
Sign up to save your podcasts
Or


Q: ในเมื่อทุกสิ่งไม่เที่ยงแล้วเราจะดำเนินชีวิตอย่างไรในความไม่เที่ยงนั้น?
A: ในการดำเนินชีวิตในสถานการณ์ที่ไม่เที่ยง ท่านให้เราเดินตามทางมรรค 8 ประกอบอยู่ในกาย วาจา ใจของเรา มรรค 8 เป็นเส้นทางในการดำเนินไปตามทางที่ประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เราจึงจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในโลกที่มีความไม่เที่ยงอย่างนี้ได้อย่างปลอดภัย เหมือนลิ้นงูในปากงู
Q: ทำอย่างไรให้คุ้มค่าในการดำเนินชีวิตตามมรรคแปด?
A: การเกิดที่ยากยิ่ง 3 อย่าง ได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว คือการที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ การที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นบนโลก และการที่คำสอนของท่านยังอยู่ ในเมื่อเราได้เกิดมาในความยากยิ่งนี้แล้ว เราควรจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่ากับความยากที่ได้มา เราควรเร่งประกอบความเพียร ปฏิบัติตามมรรค 8 ถ้าเราใช้ชีวิตมาตามทางนี้ เราก็จะใช้ชีวิตได้คุ้มค่ากับความยากที่ได้มายากนี้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: สวดมนต์เยอะและนานดีหรือไม่อย่างไร?
A: ที่สำคัญคือหากสวดมนต์แล้วจิตสงบมีปิติสุข จิตเป็นสมาธิ นั่นจะเป็นทางที่ไปสู่วิมุตคือหลุดพ้นจากกิเลสได้ ซึ่งทางไปสู่วิมุตยังมีทางอื่น ๆ ทั้งการนั่งสมาธิ การฟังธรรม การสอนธรรมะ การใคร่ครวญธรรม ก็ล้วน เป็นทางที่ไปสู่วิมุตได้
Q: นั่งสมาธิได้ไม่นาน แค่ไหนจึงจะเพียงพอ
A: สมาธิอยู่ที่จิตสามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ สิ่งที่สำคัญคือจิตเราต้องเป็นสมาธิ ไม่เกี่ยวกับเวลา ท่านสอนไว้ 2 วิธี คือ
Q: ปฏิบัติที่บ้านได้หรือไม่?
A: ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ อิริยาบถใดก็ได้ แต่ที่อโคจรไม่ควรไป เพราะจิตสงบได้ยาก ท่านให้เกณฑ์การเลือกสถานที่ไว้ดังนี้ คือ “หากอยู่ที่ไหน จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ยังละไม่ได้ อย่าอยู่ให้รีบไปเดี๋ยวนั้นทันที”, “หากอยู่แล้วการภาวนายังไม่ดี แต่อาหารบิณฑบาตหาได้ง่าย ทำมาหากินดี ให้วางแผนว่าจะย้ายเมื่อไหร่”, “หากสถานที่ไหนที่อยู่แล้วจิตสงบ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น ก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ ถึงแม้สถานที่นี้ การทำมาหากินจะฝืดเคือง บิณฑบาตหายาก ลาภปัจจัย4 น้อย เดินทางลำบาก ก็ให้อยู่ไปเรื่อย ๆ ให้เอาการภาวนาเป็นหลัก”, “หากสถานที่ไหนอยู่แล้วจิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น อาสวะที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ อาหารการกินดี เดินทางสะดวก ให้อยู่ไปตลอดชีวิต”
Q: เทคโนโลยีกับการปฏิบัติธรรม
A: กระแสของโลก เรารับรู้ได้ผ่านทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ การปฏิบัติตามมรรค 8 จะทำให้จิตไม่พัดไปตามกระแส ยิ่งกระแสพัดแรง เราก็ยิ่งต้องปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไป ซึ่งการที่เราจะทวนกระแสได้นั้น เราต้องมีศรัทธาและตั้งศรัทธาไว้ให้ถูก อย่าตั้งศรัทธาไว้ในบุคคล แต่ให้ตั้งศรัทธาไว้ในระบบ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อเราตั้งศรัทธาไว้ถูก เรารู้จักแยกแยะ เห็นได้ด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ก่อนที่ท่านจะตรัสรู้ธรรมว่า “ท่านไม่สันโดษเลย ไม่รู้จักอิ่มจักพอเลย ในกุศลธรรมทั้งหลาย” การที่เราจะสันโดษได้แทนที่เราจะตั้งไว้ในเรื่องกาม เราก็มาตั้งไว้ในธรรมะแทน เป็นการปรารถความเพียร เป็นหนึ่งในอิทธิบาท 4
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: อธิบายเพิ่มเติมเรื่องจิตกับใจและการวางจิต
A: ลักษณะของจิต คือ จะผ่องใสไปตามสติปัญญาที่ตั้งไว้ หรือจะเศร้าหมองไปตามกิเลสที่เป็นอาคันตุกะจรมาก็ได้ ด้วยเหตุนี้จิตจึงไม่เที่ยง เราต้องตั้งสติไว้ ปล่อยวางความยึดถือในจิตให้ได้ และอย่าเข้าใจผิดว่าจิตนั้นเป็นของเรา เพราะถ้าเราเข้าใจว่าจิตเป็นของเรา เราจะทุกข์ทันที
Q: วางแล้วเหลืออะไร?
