
Sign up to save your podcasts
Or


“ชีวิตการแสดงจะเป็นอย่างไร เมื่อฟารีดาตัดสินใจคลุมผม” เรื่องราวของฟารีดา จิราพันธุ์ นักแสดง ที่สั่งสมประสบการณ์การแสดงละครเวทีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จะได้รับการถ่ายทอดในรูปแบบเรื่องเล่าผ่านชีวประวัติ และเชื่อมโยงอัตลักษณ์ ตัวตนของเธอเข้ากับศิลปะการแสดง เพื่อส่งสารแห่งความศรัทธาต่อพระเจ้า จุดเปลี่ยน ความท้าทาย บททดสอบต่าง ๆ การแสดงเดี่ยวครั้งแรกในชีวิตของฟารีดา ในละครเวทีเรื่อง “ฮีญาบ”
“การคลุมฮีญาบเป็นการบอกว่าฟาได้ศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างหมดคำถาม อย่างหมดหัวใจแล้ว แต่ฟายังรู้สึกว่าในการเป็นนักแสดงก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งมากกว่าที่จะมาบอกว่าฟาเป็นนักแสดงมุสลิม เพราะชีวิตของคนมุสลิมก็เป็นหนังสือที่มีหลายหมวด” ฟารีดา จิราพันธุ์ กล่าว
นลธวัช มะชัย หนึ่งในสมาชิกกลุ่มลานยิ้มการละคร ได้พูดถึงการทำงานของกลุ่มว่า กระบวนการละครอย่างหนึ่งคือการทำงานร่วมกับตัวบทวรรณกรรม งานวิชาการต่าง ๆ งานค้นคว้าวิจัย สมาชิกในกลุ่มต่างมีความสนใจการอ่าน นำไปสู่การแลกเปลี่ยน และหัวใจของการอ่านคือการค้นหา การสร้าง storytelling หรือเรื่องเล่า narrative บางอย่าง การทำงานระหว่างศาสตร์และศิลป์ของละครกับวรรณกรรม ต้องใช้เวลานานในการเลือกวรรณกรรมสักชิ้นที่มีเสน่ห์ หรือมีจุดแข็งที่จะนำมาสร้างเป็นละครได้ ดังนั้น วรรณกรรมจึงเป็นต้นทางให้พวกเขาใฝ่ฝันและจินตนาการสร้างงานขึ้นมาบนเวทีต่อ
ลานยิ้มการละครสร้างสรรค์งานละครจากหนังสือเรื่อง “สะพานขาด” ของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ “แม่งูไม่เคยห่างหายจากหมู่บ้าน” ของ อานนท์ นานมาแล้ว และล่าสุดได้รับแรงบันดาลใจ ดัดแปลงส่วนหนึ่งของวรรณกรรมเรื่อง “โจนาทาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล” ของ ริชาร์ด บาก และ “พ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ” ของ แอล.แฟรงก์ โบม เพื่อทำละครเรื่อง “โจนาทาน ชาญวิทย์ แห่งออซ” แสดงในเทศกาลละครกรุงเทพฯ 2564
ดร.อับดุรเราะฮหมาน มูเก็ม นำเสนอมุมมองต่อสถานการณ์ ปรากฏการณ์ในอัฟกานิสถาน ผ่านวรรณกรรมของอัฟกานิสถานสองเล่ม ได้แก่ The Kite Runner และ The Library Bus หนังสือที่มีความเหมือนกันในด้านการศึกษาและเด็ก - The Kite Runner นำเสนอเรื่องเล่าและภาพประวัติศาสตร์อัฟกานิสถานผ่านเด็ก ชุมชน อาหาร วัฒนธรรม ความรุนแรงในสังคม การมองโลกของมุสลิมจากสองฝั่งคือมองโลกแบบสายตาตะวันตกกับตะวันออก ส่วน The Library Bus นำเสนอเรื่องราวของเด็ก ผู้หญิง ในพื้นที่ไกลปืนเที่ยง ที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาด้วยสถานการณ์ภายในประเทศ หนังสือทั้งสองเล่มเป็นเพียงตัวอย่างวรรณกรรมที่ให้ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์สังคมของอัฟกานิสถานตามบริบทที่ปรากฏ อย่างไรก็ตาม โลกของหนังสือไม่ใช่โลกของการสรุป การอ่านไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นเบ็ดเสร็จอยู่ข้างใน ดร.