
Sign up to save your podcasts
Or


โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเดินทางเยือน 3 ประเทศพันธมิตรในตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในช่วงแรกหลังกลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่สอง นอกจากดีลเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนมูลค่ามหาศาลแล้ว การไม่แวะอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ที่เคยได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากทรัมป์ในสมัยแรก นี่คือ จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ หรือแค่เป็นการวางหมากใหม่ในเกมอำนาจระดับโลก?
พร้อมเจาะลึกเบื้องหลังการเดินทางครั้งนี้ว่า ใครได้อะไรบ้างจากดีลครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น รวมถึงบทบาทของสหรัฐฯ และเครื่องบินรบจีนที่ได้แสดงศักยภาพอันโดดเด่นในสมรภูมิความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน จนปิดดีลหยุดยิงได้สำเร็จ ซึ่งขีดความสามารถของเครื่องบินรบจีนที่ให้กับปากีสถานคือ สัญญาณเตือนที่ไต้หวันไม่อาจมองข้าม
อีกทั้งดีลสงบศึกภาษี 90 วัน ระหว่างสหรัฐฯ -จีน นักวิเคราะห์มองเห็นโอกาสหรือแค่หยุดพักชั่วคราวก่อนพายุลูกใหม่จะมาถึง? ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันกับรายการ DECODING THE WORLD: ถอดรหัสโลก
ชมวิดีโอ EP นี้ใน YouTube เพื่อประสบการณ์การรับชมที่ดีที่สุด https://youtu.be/4CT5XTWscKo
ดีกรีความขัดแย้งระหว่าง 2 ยักษ์นิวเคลียร์แห่งเอเชียใต้ คืออินเดียและปากีสถาน พุ่งปะทุสู่จุดสูงสุด หลังกองทัพอินเดียจุดไฟแห่งการแก้แค้น ส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศ ถล่มเป้าหมาย 9 จุดในปากีสถานและแคว้นแคชเมียร์ในการปกครองของปากีสถาน
การโจมตีเกิดขึ้นภายใต้ปฏิบัติการ ‘ซินดูร์’ เพื่อตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายที่ก่อเหตุสังหารหมู่นักท่องเที่ยวในแคว้นแคชเมียร์ฝั่งอินเดีย เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งอินเดียกล่าวหาปากีสถานว่าอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุ
สถานการณ์มีโอกาสเลวร้ายจากท่าทีของปากีสถานที่ยืนกรานจะตอบโต้ ท่ามกลางคำถามใหญ่ว่า วิกฤตขัดแย้งนี้จะยกระดับ ลุกลามเป็นความเสี่ยงสงครามใหญ่หรือนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์หรือไม่
โลกคู่ขนาน วิกฤตภาษีทรัมป์กระหน่ำโลก โจทย์ของไทยกับโอกาสในตลาดใหม่
โดนัลด์ ทรัมป์ จุดชนวนสงครามภาษีครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ กับทั่วโลก ด้วยมาตรการ ’ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs)’ รีดภาษีสินค้านำเข้าจากนานาประเทศ รวมถึงไทยที่เผชิญถึง 36% ในฐานะประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามากเป็นลำดับต้นๆ
แรงกดดันที่เกิดขึ้น บีบให้ไทยต้องเร่งมองหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญ คือกรอบความร่วมมือในอ่าวเบงกอลอย่าง BIMSTEC ที่ปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำ โดย 7 ประเทศสมาชิก มีประชากรกว่า 1.8 พันล้านคน ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดความร่วมมือ เพื่อทางรอดจากจากสงครามการค้าที่กำลังขยายตัว
100 วันแรกในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ มาพร้อมกับนโยบายช็อกโลก ทั้งการตั้งกำแพงภาษี, ตัดงบช่วยเหลือต่างประเทศ, ถอยห่างจากพันธมิตรยุโรป ตลอดจนเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมาย ละทิ้งความหลากหลาย และมุ่งปฏิรูประบบราชการด้วยการตัดงบและปลดเจ้าหน้าที่นับหมื่น อีกทั้งยังเสนอแนวคิดสุดโต่งที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น ยึดกรีนแลนด์ ยึดครองฉนวนกาซา เปลี่ยนคลองปานามาให้กลับมาอยู่ภายใต้สหรัฐฯ หรือเปลี่ยนแคนาดาให้กลายเป็นรัฐที่ 51
