส์อย่างเคร่งครัด
ไต้หวันตรวจพบผู้ติดเชื้อ HIV ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์รายแรกเมื่อปี พ.ศ. 2527 จนกระทั่ง ณ สิ้นเดือนเมษายน 2567 ในไต้หวันมีผู้ติดเชื้อ HIV และป่วยเป็นโรคเอดส์ ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ระหว่างรักษาและที่เสียชีวิตแล้ว รวมสะสม 46,247 ราย เสียชีวิตแล้ว 8,641 ราย ในจำนวนผู้ป่วยโรคเอดส์ 96.41% หรือ 44,585 ราย เป็นผู้ป่วยชาวไต้หวัน ส่วนที่เป็นผู้ป่วยชาวต่างชาติมี 1,662 ราย หรือ 3.59% เฉพาะเดือนเมษายน 2567 พบผู้ป่วยโรคเอดส์ 82 ราย เป็นชาวไต้หวัน 73 ราย และชาวต่างชาติ 9 ราย
2. ขุนพลแรงงานในต่างแดน ฮีโร่ฉบับฟิลิปปินส์ ปี 66 โอนเงินตราต่างประเทศกลับบ้าน 37,200 ล้านดอลลาร์ เท่ากับ 8.5% ของจีดีพีในประเทศ
จากกระแสข่าวการทะเลาะวิวาทกันระหว่างกลุ่ม LGBTQ+ หรือ กะเทย ชาวไทย และชาวฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ณ ซอยสุขุมวิท 11 ที่กลายเป็นข่าวใหญ่โต ทำให้เกิดคำถามในกลุ่มคนไทยเรื่องการเข้ามาขายแรงงานของชาวฟิลิปปินส์ หรือ ปินอย ในประเทศไทย มีสาเหตุจากอะไร จริง ๆ แล้ว การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ คือ "วัฒนธรรม" ที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ส่งเสริม และยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษยุคใหม่ของประเทศเลยทีเดียว
แรงงานฟิลิปปินส์ในไต้หวันจัดกิจกรรมวิ่งเพื่อฉลองวันชาติ 12 มิ.ย. เป็นประจำทุกปี ในภาพเป็นกิจกรรมวิ่งเมื่อ 16 มิ.ย. 2562 (ภาพจากกองแรงงาน นครนิวไทเป)
ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศอาเซียน ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบไปด้วยเกาะต่าง ๆ 7,000 เกาะ มีประชากรมากถึง 110 ล้านคน ทั้ง ๆ ที่เมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว พอกับประชากรไทย ด้วยเหตุที่เคยเป็นอาณานิคมของสเปน และสหรัฐอเมริกา ทำให้ชาวฟิลิปปินส์มีความแตกต่างจากกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงความคิด และการทำธุรกิจ รวมทั้งการมีความได้เปรียบทางภาษาอังกฤษเมื่อเทียบ กับชาติอื่น ๆ ในอาเซียน เนื่องจากการเป็นเมืองขึ้นของสหรัฐอเมริกา
เนื่องจากเป็นหมู่เกาะ การคมนาคมไม่สะดวก การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นไปด้วยความล่าช้า ประกอบกับมีปัญหาการทุจริต คนฟิลิปปินส์จึงนิยมไปขายแรงงานในต่างประเทศ รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งออกแรงงานไปทำงานต่างแดนมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของน้ำมัน ชาวฟิลิปปินส์นิยมเดินทางไปทำงานก่อสร้างและงานในโรงกลั่นน้ำมันที่ประเทศตะวันออกกลาง อย่างเช่น ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งในสมัยนั้นผู้ที่อพยพไปทำงานในต่างแดนยังคงเป็น ผู้ชายเป็นหลัก จนกระทั่งในทศวรรษ 1980 ผู้หญิงฟิลิปปินส์ต่างก็เริ่มออกไปหางานทำนอกประเทศมากขึ้น จนในปัจจุบันชาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในต่างประเทศมีจำนวนกว่า 11 ล้านคนและสัดส่วนเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
แรงงานฟิลิปปินส์ในไต้หวันมีจำนวนมากกว่า 150,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์
