ไต้หวันประกาศควบคุม 22 เทคนิคสำคัญระดับชาติ ห้ามส่งออก ฝืนติดคุก 12 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาบริหารไต้หวันได้ประกาศ “รายชื่อเทคนิคที่เป็นหัวใจของชาติ” โดยแบ่งเป็น 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงดิจิทัล สภาวิทยาศาสตร์ และกระทรวงเกษตร รวมทั้งสิ้น 22 รายการ ซึ่งรวมถึงการผลิต IC เซมิคอนดักเตอร์ขนาดเล็กกว่า 14 นาโน รวมทั้งเทคนิค Advanced chip packaging
กระทรวงเศรษฐการ ไต้หวัน เปิดเผยว่า การควบคุมเทคนิคเหล่านี้เป็นไปพร้อมกับมาตรการของสหรัฐฯ ไม่กระทบต่อการประกอบธุรกิจในจีนของ TSMC แต่อย่างใด ทั้งนี้ สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติของไต้หวัน จะมีการทบทวนรายชื่อเหล่านี้ทุก 3 เดือน และอาจมีการประกาศรายชื่อเทคนิคควบคุมระลอกที่ 2 ด้วย
ทั้งนี้ เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติของไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้พิจารณาผ่าน 3 วาระ ร่างแก้ไขกฎหมาย “ความมั่นคงแห่งชาติ” ระบุโทษการขโมยความลับเทคนิคที่เป็นหัวใจสำคัญแห่งชาติ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 12 ปี ส่วนค่าปรับคำนวนเป็นทวีคูณจากยอดเงินที่ได้รับมาจากการกระทำของบุคคลนั้น
นอกจากนี้ ในส่วนของบุคลากรหรือหน่วยงานที่ได้รับการอุดหนุนช่วยเหลือจากรัฐบาลในระดับที่กฎหมายกำหนด หากต้องเดินทางไปจีน ก็จะต้องขออนุญาตจากรัฐบาล ทั้งนี้ เนื่องจากสภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติไต้หวันยังจัดทำมาตรฐานเกี่ยวกับเทคโลยีระดับชาติไม่แล้วเสร็จ การแก้ไขกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติดังกล่าว จึงยังไม่อาจประกาศใช้กฎหมายนี้อย่างเป็นทางการได้
สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติไต้หวัน ได้พิจารณากำหนดเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาของชาติและเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติด้วย จึงได้ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง พิจารณาจัดทำรายการประเภทเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจความมั่นคงแห่งชาติประกอบไปด้วย ด้านกลาโหม 6 รายการ ด้านเทคโนโลยีอวกาศ 8 รายการ ด้านการเกษตร 3 รายการ ด้านเซมิคอนดักเตอร์ 2 รายการ และด้านความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสาร 3 รายการ ส่วนที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษได้แก่ ด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่กระทรวงเศรษฐการเป็นผู้เสนอ 2 รายการ คุณเฉินกั๋วเหลียง ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีประยุกต์/เทคโนโลยีล้ำหน้า ย้ำว่า “มิใช่เป็นคำสั่งห้าม ไม่ใช่เป็นแนวคิดในการควบคุม แต่เพื่อปกป้องตนเอง” เสริมแนวป้องกันอีกชั้นจากเดิมที่มีกฎหมายความลับทางธุรกิจ เมื่อผู้ประกอบการถูกลักขโมยความลับทางธุรกิจไปสู่ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามหรือศัตรู ก็สามารถใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมาเพิ่มบทลงโทษให้หนักมากยิ่งขึ้น
พรรครัฐบาลระบุ กฎหมายฉบับนี้เพื่อเป็นบทในการกำหนดทิศทางที่ปกป้องเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของชาติ ให้แก่บรรดาผู้ประกอบการ ผู้ผลิต และหน่วยงานดูแลตามกฎหมาย ได้ยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ
ส่วนพรรคฝ่ายค้านก็โจมตี รีบร้อนเกินไปที่พิจารณาผ่านร่างแก้ไขกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติเมื่อปีกลาย โดยไม่คำนึงถึงรายละเอียด ซึ่งเป็นปัญหามาก ทำให้ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะมีรายละเอียดออกมา รัฐบาลกลัวว่าฝ่ายค้านจะเอามาโจมตีในช่วงเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง และไม่ยอมให้นโยบาย “ต้านจีนปกป้องไต้หวัน” ของตนล้มเหลวได้ จึงเร่งประกาศรายการเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจแห่งชาติ และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติด้วย
ทุนไต้หวันในจีนวิตกมาตรการคว่ำบาตรแผ่นชิปต่อจีน เงินทุนทะลักออกจากจีนทุบสถิติ
คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ของไต้หวันได้ประกาศข้อมูลสถิติเกี่ยวกับผลประกอบการในต่างประเทศ ไตรมาส 3 ของบริษัทไต้หวันในตลาดหลักทรัพย์รวมทั้งการโอนเงินทุนกลับมาลงทุนในไต้หวันของธุรกิจไต้หวันที่ลงทุนในจีนและในต่างประเทศ โดยในส่วนของการลงทุนในจีนได้รับผลกำไรลดลง ส่วนการโอนเงินผลกำไรจากการลงทุนกลับมาไต้หวันมีจำนวนสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ผู้เกี่ยวข้องวิเคราะห์ว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ต่างเห็นพ้องกันว่า การประกอบการในจีนมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำสั่งควบคุมการจำหน่ายแผ่นชิบให้จีนของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการที่ถึงแม้จะมีผลกำไรลดลง แต่ก็จะเร่งโอนผลกำไรออกจากจีน
กรมคอมมอดิตี้ คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ไต้หวัน ระบุในสถิติว่า ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ มีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันลงทุนในจีนเพิ่มขึ้น 9.09 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน ลดลงจากระยะเดียวกันของปีที่แล้ว 56% ผลกำไรในจีนก็ลดลงเหลือ 3.242 แสนล้านเหรียญไต้หวัน ลดลง 7.5% ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในทางกลับกัน ยอดเงินผลกำไรในจีนที่โอนกลับออกมา สะสมสูงถึง 7.983 แสนล้านเหรียญไต้หวัน 3 ไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นถึง 9.43 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน ทุบสถิติที่เคยมีมาทีเดียว
ตัวเลขสถิติสำคัญทั้ง 3 รายการนี้ชี้ชัดว่า ธุรกิจไต้หวันในจีนสามารถทำผลกำไรได้ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนในจีนของธุรกิจไต้หวันก็เหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ทั้งยังเร่งรีบที่จะนำเงินผลกำไรที่ได้ในจีนโอนกลับมาไต้หวันโดยเร็ว คุณซ่างกวงฉี ผู้อำนวยการสำนักเลขานุการ กรมคอมมอดิตี้ บอกว่า บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวันโอนผลกำไรในจีนกลับมาไต้หวันอย่างคึกคัก ที่สำคัญก็เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ด้านการเงินของกลุ่มทุนของตน โดยนำผลกำไรที่ได้ และเงินปันผลจากหุ้นโอนกลับไต้หวันนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอะไหล่
จนถึงไตรมาส 3 ของปีนี้ มีบริษัทไต้หวันในตลาดหลักทรัพย์ในไต้หวันจำนวน 1208 บริษัท ที่มีการลงทุนในจีน ลดลงจากปีที่แล้ว 2 บริษัท ในทางกลับกัน บริษัทเหล่านี้ที่ลงทุนในต่างประเทศอื่น ๆ จำนวน1293 บริษัท เพิ่มขึ้นจากปลายปีที่แล้ว 4 บริษัท ซึ่งเป็นผลจากการไปลงทุนในสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ของบริษัท TSMC ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตแผ่นชิบระดับโลก
นอกจากนี้ ธุรกิจไต้หวันยังมีความรู้สึกว่า “ธุรกิจในจีนยากที่จะทำกำไรได้” บริษัทไต้หวันที่ทำกำไรตกต่ำมากที่สุดในจีน 3 อันดับได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ อะไหล่เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมออพติก สาเหตุสำคัญมาจากความต้องการของตลาดลดลง และการปรับปริมาณสินค้าในสต็อก สถิติชี้ชัดว่า ผลกำไรของผู้ประกอบการเซมิคอนดักเตอร์ในจีนในช่วงสิ้นเดือน ก.ย. ลดลงเหลือ 4.24 หมื่นล้านเหรียญไต้หวัน ปรับตัวลดลง 20% ส่วนผลกำไรของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เหลือเพียง 400 ล้านเหรียญไต้หวัน ลดลงถึง 84%
COP28 ฉันทามติสูงสุดคือเพิ่มการใช้พลังงานรีไซเคิล ไต้หวันอยู่ในกระแสโลก
ในการประชุมครั้งสำคัญของวงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนระดับโลก COP28 หรือกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) ครั้งที่ 28 มีประเทศที่ร่วมลงนามเป็นภาคีเข้าร่วมประชุมกว่า 120 ประเทศ ซึ่งได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องกันมากที่สุดคือการเพิ่มการใช้พลังงานรีไซเคิลอีก 3 เท่าตัว อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สหประชาชาติ ซึ่งไต้หวันได้ผลักดันนโยบายพลังงานรีไซเคิลมาอย่างกระตือรือร้น สอดคล้องกับกระแสโลก
สำหรับในส่วนของประเทศภาคี 22 ประเทศ เสนอให้ใช้พลังงานนิวเคลียร์ผลิตกระแสไฟฟ้า ประเด็นหลักอยู่ที่เทคนิคพลังงานนิวเคลียร์โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก มีแรงหนุนทางการคลังจากนานาชาติ ซึ่งการไฟฟ้าไต้หวันระบุว่า ได้ให้ความสำคัญกับเทคนิคใหม่ๆ ของการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ในอนาคต หากสามารถแก้ปัฯหาความปลอดภัยจากพลังงานนิวเคลียร์และเทคนิคการกำจัดกากนิวเคลียร์ชั้นสูงได้แล้ว ก็เปิดกว้างในเรื่องนี้