“ขอเชิญร่วมตอบแบบสำรวจความคิดเห็นจากการรับฟัง Podcast ของ Rti ลุ้นรับของรางวัลพิเศษ!บนเว็บไซต์:https://2023appsurvey.rti.org.tw/th ”
น้ำมันปลา (Fish oil) เป็นไขมันที่สกัดมาจากปลา ซึ่งสกัดมาจากส่วนหนัง เนื้อ หัว และหางของปลา โดยน้ำมันปลานั้นจะมีมีกรดไขมันโอเมก้า-3, EPA และ DHA ในปริมาณที่สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ส่งผลดีต่อร่างกายของมนุษย์ โดย DHA นั้นเป็นสารที่ร่างกายเราไม่สามารถผลิตเองได้ นอกจากนี้การรับประทานปลาทุกวันก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าเราจะได้รับโอเมก้า 3 ในปริมาณที่เพียงพอ จึงทำให้เราต้องรับประทานสารอาหารเหล่านี้เข้าไปในรูปของอาหารเสริมนั่นเอง
น้ำมันปลามีประโยชน์อย่างไรบ้าง
1. ส่งเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหารในร่างกาย
2. ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและไตรกลีเซอไรด์ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพหัวใจ
3. ป้องกันความดันโลหิตสูง ผลจากงานวิจัยระบุว่า โอเมก้า 3 ในน้ำมันปลานั้นสามารถลดความดันโลหิตซิสโตลิกของผู้ที่มีความดันโลหิตสูงได้เฉลี่ย 4.5 mmHg อีกทั้งยังสามารถป้องกันการเกิดความดันโลหิตสูงและหลีกเลี่ยง โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้อีกด้วย
4. ลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือด ทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ดีขึ้น
5. ลดการอักเสบและต้านอาการภูมิแพ้ ซึ่งน้ำมันปลานั้นสามารถรักษาภาวะหรืออาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรัง ทั้งยังช่วยลดการผลิตและการแสดงออกของยีนที่หลั่งสารไซโตไคน์ ซึ่งเป็นโมเลกุลที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบด้วย
6. ช่วยสุขภาพสมอง กรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันปลามีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มความจำ และช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้กรดไขมัน DHA ในน้ำมันปลายังช่วยลดการเกาะตัวของเส้นใยในสมอง ซึ่งเป็นตัวการในการทำลายเส้นใยประสาทส่วนความจำอีกด้วย
7. บำรุงสุขภาพดวงตาและป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม โดยโอเมก้า-3 จะประกอบด้วยดีเอชเอและอีพีเอ ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของเนื้อเยื่อจอประสาทตา ที่มีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพการมองเห็น ช่วยบำรุงสายตา ช่วยลดอาการตาแห้ง และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแสงจ้าได้
8. เป็นสารอาหารที่ช่วยทำให้อารมณ์ดี โดยน้ำมันปลาจะส่งผลต่อการทำงานของสารเซโรโทนินในสมอง ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยควบคุมอารมณ์โกรธ โมโห และเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดอาการวิตกกังวล ทั้งยังมีผลต่อการเกิดโรคซึมเศร้าอีกด้วย
เราจะมีหลักการในการเลือกน้ำมันปลาอย่างไร
1.มีความเข้มข้นของกรดไขมันโอเมก้า 3 มากกว่า 84% ขึ้นไปยิ่งมีมากก็ยิ่งดี ถ้าเป็นไปได้ ให้เลือกน้ำมันปลาที่สกัดจากปลาขนาดเล็กในทะเลน้ำลึก เนื่องจากปลาเหล่านี้จะมีการเจือปนของโลหะหนักในปริมาณน้อย
2. ให้เลือกที่เป็นน้ำมันปลาอย่างเดียวไปเลย เนื่องจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาที่ผสมวิตามินหรือสารอาหารอื่นๆ อาจมีความเข้มข้นของกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่น้อยลง หรืออาจทำให้ร่างกายเรานำน้ำมันปลาไปใช้ประโยชน์ได้น้อยลง
3. ให้เลือกน้ำมันปลาชนิด rTG เนื่องจากดูดซึมได้ง่าย ปกติแล้วน้ำมันปลาที่จำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ Triglyceride (TG), Ethyl Ester (EE), and Re-Esterified Triglyceride (rTG) หลายงานวิจัยบ่งชี้ว่าชนิดที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุดเรียงจากมากไปน้อยได้แก่ rTG > TG > EE ตามลำดับ
4.ให้เลือกที่เม็ดเล็ก ไม่มีกลิ่นคาว น้ำมันปลาหลายผลิตออกมาเม็ดใหญ่เลยทำให้ผู้สูงอายุหรือเด็กกลืนได้ยาก หลายคนเลิกบริโภคน้ำมันปลาก็ด้วยสาเหตุนี้ เนื่องจากมันผลิตจากน้ำมันของปลาทะเล แน่นอนว่าหลายยี่ห้ออาจจะมีกลิ่นคาวบ้าง ดังนั้นขณะเลือกซื้อให้ลองมองหาคำว่า odorless เราก็จะได้น้ำมันปลาที่ไม่มีกลิ่นคาวครับ
5.เลือกยี่ห้อที่ได้รับการรับรองจากสถาบันต่างๆ เช่นถ้าเป็นหน่วยงานของไต้หวันก็ให้มองหาสัญลักษณ์ SNQ ซึ่งย่อมาจาก Safety and Quality หรือจะมองหาสัญลักษณ์ 5 ดาวจาก IFOS ซึ่งย่อมาจาก International Fish Oil Standards หรือก็คือตรารับรองมาตรฐานน้ำมันปลาสากล นอกจากนี้ให้มองหาสัญลักษณ์การรับรองจาก SGS ว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมน้ำมันปลานั้นๆ ได้ผ่านการทดลองว่าปราศจากโลหะหนักหรือสารพลาสติไซเซอร์ ซึ่งเป็นสารเติมแต่งที่ใส่ลงในกระบวนการผลิตพลาสติกเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติอ่อนนุ่มและมีความยืดหยุ่นสูง
แล้วเราควรกินน้ำมันปลาตอนไหน เนื่องจากน้ำมันปลานั้นมีคุณสมบัติละลายได้ในไขมัน ดังนั้นจึงแนะนำให้รับประทานหลังอาหารหรือพร้อมอาหารไปเลยครับ เพื่อการดูดซึมที่ดีขึ้น
“ขอเชิญร่วมตอบแบบสำรวจความคิดเห็นจากการรับฟัง Podcast ของ Rti ลุ้นรับของรางวัลพิเศษ!บนเว็บไซต์:https://2023appsurvey.rti.org.tw/th ”