1. เตือน! หมดเขต 29 พ.ย. นี้ รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ไม่ซื้อประกันภัยภาคบังคับ ห้ามขี่บนถนนอีกต่อไป
เพื่อจัดระเบียบใหม่และแก้ปัญหาอุบัติเหตุจากรถจักรยานไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่ 30 พ.ย. 65 เป็นต้นมา ผู้ซื้อรถจักรยานไฟฟ้าคันใหม่ จะต้องยื่นขอจดทะเบียน ติดแผ่นป้ายทะเบียนและต้องซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 เช่นเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนถนนได้ กฎระเบียบนี้ ใช้บังคับเจ้าของรถจักรยานไฟฟ้าทั้งหมด รวมชาวไต้หวันและชาวต่างชาติ กรณีเป็นรถจักรยานไฟฟ้าคันเก่าที่ซื้อก่อนวันที่ 30 พ.ย. 65 ให้เวลาผ่อนผัน 2 ปี นี่เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษก็จะหมดเขตแล้ว เตือนแรงงานไทยที่ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าและยังไม่ได้ติดแผ่นป้ายทะเบียนระวัง จะต้องยื่นขอจดทะเบียน ติดแผ่นป้ายทะเบียนและต้องซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 ให้เรียบร้อยภายในวันที่ 29 พ.ย. 67 นี้ จึงจะใช้ขับขี่ต่อไปได้ มิเช่นนั้น จะถูกปรับ 1,200-3,600 เหรียญ ไม่ซื้อประกันปรับ 750-1,500 เหรียญ จะถูกยึดรถไว้ชั่วคราวจนกว่าจะยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนเรียบร้อย และหากเป็นรถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานหรือไม่มีเครื่องหมายสายฟ้าสีแดง จะถูกยึดรถถาวร
รถจักรยานไฟฟ้าทุกคัน จะต้องยื่นขอจดทะเบียน ติดแผ่นป้ายทะเบียนและต้องซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 ให้เรียบร้อยภายในวันที่ 29 พ.ย. 67 จึงจะใช้ขับขี่ต่อไปได้
กระทรวงคมนาคมแถลงว่า การจดทะเบียนและติดแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้า เสียค่าธรรมเนียมครั้งเดียว 450 เหรียญได้แก่ค่าธรรมเนียมจดทะเบียน 300 เหรียญ และค่าแผ่นป้ายทะเบียน 150 เหรียญ และต้องซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 หรือประกันภัยภาคบังคับตามอายุการใช้งานของรถ หากเป็นรถใหม่ ต้องซื้อประกันอย่างน้อย 3 ปี รวมเบี้ยประกัน 1,358 เหรียญ กรณีเป็นรถอายุการใช้งานไม่ถึง 1 ปี ต้องซื้อประกันอย่างน้อย 2 ปี รวมเบี้ยประกัน 971 เหรียญ หากเป็นรถอายุการใช้งาน 1 ปีขึ้นไป ต้องซื้อประกันอย่างน้อย 1 ปี เบี้ยประกัน 563 เหรียญ และต้องต่อประกันก่อนหมดอายุ กรณีที่รถจักรยานไฟฟ้าเกิดชำรุดเสียหายและเลิกใช้ ประกันภัยภาคบังคับที่ซื้อไว้ล่วงหน้าสามารถรับคืนได้ตามสัดส่วน
รถจักรยานไฟฟ้าทุกคัน จะต้องยื่นขอจดทะเบียน ติดแผ่นป้ายทะเบียนและต้องซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 ให้เรียบร้อยภายในวันที่ 29 พ.ย. 67 จึงจะใช้ขับขี่ต่อไปได้
