อย่างที่เราทราบกันนะครับว่า การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง แต่คุณผู้ฟังทราบไหมครับว่า พฤติกรรมบางอย่างที่คุณทำไปโดยไม่ระวังอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้
พฤติกรรมแรกได้แก่การรับประทานอาหารดึกจนเกินไปครับ เค้าบอกว่าการกินอาหารดึกจนเกินไปสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมากสูงถึง 20% มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งจากประเทศสเปนครับ เค้าศึกษาพฤติกรรมการกินและการนอนของผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก 621 ราย และผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม 1,205 ราย ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่เข้านอนหลังรับประทานอาหารมื้อค่ำทันที มีโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่าผู้ที่เข้านอนโดยเว้นระยะห่างจากมื้อสุดท้าย 2 ชั่วโมงถึง 20%
นอกจากนี้ผลการวิจัยยังบ่งชี้ว่า คนที่รับประทานอาหารมื้อเย็นตรงเวลา และงดการรับประทานอาหารในเวลากลางคืน จะมีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่า และส่งผลให้อัตราการเกิดโรคมะเร็งลดน้อยลงด้วย ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า การควบคุมเวลาในการรับประทานอาหารเย็นอาจเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันโรคมะเร็งได้
หลินอวี้ถิง (林郁婷) นักโภชนาการไต้หวันท่านหนึ่งเปิดเผยว่า หลังรับประทานอาหารมื้อสุดท้าย ควรเว้นระยะให้ระบบย่อยอาหารของร่างกายได้ย่อยและดูดซึมสารอาหาร หากเรารับประทานอาหารดึกเกินไป ร่างกายก็จะย่อยไม่ได้ และอหาารเหล่านั้นจะถูกสะสมอยู่ในรูปของไขมัน นายแพทย์ Joseph Mercola แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวท่านหนึ่งแนะนำว่า ควรเว้นระยะห่างจากมื้อสุดท้ายอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน มิฉะนั้นอาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงดังต่อไปนี้
1. ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายได้รับความเสียหาย ขณะที่เรานอนหลับ ร่างกายจะใช้พลังงานน้อย หากร่างกายได้รับพลังงานมากจนเกินไป ไมโตคอนเดรียจะเก็บสะสมพลังงานเหล่านั้นในรูปของไขมัน และไขมันส่วนเกินเหล่านั้นก็จะส่งผลให้เยื่อหุ้มเซลล์และโปรตีนถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระ
2. รบกวนวงจรนาฬิกาชีวภาพ วงจรนาฬิกาชีวภาพ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า circadian rhythm คือระบบที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ฮอร์โมน อุณหภูมิของร่างกาย การหลับและการตื่น เป็นต้น ศูนย์กลางควบคุมนาฬิกาชีวภาพนั้นตั้งอยู่ที่ส่วนของสมองที่เรียกว่า ไฮโปธาลามัส โดยนาฬิกาชีวภาพจะทำงานเป็นจังหวะสอดคล้องกับการทำงานในระบบอื่น ๆ ของร่างกาย หากวงจรนาฬิกาชีวิตถูกรบกวน ก็จะส่งผลต่อความแข็งแรงของร่ายกายได้ ปกติร่างกายจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมงในการย่อยอาหาร การที่เรากินดึกร่างกายจะยังคงทำงานอยู่ ส่งผลให้ Growth Hormone ที่ควรหลั่งหลังจากนอนหลับสนิทเกิดอาการผิดปกติ หรือหลั่งน้อยลง ทำให้ร่างกายที่ควรจะได้ฟื้นฟู และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอมีปัญหา ร่างกายจึงอ่อนแอ และภูมิคุ้มกันต่ำลง
