1. เตือนแรงงานต่างชาติเจ้าของรถจักรยานไฟฟ้าเก่า ต้องจดทะเบียนติดป้ายก่อน 29 พ.ย. ปีนี้ จึงจะขับขี่บนท้องถนนต่อไปได้
เนื่องจากไม่ต้องสอบใบขับขี่ ไม่ต้องจดทะเบียน อีกทั้งราคาถูก ทำให้รถจักรยานไฟฟ้าได้รับความนิยมและเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดอุบัติเหตุมากมายตามไปด้วย และเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว ไม่มีประกันภัยคุ้มครองผู้เสียหาย สภานิติบัญญัติจึงได้ผ่านการแก้กฎหมายการจราจรทางถนนและการลงโทษฉบับแก้ไข โดยจัดให้รถจักรยานไฟฟ้าอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายฉบับนี้ เช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ กล่าวคือต้องจดทะเบียน ติดแผ่นป้ายทะเบียนและซื้อประกันภัยภาคบังคับ แต่ไม่ต้องสอบใบขับขี่ ตั้งแต่ 30 พ.ย. 65 เป็นต้นมา โดยกำหนดให้รถจักรยานไฟฟ้าซื้อใหม่ ต้องยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียน และซื้อประกันภาคบังคับก่อน จึงจะอนุญาตให้ขี่บนท้องถนนได้ ส่วนรถเก่าที่ใช้งานอยู่ก่อนหน้าแล้ว ผ่อนผันให้ขึ้นทะเบียนภายในเวลา 2 ปี หรือภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ต้องยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนและซื้อประกันภัยภาคบังคับเช่นกัน มิเช่นนั้น จะไม่สามารถวิ่งบนท้องถนนอีกต่อไปได้
ไต้หวันประกาศให้รถจักรยานไฟฟ้าต้องจดทะเบียน ติดแผ่นป้ายทะเบียนและซื้อประกันภัยภาคบังคับ ตั้งแต่ 30 พ.ย. 65 เป็นต้นมา ส่วนรถเก่าที่ใช้งานอยู่ก่อนหน้าแล้ว ผ่อนผันให้ขึ้นทะเบียนภายในเวลา 2 ปี หรือภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567
กรมขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมแถลงว่า ตั้งแต่ประกาศเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2566 ระยะเวลา 1 ปี มีรถจักรยานไฟฟ้าที่ยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนตามกฎระเบียบแล้ว 101,725 คัน ในจำนวนนี้ประกอบด้วยรถจักรยานไฟฟ้าซื้อใหม่ 17,238 คัน นอกนั้นเป็นรถเก่า และในจำนวนรถเก่า กองทะเบียนยานยนต์ท้องที่ได้ไปบริการขึ้นทะเบียนถึงสถานประกอบการ พูดง่าย ๆ คือให้บริการถึงที่ มีจำนวนสูงถึง 3,400 ครั้ง รวมรถจักรยานไฟฟ้าที่จดทะเบียนกว่า 43,000 คัน ประมาณครึ่งหนึ่งของรถเก่าที่ขึ้นทะเบียนใหม่เลยทีเดียว
ตั้งแต่มีการประกาศให้รถจักรยานไฟฟ้าต้องขึ้นทะเบียนติดแผ่นป้ายเลขทะเบียนเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นมา ตำรวจทุกท้องที่มีการตรวจเข้มรถจักรยานไฟฟ้า
