๑. แจกคนละ 6000 สำแดงเดช ผู้ประกอบการกว่า 50% เตรียมจ้างพนักงานเพิ่ม รับบรรยากาศเศรษฐกิจพุ่งกระฉูด
รัฐบาลไต้หวันได้เริ่มแจกเงินเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ในช่วง 3 ปีที่ผ่าน โดยการแจกเงินสดคนละ 6000 เหรียญไต้หวัน ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ธนาคารทรัพยากรมนุษย์ไต้หวันได้ประกาศผลการสำรวจพบว่า ภาคธุรกิจกว่า 70% เห็นว่า การแจกเงินดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อผลประกอบการของตน นอกจากนี้ ยังมีถึง 50% ที่บอกว่าจะจ้างพนักงานเพิ่มเติม
ธนาคารทรัพยากรมนุษย์ไต้หวันได้ทำการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการจำนวน 1,461 ราย ได้รับคำตอบกลับคืนมา 960 ราย พบว่า 51.3% เลือกที่จะใช้วิธีการโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรง 29.2% ใช้วิธีการเบิกเงินสดจากตู้ ATM 19.5% เลือกเบิกเงินสดจากธนาคารไปรษณีย์ ในจำนวนนี้ 35.1% เลือกที่จะเอาเงินที่ได้ฝากไว้ในบัญชีเงินฝากของตนเอง ส่วนการนำเงินนี้ไปใช้อย่างไรบ้าง 70% บอกว่าจะนำไปซื้อของใช้จำเป็น 5.4% ซื้อของใช้ฟุ่มเฟือย ที่เหลือ 26.6% ใช้ในทั้งสองรูปแบบพร้อม ๆ กัน
เนื่องจากเป็นตัวอย่างจากผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเฉพาะการค้าภายในประเทศถึง 78.1% สำรวจพบว่า 68% เกือบ 70% ของผู้ประกอบการเห็นว่านโยบายการแจกเงินของรัฐบาลในครั้งนี้ จะเป็นผลดีต่อยอดขายของพวกตน ในจำนวนนี้มีผู้ประกอบการ 47.1% บอกว่ามีแผนการที่จะจ้างพนักงานเพิ่มเติม และมีถึง 58.8% ที่บอกว่าจะวางแผนส่งเสริมการขายเพื่อดันยอดขายของตน
คุณหยางจงปิน โฆษกเว็บไซต์จัดหางาน yes123 วิเคราะห์ว่า เงินแจก 6000 นี้จะทำให้เกิดกระแสการบริโภคแบบ “ล้างแค้น” และทำให้ผลประกอบการพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน เขาบอกว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เพิ่มจาก 6000 ผู้บริโภคมีเงินมากขึ้นที่จะจับจ่ายใช้สอย และใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน นอกจากทำให้ยอดขายของผู้ประกอบการพุ่งสูงขึ้นแล้ว ยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการต้องการแรงงานในระยะสั้นด้วย”
นายหยางฯ ยังคาดการณ์เพิ่มเติมว่า อานิสงส์จากเงินแจกระลอกแรกนี้ น่าจะเป็นช่วงวันแม่สากลในเดือนหน้า ระลอกต่อไปก็จะเป็นช่วงปลายเดือน มิ.ย. เทศกาลบ๊ะจ่างที่มีวันหยุดยาว 4 วัน ทำให้ร้านค้าต่าง ๆ ต้องเร่งโปรโมทสินค้าของตนดึงดูดผู้บริโภคเป็นการใหญ่ ส่วนเพื่อนผู้ใช้แรงงานก็คงต้องได้รับการขึ้นค่าแรงที่รู้สึกได้ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับและยกระดับโครงสร้างภาคการผลิต
๒. เงินเฟ้อทำเงินในกระเป๋าหด เฉลี่ยเงินเดือน ก.พ. ลดลงมากสุดในรอบ 10 ปี
ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ ทำให้เงินในกระเป๋าของผู้บริโภคหดตัวลง สำนักบัญชีกลางไต้หวัน ได้ประกาศสถิติเงินเดือนเฉลี่ยของลูกจ้างในไต้หวันช่วง ม.ค. และ ก.พ. อยู่ที่ 45,206 เหรียญไต้หวัน/เดือน ลดลง 0.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เงินเดือนรวมเพิ่มขึ้น 2.74% แต่หากหักลบปัจจัยราคาสินค้าแล้ว ก็จะทำให้เงินเดือนเฉลี่ยที่แท้จริงอยู่ในสภาพติดลบ 0.34% แต่เงินเดือนสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 0.01% ต่อปี
นอกจากนี้ สำนักบัญชีกลางไต้หวันยังประกาศสถิติจำนวนลูกจ้างจนถึงสิ้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 8.166 ล้านคน ลดลงเดือนละ 9000 คน หรือ 0.12% ในจำนวนนี้เป็นลูกจ้างในกิจการร้านอาหารเครื่องดิื่ม ที่พักอาศัยลดลง 4000 คน ภาคอุตสาหกรรมลดลง 3000 คน
ผลกระทบจากการหดตัวลงของอุปสงค์ทั่วโลก ทำให้ภาคการผลิตในไต้หวันก็อ่อนเปลี้ยลง ทำให้ถูกจับตามองว่า บรรยากาศตกต่ำของภาคการผลิตจะส่งผลต่อตลาดแรงงานหรือไม่ คุณเฉินฮุ่ยซิน ระบุว่า ในการรับมือกับบรรยากาศตกต่ำของภาคการผลิต ก็มักจะต้องปรับเวลาการทำงาน ดังนั้น ชั่วโมงทำงานนอกเวลาหรือโอทีก็ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แล้ว
เธอบอกอีกว่า แม้ภาคการผลิตจะจ้างงานลดลง 3000 คน ในเดือน ก.พ. แต่ที่ผ่านมา ก็มักจะได้รับผลจากการจ้างงานชั่วคราว ที่เป็นไปตามฤดูกาล ยุติลง ทำให้จำนวนการจ้างงานลดลง ส่วน มี.ค. จะอยู่ในสภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่ ต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของจำนวนลูกจ้างในเดือนหน้า จึงจะทราบแน่ชัดถึงแนวโน้มของตลาดแรงงาน
๓. นักวิชาการไต้หวันระบุการตรวจสอบกำแพงสินค้าไต้หวันของจีน เพื่อกดดันไต้หวันในปีที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี
สืบเนื่องจากกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ประกาศดำเนินการตรวจสอบกำแพงสินค้าไต้หวัน เพื่อทบทวนมาตรการกีดกันสินค้าจีนของไต้หวันนั้น นักวิชาการไต้หวันวิเคราะห์ว่า การตรวจสอบกำแพงสินค้าดังกล่าวของจีนจะเสร็จสิ้นลงในเดือน ต.ค. ปีนี้ หรืออาจจะเลื่อนไปแล้วเสร็จในเดือน ม.ค. ปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีของไต้หวัน ที่กำลังอยู่ในช่วงร้อนระอุ เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อน ประกอบกับจนถึงปัจจุบัน จีนก็ยังไม่ได้ประกาศยกเลิกหรือระงับการใช้บังคับความตกลงการค้าที่ทำกับไต้หวันคือ ECFA ดังนั้น จึงไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จีนอาจอาศัยการตรวจสอบกำแพงสินค้าไต้หวัน เพื่อกดดันไต้หวัน
กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศตรวจสอบกำแพงสินค้าไต้หวันจำนวน 2455 รายการ ซึ่งรวมถึงสินค้าเกษตร สินค้าสารเคมีและโลหะ รวมทั้งสิ่งทอด้วย โดยจะใช้เวลาตรวจสอบนานที่สุด 9 เดือน แล้วเสร็จอย่างช้าสุดในวันที่ 12 ม.ค. ปีหน้า