A: วางความยึดถือแล้ว จะเหลือปัญญาเหลือสติ
Q: ธรรมะข้อใดเมื่ออยู่ในระหว่างคนไม่ถูกกัน และควรทำอย่างไร?
A: เราต้องทำความเข้าใจว่า คนชั่วก็ไม่ได้ชั่วตลอดเวลา คนดีก็ไม่ได้ดีตลอดเวลา เราไม่ควรกล่าวหาว่าเขาเป็นคนไม่ดี เราควรเชื่อและศรัทธาว่า คนเราเปลี่ยนแปลงได้ อยู่ที่การปฏิบัติ ธรรมะที่จะนำมาใช้คือ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เอาตรงนี้เป็นที่พึ่ง แล้วพิจารณาแนวทางว่า “แม้การบอกนั้นเราจะลำบากในการที่จะไปบอกเขา ให้เห็นว่าความลำบากที่จะเกิดขึ้นกับเราเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความดีที่จะเกิดขึ้นกับเขามันดีกว่า ให้ทำ” ให้พิจารณาว่า “ถ้าเราต้องลำบากในการที่จะบอก บอกแล้วเขาจะขัดเคืองใจ ให้มองว่าความลำบากที่จะเกิดขึ้นกับเราเป็นเรื่องเล็กน้อย ความลำบากที่จะเกิดขึ้นกับเขาเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ว่าเขาจะดีได้ ให้บอกเขา” ให้พิจารณาว่า “ถ้าบอกแล้วเขาจะไม่พอใจ จะขัดเคืองใจ เขาจะเปลี่ยนไม่ได้ และเราจะลำบาก จะต้องขวนขวายมาก ให้วางอุเบกขา”
Q: อุคคคฤหบดีเป็นการพยากรณ์ตนด้วยตนหรือไม่?
A: อุคคคฤหบดี ท่านเป็นอนาคามี ท่านรู้ว่าท่านบรรลุขั้นไหนได้ด้วยตัวท่านเอง เพราะในศาสนานี้ผู้ที่บรรลุธรรมจะรู้ว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นไหนได้ด้วยตัวเอง และจะมีเพียงพระพุทธเจ้า พระองค์เดียวเท่านั้น ที่สามารถพยากรณ์ได้ว่าใครบรรลุขั้นไหน
Q: ถ้ายังมูอยู่จะหวังโสดาปัตติผลได้หรือไม่?
A: การอ้อนวอนขอร้องโดยไม่มีเหตุไม่มีผล เป็นลักษณะของสักกายทิฎฐิและสีลัพพตปรามาส เราจะละทั้ง 2 อย่างนี้ได้ เราต้องมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง แล้วเราจะไม่มีความเคลือบแคลงเห็นแย้งในมรรคในข้อปฏิบัติ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ทำไมชีวิตจึงมีทุกข์มากมายเช่นนี้?
A: มนุษย์เป็นภพที่มีสุขกับทุกข์พอๆ กัน การที่เราเห็นทุกขตบุคคลหรือมหาเศรษฐี ให้คุณมั่นใจได้เลยว่า “ตลอดกาลยืดยาวนานในสังสารวัฏนี้ เราเคยเกิดเป็นแบบนี้มาแล้ว” เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเจอสุขหรือทุกข์ก็ตาม ให้เราทำความดี ปฏิบัติตามมรรค8 ความดีจะเป็นที่พึ่งของเราได้
Q: การฆ่าสัตว์ทำให้อายุสั้น แล้วคนที่มีอาชีพต้องฆ่าสัตว์จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร?