3. ร่ายกายเผาผลาญไขมันได้ไม่หมด โดยปกติแล้ว ขณะที่เรารับประทานอาหารเข้าไป ร่างกายจะหลั่งอินซูลินเพื่อเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเพื่อให้กลายเป็นพลังงาน แต่บางส่วนที่เผาผลาญไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย หากรับประทานอาหารดึกเกินไปก็จะมีโอกาสจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดหรือไขมันสะสมสูงขึ้น เนื่องจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้งานนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล้วหากเรามีพฤติกรรมกินดึกในระยะยาว ก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจได้
พฤติกรรมที่ 2 ได้แก่ การไม่รักษาสุขภาพของช่องปาก คุณผู้ฟังอาจไม่ทราบนะครับว่า สุขภาพช่องปากมีส่วนเกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ ฟังดูไม่น่าเกี่ยวข้องกันเลยใช่ไหมละครับ แต่มันเกี่ยวครับ โดยเค้าบอกว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพของช่องปาก จะเพิ่มโอกาสในการป่วยเป็นโรคมะเร็งสูงถึง 50% เลยทีเดียวครับ ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งเปิดเผยว่า ในปี พ.ศ. 2555 มีการตรวจพบแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ฟิวโซแบคทีเรียม นิวคลีเอตัม (Fusobacterium nucleatum) ในช่องปาก อุจจาระ และก้อนมะเร็งของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งแบคทีเรียสายพันธุ์ดังกล่าวมักพบบริเวณเหงือก โดยเฉพาะในหินปูนที่ฟัน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเหงือกอักเสบ เบคทีเรียเหล่านี้จะเคลื่อนตัวจากช่องปากไปยังลำไส้ใหญ่และเป็นสาเหตุหนึ่งในการก่อให้เกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย ทีมทันตแพทย์จากมหาวิทยาลัยทัฟ (Tufts University) ในสหรัฐฯอเมริกาเปิดเผยว่า แบคทีเรียฟิวโซแบคทีเรียม นิวคลีเอตัมเป็นสาเหตุของอาการอักเสบทั่วร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้อาการของโรคอัลไซเมอร์รุนแรงขึ้นได้
ทันตแพทย์หลินซื่อหรง (林世榮) อดีตประธานสมาคมปริทันตวิทยา แห่งไต้หวันเปิดว่า การดูแลสุขภาพของช่องปากเป็นอีกปราการสำคัญในการป้องกันโรคอื่นๆ ดังนั้นอยากแนะนำให้ประชาชนอย่าละเลยสุขอนามัยของช่องปาก ทั้งนี้เพื่อจะได้ลดโอกาสพัฒนาไปสู่โรคต่างๆในอนาคต
สำหรับพฤติกรรมสุดท้ายได้แก่ การนอนในห้องที่มีความสว่างมากจนเกินไป แม้แสงไฟจะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ขณะเดียวกันแสงไฟก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งได้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเปิดเผยว่า ผู้หญิงที่นอนใต้แสงไฟที่ส่องสว่างในเวลากลางคืน มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้นถึง 14% และผู้ชายที่นอนในสภาพแวดล้อมดังกล่าวก็มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้นด้วย มีงานวิจัยบ่งชี้ว่า ชายที่นอนในห้องที่แสงไฟส่องสว่างมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากสูงกว่าชายที่นอนในห้องมืดสนิทถึง 2.8 เท่า
ในอดีตมนุษย์มีวิถีชีวิตที่ตื่นมาพร้อมกับแสงแดดและเข้านอนหลังจากที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ต่อมาหลังจากมีการผลิตหลอดไฟขึ้น ทำให้ปัจจุบันมนุษย์สามารถใช้แสงไฟในการดำรงชีวิตในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งนั่นส่งผลเสียต่อสมดุลและนาฬิกาชีวิตของร่างกาย แสงสว่างเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อระบบประสาทอัตโนมัติและความสมดุลของฮอร์โมน รวมถึงเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็งด้วย ดังนั้นเมื่อเวลาเราจะเข้านอน ไม่เพียงแต่ต้องปิดไฟในห้องนอนเท่านั้น แต่ยังต้องหาม่านที่บังแสงจากภายนอกให้ห้องมืดสนิท รวมถึงพยายามอย่าใช้คอมพิวเตอร์หรือเล่นโทรศัพท์มือถือก่อนเข้านอน ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้แสงสีฟ้ามารบกวนการนอนหลับของเราด้วย