สำหรับแรงงานต่างชาติที่เป็นเจ้าของรถจักรยานไฟฟ้า ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ประสบปัญหาเรื่องไม่มีเอกสารหรือหลักฐานการซื้อรถจักรยาน เพราะที่ผ่านมา ซื้อต่อจากเพื่อนแรงงานต่างชาติด้วยกัน หรือบางรายแม้จะซื้อจากร้านโดยตรง แต่คงไม่ได้เก็บเอกสารการซื้อรถไว้ เพราะไม่ได้ใช้ พอกฎหมายออกมาต้องให้จดทะเบียนและติดแผ่นป้าย จึงไม่มีหลักฐานใด ๆ แม้ทางการจะผ่อนผันให้รถจักรยานไฟฟ้าที่ซื้อก่อนวันประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่เมื่อ 30 พ.ย. 65 สามารถยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนได้ภายในเวลา 2 ปี แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องประสบปัญหาอยู่ดี
รถเก่าที่ใช้งานอยู่ก่อนหน้าแล้ว ผ่อนผันให้ขึ้นทะเบียนภายในเวลา 2 ปี หรือภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ต้องยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนและซื้อประกันภัยภาคบังคับ มิเช่นนั้น จะไม่สามารถวิ่งบนท้องถนนอีกต่อไปได้
เกี่ยวกับเรื่องนี้ กองทะเบียนยานยนต์ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ไต้หวันแนะนำว่า หากไม่มีใบเสร็จการซื้อขายรถจากร้านขาย ไม่ต้องกังวล เจ้าของรถสามารถเขียนใบรับรองว่าใบเสร็จหาย ซึ่งมีแบบฟอร์มให้กรอก ส่วนเอกสารประจำรถได้แก่หลักฐานการผลิตจากโรงงาน สามารถประสานกับร้านขายรถจักรยานไฟฟ้า ซึ่งยินดีจะให้ความช่วยเหลือ เพื่อประสานโรงงานเดิมที่ผลิตรถออกสำเนาหลักฐานใหม่ได้ โดยสอบถามจากร้านขายรถจักรยานไฟฟ้าที่อยู่ใกล้หรืออยู่ในเมืองเดียวกัน
แรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ประสบปัญหาเรื่องไม่มีเอกสารหรือหลักฐานการซื้อรถจักรยาน เพราะซื้อต่อจากเพื่อนแรงงานต่างชาติด้วยกัน
ร้านขายรถจักรยานไฟฟ้า จะช่วยตรวจดูได้ว่า เป็นรถยี่ห้ออะไร ผลิตจากโรงงานไหน? และช่วยตรวจดูว่ามีการปรับแต่งรถผิดไปจากเดิมไหม? หากมีจะช่วยแก้กลับไปสู่สภาพเดิม ค่าใช้จ่ายไม่แพง แต่ต้องไม่มีการแต่งเสียจนเวอร์ เพราะทางร้านไม่มีอะไหล่ที่จะแก้กลับไปสู่สภาพเดิม สำหรับค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับอะไหล่ ส่วนรถจักรยานไฟฟ้าที่มีความเร็วเกิน 25 กม./ชม. สามารถแก้กลับไปเป็นไม่เกิน 25 กม./ชม. เก็บค่าบริการ 300 เหรียญ เมื่ออยู่ในสภาพเดิมแล้ว ทางร้านจะถ่ายภาพรถจักรยานไฟฟ้า อัปโหลดส่งให้โรงงานผู้ผลิต ช่วยออกสำเนาหลักฐานการผลิตให้ใหม่ ค่าบริการขอหลักฐานการผลิตเพียง 100 เหรียญ กรณีที่มีการแต่งเวอร์ ไม่สามารถแก้กลับไปสู่เดิมได้ เนื่องจากไม่มีอะไหล่ แนะนำว่า ใช้ให้คุ้มจนถึง 29 พ.ย. 67 จากนั้นชั่งกิโลขาย เพราะไม่สามารถใช้ขับขี่บนท้องถนนได้อีกต่อไป ขืนใช้ต่อไปถูกจับจะไม่คุ้ม
หลังประกาศขึ้นทะเบียนติดป้ายเมื่อ 30 พ.ย. 65 เป็นต้นมา แรงงานต่างชาติที่ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าผ่านการแต่งบางตาลงไปมาก