A: ไม่แน่ วิบากแปรไปตามกรรมดีกรรมชั่วที่กระทำ อะไรที่ไม่ดีก็เลิก อย่ากินแต่บุญเก่า ควรสร้างบุญใหม่ ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา
Q: จากเรื่องกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ จะเป็นการบรรเทาบาปที่เคยทำไว้ได้หรือไม่?
A: ทำกรรมอะไรไว้ก็จะได้รับผลของกรรมนั้น การล้างบาปในคำสอนนี้ไม่มี แต่การทำความดีย่อมมีวิบากดี จะใหผลมากหรือน้อยเป็นสิ่งที่บอกได้ยาก
Q: พ่อ-แม่เลี้ยงทำดีกับลูก จะได้กุศลเท่ากับเลี้ยงลูกตนเองหรือไม่?
A: เปรียบเทียบได้แต่ไม่เท่ากัน ให้ตั้งจิตแบบพรหม ทำดีแบบไม่หวังผลในความดี ยิ่งดี
Q: การที่ขอข้าววัดกินแต่ก็ช่วยงานของวัดด้วยจะเป็นบาปไหม?
A: บุญบาปอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่อยู่ที่สถานที่
Q: ติดโควิด19 เป็นกรรมหรือไม่ ?
A : อาจจะใช่หรือไม่ใช่ หรืออาจจะเกิดจากหลายปัจจัย คือ ดินฟ้าอากาศ การเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ การถูกคนทำร้าย เรื่องของสุขภาพ เรื่องของธาตุต่างๆ ในร่างกาย หรืออาจจะเป็นเรื่องของกรรมเก่า
Q: เรื่อง UFO ใกล้จะถูกเปิดเผยหรือยัง ?
A: เป็นเรื่องโลกอื่น ให้สนใจมาในอริยสัจ 4
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: จิตกับใจแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร?
A: แยกพิจารณาทำความเข้าใจความหมายของ ใจ ธรรมารมณ์ วิญญาณ และจิต, “ใจ (มโน)” คือช่องทาง เป็นช่องทางของสิ่งที่เป็นนามทั้งหมด เช่น ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ เรียกตรงนี้ว่า “ธรรมารมณ์” รับรู้ได้ผ่านทางช่องทางใจ เช่นเดียวกับ หูเป็นช่องทางของเสียง ตาเป็นช่องทางของภาพและการที่จะรับรู้ได้ ต้องมี “วิญญาณ” ซึ่งวิญญาณก็จะมีตามช่องทาง เช่น ช่องทางหูจะรับรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ธรรมารมณ์ก็เป็นนามอยู่ในช่องทางใจ รับรู้ธรรมารมณ์ได้เพราะมโนวิญญาณ “จิต” ทำหน้าที่ในการรับรู้คือวิญญาณ ผ่านทางใจ
เพราะฉะนั้น ใจ ธรรมารมณ์ วิญญาณ จิต จึงเป็นคนละอย่างกัน ในขันธ์ 5 แบ่งเป็น รูปขันธ์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นามขันธ์ ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นามส่วนที่เป็นความรู้สึก เรียกว่า “เวทนาขันธ์” นามส่วนที่เป็นความหมายรู้ เรียกว่า “สัญญาขันธ์” นามส่วนที่เป็นการปรุงแต่ง เรียกว่า “สังขารขันธ์” นามส่วนที่เป็นการรับรู้ เรียกว่า “วิญญาณขันธ์” จิตจึงจัดอยู่ในวิญญาณขันธ์ เพราะผู้ที่จะไปทำหน้าที่ในการรับรู้คือจิตเท่านั้น
Q: เคยฟังเทศน์ฯ ว่า "ให้วางจิตลงไป ให้เหลือแต่ตัวรู้อย่างเดียว"
A : การวางจิตลงไป ไม่เพลินไปตามธรรมารมณ์คือมีสติ พอเราหายใจเข้าเอาจิตตั้งไว้ตรงนั้น สังเกตดูลม ผู้ที่มาสังเกตดูลมคือจิต วิญญาณคือการรับรู้ จิตก็ไปทำหน้าที่ในการรับรู้ ตัวรู้ ผู้ที่ไปรับรู้หมายถึงจิต จิตเข้าไปทำหน้าที่ในการรับรู้คือวิญญาณ ผ่านทางใจคือมโนวิญญาณ พอมีสติไม่เพลินแล้วจะเหลือตัวรู้ คือ “จิต”
Q: การจำแนกประเภทของมนุษย์
A : สิ่งที่เราควรคำนึงถึง คือ ทำอย่างไรจึงจะบรรลุธรรมได้ มนุษย์ก็มีการเกิดหลายครั้ง ครั้งแรกเกิดมาจากครรภ์แม่ ครั้งที่สองคือการเกิดมาเป็นคนดี และหากบรรลุโสดาบันนั่นเป็นการเกิดมาในอริยชาติ ซึ่งเราจะเกิดในอริยชาติได้นั้น ก็ด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: พระสงฆ์มีวิธีลดละกิเลสได้อย่างไร?