เมื่อมีการซื้อประกันภัยแล้ว หากโชคร้ายเกิดอุบัติเหตุไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ประกันจะจ่ายหัวละ 2,000,000 เหรียญ กรณีทุพพลภาพจะจ่ายตามระดับความพิการซึ่งมี 15 ระดับ ตั้งแต่ 50,000-2,000,000 เหรียญ ค่ารักษาพยาบาลสูงสุดจ่ายคนละ 200,000 เหรียญ หากต้องการวงเงินคุ้มครองที่สูงขึ้น สามารถซื้อเพิ่มกว่ามาตรฐานได้ และมีหลากหลายบริษัทประกันภัยขายประกันภัยภาคบังคับ ผ่านร้านขายรถจักรยานไฟฟ้า หรือซื้อทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทประกันภัยได้
สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องการยื่นขอแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้า จากกรมพัฒนากำลังแรงงานและกระทรวงคมนาคม
กฎหมายการจราจรทางถนนและการลงโทษฉบับแก้ไข ขยายการควบคุมให้รถจักรยานไฟฟ้า หรือมีชื่อเรียกทางกฎหมายว่า ยานพาหนะ 2 ล้อขนาดเล็กขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยกำหนดอย่างชัดเจนว่า รถจักรยานไฟฟ้าจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน ติดแผ่นป้ายทะเบียนและซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 หรือประกันภัยภาคบังคับ จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนท้องถนนได้ แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องมีใบขับขี่เหมือนรถมอเตอร์ไซค์ทั่วไป
สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องการยื่นขอแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้า จากกรมพัฒนากำลังแรงงานและกระทรวงคมนาคม
แรงงานต่างชาติที่ประสงค์จะจดทะเบียนและขอแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้า แต่ไม่มีหลักฐานสำคัญจากโรงงานผลิต เพราะซื้อต่อจากเพื่อนมาหลายทอด สามารถขับขี่รถไปยังร้านขาย เพื่อให้ทางร้านช่วยตรวจดูได้ว่า เป็นรถยี่ห้ออะไร ผลิตจากโรงงานไหน? และช่วยตรวจดูว่ามีการปรับแต่งรถผิดไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน? หากมีจะช่วยแก้กลับไปสู่สภาพเดิม ค่าใช้จ่ายไม่แพง แต่ต้องไม่มีการแต่งเสียจนเวอร์ เพราะทางร้านไม่มีอะไหล่ที่จะแก้กลับไปสู่สภาพเดิม สำหรับค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับอะไหล่ ส่วนรถจักรยานไฟฟ้าที่มีความเร็วเกิน 25 กม./ชม. สามารถแก้กลับไปเป็นไม่เกิน 25 กม./ชม. เก็บค่าบริการ 300 เหรียญ เมื่ออยู่ในสภาพเดิมแล้ว ทางร้านจะถ่ายภาพรถจักรยานไฟฟ้า อัปโหลดส่งให้โรงงานผู้ผลิต ช่วยออกสำเนาหลักฐานการผลิตให้ใหม่ ค่าบริการขอหลักฐานการผลิตเพียง 100 เหรียญ กรณีที่มีการแต่งเวอร์ ไม่สามารถแก้กลับไปสู่เดิมได้ เนื่องจากไม่มีอะไหล่ แนะนำว่า ใช้ให้คุ้มจนถึง 30 พ.ย. 67 จากนั้นชั่งกิโลขาย เพราะไม่สามารถใช้ขับขี่บนท้องถนนได้อีกต่อไป ขืนใช้ต่อไปถูกจับจะไม่คุ้ม
สื่อประชาสัมพันธ์เรื่องการยื่นขอแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้า จากกรมพัฒนากำลังแรงงานและกระทรวงคมนาคม