อับดุรเราะฮหมาน จึงชวนกันตั้งคำถาม วิเคราะห์ต่อเรื่องที่อ่าน และข่าวสารที่ได้รับฟังมาไปพร้อม ๆ กัน
“45 ปี ปิยสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม (ค.ศ.1976-2021) : มรรคาแห่งประวัติศาสตร์” ผลงานของ รศ.ดร. Truong Thi Hang และ ผศ.ดร.นคร เสรีรักษ์ หนังสือประวัติศาสตร์ซึ่งให้ภาพสะท้อนความหลากสีในความสัมพันธ์ระหว่างไทย - เวียดนามทั้งก่อนและหลังความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ในด้านการเมือง ความมั่นคง การทหาร เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แถลงการณ์สถาปนาสัมพันธไมตรีทางการทูตไทย-เวียดนาม เมื่อวันที่ 6 เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1976 เป็นการจารึกให้โลกรู้ว่าสองประเทศได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ
หนังสือเล่มนี้แบ่งความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามออกเป็นช่วงดังนี้ (1) สัมพันธภาพไทย-เวียดนามก่อนปี ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ทศวรรษที่ 12 จนถึงปี ค.ศ. 1975 (2) 45 ปี ปิยสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม (ค.ศ. 1976-2021) มรรคาแห่งประวัติศาสตร์ และ (3) การเจรจาทางการทูตกระแสหลักในความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
“เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน” วรรณกรรมที่ใช้ภาษาเยอรมัน ผลงานของ Daniela Krien นักเขียนชาวเยอรมัน แปลเป็นภาษาไทยโดย ปิยะกัลย์ สินประเสริฐ นำเสนอเรื่องราวความรักของผู้หญิง 5 คนซึ่งมีความแตกต่างกันแต่เชื่อมโยงผ่านสถานะทางเพศกับความรัก งานเขียนเรื่องนี้ยังนำเสนอและให้ภาพสะท้อนสังคมร่วมสมัยของเยอรมันผ่านตัวละคร ทำให้ผู้อ่านซึมซับสังคม การเมือง วัฒนธรรม ทัศนคติ มุมมองต่อโลกและชีวิตของผู้หญิงหรือผู้คนจากเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกในอดีต ดังนั้น ขณะที่ความรักมิอาจเร่งร้อน การอ่านเพื่อค้นพบสิ่งที่ซ่อนระหว่างบรรทัดในเรื่องนี้ก็มิอาจเร่งร้อน
นอกจากนี้ ปิยะกัลย์ สินประเสริฐ ยังเล่าถึงประสบการณ์ทำงานแปลเล่มแรก การฟังหนังสือเสียงมีส่วนช่วยในการทำงานแปลในด้านใดบ้าง และการอัปเดตภาษาเยอรมันในแต่ละปีว่ามีผลต่อการแปลอย่างไร