A: ท่านใช้มรรค 8 เป็นเครื่องมือ, เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบละเอียด ๆ คือปัญญา เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบกลาง ๆ คือ สติ, สติจะเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิ และสมาธิจะเพิ่มได้ก็ต้องเพิ่มสติ ด้วยการสังเกตดูจิตของเรา และเครื่องมือที่จะกำจัดกิเลสแบบหยาบ ๆ คือ ศีล ซึ่งเราจะมีศีลได้ เราก็ต้องมีศรัทธา
Q: ใช้สติทบทวนตนว่าผิดพลาด ได้หรือไม่?
A: ในกระบวนการทำความเพียร พอเราระลึกได้ว่าเราต้องทำความดี ความระลึกได้นั้นคือ “สติ”, การลงมือทำคือ “ความเพียร” พอเรามีสัมมาทิฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ องค์อื่น ๆ ของมรรค ก็จะมาทั้งหมด
Q : สืบสานการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ทำอย่างไร?
A: ให้เราโยนิโสมนสิการ ตามระบบของ “อริยสัจสี่” ว่าเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำได้และเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำไม่ได้ เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้สร้างเหตุปัจจัยให้พอเป็นไปได้ พอทำได้ ทั้งนี้ การฟังธรรมเสมอ ๆ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ สำหรับนักบวชท่านให้พิจารณาดังนี้ว่า “หากอกุศลกรรมที่ยังละไม่ได้ก็ละไม่ได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น ควรหนี ควรเลิก ไม่ควรคบ อย่าอยู่ แต่ถ้าอยู่ที่ไหนแล้วกิเลสที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น ให้อยู่ ให้ทำ ให้คบ ให้ปฏิบัติเลย”
Q: วิธีสร้างความมุ่งมั่นขยันมีกำลังใจให้ชนะกิเลส
A: การสร้างความมุ่งมั่นและกำลังใจเพื่อเอาชนะกิเลส อาศัยหลักธรรมคือ “อินทรีย์ 5” ประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา โดยเริ่มจากศรัทธา มีความมั่นใจเชื่อใจ แล้วลงมือทำจริงแน่วแน่จริงคือวิริยะ วิริยะจะทำลายความขี้เกียจได้ ที่สำคัญคือ อย่าหยุดอยู่แค่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ทำซ้ำ ๆ วนไป ๆ จะบรรลุธรรมได้
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: ขอรายละเอียดการเดินทางไปปฏิบัติธรรม ณ สี่สังเวชนียสถาน
A: การไปสังเวชนียสถานสี่ จุดประสงค์คือ “การเข้าถึงความจริง ให้รู้แจ้งด้วยปัญญา ด้วยการเดินทาง” เราจะเดินทางไปยังสถานที่ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานและสถานที่ที่ท่านแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ท่านที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ panya.org หรือ Line Official: @panya84000
Q: ขอทราบแนวทางในการพิจารณามณสติ ที่ทำให้เหตุความขัดแย้งในใจหมดไป