การที่มีแรงงานทำงานในต่างประเทศมากมาย แต่ละปีโอนเงินกลับประเทศไปเลี้ยงครอบครัว ซึ่งเป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้าไปช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างมาก จนมีการยกย่องแรงงานฟิลิปปินส์ในแดนว่าเป็น "Bayani" เป็นภาษาตากาล็อกที่แปลว่า "วีรบุรุษ" ซึ่งก็คือ คนที่มีความกล้าหาญ ถ่อมตนและเสียสละ ซึ่งชาวฟิลิปปินส์มองว่า แรงงานฟิลิปปินส์ในต่างแดน (Overseas Filippino Workers : OFW) คือ ผู้เสียสละที่ยอมออกจากบ้านไปทำงานในต่างแดน เพื่อทำให้ครอบครัวของตนสุขสบาย ถึงขนาดที่อดีตประธานาธิบดี คนที่ 11 ของฟิลิปปินส์ คอราซอน อากีโน ได้บัญญัติวลี "Bagong-Bayani" ในปี ค.ศ. 1988 ยกย่องให้เหล่าแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างแดนเป็นฮีโร่หรือวีรบุรุษยุคใหม่ของประเทศ
แรงงานฟิลิปปินส์ในไต้หวันมีจำนวนมากกว่า 150,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์
จากข้อมูลจากธนาคารกลางฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 แสดงให้เห็นว่าค่าจ้างที่แรงงานฟิลิปปินส์ในต่างแดน หรือ OFW โอนเงินกลับไปเลี้ยงครอบครัวมีมากถึง 37,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับปี 2565 ครองสัดส่วน 8.5% ของจีดีพีในประเทศ โดยการโอนเงินกลับบ้านของ OFW มีส่วนสำคัญ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ ซึ่งเปรียบเสมือนไฟส่องสว่างสำหรับเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในแง่ของ การกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 75 ของเศรษฐกิจ
แรงงานฟิลิปปินส์ยังนิยมจัดกิจกรรมการประกวดเดินแฟชั่นโชว์ชุดรีไซเคิลสร้างสรรค์ (ภาพจาก opinion.cw.com.tw)
ทำไมชาวฟิลิปปินส์จึงนิยมโกอินเตอร์ ? ในแต่ละปีมีแรงงานฟิลิปปินส์เดินทางไปทำงานต่างประเทศราว 10 ล้านคนหรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 10 ของประชากร สาเหตุหลักมาจากหางานทำในประเทศลำบาก หรือมีก็รายได้น้อยเมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน ในประเทศฟิลิปปินส์ มีอัตราการเกิดของประชากรเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความต้องการ การจ้างงานไม่สอดคล้องกับจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้น และมีอัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง ดังนั้น การหางานทำในฟิลิปปินส์จึงไม่ใช่เรื่องง่ายบวกกับอัตราค่าจ้างโดยเฉลี่ยก็ไม่ได้สูงนัก ส่งผลให้รายได้ไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว โดยภาระค่าใช้จ่าย ณ ที่นี้หมายถึงค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร ค่ารักษาพยาบาล รวมไปถึงเงินสำรองสำหรับยามเกิดภัยพิบัติ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในฟิลิปปินส์ สิ่งเหล่านี้จึงล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ชาวฟิลิปปินส์ออกไปหางานทำในต่างประเทศ และส่งเงินกลับมาเป็นค่าใช้จ่าย หลักให้กับคนในครอบครัว
กิจกรรมประกวดแฟชั่นโชว์ของแรงงานฟิลิปปินส์ (ภาพจาก mirrormedia.mg)
สำหรับตลาดแรงงานต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดหรือประเทศที่มีแรงงานฟิลิปปินส์เลือกไปทำงานมากที่สุด หากดูจำนวนเงินที่โอนกลับประเทศ มากที่สุดได้แก่ สหรัฐอเมริกา มีอัตราส่วน 40.9% (สาเหตุเป็นเพราะในหลายประเทศโอนเงินข้ามประเทศผ่านธนาคารสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก) สิงคโปร์ 7.1% ประเทศในแถบตะวันออกกลางอย่างซาอุดิอาราเบีย 6.1% ญี่ปุ่น 6.1% อังกฤษ 4.7% สหรัฐอาหรับเอ็มมิเรต 4.3% แคนาดา 3.6% กาต้า 