นอกจากนี้ ร้านขายทั่วไปยังบริการช่วยยื่นขอแผ่นป้ายทะเบียนด้วย หรือจะยื่นขอเองก็ได้ โดยเตรียมเอกสารสำคัญ ได้แก่ บัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) ฉบับจริง ตราประทับส่วนบุคคล (ไปแกะที่ร้านแกะตราประทับได้ ราคาประมาณ 100 เหรียญ) ใบรับรองรถจากโรงงานผลิต ใบเสร็จกำกับภาษีซื้อรถจากร้านขาย และใบประกันภัยภาคบังคับที่มีผลมากกว่า 30 วัน ไม่ต้องแนบหนังสืออนุญาตจากนายจ้าง
ตัวอย่างใบรับรองว่าใบเสร็จซื้อรถจักรยานไฟฟ้าหาย ดาวน์โหลดไปใช้ได้เลย
ส่วนรายละเอียดค่าธรรมเนียมการขอแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้า เสียค่าธรรมเนียมครั้งเดียว ได้แก่ค่าธรรมเนียมยื่นขอแผ่นป้ายทะเบียน 300 เหรียญ และค่าแผ่นป้ายเลขทะเบียน 150 เหรียญ รวม 450 เหรียญ ส่วนรถจักรยานไฟฟ้าคันเก่าที่ซื้อก่อนวันที่ 30 พ.ย. 65 จะต้องยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนภายในเวลา 2 ปี มิเช่นนั้น จะถูกปรับ 1,200-3,600 เหรียญ และจะถูกยึดรถไว้ชั่วคราวจนกว่าจะยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนเรียบร้อย แต่หากเป็นรถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานหรือไม่มีเครื่องหมายฟ้าผ่าสีแดง จะถูกยึดรถถาวร
สื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับระเบียบการยื่นขอป้ายทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้าต้องใช้เอกสารอะไรบ้างและเสียค่าธรรมเนียมเท่าไหร่? จัดทำโดยกรมพัฒนากำลังแรงงานและกระทรวงคมนาคม
สำหรับการประกันภัยภาคบังคับ กำหนดให้รถจักรยานไฟฟ้าคันใหม่ต้องซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 หรือประกันภัยภาคบังคับ 3 ปี อัตราเบี้ยประกัน 1,358 เหรียญ หรือเฉลี่ยปีละ 453 เหรียญ รถเก่าที่ใช้งานมาแล้วไม่ถึง 1 ปี ต้องซื้อประกันภัย 2 ปี อัตราเบี้ยประกัน 971 เหรียญ ใช่งานมาแล้วกว่า 1 ปีแต่ไม่ครบ 2 ปี ต้องซื้อประกันภัย 1 ปี ในอัตราเบี้ยประกัน 563 เหรียญ เจ้าของรถสามารถหาซื้อประกันภัยภาคบังคับได้จากพนักงานขายประกันภัย หรือในเว็บของบริษัทประกันภัยได้ หรือขอให้ร้านขายช่วยดำเนินการให้ได้
ผู้ซื้อรถจักรยานไฟฟ้าคันใหม่ ทั้งคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ จะต้องยื่นขอทะเบียนรถ ติดป้ายทะเบียนและต้องซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 เช่นเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์
เมื่อมีการซื้อประกันภัยแล้ว หากโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด เป็นเหตุให้มีคนเสียชีวิต ประกันจะจ่ายหัวละ 2,000,000 เหรียญ กรณีทุพพลภาพจะจ่ายตามระดับความพิการซึ่งมี 15 ระดับ ตั้งแต่ 50,000-2,000,000 เหรียญ ค่ารักษาพยาบาลสูงสุดจ่ายคนละ 200,000 เหรียญ หากต้องการวงเงินคุ้มครองที่สูงขึ้น สามารถซื้อเพิ่มกว่ามาตรฐานได้ และมีหลากหลายบริษัทประกันภัยขายประกันภัยภาคบังคับ สามารถซื้อผ่านร้านขายรถจักรยานไฟฟ้า หรือซื้อทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทประกันภัยได้