นอกจากนี้ ร้านขายทั่วไปยังบริการช่วยยื่นขอแผ่นป้ายทะเบียนด้วย หรือจะยื่นขอเองก็ได้ โดยเตรียมเอกสารสำคัญ ได้แก่ บัตรถิ่นที่อยู่ (ARC) ฉบับจริง ตราประทับส่วนบุคคล (ไปแกะที่ร้านแกะตราประทับได้ ราคาประมาณ 100 เหรียญ) ใบรับรองรถจากโรงงานผลิต ใบเสร็จกำกับภาษีซื้อรถจากร้านขาย และใบประกันภัยภาคบังคับที่มีผลมากกว่า 30 วัน
กระทรวงแรงงานประชาสัมพันธ์ขอให้แรงงานต่างชาติเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายการจราจรทางถนนและการลงโทษฉบับแก้ไข ซึ่งกำหนดให้รถจักรยานไฟฟ้า ขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 25 กม. ต่อชั่วโมง น้ำหนักรถไม่รวมแบตเตอรี่ต่ำกว่า 40 กก. หรือรวมแบตเตอรี่ไม่เกิน 60 กก. หากไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน มีโทษปรับ 1,200-3,600 เหรียญ ตำรวจจะยึดรถไว้ชั่วคราว จนกว่าจะจัดการให้แล้วเสร็จถูกต้องตามกฎหมาย กรณีที่เป็นรถจักรยานไฟฟ้าไม่ติดแผ่นป้ายเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ฟ้าผ่าสีแดง จะถูกยึดรถถาวรทันที นอกจากนี้ รถจักรยานไฟฟ้ากำหนดความเร็วไม่เกิน 25 กม./ชม. หากฝ่าฝืนจะถูกปรับตั้งแต่ 900-1,800 เหรียญไต้หวัน ไม่สวมหมวกกันน็อกถูกปรับ 300 เหรียญ ดัดแปลงหรือแต่งรถจักรยานไฟฟ้าปรับตั้งแต่ 1,800-5,400 เหรียญไต้หวัน และห้ามให้คนซ้อนท้าย ห้ามเมาแล้วขับ เจ้าของรถสามารถหาซื้อประกันภัยภาคบังคับได้จากพนักงานขายประกันภัย ร้านขายจักรยานไฟฟ้าทั่วไปมีบริการซื้อประกันภัย หรือซื้อจากเว็บของบริษัทประกันภัยได้ หากไม่ซื้อประกันภัยภาคบังคับตามกำหนด มีโทษปรับ 750-1,500 เหรียญ กรณีเกิดอุบัติเหตุและพบว่ารถจักรยานไฟฟ้าไม่ได้ซื้อประกันภัยภาคบังคับ ต้องเสียค่าปรับ 9,000–30,000 เหรียญไต้หวัน
ท่านที่ต้องการทราบขั้นตอนและการเตรียมเอกสารในการยื่นขอทะเบียนรถ ขอแผ่นป้ายทะเบียนรถจักรยานไฟฟ้า อ่านรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก ฉบับภาษาไทย ได้ที่ : https://www.mvdis.gov.tw/files/m3/car/eBicyclesDoc/ebike_th_TH.pdf
2. 2 แรงงานเวียดนามหลบหนี 7 ปี ขับรถชนดะข้างทาง พุ่งเข้าชนร้านขายเครื่องดื่มแล้วหนีถูกจับ ชาวไถหนานที่กำลังย่างบาร์บีคิวบาดเจ็บทั้งครอบครัว ถูกนำส่งรักษา 7 คน
เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เวลา 21.00 น. เศษ ร้านขายเครื่องดื่มในตัวเมืองไถหนานแห่งหนึ่ง สมาชิกในครอบครัวเจ้าของร้านจำนวน 4 คน กำลังย่างบาร์บีคิวทานกันหลังปิดร้าน ทันใดนั้น มีรถเก๋งคันหนึ่งพุ่งชนเข้ามาถึงในร้านเกิดเสียงดังโครมและเปลวไฟพุ่ง ทำเอาร้านพัง ครอบครัวเถ้าแก่ร้านสะดุ้งตกใจสุดขีด กระโดดขวางปกป้องลูกเมีย มีคนโทรแจ้งความ ตำรวจมาถึงนำเอาครอบครัวเจ้าของร้าน 4 คน คนขับซึ่งเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายหลบหนี 7 ปี พร้อมเพื่อนชาติเดียวกันที่นั่งมาด้วยได้รับบาดเจ็บ ถูกชาวบ้านล้อมจับหลังพยายามหลบหนี นอกจากนี้ ยังมีแรงงานต่างชาติอีกรายที่โชคร้ายถูก 2 แรงงานเวียดนามขับรถพุ่งชน รถพังคนได้รับบาดเจ็บ ทั้งหมด 7 คนถูกนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล
2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายขับรถชนดะข้างทาง พุ่งเข้าชนร้านขายเครื่องดื่มแล้วหนีถูกจับ ชาวไถหนานที่กำลังย่างบาร์บีคิวบาดเจ็บทั้งครอบครัว ถูกนำส่งรักษา 7 คน (ภาพจาก setnnews)
ตำรวจตรวจดูกล้องวงจรปิดสันนิษฐานว่า 2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายดังกล่าว น่าจะไม่คุ้นทางประกอบกับฝนตกถนนลื่น จึงชนเรื่อยเปื่อย สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น นี่ยังดีที่บาดเจ็บไม่มีคนเสียชีวิต แต่ความกล้าบ้าบิ่นของแรงงานเวียดนาม ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ต้องจำคุกเสียให้เข็ด นี่ไม่ทราบเหมือนกันว่า รถยนต์ยืมมาใช้หรือขโมยมา
2 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายขับรถชนดะข้างทาง พุ่งเข้าชนร้านขายเครื่องดื่มแล้วหนีถูกจับ ชาวไถหนานที่กำลังย่างบาร์บีคิวบาดเจ็บทั้งครอบครัว ถูกนำส่งรักษา 7 คน (ภาพจาก setnnews)
3. เตือน! เกิดอุบัติเหตุรถชนอย่าด่วนไปจากที่เกิดเหตุ แรงงานไทยถูกชนท้ายไม่จอดรถถูกจับชนแล้วหนี เพราะอาแป๊ะคนชนเสียหลักล้มเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
ไม่เฉพาะรถจักรยานไฟฟ้าเท่านั้น ผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกชนิด ต้องเคารพกฎจราจร อย่าแต่งรถเพิ่มความเร็ว ที่สำคัญเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าเราไปชนเขาหรือเขามาชนเรา ต้องอยู่ในที่เกิดเหตุ จนมีการเคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว จึงจะออกไปจากที่เกิดเหตุได้ บางคนเห็นว่า อุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้รับบาดเจ็บและเราไม่ผิด เขามาชนเรา หลายคนขี่รถไปจากที่เกิดเหตุ ระวังจากไม่ผิดกลายเป็นชนแล้วหนี
เคยเกิดเหตุการณ์ที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์นำมาเล่าให้ฟัง แรงงานไทยรายหนึ่ง อายุ 29 ปี มาจากจังหวัดอุดรธานี เดินทางมาทำงานที่เมืองจางฮั่วนานหลายปีแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่และการทำงานก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อกลางเดือนกันยายนปีที่แล้ว มีตำรวจหลายนายมาจับและควบคุมตัวแรงงานไทยรายนี้ไปดำเนินคดี ข้อหาประมาทเป็นเหตุให้คนอื่นเสียชีวิต เรื่องของเรื่องเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกจับทั้ง ๆ ที่หลีกเลี่ยงได้ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า แรงงานไทยรายนี้ขี่จักรยานไฟฟ้าคู่ชีพออกจากโรงงาน ข้ามสะพานไปที่เขตพื้นที่นครไทจง ระหว่างทางเจอไฟแดง แรงงานไทยชะลอความเร็วและจอดรถรอไฟแดงที่สี่แยก แต่มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขี่ตามหลังมาเบรกไม่ทันชนเข้าที่ท้ายรถ ตัวคนงานไทยไม่เป็นไร รถก็ไม่ล้ม แต่รถมอเตอร์ไซค์คันที่ชนท้าย คนขับเป็นอาแป๊ะชาวไต้หวันเสียหลักล้มลงกลางถนน หัวกระแทกพื้น แรงงานไทยรายนี้แทนที่จะจอดรถช่วยเหลือ หรือดูว่าอาการบาดเจ็บมากไหม ต้องส่งโรงพยาบาลหรือไม่? คงคิดว่าตัวเองไม่ผิดและไม่อยากมีเรื่อง จึงขี่รถไปจากที่เกิดเหตุ คนที่เห็นเหตุการณ์รีบช่วยเหลือนำอาแป๊ะส่งรักษาที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าหัวฟาดพื้นอาการสาหัส หลังรักษาได้ไม่กี่วันก็เสียชีวิตในโรงพยาบาล