A: แนวทางในการแก้ เปรียบดังเราเป็นแผลตรงไหนก็ต้องใส่ยาตรงนั้น เรายึดตรงไหนเราก็ต้องละตรงนั้น โดยให้เราเข้าใจและพิจารณาให้ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องมรณสติ ด้วยการพิจารณาให้เห็นว่าความตายเกิดขึ้นได้ง่ายและพิจารณาว่าบาปอกุศลกรรมอันใดเรายังมีอยู่ไหม เพื่อที่ว่าพอเราตายไป เราจะยังเป็นผู้ที่ไปนรกได้ หากยังมีอยู่ ให้เร่งทำกุศล ทำความดี ความยึดติดนั้นเป็นอกุศลอย่างหนึ่ง การที่เรายึดติดในลูก ความยึดถือนั้นคือเหตุแห่งทุกข์ พอความยึดถือไปติดอยู่กับอะไร สิ่งนั้นก็จะเป็นทุกข์ของเรา เราจึงควรฝึกปล่อยวาง สร้างกุศล ซึ่งกุศลในที่นี้ คือ ความอดทน ความขยัน และความมีเมตตา ทำเพื่อลูกด้วยความอดทน ด้วยความขยัน มีเมตตาต่อลูก จะทำให้เรามีความสุข ซึ่งต่างจากที่เราไปยึดถือลูก ให้เราระลึกไว้เสมอว่า สัตว์โลกต้องเป็นไปตามกรรม เราเองก็จะตาย ก็จะเป็นไปตามกรรม ลูกเราก็เหมือนกัน สัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน กรรมดีก็มีกรรมชั่วก็มี พอเราเห็นไปตามจริง เราก็จะปล่อยวางได้
Q: ขอธรรมะเมื่อป่วยเป็นโรคร้าย อยู่อย่างไรให้ผาสุก
A: ควรพิจารณา “มรณสติ” หากเรายังมีบาปอกุศลอยู่ให้รีบละ หากกังวลแสดงว่ายังมีความยึดถืออยู่ กังวลตรงไหน ยึดถือตรงไหน ตรงนั้นจะเป็นจุดที่เราจะวางได้ เพ่งพิจารณาดู ว่าเรากลัวอะไร กังวลอะไร เริ่มจาก
1. พิจารณา “สิ่งของ” ว่า สิ่งของนั้น พอเราตายไป ก็เอาอะไรไปไม่ได้
2. พิจารณา “คน” เรายังห่วง ยังกังวลใครคนไหนหรือไม่ ถ้ายังห่วง ยังกังวล ให้พิจารณาว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”
3. พิจารณา “กายตน” ว่า กายนี้เป็นของเสื่อมเป็นธรรมดา”
พิจารณาทั้ง 3 ข้อนี้ เนือง ๆ อินทรีย์เราจะแก่กล้าขึ้น เราจะอยู่ได้ด้วยความปิติปราโมทย์ สำหรับผู้ที่เคยทำสมาธิมาให้ระลึกถึงสมาธิ คุณของเนกขัมมะที่เคยได้ จิตจะสงบลง ๆ แยกกายแยกจิตได้ หรือระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ขอให้เราได้ส่วนหนึ่งในความดีในคุณข้อนี้ของท่าน สมาธิเราก็จะดีขึ้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: คำว่า "เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา" คืออะไร ?
A: “การเห็นเวทนาในเวทนา” เวทนาคือความรู้สึกไม่ใช่ความคิด มี 3 แบบคือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา การเห็นเวทนาในเวทนาคือการเห็นเวทนาทั้งหลายแบบมีสติ คือไม่เพลินไปในเวทนา คนที่มีสติจะทุกข์กายอย่างเดียวไม่ทุกข์ใจ ส่วนคนที่เพลินไปในเวทนาจะกำหนดเพลิดเพลินเกลียดชังในทุกขเวทนา ยินดีในสุขขเวทนา จะไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่แจ่มแจ้ง ในอทุกขมสุขเวทนา ทุกข์ทั้งกายและใจ
เวทนาทั้ง 3 แบบนี้ ยังมีทั้งแบบมีอามิสและไม่มีอามิส เวทนาภายนอก เวทนาภายใน เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ รู้ชัดเวทนา เห็นความเกิดขึ้นเห็นความเสื่อมไป เวทนาจะตั้งอยู่ไม่ได้ จะเหลือเพียงสติที่ตั้งอยู่ เป็นสติที่เพียงอาศัยว่ารู้ นี่คือเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย
“การเห็นจิตในจิต” ทักษะคือสติเหมือนกัน แต่เห็นในคนละสิ่งกัน ในที่นี้คือจิตมีราคะหรือไม่มีราคะ จิตมีโทสะหรือไม่มีโทสะ จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ ก็ต้องรู้ชัด คือไม่เพลิน ถ้าเราโกรธแต่เรามีสติ รู้ว่าเราโกรธ แต่อาจจะยังละความโกรธไม่ได้ ส่วนคนที่เพลินไปในความโกรธ จิตจะไม่มีสติ ไม่รู้ชัด ไม่สังเกตจิตตัวเอง มุมมองของคนที่มีสติกับคนที่เพลินจึงต่างกัน เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติรู้ชัด ในการเห็นราคะ โทสะ โมหะ รู้ชัดว่าจิตหดหู่ จิตอื่นที่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตกว้างขวาง รู้ว่าจิตเป็นสมาธิหรือไม่ นอกจากการที่มีราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่านแล้ว ยังมีการหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น มีจิตภายใน จิตภายนอกด้วย