รถเก่าที่ใช้งานอยู่ก่อนหน้าแล้ว ผ่อนผันให้ขึ้นทะเบียนภายในเวลา 2 ปี หรือภายในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ต้องยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนและซื้อประกันภัยภาคบังคับ มิเช่นนั้น จะไม่สามารถวิ่งบนท้องถนนอีกต่อไปได้
ตามกฎหมายการจราจรทางถนนและการลงโทษฉบับแก้ไข ในส่วนที่เกี่ยวกับรถจักรยานไฟฟ้า กำหนดให้ความเร็วไม่เกิน 25 กม. ต่อชั่วโมง น้ำหนักรถไม่รวมแบตเตอรี่ต่ำกว่า 40 กก. หรือรวมแบตเตอรี่ไม่เกิน 60 กก. กระทรวงแรงงานออกประกาศเตือนแรงงานต่างชาติว่า เพื่อป้องกันเกิดปัญหา แรงงานต่างชาติที่ประสงค์ซื้อรถในนามของตน ต้องซื้อหาหรือขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายฟ้าผ่าสีแดง ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานเท่านั้น ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจะถูกยึดรถทันที! ความเร็วรถเกิน 25 กม./ชม. โทษปรับตั้งแต่ 900-1,800 เหรียญไต้หวัน ไม่สวมหมวกกันน็อกถูกปรับ 300 เหรียญ ดัดแปลงหรือแต่งรถจักรยานไฟฟ้าปรับตั้งแต่ 1,800-5,400 เหรียญไต้หวัน ห้ามให้คนซ้อนท้ายและห้ามเมาแล้วขับ
แรงงานต่างชาตินิยมแต่งรถหรูจนคนไต้หวันตะลึง (ภาพที่ชาวไต้หวันโพสต์ใน PTT เว็บบอร์ดชื่อดังในไต้หวัน) แต่ 30 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นมา แรงงานต่างชาติที่ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าผ่านการแต่งบางตาลงไปมาก
กรณีที่ไม่ยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนตามกำหนด มีโทษปรับ 1,200-3,600 เหรียญไต้หวัน หากไม่ซื้อประกันภัยภาคบังคับตามกำหนด มีโทษปรับ 750-1,800 เหรียญ แต่หากเกิดอุบัติเหตุและพบว่ารถจักรยานไฟฟ้าไม่ได้ซื้อประกัน ต้องเสียค่าปรับ 9,000 – 30,000 เหรียญไต้หวัน
นายจ้างส่วนใหญ่ไม่ส่งเสริมให้แรงงานต่างชาติของตนขับขี่รถจักรยานไฟฟ้า เกรงจะเกิดอันตราย มีนายจ้างบางรายถึงกับประกาศห้ามขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่ผ่านการแต่งหรือไม่ได้มาตรฐานเข้าไปจอดในโรงงานหรือหอพัก ทำให้แรงงานต่างชาติจำนวนไม่น้อยเลิกล้มแผนซื้อรถจักรยานไฟฟ้า ขณะที่บางโรงงานใช้วิธีสนับสนุนให้แรงงานของตนขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมาย โดยประสานหน่วยงานกองทะเบียนยานยนต์มาให้บริการตรวจมาตรฐานรถและขึ้นทะเบียนติดแผ่นป้ายถึงในโรงงาน
ก่อนประกาศขึ้นทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้า แรงงานต่างชาตินิยมแต่งรถหรูจนคนไต้หวันตะลึง (ภาพที่ชาวไต้หวันโพสต์ใน PTT เว็บบอร์ดชื่อดังในไต้หวัน)
2. 2566 มีชาวต่างชาติเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน 34 ราย ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเวียดนาม ตามด้วยอินโดนีเซีย แรงงานไทยถูกจับเมาแล้วขับมากสุด