คุณชิวต๋าเซิง นักวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจไต้หวันระบุว่า การตรวจสอบกำแพงสินค้าของจีนในครั้งนี้ จะแล้วเสร็จในราว ต.ค. ปีนี้ หรือช้าสุดเดือน ม.ค. ปีหน้า ซึ่งประจวบเหมาะกับเป็นห้วงเวลาหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของไต้หวัน มีความละเอียดอ่อนพอสมควร จึงคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จีนพิจารณาประเด็นดังกล่าวในแง่มุมของการเมือง
แม้จะมีสีสรรในการกดดันไต้หวันของจีนไม่น้อยก็ตาม แต่จีนก็ยังไม่ได้ยกเลิกความตกลงการค้า ECFA กับไต้หวันโดยตรง คุณชิวฯ เห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จีนจะอาศัยการตรวจสอบกำแพงสินค้าไต้หวันมากดดันรัฐบาลไต้หวัน
คุณเหยียนฮุ่ยซิน รองผู้จัดการศูนย์ WTO / RTA สถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว วิเคราะห์ว่า พิจารณาโดยผิวเผินจากประกาศของจีนฉบับนี้จะเห็นได้ว่า เป็นการประกาศจากแง่มุมของผลประโยชน์ด้านอุตสาหกรรม ส่วนไต้หวันพิจารณาคำนึงถึงด้านความปลอดภัยเศรษฐกิจแห่งชาติเป็นหลัก ห้ามสินค้าจีน 2000 กว่ารายการเข้าไต้หวัน ซึ่งเป็นความจริง แต่ก็เป็นมานานกว่า 20 ปีแล้ว จีนเพิ่งจะมาตรวจสอบในตอนนี้ เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนในแง่ของห้วงเวลา พิจารณาแล้ว ไม่ค่อยเหมือนกับการพิจารณาเพื่อผลประโยชน์ของภาคอุตสาหกรรมของตน
คุณเหยียนฯ ระบุว่า จีนเริ่มการตรวจสอบกำแพงสินค้า เบื้องหลังน่าจะมาจากความไม่พอใจประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน เยือนสหรัฐฯ ซึ่งจีนนิยมใช้มาตรการทางเศรษฐกิจมากดดันไต้หวันอยู่เนือง ๆ “จีนต้องการกดดันไต้หวันในช่วงเวลาเช่นนี้ ที่สำคัญก็เพื่อโจมตีทางการเมืองเป็นสำคัญ”
คุณเหยียนฯ วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ คาดว่าในอนาคตอาจมีการพัฒนาไปใน 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรก เมื่อพิจารณาจากกฎเกณฑ์การตรวจสอบกำแพงสินค้าของจีนแล้ว หากจีนเห็นว่ามีการสร้างกำแพงการค้า ก็ควรใช้วิธีการเจรจา โดยใช้กลไกการแก้ปัญหาแบบพหุภาคี หรือใช้มาตรการอื่นที่เหมาะสม แต่สถานการณ์ระหว่างช่องแคบไต้หวันในตอนนี้ เธอยังวิตกว่าจะสามารถเปิดการเจรจาด้วยความจริงใจและได้ผลอย่างแท้จริงได้หรือไม่ยังเป็นปัญหาอยู่
รูปแบบที่ 2 คือจีนอาจใช้วิธีฟ้องไปยังองค์การการค้าโลก หรือ WTO แต่ที่ผ่านมา จีนไม่ต้องการทำให้ประเด็นระหว่างช่องแคบไต้หวัน กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ดังนั้น เธอจึงคิดว่าวิธีการนี้คงเป็นไปได้ยาก
รูปแบบสุดท้ายคือรูปแบบที่ 3 จีนอาจใช้ “มาตรการที่เหมาะสม” ของตน อย่างในอดีตที่ผ่านมา อาทิ การเพิ่มภาษีศุลกากร หรือใช้มาตรการจำกัดการนำเข้าสินค้าไต้หวัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง
คุณเหยียนฮุ่ยซิน รอง ผอ. ศูนย์ WTO/RTA สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ จงหัว