ตำรวจตรวจสอบเรื่องนี้ โดยดูจากกล้องวงจรปิด เห็นแรงงานไทยรายนี้ แม้จะเป็นฝ่ายถูกชน โดยอาแป๊ะมาชนท้ายแล้วล้มลงเอง เนื่องจากแรงงานไทยไม่หยุดรถช่วยเหลือคนที่บาดเจ็บ แต่บิดคันเร่งรถจักรยานไฟฟ้าออกไปจากที่เกิดเหตุ เท่ากับชนแล้วหนี ด้านบริษัทจัดหางานที่ดูแลและให้บริการแรงงานไทยรายนี้ พยายามติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือ อย่างมูลนิธิช่วยเหลือด้านกฎหมาย เพื่อหาทนายช่วยแก้ต่างคดี แต่เนื่องจากมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดอย่างชัดเจน แรงงานไทยรายนี้ ไม่ให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บแต่ขี่รถไปจากที่เกิดเหตุ เข้าข่ายชนแล้วหนี
ตามกฎหมายการบริหารจัดการจราจรทางถนนและบทลงโทษของไต้หวัน กำหนดว่า ผู้ขับขี่ยานพาหนะเกิดอุบัติเหตุรถชนแล้วหนี เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ แม้จะไม่ใช่เป็นฝ่ายผิด ก็ต้องอยู่ให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ มิเช่นนั้น ถือว่าชนแล้วหนี หากเป็นเหตุให้คนบาดเจ็บ ต้องระวางโทษจำคุก 6 เดือนขึ้นไป ไม่เกิน 5 ปี แต่หากทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 7 ปี และคดีนี้ศาลตัดสินให้แรงงานไทยรายนี้จำคุก 1 ปี 6 เดือน
จากเรื่องนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้พวกเราทราบว่า ขับขี่รถต้องระวัง เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าเราไปชนคนอื่นหรือเป็นฝ่ายถูกชน โปรดจำไว้ว่า : ต้องอยู่ในที่เกิดเหตุ ตรวจดูว่ามีคนบาดเจ็บหรือไม่ โทรศัพท์แจ้งความ รอให้ตำรวจมาตรวจดูเป็นความผิดของใคร เมื่อให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและเสร็จสิ้นการตรวจสอบแล้ว จึงจะไปจากที่เกิดเหตุได้ หากไปจากที่เกิดเหตุโดยคิดว่าตนไม่ผิด ก็อาจตกเป็นผู้ต้องหาชนแล้วหนีอย่างแรงงานไทยรายนี้ได้
จากเรื่องนี้ เป็นกรณีศึกษาให้พวกเราทราบว่า ขับขี่รถต้องระวัง เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน ไม่ว่าเราไปชนคนอื่นหรือเป็นฝ่ายถูกชน โปรดจำไว้ว่า : อยู่ในที่เกิดเหตุ / ตรวจดูว่ามีคนบาดเจ็บหรือไม่ / แจ้งความ รอตำรวจมา หากไปจากที่เกิดเหตุ อาจกลายเป็นชนแล้วหนี
※ตามประมวลกฎหมายอาญาของไต้หวัน ขับขี่ยานพาหนะเกิดอุบัติเหตุรถชนแล้วหนี เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ ต้องระวางโทษจำคุก 6 เดือนขึ้นไป ไม่เกิน 5 ปี กรณีชนแล้วหนีเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหรืออาการสาหัส ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 7 ปี