Q: ขอคำอธิบายมิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร
A: “มิจฉาสมาธิ” คือ ความตั้งมั่นหรือสมาธิที่เกิดขึ้นจากมิจฉาทิฎฐิ และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปฏิบัติ เช่น ความเชื่อที่ว่าสมาธิทุกอย่างดีหมดหรือสมาธิต้องไม่คิดอะไร สมาธิต้องนั่งนิ่งเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงสมาธิอาจถูกนำไปใช้ในทางอกุศลได้ เช่น การมีสมาธิแน่วแน่เพื่อวางแผนปล้นหรือเบียดเบียนผู้อื่น อันมีรากฐานมาจากมิจฉาสติและการระลึกที่ไม่ชอบ ทั้งนี้ สติกับสมาธิเป็นคนละอย่างกัน โดยสติสามารถเกิดร่วมกับความฟุ้งซ่านและอกุศลได้ เมื่อเรามีสัมมา มาถูกต้อง คือมีกิเลสลด สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติต้องระวังวิปัสสนูปกิเลสที่อาจฉวยโอกาสทำให้เข้าใจผิดว่าตนเองบรรลุธรรมหรือมีญาณพิเศษ การปฏิบัติจึงต้องศึกษาปริยัติควบคู่ไปพร้อมกับการตรวจสอบเทียบเคียงกับครูบาอาจารย์หรือผู้รู้อยู่เสมอ เพื่อป้องกันความหลงทาง
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: การยอมรับความจริงเป็นทางออกของหลายปัญหา จริงหรือไม่?
A: เมื่อเราเข้าใจทุกข์ตามความเป็นจริง เข้าใจด้วยปัญญาแล้ว เราจะไม่ทุกข์
Q: การสะสมอาสวะใหม่ให้เข้ามาอยู่ในจิตใจจึงจะได้ผล
A: อาสวะคือสิ่งสะสม การที่เรามีผัสสะที่เข้ามากระทบแล้วกระตุ้นให้เราแสดงออกมา เช่น ด่าคน พยาบาท คิดร้าย แต่เราไม่ทำแบบเดิม เราไปตามทางใหม่ เดินตามทางมรรค 8 ไม่ด่าว่า ไม่พยาบาท ไม่คิดร้าย อาสวะเก่าที่ถูกกระตุ้นให้ทำแบบเดิมจะหลุดออกทันที และเป็นอาสวะเก่าที่หลุดออก ไม่ใช่อาสวะใหม่ที่พอกพูนเข้ามา
Q: การมีปีติสงบ มีสมาธิ หรือการไม่ยินดียินร้าย อันไหนดีกว่ากัน สุขจากภายในคือสุขจากสมาธิใช่หรือไม่?
A: สุขในภายในคือสุขจากสมาธิ สมาธิมี 9 ขั้น สมาธิ มี 2 ส่วน คือสมถะและวิปัสสนา แยกต่อไปอีก ได้ 3 ส่วน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แยกต่อไปอีกได้ 8 ส่วน คือมรรค 8 สมถะและวิปัสสนา เรียกอันเดียวกันว่า “สติ” เมื่อมีสติแล้ว ก็จะทำให้เกิดสมาธิ เกิดปัญญาได้ คือทำแล้วจะรวมลง ลงรับกันทั้งหมด ในส่วนของไม่ยินดียินร้าย น่าจะเน้นมาเรื่องอุเบกขา
Q: ฝึกที่จะไม่พูดคำที่ไม่จำต้องพูด เป็นอย่างไร?
A: สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด คือ คำโกหก หลอกลวง เพ้อเจ้อ นินทา ไม่มีสาระหาแก่นสารไม่ได้ ส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน รวมถึงคำหยาบทั้งหลาย และต้องคิดก่อนพูด ว่าเรื่องที่จะพูดนั้นเป็นประโยชน์ ประกอบด้วยกาล เป็นธรรมเป็นวินัยหรือไม่ แล้วจึงพูด
Q: เพราะเหตุใดจึงพูดว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นเรื่องยาก?
