“เมื่อพระเยซูทรงยืนอยู่ตรงหถ้าเจ้าเมืองๆ จึงถามว่า, “ท่านเป็นกษัตริย์ของชาติยูดายหรือ” พระเยซูตรัสตอบว่า, “ท่านว่าถูกแล้ว.” แต่เมื่อพวกปุโรหิตใหญ่และผู้เฒ่าได้ฟ้องกล่าวโทษพระองค์, พระองค์มิได้ทรงตอบประการใด. เมื่อมาถึงตำบลหนึ่งที่เรียกว่าโฆละโฆธาแปลว่ากะโหลกศีรษะ, เขาให้พระองค์เสวยน้ำองุ่นเปรี้ยวระคนกับดี เมื่อพระองค์ทรงชิมก็ไม่เสวย. คนทั้งปวงที่เดินผ่านไปมานั้นได้สั่นศีรษะและกล่าวเยาะเย้ยพระองค์, พวกปุโรหิตใหญ่กับพวกอาลักษณ์และผู้เฒ่าก็เยาะเย้ยพระองค์, ถึงโจรที่ต้องตรึงไว้กับพระองค์ก็ยังกล่าวคำหยาบช้าต่อพระองค์เหมือนกัน ครั้นประมาณสามนาฬิกาหลังเที่ยงพระเยซูทรงเปล่งเสียงดังว่า, “เอลีๆ ลามาซะบัคทานี?” แปลว่า, “พระเจ้าข้าๆ เหตุไฉนพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าเสีย?” ฝ่ายพระเยซูทรงเปล่งเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง, แล้วทรงปลงพระชนม์. และนี่แน่ะ ม่านในวิหารก็ขาดออกเป็นสองท่อนตั้งแต่บนตลอดล่าง แผ่นดินก็ไหว ศิลาก็แตกออกจากกัน ส่วนนายร้อยและคนที่เฝ้าพระศพพระเยซูอยู่ด้วยกัน, เมื่อได้เห็นแผ่นดินไหวและการทั้งปวงซึ่งบังเกิดขึ้นนั้น, ก็พากันกลัวยิ่งนักจึงพูดกันว่า. “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นพระราชบุตรของพระเจ้า.””
มัดธาย 27:11-12, 33-34, 39, 41, 44, 46, 50-51, 54 TH1940