2.8% ไต้หวัน ซึ่งมีแรงงานฟิลิปปินส์ทำงานอยู่ 150,000 คน โอนเงินกลับบ้านในอัตราส่วน 2.7% และเกาหลีใต้ 2.5% โดยอาชีพที่ชาวฟิลิปปินส์นิยม แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ที่อเมริกา แคนาดา ทำงานในตำแหน่งพยาบาล ซาอุดีอาระเบียนิยมทำงานเป็นพนักงานโรงแรม แม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็ก และพนักงานขับรถ จีน นิยมทำงานเป็น นักร้องในโรงแรม ฮ่องกง นิยมทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กและแม่บ้าน
3. แรงงานไทยทำงานอยู่ต่างประเทศทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 118,080 คน ไต้หวันยังคงเป็นตลาดใหญ่สุดของแรงงานไทย ไตรมาสแรก 2567 สร้างรายได้ 5.8 หมื่นล้านบาท
กระทรวงแรงงานไทยตั้งเป้าส่งออกแรงงานไทยในปี 2567 จำนวน 100,000 คน ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2567 ส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศ 21,281 คน สร้างรายได้เข้าประเทศ 58,627 ล้านบาท ไต้หวันยังคงเป็นตลาดใหญ่สุดของแรงงานไทย ไตรมาสแรก 2567 สร้างรายได้ 5.8 หมื่นล้านบาท
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างสะพานตั้นเจียง เขตปาหลี่ นครนิวไทเป (ภาพจาก udn.com)
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยข้อมูลจากกระทรวงแรงงานว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานอยู่ต่างประเทศทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 118,080 คน จำแนกเป็นเพศชาย จำนวน 92,966 คน และเพศหญิง จำนวน 25,114 คน โดย 10 ประเทศแรกที่แรงงานไทยเดินทางไปทำงานมากที่สุดคือ ไต้หวัน 51,960 คน รองลงมาคือ สาธารณรัฐเกาหลี 20,150 คน ตามด้วยอิสราเอล 14,593 คน ญี่ปุ่น8,716 คน มาเลเซีย 4,901 คน สาธารณรัฐสิงคโปร์ 3,194 คน ฮ่องกง 1,528 คน ฮังการี 1,040 คน สหรัฐอเมริกา 1,041 คน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1,002 คน และสาขาอาชีพที่แรงงานไทยนิยมทำงานในต่างประเทศ ได้แก่ภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมตามลำดับ ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 (เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2566) ไทยส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศจำนวน 21,281 คน สร้างรายได้ให้กับประเทศจากการส่งเงินกลับประเทศของแรงงาน เป็นมูลค่า 58,687 ล้านบาท
แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวของนครเถาหยวน (ภาพจากกองบริหารรถไฟฟ้าเถาหยวน)
กระทรวงแรงงานระบุเพิ่มเติมว่า สาขาช่างถือเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอุตสาหกรรมในต่างประเทศเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะช่างเชื่อม กระทรวงแรงงานจึงได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการยกระดับทักษะ (Upskill) แรงงานที่มีความสามารถด้านการช่างให้สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างในต่างประเทศผ่านการอบรมและทดสอบทักษะฝีมือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นายจ้างว่าผู้ที่ผ่านฝึกอบรมมีความรู้ ทักษะ และสามารถไปทำงานในต่างประเทศในฐานะแรงงานฝีมือ ซึ่งจะทำให้แรงงานไทยได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมหรือทดสอบมาตรฐานฝีมือ สามารถติดต่อที่สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ
โครงการก่อสร้างต่าง ๆ นิยมว่าจ้างแรงงานไทย