“บ้านที่กลับไม่ได้” งานเขียนรวมเรื่องสั้นโดย ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา พาผู้อ่านเข้าไปยังบ้านที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมของคนไร้บ้านชาวฟิลิปปินส์จำนวน 8 ชีวิต ได้ให้ภาพสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ของ “บ้าน” ของแต่ละคนไว้เช่นไรบ้าง
หลังจากผู้อ่านได้อ่านงานเขียนเกี่ยวกับคนไร้บ้านของผู้เขียนไปก่อนหน้านั้น คือ “โลกของคนไร้บ้าน” และ “สายสตรีท” นำเสนอในรูปแบบงานวิชาการ งานวิจัย และงานสารคดี ตอนนี้คนไร้บ้านได้นำมาเล่าใหม่ในรูปแบบของวรรณกรรม เพื่อให้คนอ่านเข้าใจคนไร้บ้านผ่านความรู้สึกด้านลึกภายในซึ่งเป็นบ้านในหัวใจของพวกเขา ทุกเรื่องพาคนอ่านเข้าไปเกาะขอบหน้าต่าง เปิดประตูบ้าน แล้วค่อย ๆ แง้มเข้าไปเพื่อทำความรู้จักตัวตนของคนไร้บ้าน
“บ้าน” สัญลักษณ์ของความหมายที่เป็นนามธรรมนี้ อาจสะกิดเตือน หรือชวนให้คนอ่านตั้งคำถามต่อ “บ้าน” ของตัวเอง ไม่เฉพาะแต่คนไร้บ้านเท่านั้น
หนังสือหนึ่งเล่ม ทำหน้าที่แตกต่างหลากหลาย สำหรับหนังสือ “รามานุจัน อัจฉริยะไม่รู้จบ” (The Man Who Knew Infinity) โดย โรเบิร์ต คานิเกล แปลเป็นภาษาไทยโดย นรา สุภัคโรจน์ งานแปลแต่ละเล่มได้ส่งต่อภาษา วัฒนธรรม สังคม ชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คน ฯลฯ ไปยังคนในอีกภาษาในมิติที่หลากหลาย
ศรีนิวาสะ รามานุจัน เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวอินเดีย ผู้ค้นพบทฤษฎีจำนวน อนุกรมอนันต์ และเศษส่วนต่อเนื่อง โดยไม่เคยเรียนรู้อย่างเป็นระบบจากมหาวิทยาลัย เรื่องราวของเขาได้ส่งต่อไปยังคนอ่านหลายล้านคนผ่านหนังสือ และ “การียา ยือแร” เป็นผู้หนึ่งที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เมื่อเดินทางไปประเทศอังกฤษ ได้มีโอกาสไปยืนอยู่ในจุดที่รามานุจันเคยไปศึกษาและใช้ชีวิตเรียนรู้ จึงจินตนาการตามเรื่องราวในหนังสือไปด้วย การทบทวนเรื่องราวที่ได้อ่าน ณ วันที่ได้ตามรอยเท้าชีวิตของนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ การอ่าน หนังสือ และผู้คน
“โบยบินไปสู่โลก ซึ่งความรักสะพรั่งบาน” กวีนิพนธ์ของ “อติรุจ ดือเระ” นักเขียนรางวัลยุวศิลปินไทย (Young Thai Artist 2020) คือการร้อยเรียงแห่งมวลกวีนิพนธ์นานาที่ถูกสานสร้างขึ้นจากประสบการณ์ พื้นที่ เรื่องใกล้ตัว เรื่องที่ได้ฟังมา โดยมวลถ้อยกวี เปิดโอกาสให้คนอ่านได้โบยบินไปเผชิญสิ่งต่าง ๆ ร่วมกับเรื่องราวใน 4 ภาค ได้แก่ ภาคแรก ทลายกำแพง ก่อสร้างสะพาน, ภาคสอง ความทรงจำฟอกขาว, ภาคสาม ลมหายใจออนไลน์ และภาคสี่ ในวันโรคระบาด ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับผู้คนในระดับปัจเจกและระดับโลก ที่มีความรักสะพรั่งบาน แม้การโบยบินของแต่ละเรื่องราวอาจต้องเผชิญความเจ็บปวด ความรุนแรง ความสูญเสีย อันเกิดขึ้นจากโลกจริง โลกเสมือน และในวันที่โรคระบาดกระจายตัวไปทั่วโลก กวีนิพนธ์ “โบยบินไปสู่โลก ซึ่งความรักสะพรั่งบาน” เป็น Soft Power ที่ก้าวข้ามกำแพงของความเป็นรัฐชาติ และระหว่างทางมีความหวัง ดอกไม้ ความรักสะพรั่งบาน ดังตอนหนึ่งของบทส่งท้ายในบทกวีนิพนธ์เล่มนี้ว่า “แล้วโลกจะโอบกอดเรา สันติสุขจะโอบกอดโลก ท่ามกลางความรักที่สะพรั่งบานมิรู้โรย”
