1. เช้าวันเสาร์นี้ ซินจู๋หนาวสุด 5.4°c กลางวันพุ่งสูง 30°c กลางคืนกลางวันต่างร่วม 20°c อากาศดีถึงพฤหัสฯ ศุกร์หน้าลมหนาวกำลังแรงมาเยือน อากาศหนาวแฉะอีกรอบ
หลังหนาวแฉะมาหลายวัน ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาไร้ฝนอากาศดีมาก กลางวันท้องฟ้าโปร่งใสอากาศเริ่มร้อน แต่กลางคืนและช่วงเช้ายังหนาวต่ำกว่า 10°c อุณหภูมิช่วงกลางคืนและกลางวันต่างกันกว่า 15°c ยิ่งวันอังคารและพุธหน้า กลางวันแตะ 35°c เหมือนเข้าหน้าร้อนเลยทีเดียว
ปลายสัปดาห์นี้อากาศดี ชาวกรุงไทเปออกมาตากแดด (ภาพจาก CNA)
สภาพอากาศดีเช่นนี้จะดำเนินไปถึงวันพฤหัสบดีหน้า วันศุกร์จะมีลมหนาวกำลังแรงลูกใหม่พร้อมความชื้นสูงมาเยือน ทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว และมีฝนตกฟ้องร้องจนถึงสุดสัปดาห์ ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันทำให้ป่วยง่าย เตือนให้ดูแลสุขภาพ
ศุกร์หน้าจะมีลมหนาวกำลังแรงลูกใหม่พร้อมความชื้นสูงมาเยือน เตรียมหนาวแฉะอีกรอบ (ภาพจาก LTN)
2. 7 เมืองใหญ่ในไต้หวันส่งเสริมให้ประชากรมีบุตร ให้เงินอุดหนุนค่าแท็กซี่แก่สตรีมีครรภ์
ไต้หวันประสบปัญหาอัตราการเกิดต่ำที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสิบปีที่ผ่านมาจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงทุกปี ในปี 2567 ที่ผ่านมามีเด็กเกิดใหม่เพียง 134,856 คน เทียบกับ 10 ปีที่แล้ว (ปี 2558) ที่มีเด็กเกิดใหม่ 213,598 คน ลดลงถึง 78,027 คน ในขณะที่ยอดคนเสียชีวิตในปี 2567 มีจำนวน 202,107 คน หรือตายมากกว่าเกิด 67,251 คน โดยสภาพการที่คนตายมากกว่าคนเกิดใหม่ปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2562 ส่งผลให้ประชากรไต้หวันลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปี 2567 ที่ผ่านมามีเด็กเกิดใหม่เพียง 134,856 คน ลดลงจากสิบปีที่แล้ว 78,027 คน (ภาพจาก LTN)
นอกจากปัญหาอัตราการเกิดต่ำแล้ว ไต้หวันยังเผชิญกับปัญหาประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมชราภาพระดับสุดยอด (Super-aged Society) ซึ่งหมายถึงเป็นสังคมที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป เกินกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดโดย ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไต้หวันมีประชากรวัย 65 ปีขึ้นไป 19.35% หรือ 4,524,323 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 23,384,614 คน
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไต้หวันเพียรพยายามกระตุ้นอัตราการเกิด ด้วยการนำมาตรการต่างๆที่คิดว่าน่าจะทำให้หนุ่มสาววัยเจริญพันธุ์อยากมีบุตรเพิ่ม หนึ่งในจำนวนนี้คือ มาตรการอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตร (育兒津貼) ช่วงอายุ 0-2 ขวบ ซึ่งเป็นมาตรการของรัฐบาลกลางที่นำมาใช้ ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน โดยรัฐบาลกลางให้เงินอุดหนุนสำหรับครอบครัวที่มีบุตรคนแรก 5,000 เหรียญต่อเดือน คนที่ 2 อุดหนุน 6,000เหรียญ/เดือน และคนที่ 3 อุดหนุน 7,000 เหรียญ/เดือน
ไต้หวันกำลังเข้าสู่การเป็นสังคมชราภาพระดับสุดยอด ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ไต้หวันมีประชากรวัย 65 ปีขึ้นไป 19.35% (ภาพจาก sab.tainan.gov.tw)
นอกจากนี้ยังมีเงินรางวัลการให้กำเนิดบุตร (生育獎勵金) ที่ทุกเมืองจะอัดฉีดเงินให้แก่ครอบครัวที่ให้กำเนิดบุตร โดยจำนวนเงินจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานะทางการคลังของแต่ละเมือง อย่างกรุงไทเป ให้เงินรางวัล 40,000 เหรียญสำหรับบุตรคนแรก 45,000 เหรียญสำหรับบุตรคนที่ 2 และ 50,000 เหรียญสำหรับบุตรคนที่ 3 และนครนิวไทเปให้ 30,000 สำหรับบุตรคนแรก 40,000 เหรียญสำหรับบุตรคนที่ 2 และ 50,000 เหรียญสำหรับบุตรคนที่ 3 เป็นต้น
