
Sign up to save your podcasts
Or


Q: พอปฏิบัติไป ๆ กลับไม่สงสัยในนิพพานเป็นเพราะอะไร?
A: เมื่อเรามีศรัทธา มีความมั่นใจ ความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่โลงใจคือวิจิกิจฉาจึงหายไป จิตเป็นสมาธิ สมาธิจึงเกิดขึ้นพอประมาณ คือจุดที่ไม่โลงใจหายไป แต่จุดที่เป็นคำถามที่จะถามเอาความรู้ยังมีอยู่ และเมื่อเราได้ฟังเทศน์ฟังธรรม เราก็จะได้เจอคำตอบ เราจึงไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน ไม่สงสัยว่านิพพานมีจริงไหม นิพพานไปยังไง แม้ว่าตัวเองจะไปยังไม่ถึง
Q: ผู้ที่เป็นโสดาปัตติมรรคย่อมไม่ทำให้ศรัทธาของใครตกไปใช่หรือไม่?
A: บางคนเพียงพอเพื่อตนเองแต่ไม่เพียงพอเพื่อคนอื่น บางคนเพียงพอเพื่อคนอื่นแต่ไม่เพียงพอเพื่อตนเอง บางคนเพียงพอทั้งสองส่วน การที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น ก็คือการพูดให้จิตใจผู้ฟัง มีความอาจหาญร่าเริงในธรรม รู้ว่าสิ่งไหนควรกล่าว สิ่งไหนไม่ควรกล่าว สิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น
Q: ท่านที่ฟังธรรมเป็นประจำสามารถจัดเป็นอริยบุคคลขั้นต้นได้หรือไม่?
A : ท่านได้กล่าวไว้ถึงอริยบุคคล 4 คู่ 8 จำพวก, “มรรค” คือ ยังไม่บรรลุยังเดินตามทางอยู่, “ผล” คือ บรรลุแล้ว, “โสดาปฎิมรรค” เป็นผู้ล่วงพ้นปุถุชนภูมิเข้าสู่สัปปุริสภูมิ เข้าสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งมรรคนั้นเสื่อมได้ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย ว่าขณะนั้นสามารถรักษาเหตุปัจจัยไว้ได้หรือไม่ และหากหลุดจากโสดาปัตติมรรคนี้ ก็จะเป็นปุถุชนธรรมดา ซึ่งแบ่งได้ 2 จำพวก คือ ปุถุชนผู้มีศีลและปุถุชนที่เป็นคนบาป คือไม่รักษาศีล
Q: อริยบุคคลจะมีติดแอบสายมูได้หรือไม่?
A: มูหรือไม่อยู่ที่การตั้งจิต แม้การกระทำเหมือนกัน อย่างเดียวกัน แบบเดียวกัน แต่หากตั้งจิตไว้โดยไม่สร้างเหตุ ไม่ได้เอาผลจริงจัง ไม่ได้เป็นไปเพื่อนิพพาน เช่น ขอให้รวย ขอให้ถูกหวย นี่เป็นลักษณะของสีลัพพตปรามาส แต่หากเราตั้งจิตไว้บูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นเทวตาพลี ท่านให้ทำได้ บูชาด้วยศรัทธาเป็นที่ตั้งจึงบูชา เราจึงควรตั้งจิตให้ถูก
Q: แล้วถ้าขอพรไปด้วยทำเหตุปัจจัยไปด้วยจะได้หรือไม่?
A: การขอด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ขอด้วยสัมมาทิฏฐิขอได้ ไม่ใช่ขอแบบอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่สร้างเหตุ แต่เราตั้งจิตอธิษฐานสร้างเหตุ แล้วผลจึงจะสำเร็จขึ้นได้ เช่น เราทำความดี มีการให้ทานเป็นต้น แล้วเราก็หวังจะบรรลุธรรม เราก็อธิษฐานได้ว่า “ด้วยเหตุแห่งการรักษาศีลภาวนา ขอนิพพานจงสำเร็จ”
Q: จากข่าวที่มีผู้พิการเสียแขนมาบวชพระนั้นผิดพระวินัยหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าผู้ที่จะบวชได้ต้องมีอาการครบ 32
A: พุทธบัญญัติ เกี่ยวกับบุคคลที่จะบวชได้หรือไม่ คือ มีโรคติดต่อร้ายแรงหรืออวัยะบกพร่อง บิดามารดาไม่อนุญาต มีหนี้สินหรือต้องโทษทางอาญา ทั้งนี้ การทำความดีสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่การบวชอย่างเดียว
Q: จากคำว่า “สละสิ่งที่รักเพื่อสิ่งที่ตนรัก” อยากทราบว่าในภาษาบาลีเป็นอย่างใด มีการเปรียบเทียบยิ่งกว่าหรือไม่?
A: ไม่มี เพราะในคำสอนท่านให้ละฉันทะ ละความพอใจ ท่านไม่ใช้คำว่ารักหรือรักกว่า แต่จะใช้คำว่าความสุข ความสุขที่ปราณีตกว่า หรือใช้คำว่าการไม่รู้จักอิ่มจักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
By ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana5
11 ratings
