
Sign up to save your podcasts
Or


"พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกร ผู้มีอายุ เราเสื่อมจากอะไรจึงจะเศร้าโศก
เวลาที่ท่านเศร้าโศก ลองคิดดูว่า ท่านเสื่อม ท่านเสีย ท่านพลัดพรากจากอะไรจึงได้เศร้าโศก ถ้าไม่มีอะไรที่จะต้องเสียไป ก็จะไม่เศร้าโศก"
"สำหรับข้อความที่เทพบุตรกล่าวว่า
มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ภรรยา และสามี พร้อมทั้งทรัพย์ แม้เขาเหล่านั้น ต่างก็จะละทิ้งกันไป
เป็นความจริงที่จะต้องจาก ที่จะพลัดพรากไป หมดสิ้นด้วยความตายในชีวิตนี้ขณะนี้ท่านก็พอจะระลึกได้ว่า ผู้เป็นที่รักเหล่านั้น ใครจากพรากไปบ้างแล้ว และหายไปไหน ไม่เหลือเลย เหลือแต่เยื่อใย หรือว่าความผูกพันซึ่งก็จะเป็นความผูกพันเป็นความติดข้อง เป็นโลภะ เป็นสภาพธรรมที่เพิ่มขึ้นจากภพหนึ่งชาติหนึ่งเรื่อย ๆ ถ้าท่านไม่เป็นผู้ที่มีปกติเจริญสติปัฏฐานจนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสได้หมดสิ้นเป็นสมุจเฉทจริง ๆ ตามลำดับขั้น โลภะไม่มีทางที่จะหมดไปได้โดยวิธีอื่น
และข้อความที่เทพบุตรกล่าวว่า
สุคติ และทุคติในสังสาระ เป็นที่พักชั่วคราว
เป็นความจริง เพราะไม่มีท่านผู้ใดจะอยู่ที่นี่ตลอดไปในโลกนี้ ทุกภพ ทุกภูมิแล้วแต่ว่า จะอยู่มาก อยู่น้อย อยู่นาน อยู่เร็ว ก็เป็นแต่เพียงที่พักชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งเมื่อพระนางได้ฟังธรรมที่เทพบุตรกล่าวแล้ว พระนางก็ได้ตรัสกับเทพบุตรนั้นว่า"
"สุ. ขอกล่าวถึงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นการเกื้อกูลของเทพบุตร ใน ขุททกนิกายวิมานวัตถุ ใน มัฏฐกุณฑลีวิมาน
พราหมณ์ผู้บิดาเศร้าโศกถึงบุตรผู้สิ้นชีวิต ได้เผาศพของบุตรที่ป่าช้า พราหมณ์บิดาเป็นผู้ที่มีความตระหนี่มาก แม้ว่าลูกจะเจ็บหนักก็ยังเสียดายเงินที่จะหาหมอ หรือหายาดีๆ มารักษาบุตร จนกระทั่งบุตรนั้นสิ้นชีวิตไป บิดาก็เศร้าโศกเป็นทุกข์อย่างยิ่งและเทพบุตรซึ่งเป็นบุตรก็ได้มาปรากฏแก่บิดาผู้เป็นพราหมณ์เพื่อเกื้อกูลในธรรม"
"การคบหาด้วยสัปบุรุษยังประโยชน์ให้สำเร็จอย่างนี้ การคบหาบุคคลผู้มีคุณธรรมมีประโยชน์มาก สัตว์ทั้งปวงย่อมได้รับประโยชน์และมีความสุข เพราะคบหาอุบาสกคนหนึ่ง"
"มนุษย์เหล่าใดมีความดำริชั่วร้าย เป็นผู้เศร้าหมองด้วยกาย และวาจา เมื่อตายไป มนุษย์เหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรกในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย ส่วนชนเหล่าอื่นปรารถนาสุคติ ยินดียิ่งในทาน มีอัตภาพอันสงเคราะห์แล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย"