“6 เดือนในเขมร” เป็นเรื่องที่เขียนจากบันทึกประจำวันของ ชัยพร ศิริพรไพบูลย์ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2536 - มีนาคม พ.ศ. 2537 ณ เมืองโพธิสัตว์ เดิมทีแล้ว มันเริ่มต้นด้วยการเขียนเป็นจดหมายกลับมาประเทศไทยเพื่อให้พ่อแม่ พี่น้อง และผองเพื่อนผู้ร่วมงานได้อ่านกัน แต่มันเป็นจดหมายที่มีความยาวมากกว่าจดหมายปกติทั่วไป เพราะนาน ๆ ทีจึงจะได้มีโอกาสฝากคนรถผู้ประสานงานระหว่างสำนักงานในเขมร ให้นำมาส่งทางไปรษณีย์ที่อรัญประเทศในเขตประเทศไทยอีกทีหนึ่ง
เรื่องราวต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นนี้จะเขียนเล่าเรื่องกิจวัตรประจำวัน การทำงาน สภาพบ้านเมือง และผู้คนชาวกัมพูชา รวมทั้งข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นในประเทศนี้ โดยเฉพาะในส่วนที่ดี ๆ ของประเทศนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เรียนรู้กัมพูชาจากบันทึกของบุคคลซึ่งได้เดินทางเข้าไปเป็นผู้อบรม ให้ความรู้ด้านการสำรวจและขุดเจาะน้ำบาดาลในกัมพูชา เรื่องราวในหนังสือ “6 เดือนในเขมร” ของนักธรณีวิทยาชาวไทยนับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของกัมพูชาที่เผยให้เห็นถึงบริบทบรรยากาศด้านต่าง ๆ
การเป็นนักเขียนของ “ครูข้าว : รติรัตน์ รถทอง” เริ่มต้นจากการเข้าอบรมงานเขียนซึ่งมีจัดอบรมทั่วไป จนก้าวเข้าสู่การเป็นนักเขียนสารคดีช่วงระยะเวลาหนึ่ง การเขียนยังเป็นสิ่งที่เธอทำอย่างต่อเนื่อง ด้วยการส่งงานเขียนประเภทเรื่องสั้น บทกวี นิยาย ประกวดตามเวทีประกวดต่าง ๆ ต่อมาเธอสนใจทำงานศิลปะจากความสนใจส่วนตัว จึงค้นพบการผสมผสานระหว่างชีวิตกับศิลปะ ว่าคือสิ่งที่ช่วยเยียวยาชีวิตไม่ต่างจากการทำงานเขียนที่เธอเคยทำก่อนหน้า
ครูข้าวในฐานะการเป็นครูสอนและทำหลักสูตรภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติหลากหลายเชื้อชาติในจังหวัดสมุทรสาคร แม้จะเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลักสูตรนี้เป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ออกแบบหลักสูตร ผู้สอน ผู้เรียน ด้านชีวิต วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของกันและกัน
From the publisher's feed
"เพราะหนังสือไม่ได้มีไว้ให้หลบมุมอ่านคนเดียว" พื้นที่สำหรับคนชอบอ่านและชอบแชร์ ที่จะทำให้คุณไม่ต้องไปหลบมุมอ่านหนังสืออยู่คนเดียว ชวนมาฟังและสร้างแรงบันดาลใจในการอ่านไปด้วยกันกับ นงค์ลักษณ์…

10 Listeners