สารให้ความหวานที่มีใช้อยู่ตามท้องตลาดมีเยอะแยะมากมาย แต่ที่พบมากที่สุดในไต้หวันมีอยู่ 5 ชนิด ได้แก่ แอสปาแตม ขัณฑสกร อะเซซัลเฟม โปแตสเซียม ซูคราโลส และหญ้าหวานเป็นต้น เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้พูดถึงแอสปาแตมและขัณฑสกรไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึง 3 ชนิดหลังครับ
1. อะเซซัลเฟม โปแตสเซียม (Acesulfame potassium)
อะเซซัลเฟมโพแทสเซียม ( Acesulfame Potassium ) หรือชื่อที่เรียกในทางการค้าคือ ซูเนตต์ (Sunett) เป็นเกลือของสารประกอบที่ให้ความหวาน ถูกค้นพบขึ้นในปี ค.ศ.1967 เป็นสารให้ความหวาน ที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกว่าเป็นสารที่มีความปลอดภัยต่อการนำมาบริโภค ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 200 เท่า แต่กลับไม่มีผลต่อระดับอินซูลินหรือน้ำตาลในเลือดเลย แถมยังสามารถถูกขับออกจากร่างกายในสภาพเดิมทางปัสสาวะ สารนี้มีประโยชน์เหมือนขัณฑสกรคือเป็นสารที่ไม่ก่อให้เกิดฟันผุ เนื่องจากแบคทีเรียในช่องปากไม่สามารถย่อยสารชนิดนี้ได้ และยังช่วยคงระดับของน้ำหนักตัวเนื่องจากเป็นสารที่ไม่ให้พลังงาน จึงถูกนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือโรคอ้วน ด้วย นอกจากนี้ อะเซซัลเฟมโพแทสเซียม ยังมีคุณสมบัติที่ทนความร้อน จึงสามารถนำมาประกอบอาหารหรือเติมในขนมอบได้
อะเซซัลเฟมโพแทสเซียมมีข้อแนะนำในการบริโภค คือ ไม่ควรเกิน 15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม สำหรับข้อควรระวังในการใช้คือ เด็กหรือสตรีมีครรภ์ ควรที่จะหลีกเลี่ยงการการบริโภคสารตัวนี้ ยกเว้นได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนเท่านั้น ในแง่ของความปลอดภัย ยังไม่มีรายงานการพบอาการเกี่ยวมะเร็งในสัตว์ทดลองเหมือนสารให้ความหวานชนิดอื่นๆอีกด้วย
2. ซูคราโลส (Sucralose)
ซูคราโลสเป็นสารให้ความหวาน ที่ถูกสร้างจากการใช้น้ำตาลทรายหรือน้ำตาลซูโครสเป็นสารตั้งต้น ทำให้มีสูตรโครงสร้างคล้ายน้ำตาล โดยให้รสชาติหวานใกล้เคียงกับน้ำตาล ไม่ให้พลังงาน ไม่มีรสขมติดลิ้น แต่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้เช่นเดียวกับสารให้ความหวานอีกหลายชนิด ซึ่ง ซูคราโลส ที่รับประทานเข้าไปนั้นจะถูกขับออกมาในรูปของปัสสาวะและอุจจาระเช่นกัน ดังนั้นจึงสามารถใช้ซูคราโลสมาทดแทนน้ำตาลเพื่อควบคุมพลังงานที่จะได้รับได้
ในด้านความปลอดภัย ซูคราโลสเป็นที่ยอมรับจากคณะกรรมการอาหารและยาของหลายประเทศรวมถึงองค์การอนามัยโลก อย่างไรก็ตามก็มีงานวิจัยที่พบว่าซูคราโลส อาจไปกระตุ้น receptor ในปากในขณะที่รับประทาน ทำให้ระดับอินซูลินสูงขึ้น ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาเรื่องอินซูลินควรจะหลีกเลี่ยงซูคราโลส ทั้งนี้ผลอาจขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและความคุ้นเคยในการบริโภคสารให้ความหวานแทนน้ำตาลด้วย สำหรับข้อจำกัดในด้านการบริโภค ปัจจุบันยังไม่มีรายงานถึงผลไม่พึงประสงค์ที่เด่นชัดจากการใช้ซูคราโลส ทั้งนี้ปริมาณที่แนะนำไม่ควรเกิน 9 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน
3. สตีวิโอไซด์ (Stevioside) หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม หญ้าหวาน (Stevia)
หญ้าหวาน (Stevia) มีชื่อในทางวิทยาศาสตร์ว่า “สเตเวีย รีบอดิอาน่า (Stevia Rebaudiana)” เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศบราซิลและทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศปารากวัยในทวีปอเมริกาใต้ ส่วนของใบหญ้าหวานนั้นมีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 10-15 เท่า แต่เป็นความหวานที่ไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และที่สำคัญก็คือสารสกัดที่ได้จากหญ้าหวานที่มีชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) นั้นเป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 200-300 เท่า
ฤทธิ์ในการออกรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะไม่เหมือนกับน้ำตาลซะทีเดียว เนื่องจากสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อย และรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย มีคุณสมบัติทนต่อความร้อนและกรดได้ดี จึงถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย เช่น ทำหมากฝรั่ง ลูกกวาด เครื่องดื่ม ไอศกรีม แยมเยลลี่ เป็นต้น ไม่เพียงแต่ใช้กับอาหารเท่านั้น ยังได้นำสตีวิโอไซด์ไปใช้แทนน้ำตาลในการผลิตยาสีฟันและผสมในบุหรี่อีกด้วย ข้อดีอีกอย่างของสตีวิโอไซด์ไม่ทำให้อาหารเกิดสีน้ำตาลเมื่อผ่านความร้อนสูงๆ และไม่ถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ดังนั้นเมื่อนำมาใช้กับอาหารจึงไม่ทำให้อาหารเน่าเสีย นอกจากนี้สตีวิโอไซด์เป็นสารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีแคลอรีต่ำมากหรือเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ จึงเหมาะมากมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคอ้วน และโรคหัวใจ