Q: พอปฏิบัติไป ๆ กลับไม่สงสัยในนิพพานเป็นเพราะอะไร?
A: เมื่อเรามีศรัทธา มีความมั่นใจ ความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่โลงใจคือวิจิกิจฉาจึงหายไป จิตเป็นสมาธิ สมาธิจึงเกิดขึ้นพอประมาณ คือจุดที่ไม่โลงใจหายไป แต่จุดที่เป็นคำถามที่จะถามเอาความรู้ยังมีอยู่ และเมื่อเราได้ฟังเทศน์ฟังธรรม เราก็จะได้เจอคำตอบ เราจึงไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน ไม่สงสัยว่านิพพานมีจริงไหม นิพพานไปยังไง แม้ว่าตัวเองจะไปยังไม่ถึง
Q: ผู้ที่เป็นโสดาปัตติมรรคย่อมไม่ทำให้ศรัทธาของใครตกไปใช่หรือไม่?
A: บางคนเพียงพอเพื่อตนเองแต่ไม่เพียงพอเพื่อคนอื่น บางคนเพียงพอเพื่อคนอื่นแต่ไม่เพียงพอเพื่อตนเอง บางคนเพียงพอทั้งสองส่วน การที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น ก็คือการพูดให้จิตใจผู้ฟัง มีความอาจหาญร่าเริงในธรรม รู้ว่าสิ่งไหนควรกล่าว สิ่งไหนไม่ควรกล่าว สิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้เพียงพอต่อผู้อื่น
Q: ท่านที่ฟังธรรมเป็นประจำสามารถจัดเป็นอริยบุคคลขั้นต้นได้หรือไม่?
A : ท่านได้กล่าวไว้ถึงอริยบุคคล 4 คู่ 8 จำพวก, “มรรค” คือ ยังไม่บรรลุยังเดินตามทางอยู่, “ผล” คือ บรรลุแล้ว, “โสดาปฎิมรรค” เป็นผู้ล่วงพ้นปุถุชนภูมิเข้าสู่สัปปุริสภูมิ เข้าสู่ระบบความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งมรรคนั้นเสื่อมได้ขึ้นอยู่ที่เหตุปัจจัย ว่าขณะนั้นสามารถรักษาเหตุปัจจัยไว้ได้หรือไม่ และหากหลุดจากโสดาปัตติมรรคนี้ ก็จะเป็นปุถุชนธรรมดา ซึ่งแบ่งได้ 2 จำพวก คือ ปุถุชนผู้มีศีลและปุถุชนที่เป็นคนบาป คือไม่รักษาศีล
Q: อริยบุคคลจะมีติดแอบสายมูได้หรือไม่?
A: มูหรือไม่อยู่ที่การตั้งจิต แม้การกระทำเหมือนกัน อย่างเดียวกัน แบบเดียวกัน แต่หากตั้งจิตไว้โดยไม่สร้างเหตุ ไม่ได้เอาผลจริงจัง ไม่ได้เป็นไปเพื่อนิพพาน เช่น ขอให้รวย ขอให้ถูกหวย นี่เป็นลักษณะของสีลัพพตปรามาส แต่หากเราตั้งจิตไว้บูชาผู้ที่ควรบูชา เป็นเทวตาพลี ท่านให้ทำได้ บูชาด้วยศรัทธาเป็นที่ตั้งจึงบูชา เราจึงควรตั้งจิตให้ถูก
Q: แล้วถ้าขอพรไปด้วยทำเหตุปัจจัยไปด้วยจะได้หรือไม่?
A: การขอด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ขอด้วยสัมมาทิฏฐิขอได้ ไม่ใช่ขอแบบอ้อนวอนขอร้อง โดยไม่สร้างเหตุ แต่เราตั้งจิตอธิษฐานสร้างเหตุ แล้วผลจึงจะสำเร็จขึ้นได้ เช่น เราทำความดี มีการให้ทานเป็นต้น แล้วเราก็หวังจะบรรลุธรรม เราก็อธิษฐานได้ว่า “ด้วยเหตุแห่งการรักษาศีลภาวนา ขอนิพพานจงสำเร็จ”
Q: จากข่าวที่มีผู้พิการเสียแขนมาบวชพระนั้นผิดพระวินัยหรือไม่ เพราะเข้าใจว่าผู้ที่จะบวชได้ต้องมีอาการครบ 32
A: พุทธบัญญัติ เกี่ยวกับบุคคลที่จะบวชได้หรือไม่ คือ มีโรคติดต่อร้ายแรงหรืออวัยะบกพร่อง บิดามารดาไม่อนุญาต มีหนี้สินหรือต้องโทษทางอาญา ทั้งนี้ การทำความดีสามารถทำได้หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่การบวชอย่างเดียว
Q: จากคำว่า “สละสิ่งที่รักเพื่อสิ่งที่ตนรัก” อยากทราบว่าในภาษาบาลีเป็นอย่างใด มีการเปรียบเทียบยิ่งกว่าหรือไม่?
A: ไม่มี เพราะในคำสอนท่านให้ละฉันทะ ละความพอใจ ท่านไม่ใช้คำว่ารักหรือรักกว่า แต่จะใช้คำว่าความสุข ความสุขที่ปราณีตกว่า หรือใช้คำว่าการไม่รู้จักอิ่มจักพอในกุศลธรรมทั้งหลาย
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

56 Listeners

3 Listeners

2 Listeners

5 Listeners

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

5 Listeners

20 Listeners

1 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

1 Listeners