โรคเรื้อน (Leprosy)
เป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีอาการทางผิวหนัง กล้ามเนื้อ และตามปลายประสาทต่าง ๆ เช่น มีแผล ผื่นแดง หรือผื่นสีจางตามผิวหนัง กล้ามเนื้ออ่อนแรง ความรู้สึกลดลง หรืออาจตาบอดและเป็นอัมพาตได้หากเชื้อมีการลุกลามรุนแรง โดยโรคสามารถติดต่อสู่บุคคลอื่นจากเยื่อของเหลวที่ติดเชื้ออย่างน้ำมูกและน้ำลาย ผ่านการไอ จาม หรือการพูดคุยในระยะประชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ
เมื่อมีอาการที่แสดงออกให้เห็นดังนี้
ระยะแรก
“ผิวหนังเป็นวงด่างสีขาว ชาหยิกไม่เจ็บ เหงื่อไม่ออก ผิวหนังแห้ง ขนร่วง” อาการเริ่มต้นในระยะนี้พบประมาณร้อยละ 60 ถ้ารีบตรวจรักษาจะหายได้ง่าย ระยะนี้ไม่ติดต่อ
ระยะสอง
ผิวหนังนูนแดง หนาเป็นตุ่มแผ่นและผื่นไม่คัน และผิวมักแดงเป็นมันเลื่อม ไม่เจ็บ บางแห่งอาจชาบ้าง พบบ่อยตามใบหู ใบหน้า แขนขา และลำตัว ใช้ยากินยาทาเป็นแรมเดือนแล้วไม่ดีขึ้น อาการผิวหนัง นูน แดง หนาที่แสดงออกช่วงนี้จะชัดเจน และพบประมาณร้อยละ 30 ระยะนี้เป็นระยะที่ติดต่อ ซึ่งพบในผู้ป่วยที่ไม่ภูมิต้านทานเชื้อโรคเรื้อนจึงเจริญและแพร่ไปทั้งผิวหนังของร่างกาย
ระยะที่สาม
มือเท้าชา กล้ามเนื้อมือเท้าอ่อนกำลัง เมื่อยล้าง่าย กล้ามเนื้อบริเวณหลังมือและฝ่ามือจะลีบแบนราบ ไม่มีกำลัง นิ้วงอเป็นอัมพาต ข้อมือตก เดินเท้าตก หลังตาไม่ลง อาการทางประสาทนี้พบได้ในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 15-30 ที่ไม่สนใจและไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคเรื้อน ไม่รีบตรวจรักษาหรือไม่ระวังดูแลมือเท้าที่เริ่มชาก็อาจพิการมากขึ้นภายหลังได้ อาการนี้ควรสงสัยเป็นโรคเรื้อนที่ลุกลามเข้าเส้นประสาทใต้ผิวหนังและเกิดความพิการแล้ว ควรรีบมาตรวจรักษาก่อนจะกำเริบและพิการมากขึ้น
ป้องกันมิให้เป็นโรคเรื้อนได้อย่างไร
การป้องกันก็เป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไป เช่น อาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาดเป็นประจำ รักษาเสื้อผ้าของใช้และที่อยู่อาศัยให้สะอาดอยู่เสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ ไม่อยู่ใกล้ชิดหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยในระยะติดต่อ ถ้ามีอาการสงสัยทางผิวหนังที่ได้กล่าวไว้แล้ว ก็ควรไปตรวจรักษา
สำหรับครอบครัวที่ในบ้านมีผู้ป่วยโรคเรื้อนในระยะติดต่อ ก็ควรแยกห้องไม่ใช้เสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่มร่วมกันระยะหนึ่ง จนพ้นระยะติดต่อ
ถ้าในบ้านมีเด็กไม่ควรให้เด็กคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยจนกว่าจะพ้นระยะอันตรายเช่นกัน