7 เมืองใหญ่ในไต้หวันส่งเสริมให้ประชากรมีบุตร ให้เงินอุดหนุนค่าแท็กซี่แก่สตรีมีครรภ์ (ภาพจากเทศบาลนครนิวไทเป)
เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่สตรีมีครรภ์ที่ต้องเดินทางไปตรวจครรภ์หรือไปทำธุระอื่นๆที่เกี่ยวข้องในระหว่างตั้งครรภ์ ขณะนี้เมืองใหญ่ๆในไต้หวัน อาทิ กรุงไทเป นครนิวไทเป นครเกาสง เมืองซินจู๋ เมืองผิงตง เมืองเจียอี้ และล่าสุดนครเถาหยวน ได้ผลักดันมาตรการอุดหนุนค่าแท็กซี่แก่สตรีมีครรภ์ 2,800- 9,000 เหรียญ ในจำนวนนี้เถาหยวนให้เงินอุดหนุนมากที่สุดคือ 9,000 เหรียญ รองลงมาคือกรุงไทเป 8,000 เหรียญ ซินจู๋ 6,000 เหรียญ ผิงตง 6,000 เหรียญ นิวไทเป 5,600 เหรียญ เกาสง 5,040 เหรียญ และเจียอี้ 4,500 เหรียญ
3. เกาะมหาเศรษฐี? พบชาวไต้หวัน 28,000 คนมีสินทรัพย์เกิน 320 ล้านเหรียญไต้หวัน ติดอันดับ 13 ของโลก มากกว่าสิงคโปร์ 3 เท่า
ไนต์ แฟรงค์ (Knight Frank) บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกด้านที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์จากสหราชอาณาจักรเผยแพร่รายงาน Wealth Report ประจำปีระบุว่า จำนวนบุคคลที่มีสินทรัพย์มูลค่ามากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 320 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยไม่รวมบ้านหรือที่อยู่อาศัยหลัก ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกลุ่ม High-Net-Worth Individuals (HNWIs) หรือกลุ่มมหาเศรษฐี ในปี 2024 ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 4.4% เป็น 2.34 ล้านคน เฉพาะในไต้หวันมีมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 28,391 คน ติดอันดับที่ 13 ของโลก ซึ่งเป็นสามเท่าของสิงคโปร์ที่มี 9,674 คน และไทยที่มี 9,192 คน
โฮว ซื่อชาง โฆษกคลังสมองบริษัทอสังหาริมทรัพย์ซินฉวนกล่าวว่า สืบเนื่องจากไต้หวันมีดุลการค้าระหว่างประเทศเกินดุลมาอย่างยาวนาน และในช่วงสองปีที่ผ่านมา มียอดเกินดุลสูงถึง 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างมหาเศรษฐีจำนวนมาก หากจะบอกว่าไต้หวันเป็นเกาะมหาเศรษฐีก็ไม่น่าจะผิด เขากล่าวต่อไปว่า ในไต้หวันอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มีข้อได้เปรียบโดยธรรมชาติ มหาเศรษฐีและเงินทุนจำนวนมากได้ผลักดันให้ราคาบ้านสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความไม่พอใจในราคาบ้านที่สูงและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นด้วยว่าราคาบ้านในไต้หวันไม่สมเหตุสมผล แต่ราคาบ้านก็ยังคงเพิ่มขึ้นมากกว่าลดลง และไม่มีแนวโน้มลดลงตามที่คาดการณ์
ไนต์ แฟรงค์ (Knight Frank) บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกด้านที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์จากสหราชอาณาจักรเผยแพร่รายงาน Wealth Report ประจำปี 2025 (ภาพจากเว็บ Knight Frank)
จากสถิติของ Knight Frank สหรัฐอเมริกามีจำนวนมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐมากที่สุดในโลก จำนวน 905,413 คน คิดเป็น 38.7% ของมหาเศรษฐีทั่วโลก
อันดับสองคือจีนแผ่นดินใหญ่ มีมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 471,643 คน คิดเป็น 20.1% ของมหาเศรษฐีทั่วโลก
อันดับสามคือญี่ปุ่น มีมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจำนวน 122,119 คน นอกจากนี้ ฮ่องกงมี 42,715 คนอยู่ในอันดับที่ 10 และเกาหลีใต้มี 39,210 คนอยู่ในอันดับที่ 12