แม้การควบคุมรถจักรยานไฟฟ้าอย่างเข้มงวด จะทำให้อุบัติเหตุจากรถจักรยานไฟฟ้าลดลง โดยเฉพาะที่เกิดจากแรงงานต่างชาติอย่างที่ แต่ปี 2566 ที่ผ่านมา อุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนนยังคงสูง จากสถิติของคณะกรรมการกำกับความปลอดภัยด้านการจราจร กระทรวงคมนาคม 10 เดือนแรกของปี 2566 ในไต้หวันเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนและทำให้มีคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตกว่า 9,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นแรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในไต้หวันจำนวน 34 คน เวียดนามมีจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงสุด ตามด้วยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และไทย แต่หากดูจากคดีก่อให้เกิดอันตรายในที่สาธารณะ หรือคดีเมาแล้วขับ แรงงานไทยสูงสีกับแรงงานเวียดนาม ขณะที่แรงงานเวียดนามมีจำนวนมากกว่าแรงงานประมาณ 5 เท่า แสดงว่าแรงงานไทยครองแชมป์คดีเมาแล้วขับถูกจับดำเนินคดี จึงเตือนแรงงานไทยต้องระวัง ทั้งการใช้รถใช้ถนน การเดินข้างทางและที่ต้องจำไว้เลยคือ ดื่มไม่ขับ เพราะอาจทำความเสียหายมหาศาลให้แก่เราและครอบครัว ถ้าไม่ถูกชนหรือไปชนคนอื่น ได้รับอุบัติเหตุ พิการ เสียชีวิตหรือติดคุก ก็จะถูกปรับหนักและถูกส่งกลับประเทศ ทำให้เสียโอกาสในการทำงานเก็บเงินเลี้ยงครอบครัว
สภาพรถจักรยานไฟฟ้าและที่เกิดเหตุ หลังแรงงานไทยรายหนึ่งเมาสุรา ควบจักรยานไฟฟ้าที่ปรับแต่งความเร็วจากไทจงไปจางฮั่ว ระหว่างทางชนเสาไฟฟ้าข้างทางเสียชีวิตเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566
ตัวเลขที่กล่าวมาข้างต้น เป็นอุบัติเหตุจากยานพาหนะทุกชนิด แต่ถ้าแยกแยะชัดเจน เป็นคดีที่เกิดจากรถมอเตอร์ไซค์มากที่สุด 269 คดี รถจักรยานไฟฟ้า 149 คดี ทั้งที่รถมอเตอร์ไซค์ในไต้หวันสูงกว่า 14 ล้านคัน ขณะที่รถจักรยานไฟฟ้ามีเพียง 400,000-500,000 คัน แสดงว่า อุบัติเหตุจากรถจักรยานไฟฟ้ายังคงอยู่ในระดับสูง
3. ซื้อรถมือสองต้องโอนกรรมสิทธิ์ แรงงานเวียดนามซื้อรถมอเตอร์ไซค์จากเพื่อนตกเป็นผู้ต้องหายักยอกทรัพย์หรือรับของโจร
ในกลุ่มแรงงานต่างชาติมีการซื้อขายรถจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์มือสองกันค่อนข้างบ่อย ที่ผ่านมาซื้อกันแบบจ่ายเงินแล้วจูงรถไปใช้เลย ต้องระวังนะครับ หากเราไม่ทราบที่มาที่ไปและไม่โอนกรรมสิทธิ์เป็นของเรา อาจตกเป็นผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีได้โดยง่าย