A: ท่านตรัสไว้ 2 นัยยะ คือ นัยยะแรก ท่านเปรียบเทียบกับเต่าตาบอด อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยน้ำทะเล ทุก 100 ปี จะโผล่หัวขึ้นมาครั้งเดียว แล้วโผล่หัวขึ้นมาพอดีกับรูในแอกไม้ไผ่ที่มีอยู่รูเดียว นั่นเป็นความยากที่จะเป็นไปได้ นัยยะที่สอง การที่สัตว์นรกจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ยากกว่าเต่าตาบอด ตัวที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว และสิ่งที่ยากกว่านี้อีกประการหนึ่ง คือ การที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น คำสอนของท่านคงอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้น หากตอนนี้เราได้ในสิ่งที่ได้มายาก เราเป็นมนุษย์ มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นและคำสอนของท่านยังคงอยู่ นั่นเป็นเรื่องที่ยากที่สุดแล้ว เราสามารถใช้โอกาสที่ได้มายากนี้ ทำตามคำสอนของท่านได้
Q: ทำไมคนเราเกิดมาจึงต่างกัน?
A: สิ่งที่จะจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีต คือ กรรมและวิบาก|ผลของกรรม ซึ่งจุดนี้เราสามารถแก้ไขได้ หากมีสิ่งมากระตุ้นแล้วเรายังตั้งอยู่ในมรรคได้ แม้เรามามืดเราก็ไปสว่างได้หรือมาสว่างแล้วไปสว่างได้
Q: ขันติกับอุเบกขา ต่างกันอย่างไร?
A: ขันติคือความอดทน อดทนต่อทุกขเวทนา ต่อความลำบาก ต่อความร้อนความหนาว ต่อคำด่าคำว่า เป็นลักษณะการกระทำที่เราแสดงออก ส่วนอุเบกขาพูดถึงเวทนา ถ้าเป็น “นาม” หมายถึงเป็นเวทนาที่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่ได้จะสุขหรือทุกข์ ถ้าเป็น “กิริยา” คือ การวางเฉยในสุข ในทุกข์ และในสิ่งที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Q: หากศีล 5 ที่รักษาอยู่เกิดด่างพร้อยไป จะแก้ไขอย่างไร?
A: ศีลคือความเป็นปกติ ถ้าเราจะรักษาศีล เราก็ตั้งเจตนาไว้ว่าเราจะรักษาศีล แล้วก็ทำได้เลย หากศีลเราด่างพร้อย ก็ให้ตั้งเจตนาขึ้นมาใหม่ ทำใหม่ได้ แต่เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้สิ่งที่เราทำไปแล้วได้ หากยังรักษาศีล 5 ไม่ได้ ก็ให้เริ่มจากข้อที่เราทำได้ แล้วค่อยขยายไปข้ออื่น เพื่อให้เรามีกำลังใจ ทำไปจนกว่าจะเป็นปกติ
Q: เมื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและขออโหสิกรรม ถ้าเจ้ากรรมนายเวรนั้นอโหสิกรรมให้เราแล้ว เรายังจะได้รับผลกรรมนั้นหรือไม่?
A: “อโหสิ” ภาษาบาลี แปลว่า ได้ทำไปแล้ว ผ่านไปแล้ว ในทางคำสอน ไม่มีคำว่าเจ้ากรรมนายเวร เราควรเข้าใจให้ถูกว่า ไม่ว่าเราจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว “กรรมใดที่เราทำไว้ เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น” เราจึงไม่ควรไปผูกเวรกับใคร ไม่ควรไปกังวลใจ เราควรหันมาทำความดี สร้างบุญกุศล และรักษาจิตของเราให้ดี
Q: คุณแม่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ จะทำอย่างไรให้ท่านมานับถือศาสนาพุทธของเรา?
A: ให้ดูที่ “ศีล” เป็นหลัก หากท่านมีศีล มีการให้ทานอยู่แล้ว นั่นคือดีมาก ส่วนสิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าคือศรัทธาและปัญญา ในระหว่างศาสนา ตรงไหนที่สมานกันได้ร่วมกันได้ ให้เอาตรงนั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Ranked by our users in the last 21 days

60 Listeners

3 Listeners

2 Listeners

5 Listeners

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

4 Listeners

17 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners