
Sign up to save your podcasts
Or


“ประวัติศาสตร์แห่งการเดินทางและภูมิศาสตร์การเมืองในรอบศตวรรษ: ว่าด้วยการท่องเที่ยวในฐานะมรดกแห่งการสร้างชาติของรัฐไทย จากรัฐจารีต สงครามเวียดนามสู่ยุครัฐประหาร 2549” โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ เป็นการสำรวจความรู้ทางประวัติศาสตร์ พลวัต ปรากฏการณ์ ว่ามีความสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์ทางการเมืองและถูกประกอบสร้างขึ้นมาอย่างไรผ่านบริบทสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ เขียนไว้ในหน้าคำนำตอนหนึ่ง “อาจกล่าวได้ว่าแต่ละยุคสมัยก็มีเงื่อนไขและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเดินทางและการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันไป การเกิดขึ้นของแหล่งท่องเที่ยวหรือการกลายเป็นเป็นที่นิยม จึงขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แตกต่างกันไปด้วย การอธิบายลักษณะเฉพาะและความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ถือว่าเป็นการใช้กรอบศึกษาทางประวัติศาสตร์ในการวิเคราะห์เป็นพื้นฐาน โดยในทีนี้จะพยายามขยายพื้นที่ของประวัติศาสตร์สังคมอันจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางสังคมและผู้คนที่เกิดขึ้นในยุคสมัยต่าง ๆ พร้อมไปกับนโยบายของรัฐกับบทบาทที่ขยายตัวขึ้นอย่างมากในช่วงหลังสงครามเย็น อันกลายเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในทุกวันนี้”
“ผัวเดียวเมียเดียว” เดิมเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตที่เสนอต่อภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในภาคปลายปีการศึกษา 2556 ต่อมาจึงนำมาปรับเป็นหนังสือในปี 2561 การพูดถึงผัวเดียวเมียเดียวในหนังสือเล่มนี้คือคือความตั้งใจที่จะเล่าความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของสิ่งที่เราต่างก็ยอมรับเป็นกรอบกติกาชีวิตโดยไม่เคยเหลียวกลับมาตั้งคำถาม ไม่ว่าจะปฏิบัติตามได้หรือไม่ก็ตาม ที่มาของมันสามารถอธิบายได้ในทางประวัติศาสตร์ ดังนั้น ผัวเดียวเมียเดียวจึงน่าจะเป็นคำถามสำคัญที่นำไปสู่การอธิบายการเข้าสู่สมัยใหม่ในประวัติศาสตร์ได้ และคงไม่อาจประเมินอย่างโดดๆ ได้ว่าการผนวกมโนทัศน์ผัวเดียวเมียเดียวจากตะวันตกลงในกฎหมายครอบครัวสมัยใหม่ของสยามได้สำเร็จเป็นผลลัพธ์หรือผลพลอยได้จากเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการครอบงำทางอุดมการณ์ของจักรวรรดินิยม, การปฏิรูปกฎหมายภายใต้ภาวะกึ่งอาณานิคม ความรู้สึกนึกคิดที่แรงกล้าของชนชั้นกลาง หรือการกอปรตัวขึ้นของจริยธรรมชุดใหม่ – จากบางส่วนของ “คำนำ” และ “บทนำ” โดย สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ ผู้เขียน “ผัวเดียวเมียเดียว”
เส้นทางนักเขียน - กวีของ พรชัย แสนยะมูล เจ้าของนามปากกา “กุดจี่” และ “ขวัญข้าว ขวัญเรียมเอย” ได้ถูกสั่งสมต้นทุนผ่านความรักในการอ่านและความฝันที่อยากจะเป็นนักเขียน ประสบการณ์ชีวิตผ่านยุคสมัยแห่งตนของนักเขียน ได้ถูกนำเสนอผ่านบทกวีง่ายงาม อารมณ์ดี สร้างกำลังใจ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะให้กับคนที่ได้อ่าน ถึงแม้เนื้อหาของบทกวีผ่านสองนามปากกาจะถูกกำหนดให้แตกต่างกัน แต่กวีไม่ได้ละเลยการสะท้อนยุคสมัยผ่านเรื่องราวของปัจเจกที่มีต่อโลก บทกวีของเขาจึงเป็นบันทึกรายวันที่จดเรื่องราวของโลก ผู้คน ตัวตนด้านในและด้านนอก เช่น การระบาดของโควิด-19 การเที่ยวทิพย์ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยโควิด วัฒนธรรมเกาหลีที่ถูกเล่าผ่านรสนิยมของลูกสาวซึ่งต่างรุ่นต่างวัยกับพ่อและแม่ และความรักความผูกพันที่มีต่อแม่และถิ่นฐานบ้านเกิดซึ่งปรากฏอยู่ในบทกวี “กางใจ”
บทกวีสามเล่มที่หยิบมาเป็นตัวอย่างการทำงานของ พรชัย แสนยะมูล ได้แก่ “เจ้าชายดิน เจ้าหงิญฟ้า” / “Hi! So-Cial ไฮโซ...เชียล” และ “กางใจ” จะพาคนฟังกางปีกกางใจสู่กลางอาณาจักรรักของนักเขียน ดังเช่นคำนำในบทกวี “Hi! So-Cial ไฮโซ...เชียล” ที่เขียนไว้ว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ขึ้นตรงกับอาณาจักรใดๆ นอกจากอาณาจักรแห่งใจเรา”
“ผมมาจากเมียวดี” เป็นงานเขียนในรูปแบบบันทึกชีวิต ประสบการณ์ ความทรงจำ พื้นที่ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ ประเพณี ฯลฯ ของนพดล ใจเถิน ซึ่งมีพ่อเป็นคนไทย ส่วนแม่เป็นคนไทยที่ถือสัญชาติพม่า นภดล เกิดและเติบโต เรียนหนังสือในเมียนมาที่หมู่บ้านห้วยส้าน เมืองเมียวดี เมืองเศรษฐกิจใกล้ชายแดนไทย ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเมย ตรงข้ามอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ต่อมา ชวนพิศ นภตาศัย นักวิจัยอิสระจากจังหวัดเชียงใหม่ผู้เชี่ยวชาญด้านล้านนาคดีและคติชน ได้ลงพื้นวิจัยที่บ้านห้วยส้านและได้รู้จักกับนพดล เห็นถึงความสามารถรอบรู้จึงชักชวนให้มาช่วยเมื่อลงพื้นที่ทำวิจัย ต่อมาจึงแนะนำให้เขาฝึกฝนภาษาไทยผ่านการเขียนบันทึก จนออกมาเป็นหนังสือ “ผมมาจากเมียวดี” โดยชวนพิศเป็นบรรณาธิการ
หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานทางความคิดและความพยายามที่จะเขียนของเด็กชายคนหนึ่ง ที่หลงเข้ามาในดงนักวิชาการคติชน เขามีโอกาสได้ร่วมเดินทางกับทีมวิจัย ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการเก็บข้อมูล การสังเกตปัจจัยแวดล้อม แล้วหัดบันทึก นี่คือผลงานบันทึกเหตุการณ์ที่เขาได้พบมาตั้งแต่จำความได้ จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น บน 2 แผ่นดิน ที่คล้ายกันในเรื่องวิถีวัฒนธรรม แต่ก็แตกต่างในระบบ นพดลเป็นภาพตัวแทนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัว การปะทะทางวัฒนธรรมระหว่างสองแผ่นดิน โลกาภิวัตน์อาจทำให้เราคล้ายกันในบางมุมแต่ก็ทำให้เรารักษาอัตลักษณ์เอาไว้อย่างเหนียวแน่น ชีวิตของนภดลที่ถ่ายทอดไว้ในเล่มนี้เป็นภาพสะท้อนที่ชวนศึกษาในหลายด้านทั้งการก้าวพ้นความเป็นรัฐชาติ ความเป็นอื่น การเป็นเขา การเป็นเรา การประสานตัวตนของนพดลในสองแผ่นดิน เป็นต้น
สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ สำนักหอสมุดกลาง มศว. มีประวัติความเป็นมา ความทรงจำของพื้นที่ สัมพันธ์กับบุคคลที่มีส่วนในการบุกเบิกหอสมุดกลางแห่งนี้ นั่นคือ อาจารย์มาเรีย เหล่าสุนทร ครูผู้เป็นต้นแบบ เป็นสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมผ่านงานและวิชาชีพบรรณารักษ์ “ห้องมาเรีย” ซึ่งเป็นห้องหนังสือสำหรับเด็ก กับตู้จัดแสดง “ที่คั่นหนังสือ” ของสะสมของอาจารย์มาเรีย บนชั้น 6 ของอาคารสำนักหอสมุดกลาง มศว. นับเป็นอนุสรณสถานบอกเล่าเรื่องราว ชีวิต และงานของอาจารย์มาเรีย
พิมล เมฆสวัสดิ์ อดีตรองผู้อำนวยการ สำนักหอสมุดกลาง มศว. และ อัญชลี ตุ้มทอง หัวหน้าฝ่ายบริการทรัพยากรสารสนเทศ ผู้มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับ ดร.มาเรีย เหล่าสุนทร จะมาเล่าถึงความประทับใจ ความทรงจำ บทบาทของอาจารย์ในการบ่มเพาะบรรณารักษ์กับงานห้องสมุด นอกจากนี้ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 สำนักหอสมุดกลาง มศว. ได้ปรับตัวเพื่อให้บริการไปยังผู้ใช้บริการอย่างไรบ้างในบางช่วงที่ผู้ใช้บริการไม่สามารถเข้าใช้พื้นที่ได้
“สถานพำนักจิตวิญญาณ สถาปัตยกรรมและการออกแบบสภาพแวดล้อมในฐานะศิลปะบำบัด” ผลงานแปลของ สดใส ขันติวรพงศ์ แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ Places of the Soul : Architecture and Environmental Design as a Healing Art งานเขียนของ คริสโตเฟอร์ เดย์ สถาปนิก ที่ปรึกษาการออกแบบ นักก่อสร้าง และประติมากร เขาออกแบบการก่อสร้างตามหลักการนิเวศศาสตร์ที่เขาเขียนไว้ในหนังสือหลาย ๆ เล่ม หนังสือเล่มนี้ได้เตือนมนุษย์ว่า การออกแบบเพื่อความยั่งยืนนั้นมีความหมายมากกว่าการสร้างอาคารที่ประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การก่อสร้างที่ยั่งยืนต้องคำนึงถึงจิตวิญญาณด้วย
สดใส ผู้แปล นำเสนอเรื่องราวการทำงานศิลปะ ศิลปะบำบัด การแปลอันโอบอุ้มจิตวิญญาณ การใช้ชีวิตในสถานพำนักจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้แปล สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สดใสถ่ายทอดเพื่อให้ผู้อ่าน/ผู้ฟังเข้าใจถึงนิเวศศาสตร์แห่งชีวิต ที่พักอาศัย และจิตวิญญาณ เพื่อให้เราได้มุ่งสำรวจและมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามี
“ชุมชนข้ามถิ่น: การก่อร่างทางอัตลักษณ์ของแรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่าในจังหวัดขอนแก่น” งานเขียนของ วิลาสินี โสภาพล ที่มุ่งสำรวจการข้ามถิ่นของแรงงานข้ามชาติโดยศึกษาผ่านแนวคิดการข้ามท้องถิ่นกับแนวคิดอัตลักษณ์ ทำให้เห็นการขยายขอบเขต “ความเป็นท้องถิ่น” ออกไปในพื้นที่ใหม่ ปฏิบัติการเหล่านี้ก่อให้เกิดความพร่าเลือนระหว่าง “ที่นี่” – “ที่นั่น” ผ่านการเชื่อมต่อเครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งในมิติวัฒนธรรมและมิติทางเศรษฐกิจ ทั้งการปรากฏตัวของ “พื้นที่ระหว่างทาง” อันนำมาซึ่งการร้อยรัด “ที่นี่” – “ที่นั่น” ที่ได้สลายความเป็นเขตแดนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ปากประลากูน” เป็นพื้นที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่บ้านปากประ ตำบลลำปำ อ.