นายฟาน แรงงานเวียดนาม ซื้อมอเตอร์ไซค์มือสองจากคนบ้านเดียวกันผ่านทางสื่อโซเชียล พาแฟนสาวไปเที่ยวงานคริสต์มาสที่นครนิวไทเปช่วงปลายปีที่ผ่านมา ถูกตำรวจตรวจพบเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่เจ้าของแจ้งหาย เจ้าของรถแจ้งข้อหายักยอก แรงงานเวียดนามรายนี้ ปฏิเสธโดยอ้างว่า ตนซื้อมาจากคนบ้านเดียวกัน แต่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์และที่สำคัญคนขายเป็นคนงานผิดกฎหมายถูกจับส่งกลับประเทศตั้งแต่ปีที่แล้ว ทีนี้แหละ จะเจอทั้งคดียักยอกและรับของโจร
สายตรวจรถตำรวจซึ่งติดตั้งระบบ AI อ่านป้ายทะเบียนรถโดยอัตโนมัติ พบเป็นรถที่มีคนแจ้งความถูกยักยอก จึงเรียกให้จอดข้างทางเพื่อรับการตรวจสอบ
ตำรวจนครนิวไทเปชี้แจงว่า นายฟาน อายุ 28 ปี เป็นแรงงานเวียดนามเดินทางมาทำงานอยู่ที่นครเถาหยวนอย่างถูกกฎหมาย เมื่อต้นปี 2566 ซื้อรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งผ่านทางเฟซบุ๊กจากแรงงานหญิงชาติเดียวกันที่ไม่รู้จักกันมาก่อนรายหนึ่ง ในราคา 22,000 เหรียญ เนื่องจากไม่ทราบกฎหมายว่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานไฟฟ้าต้องทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ โดยผู้ขายต้องมีหลักฐานแสดงการเป็นเจ้าของ นายฟานจ่ายเงินและรับรถขี่กลับบ้านและไม่สอบถามที่มาที่ไปของรถที่ซื้อ ขี่มาร่วม 1 ปีก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา เวลากลางคืนประมาณ 21.00 น. หลังจากพาแฟนไปเที่ยวงานฉลองเทศกาลคริสต์มาสที่นครนิวไทเป เตรียมกลับหอพักโดยให้แฟนซ้อนท้าย ขณะจอดรอไฟแดงในปั่นเฉียว ถูกสายตรวจรถตำรวจซึ่งติดตั้งระบบ AI อ่านป้ายทะเบียนรถโดยอัตโนมัติ พบว่าเป็นรถที่มีคนแจ้งความถูกยักยอก จึงเรียกให้จอดข้างทางเพื่อรับการตรวจสอบ
รถมอร์เตอร์ไซค์คันที่เจ้าของแจ้งความถูกยักยอกไป คนซื้อไม่รู้ที่มาที่ไปและไม่โอนกรรมสิทธิ์ ถูกจับดำเนินคดีข้อหายักยอกทรัพย์
นายฟานให้ความร่วมมือจอดรถข้างทางตามคำสั่งโดยดีและอธิบายว่า ตนไม่ได้ขโมย แต่ซื้อรถจากหญิงชาติเดียวกันรายหนึ่งผ่านทางเฟซบุ๊กซึ่งไม่รู้จักกัน ส่วนแฟนสาวทำหน้าบึ้งยืนรอด้วยความเซ็งอยู่ข้าง ๆ ตำรวจโทรศัพท์ให้เจ้าของรถ ชื่อนายเล ซึ่งเป็นชาวเวียดนามเช่นกัน เพื่อมารับรถคืน จึงได้ทราบข้อเท็จจริงว่า นายเลให้น้องชายยืมรถไปใช้ น้องชายให้แฟนสาวยืมไปใช้ต่อ นายเลเคยทวงรถคืนหลายครั้ง แต่แฟนสาวของน้องชายหลบหน้าไม่ยอมพบ นายเลจึงเข้าแจ้งความรถของตนถูกคนอื่นยักยอกครอบครอง ต่อมาน้องชายกับแฟนเลิกกัน เพราะแฟนของน้องชายไปมีแฟนใหม่ แล้วนำรถคันดังกล่าวไปประกาศขายในเฟซบุ๊ก ก่อนถูกตรวจพบและส่งกลับประเทศ
ตำรวจแจ้งให้นายฟานทราบว่า รถคันที่ขี่เจ้าของเข้าแจ้งความถูกแฟนน้องชายแอบเอาไปใช้ไม่ยอมคืน
ขณะสอบปากคำ นายฟานแสดงอาการท้อแท้ที่ซื้อรถด้วยหยาดเหงื่อจากค่าจ้างเป็นเดือน สุดท้ายรถต้องคืนแก่เจ้าของ และตัวเองเกือบจะตกเป็นผู้ต้องหาฐานยักยอกครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่น