"เปรตก็มีความรู้มาก คือ บอกว่าการไม่บอกย่อมมีแก่ผู้ไม่เลื่อมใส ถ้าใครไม่เลื่อมใส พูดเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์ แต่เปรตนั้นกล่าวว่า บัดนี้ข้าพระองค์มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ แม้โดยพระองค์จะไม่ทรงเลื่อมใส เพราะว่าโดยฐานะที่เป็นเปรต เป็นผู้ที่ประกอบอกุศลกรรม กษัตริย์ลิจฉวีอาจจะไม่ทรงเลื่อมใสก็ได้ แต่ข้อความที่เปรตจะกล่าวนั้นก็เป็นความจริง เพราะเปรตกล่าวว่า ข้าพระองค์ได้ให้ปฏิญาณไว้ในกาลนั้นแน่นอนแล้ว การไม่บอกย่อมมีแก่ผู้ไม่เลื่อมใส บัดนี้ข้าพระองค์มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้แม้โดยพระองค์จะไม่ทรงเลื่อมใส เพราะเหตุนั้น ขอเชิญพระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ตามพระประสงค์เถิด ข้าพระองค์จะกราบทูลตามที่สามารถจะกราบทูลได้"
"จุติจากชาตินั้นแล้ว บังเกิดเป็นปิตติวิสัย เพียบพร้อมไปด้วยความหิวกระหายตลอด ๕๕ ปี ตั้งแต่ตายมาแล้วข้าพเจ้ายังไม่ได้กินข้าวและน้ำเลยแม้แต่น้อย การสงวนทรัพย์ คือ ไม่ให้แก่ใครๆ เป็นความพินาศของสัตว์ทั้งหลาย ความเสื่อมก็คือการสงวนทรัพย์ ได้ยินว่าเปรตทั้งหลายรู้ว่า การสงวนทรัพย์คือการไม่ให้แก่ใครๆ เป็นความพินาศ"
"อาโลกะ คือ แสงสว่างนั้น เป็นเครื่องที่ช่วยให้เห็นละเอียดขึ้น อย่างปัจจัยที่ทำให้เกิดจักขุวิญญาณ ในอรรถกถาแสดงไว้ว่ามีถึง ๔ คือ จักขุปสาท ๑ คือ รูปที่มีลักษณะที่ใส ที่สามารถรับกระทบสีสันได้ รูปนี้เกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นปัจจัย ถ้าใครมีกรรมที่จะไม่ทำให้จักขุปสาทรูปเกิด ผู้นั้นจะมองอะไรไม่เห็นเลย เป็นคนตาบอด แต่เพราะเหตุว่ากรรมเป็นปัจจัยทำให้จักขุปสาทรูปเกิดขึ้น สามารถรับกระทบสีสันวรรณะต่างๆ ได้ การเห็นจึงต้องประกอบด้วยจักขุปสาทรูป"
"พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าบุรุษได้ตรัสจักษุ ๓ อย่างนี้ คือ มังสจักษุ ๑ ทิพยจักษุ ๑ ปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยม ๑
ความบังเกิดขึ้นแห่งมังสจักษุเป็นทางแห่งทิพยจักษุ เมื่อใดญาณเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้นบุคคลย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เพราะการได้เฉพาะซึ่งปัญญาจักษุอันยอดเยี่ยมเนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วฉะนี้แล"
"การที่จิตจะเลื่อมใส ผ่องใสเมื่อใกล้จะตายนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่ควรจะเกื้อกูล เพราะเหตุว่าการเกื้อกูลกัน ไม่ว่าจะเป็นญาติ มิตรสหายก็ตาม ท่านควรจะเกื้อกูลทั้งในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้เขาเจริญกุศลยิ่งขึ้นด้วยการฟังธรรม ศึกษาธรรม เข้าใจธรรม ปฏิบัติธรรม นั่นเกื้อกูลในระหว่างที่มีชีวิต แต่ว่าในขณะที่ใกล้จะตาย ถ้าบุคคลนั้นไม่น้อมจิตไปทางกุศล ท่านก็ควรที่จะให้บุคคลนั้นได้ระลึกถึงกุศล จะเป็นการระลึกถึงทาน ถึงศีล หรือระลึกถึงสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เป็นการเตือนให้เจริญสติปัฏฐานในขณะนั้นก็ได้ ซึ่งกุศลจิตที่ผ่องใสในขณะนั้นจะเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิเกิดได้"
From the publisher's feed

57 Listeners