นโยบายเหล่านี้ของทรัมป์เขย่าระเบียบโลกเสรีนิยมอย่างรุนแรง ส่งผลให้คะแนนนิยม 100 วันแรกของเขาร่วงต่ำสุดเมื่อเทียบกับประธานาธิบดีคนอื่นๆ ในรอบ 70 ปี และส่งผลกระทบสำคัญ โดยสหรัฐฯ อาจกำลังสูญเสียบทบาทผู้นำโลก ไปกับแนวคิดการแยกตัวและไม่เป็นตำรวจโลกของทรัมป์
ฝันร้ายของทรัมป์ 2.0 เพิ่งจะเริ่มต้นเพียง 100 วัน และน่าวิเคราะห์ว่า หลังจากนี้จนครบ 4 ปี ระเบียบโลกจะเดินไปในทิศทางไหน การแบ่งขั้วและทำสงครามการค้าของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน จะรุนแรงอีกแค่ไหน และไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์อย่างไรเพื่อเอาตัวรอดจากความท้าทายนี้
เมื่อการเจรจาภาษีระหว่างไทย-สหรัฐฯ ที่เดิมทีคาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 23 เมษายน ต้องสะดุดลงอย่างกะทันหัน หลายฝ่ายในแวดวงเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่างจับตาด้วยความกังวล เพราะภาษีไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่หมายถึงอนาคตของการส่งออก แรงงานในห่วงโซ่การผลิต และความสามารถในการแข่งขันของไทยบนเวทีโลก
แม้การเจรจาจะเลื่อนออกไป แต่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยประเมินว่า ‘ไทยยังมีเวลา’ นี่อาจเป็นโอกาสให้ทีมไทยแลนด์ได้เตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ท่ามกลางแรงกดดันจากภาคเอกชนที่เริ่มแสดงความไม่สบายใจ ขณะที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มองไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่สหรัฐฯ ต้องการเร่งเจรจาด้วยโดยเร็ว
นักวิชาการไทยตั้งข้อสังเกตว่า เบื้องหลัง ‘โรคเลื่อน’ ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องภาษีและการค้า แต่อาจเกี่ยวพันกับประเด็นร้อน ตั้งแต่การจับนักวิชาการชาวอเมริกันในไทย การส่งชาวอุยกูร์กลับจีน ไปจนถึงการเยือนไทยของ พล.อ. อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา ท่ามกลางแรงกดดันจากตะวันตก ทำให้การวางหมากของไทยในการเจรจาครั้งนี้ยิ่งต้องรอบคอบและรัดกุมมากยิ่งขึ้น
บนเวทีที่ดุลอำนาจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทุกการตัดสินใจของไทยจะกลายเป็นต้นทุนในสายตานักลงทุนและพันธมิตรระหว่างประเทศ บททดสอบนี้ไม่ใช่แค่ของรัฐบาล แต่คือข้อสอบกลางของทุกภาคส่วนในไทยที่ต้องการยืนบนเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างมั่นคง ร่วมวิเคราะห์และจับตาการเจรจาไทย-สหรัฐฯ ไปกับรายการ DECODING THE WORLD: ถอดรหัสโลก
สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก ทวีความร้อนแรงต่อเนื่อง นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินเครื่องภาษีศุลกากรตอบโต้ และขยายสงครามการค้ากับจีนอย่างจริงจัง ส่งผลให้หลายฝ่ายมองว่า มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กำลังใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองผลกระทบจากสงครามการค้า และการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าแบบไม่สนกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก กำลังนำโลกไปสู่เทรนด์การค้าแบบแบ่งขั้วที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเน้นการค้าขายกันเองในกลุ่มหรือระดับทวิภาคีโดยที่ผ่านมา ทรัมป์ เชื่อมั่นว่า ทั่วโลกต้องหันมาคุยกับสหรัฐฯ เพื่อเจรจาตกลงผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี แต่จีนนั้นไม่ยอมจำนน และกำหนดมาตรการตอบโต้ พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างพันธมิตร ทั้งสหภาพยุโรปและอาเซียน เพื่อต่อต้านนโยบายภาษีของทรัมป์ ที่จีนมองว่าเป็นการ ‘รังแกฝ่ายเดียว’ภาพรวมสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก ยุคทรัมป์ 2.0 จนถึงวินาทีนี้จะน่ากังวลมากน้อยแค่ไหน และไทยเราจะเดินหมากเจรจาทรัมป์ และมีท่าทีกับจีนอย่างไร เพื่อให้รอดพ้นจากไฟสงครามการค้าที่กำลังโหมไหม้ไปทั่วโลก
การเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของยุโรป สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของพันธมิตร NATO เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีที่เป็นมิตรต่อรัสเซีย ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญของยุโรป หลายประเทศจึงต้องเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถด้านกลาโหมของตนเอง เยอรมนีเพิ่มงบประมาณกลาโหมสูงสุดนับตั้งแต่สงครามเย็น ฝรั่งเศสผลักดันแนวคิดขยาย ‘ร่มนิวเคลียร์’ ให้ครอบคลุมยุโรป ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) เริ่มถกเถียงถึงแนวทางระดมทุนเพื่อป้องกันตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐฯ
ไทย ในฐานะประเทศที่อยู่ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจโลก ความมั่นคงของไทยจะเดินไปในทิศทางใดในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ไทยจะพึ่งพาพันธมิตรดั้งเดิมหรือควรลงทุนในการเสริมสร้างขีดความสามารถของตนเองให้มากขึ้น? ร่วมวิเคราะห์และจับตาความเปลี่ยนแปลงไปกับรายการ DECODING THE WORLD: ถอดรหัสโลก
คลื่นทุน-สินค้าจีนทะลัก โอกาสของไทยคืออะไร?
แรงกดดันจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์สินค้าจีนล้นตลาด ทะลักสู่ตลาดโลก สร้างผลกระทบที่รุนแรงต่อ SMEs ไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ท่ามกลางการทุ่มตลาดของสินค้าจีนที่มีราคาถูกและต้นทุนต่ำ ในขณะที่โลกยังเผชิญความน่ากังวลจากสงครามการค้ายุคทรัมป์ 2.0 ไทยจะรับมือและมองหาโอกาสได้อย่างไร?
ชมวิดีโอ EP นี้ใน YouTube เพื่อประสบการณ์การรับชมที่ดีที่สุด https://youtu.be/3qBWtHNRTEc
การกลับมาของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ส่งผลให้สังคม การเมือง และเศรษฐกิจทั่วโลกเผชิญกับความผันผวนอย่างมาก 'ทรัมป์เอฟเฟ็กต์' ที่ยากจะคาดเดาและมีความไม่แน่นอนสูง สร้างแรงกระเพื่อมในหลายมิติ
นโยบายภาษีใหม่ของทรัมป์ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนัก นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่สันติภาพถาวรในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็ยังดูมีความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ บทบาทของอีลอน มัสก์ และหน่วยงานดูแลประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ที่ทรัมป์ตัดสินใจจัดตั้งขึ้นเพื่อลดรายจ่ายรัฐบาล ก็ดูเหมือนจะก่อให้เกิดรอยร้าวความตึงเครียดขึ้นระหว่างมัสก์และสมาชิกคณะรัฐมนตรี ความขัดแย้งนี้อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของสหรัฐฯ ได้ในอนาคต ไทยจะปรับตัวและรับมือกับโลกที่ผันผวนนี้อย่างไร ร่วมวิเคราะห์และจับตาความไม่แน่นอนจากทรัมป์เอฟเฟ็กต์ไปกับรายการ DECODING THE WORLD: ถอดรหัสโลก
แผนสันติภาพของยูเครนยังคงเป็นความหวังอันเลือนราง จากบรรยากาศเขม็งเกลียวระหว่างสหรัฐฯ และยูเครน หลังเหตุวิวาทะอันดุเดือดระหว่างทรัมป์และเซเลนสกี ที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก
ท่าทีของสหรัฐฯ ที่พลิกขั้วไปทางรัสเซียในเวที UN ส่งผลให้ชาติยุโรปเดินหน้าปกป้องตนเอง ด้วยการเสนอเพิ่มงบใช้จ่ายทางทหาร และป้องปรามภัยคุกคามด้วยอาวุธนิวเคลียร์
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอีกจุดตัดสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ที่อาจสะท้อนถึงผลลัพธ์ของสงครามยูเครน ซึ่งท้ายที่สุดบทสรุปอาจไม่สวยงาม และกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระเบียบโลก
วิเคราะห์ทุกแง่มุมกับรายการ DECODING THE WORLD: ถอดรหัสโลก
From the publisher's feed