เมือง จ.พัทลุง ซึ่งประกอบด้วยภูมินิเวศ วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนในชุมชน และภูมิเศรษฐศาสตร์กับวิถีทางเศรษฐกิจ ที่ ประชาชนในชุมชนร่วมกันเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ไปพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สาระสำคัญของหนังสือ “ปากประลากูน” ซึ่งเรียบเรียงโดย ประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการมูลนิธิภาคใต้สีเขียว นำเสนอให้มนุษย์เห็นถึงการพัฒนา การเปลี่ยนแปลง ว่าต้องสอดรับไปตามครรลองของวิถีชีวิต วิถีชุมชน วิถีทางวัฒนธรรม กับระบบนิเวศทางธรรมชาติ และทุกคนต่างมีส่วนในการร่วมกำหนดอนาคตการพัฒนา โดยชุมชนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่จะนำไปสู่หลักการ “กระจาย-เป็นธรรม-เติบโต-ยั่งยืน” ซึ่งคำนึงถึงระบบนิเวศและการพัฒนาให้เกิดความสมดุล
ทำไม HUAK Society ต้องแตกต่าง? ค้นหาคำตอบได้จากอาจารย์นิพนธ์ ขันแก้ว ศิลปินและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง HUAK Society จังหวัดขอนแก่น พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยซึ่งทำงานศิลปะข่อหล่อแข่แหล่ที่แนบแน่นกับวิถีชีวิตของชุมชนและผู้คนในจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้สังคมของฮวกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอันอุดมไปด้วยความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น นิทรรศการชุด “ถูกเป็นผิด” ของ อาจารย์นิพนธ์ ได้เชื่อมโยงกับประวัติบุคคลในท้องถิ่นซึ่งเป็นพระสงฆ์และได้รับการตอบรับจากผู้ชมเกินความคาดหมาย นอกจากนี้ อาจารย์นิพนธ์ยังได้สะท้อนให้ฟังถึงการเรียนการสอนกับหลักสูตรศิลปะในระดับโรงเรียนของไทย
นิทรรศการ "STAMPING" การกด ทับ และการพิมพ์ซ้ำภาพจำของสัญลักษณ์จากความรุนแรงต่อชาวมุสลิมชายแดนใต้ของศิลปินหญิง อัซเดียนา ฮะซา /โดยภัณฑารักษ์ : อนุวัฒน์ อภิมุขมงคล นิทรรศการชุดนี้ใช้อาภรณ์สวมใส่ ห่อหุ้มร่างกาย ที่มีการประทับตราอาวุธปืน ลูกระเบิดลงบนผืนผ้าบาติก เป็นกระบอกเสียงเล่าเรื่องของศิลปิน และความทรงจำแห่งการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัด
"STAMPING" สื่อผสมของศิลปะร่วมสมัย ที่ถ่ายทอดบริบทของเรื่องราวให้ผู้ชมฉุกคิด ตั้งคำถาม ทำความเข้าใจต่อบริบทของพื้นที่และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การทำงานสร้างสรรค์ศิลปะจากประสบการณ์ส่วนตัว การศึกษา ค้นคว้า การอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเกลียดกลัวศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม และงานเขียน “มายาคติ” ของโรล็องต์ บาร์ตส์ นำไปประยุกต์ใช้กับงานศิลปะได้เช่นเดียวกัน
From the publisher's feed
"เพราะหนังสือไม่ได้มีไว้ให้หลบมุมอ่านคนเดียว" พื้นที่สำหรับคนชอบอ่านและชอบแชร์ ที่จะทำให้คุณไม่ต้องไปหลบมุมอ่านหนังสืออยู่คนเดียว ชวนมาฟังและสร้างแรงบันดาลใจในการอ่านไปด้วยกันกับ นงค์ลักษณ์…

10 Listeners