บรรยากาศกลางคืนกรุงไทเป ถ่ายโดยคุณธีรศักดิ์ ศักดิ์ศรีทวี ช่างภาพมืออาชีพชื่อดังของไทย ในชุด Galaxy S7 edge ตะลุยทริปไต้หวัน Good Night Taiwan
ส่วนไต้หวันอยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก โดยมีมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 28,391 คน คิดเป็น 1.2% ของมหาเศรษฐีทั่วโลก สิงคโปร์ 9,674 คน อยู่อันดับ 19 และตามด้วยอันดับ 20 ประเทศไทยมีจำนวนมหาเศรษฐี 9,192 คน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายประเทศในเอเชียจะอยู่ในอันดับต้น ๆ ของการจัดอันดับมหาเศรษฐี แต่จำนวนมหาเศรษฐีในจีนแผ่นดินใหญ่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวันและสิงคโปร์รวมกันแล้วมีมากกว่า 720,000 คน ยังคงน้อยกว่าจำนวนมหาเศรษฐีในสหรัฐอเมริกา
4. ชาวไต้หวันแห่ซื้อบ้านแห่งที่สองในไทย ปี 2567 นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยที่เป็นชาวไต้หวันพุ่งเกือบ 60% แพ้แค่เมียนมา
สื่อไทยรายงานว่า ในปี 2568 ชาวต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมในไทยจำนวน 14,573 หน่วย มูลค่า 68,180 ล้านบาท ลดลง 6.8% จากปีก่อนหน้า โดยความสนใจจากผู้ซื้อชาวจีนและรัสเซียชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในทางกลับกัน ผู้ซื้อจากเมียนมาและไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นนักลงทุนกลุ่มใหม่ที่น่าสนใจ จำนวนการซื้อบ้านในไทยของชาวพม่าเพิ่มขึ้น 146% จากปี 2566 ส่วนชาวไต้หวันเพิ่มขึ้น 57.1% อยู่ในอันดับที่หนึ่งและที่สองของนักลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทย
ปี 2567 ชาวไต้หวันลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยพุ่งขึ้นเกือบ 60% มากเป็นอันดับสอง รองจากเมียนมา (ภาพจาก welcometw.com)
รายงานกล่าวว่า สาเหตุที่ชาวพม่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยพุ่งขึ้นเป็นอันดับ 1 มาจากปัญหาความไม่มั่นคงในประเทศ พูดง่าย ๆ คือหนีสงคราม ขณะที่ชาวไต้หวัน มีปัจจัยหลักจากนโยบายยกเว้นการตรวจลงตราหรือยกเว้นวีซ่าเป็นเวลา 60 วันของไทย ส่งผลให้มีการซื้อบ้านแห่งที่สองในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เทียบกับปี 2566 มียอดซื้อเพิ่มขึ้น 57.1% หรือ 836 ยูนิต มูลค่า 4,299 ล้านบาท
ชาวไต้หวันชื่นชอบประเทศไทย รวมถึงผลจากนโยบายยกเว้นการตรวจลงตราหรือยกเว้นวีซ่าเป็นเวลา 60 วัน ส่งผลให้มีการซื้อบ้านแห่งที่สองในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (ภาพจาก cw.com.tw)
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่น่าสนใจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2567 นั่นคือ ชาวอินเดียเริ่มสนใจซื้อคอนโดมิเนียมไทยมากขึ้น และติดอันดับที่ 10 ผู้ซื้อต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมในไทยมากที่สุดเป็นครั้งแรก แม้ว่าจำนวนการซื้อจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.4% เป็น 260 หน่วย มูลค่า 15,300 ล้านบาท แต่ความโดดเด่นของนักลงทุนชาวอินเดียที่มีต่อคอนโดมิเนียมไทย นิยมซื้อคอนโดพื้นที่ขนาดใหญ่ ต่างจากผู้ซื้อต่างชาติส่วนใหญ่ที่เลือกหน่วยขนาดเล็ก ชาวอินเดียมักมองหาคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่เกิน 70 ตารางเมตร ราคาเฉลี่ย 5.9 ล้านบาทต่อหน่วย
โฆษณาชักชวนซื้อบ้านที่กรุงเทพฯ ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในไต้หวันรายหนึ่ง (ภาพจาก cw.com.tw)