
Sign up to save your podcasts
Or


"สติปัฏฐานทุกบรรพ เพื่อให้รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น ท่านผู้ฟังก็อบรมเจริญสติ อบรมปัญญาให้รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมแต่ละทาง ซึ่งท่านผู้ฟังก็รับรองว่าใช่ ก็ไม่น่าจะต้องสงสัย เพราะว่าก่อนที่จะถึงการประจักษ์ลักษณะเกิดดับ จะต้องรู้ในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมเสียก่อน ปัญญาต้องเป็นไปตามลำดับขั้น เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะ ประจักษ์การเกิดดับของนามธรรม ของรูปธรรม จะต้องมีปัญญาที่รู้ในลักษณะที่ต่างกันของนามธรรม รูปธรรมเสียก่อน เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งไปประจักษ์ความเกิดดับของนามธรรมและรูปธรรมโดยรวดเร็ว โดยที่ยังไม่รู้ว่า นามธรรมทางตาเป็นอย่างไร ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจเป็นอย่างไร รูปธรรมทางตาเป็นอย่างไร ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจเป็นอย่างไร ถ้ายังไม่รู้อย่างนี้ อย่าเพิ่งไปประจักษ์การเกิดดับของนามธรรมและรูปธรรม ซึ่งนั่นเป็นแต่เพียงการคิดถึงความไม่เที่ยง ยังไม่ใช่การประจักษ์ ไม่ใช่การรู้ชัด แยกได้ไหมระหว่างการคิดถึงความไม่เที่ยง กับการประจักษ์ในลักษณะด้วยความรู้ชัดจริงๆ"
อนัตตลักขณสูตร เวลาที่ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะก็ดี หรือว่าพระปัญจวัคคีย์รูปอื่นก็ดี ฟังแล้วบรรลุความเป็นพระอรหันต์เมื่อจบเทศนา เพราะฉะนั้น จะเทศนาย่ออย่างไรท่านเหล่านั้นจึงจะประจักษ์ในความเกิดดับของนามธรรมและรูปธรรมทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เคยมีท่านผู้ฟังขอให้นำเอาอนัตตลักขณสูตรมาอ่าน ไม่ยากเลย ขอแต่เพียงว่า อ่านจบแล้ว ผู้ฟังบรรลุความเป็นอรหันต์หรือไม่ แต่ว่าท่านที่ฟังพระผู้มีพระภาคทรงแสดง บรรลุความเป็นอรหันต์ทั้ง ๕ รูป เมื่อจบอนัตตลักขณสูตร
สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา กำลังปรากฏจริงไหม จริง ระลึกเพื่อที่จะรู้ว่า สิ่งที่ปรากฏทางตานี้ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่ปรากฏได้เฉพาะทางตาเท่านั้น
เสียงกำลังปรากฏ จริงไหม ได้ยิน มี กำลังรู้เสียง เสียงจึงปรากฏได้ สภาพที่รู้เสียงมี จริงไหม นี่คือสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริง
กำลังดีใจ เป็นสุข จริงไหม กำลังโกรธ ลักษณะที่โกรธ จริงหรือไม่จริง ถ้าจริง สติระลึกรู้ ก็เป็นการระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง
"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็หญิงย่อมสนใจสภาพแห่งหญิงในภายใน กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ เสียง และเครื่องประดับของหญิง เขาย่อมยินดี พอใจในสภาพของตนนั้นๆ เขายินดีพอใจในสภาพของตนนั้นๆ แล้ว ย่อมสนใจถึงสภาพของชายในภายนอก กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ เสียง และเครื่องประดับของชาย ย่อมยินดี พอใจในสภาพของชายนั้นๆ เขายินดี พอใจในสภาพของชายนั้นๆ แล้ว ย่อมมุ่งหวังการสมาคมกับชาย และสุขโสมนัสที่เกิดเพราะการสมาคมกับชายเป็นเหตุ"
"การที่จะปฏิบัติขัดเกลากิเลส แล้วแต่อัธยาศัยของบุคคล แล้วแต่ว่าเป็นเพศของบรรพชิตหรือฆราวาส ถ้าเป็นบรรพชิต ก็มีเจตนาที่จะขัดเกลากิเลสด้วยข้อปฏิบัติที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แล้ว คือ การรักษาพรหมจรรย์ของภิกษุต้องเป็นไปโดยตลอด แต่สำหรับการสะสมอัธยาศัยของบุคคลนั้น ก็ย่อมมีต่างๆ กัน
เพราะฉะนั้น สำหรับผู้ที่เป็นฆราวาส ก็มีการสะสมมาต่างๆ กัน บางท่านก็เป็นผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์ ละอพรหมจรรย์เป็นนิจ สำหรบท่านที่ไม่สามารถจะกระทำได้ ก็ควรที่จะได้สะสมการประพฤติพรหมจรรย์ ละอพรหมจรรย์ เพื่อเป็นอุปนิสัยปัจจัยในการที่จะดับกิเลสเป็นสมุจเฉท"
"ใน กุรุนที กล่าวว่า (กุรุนที เป็นชื่อคัมภีร์อรรถกถาในครั้งอดีต) แม้จะไม่ได้รับคำสั่ง จะรับด้วยตั้งใจว่า จักถวายภิกษุเจ้าของสิ่งของนอกนี้ ก็ควร
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ของนั่นจึงไม่ควรที่ภิกษุนอกนี้จะรับ
แก้ว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงอนุญาตไว้
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า เราอนุญาตให้ภิกษุหยิบของฉันเองได้ ดังนี้ ก็ทรงอนุญาตแก่ภิกษุผู้ซึ่งเขากำลังถวายของที่พลัดตกไปนั้นเท่านั้น ให้หยิบเอาของนั้น แม้ไม่ได้รับประเคนฉันได้ แต่ด้วยคำว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เพราะของนั้นพวกทายกสละให้แล้ว จึงเป็นอันทรงแสดงความไม่เป็นของคนอื่นในพระดำรัสนี้ เพราะฉะนั้น ภิกษุอื่นหยิบฉันเองจึงไม่ควร แต่สมควร เพราะการสั่งของภิกษุผู้เป็นเจ้าของแห่งสิ่งของนั้น"
"สำหรับเรื่องของการขัดเกลา ละการติด ละการหวังในลาภ ในวัตถุปัจจัยนั้น ยากมาก ไม่เฉพาะฆราวาส แม้แต่ผู้ที่มีเจตนาสละเพศฆราวาสสู่เพศบรรพชิต เมื่อการอบรมเจริญสติปัญญายังไม่สมบูรณ์พอที่จะถึงขั้นดับกิเลสได้ กิเลสย่อมมีกำลังทำให้ล่วงกายทุจริตและวจีทุจริต ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคจึงได้ทรงบัญญัติข้อประพฤติปฏิบัติเป็นพระวินัยบัญญัติสำหรับพระภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี ผู้ที่มุ่งจะขัดเกลากิเลส มุ่งที่จะละคลายความพอใจในกาม คือ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะไว้มากและโดยละเอียดทีเดียว พร้อมทั้งธรรม คือ การอบรมเจริญสติปัฏฐานด้วย เพราะถ้ามีแต่พระวินัยบัญญัติ โดยไม่อบรมเจริญธรรม คือ สติปัฏฐานด้วย สติก็จะไม่เกิดขึ้นวิรัติกิเลส ซึ่งมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นวจีทุจริต หรือกายทุจริต"
"ขอกล่าวถึงเรื่องของการคว่ำบาตร ในครั้งที่พระผู้มีพระภาคยังไม่ปรินิพพาน ใน พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องเจ้าวัฑฒะลิจฉวี ข้อ ๑๑๐ มีข้อความว่า
สมัยนั้น เจ้าวัฑฒะลิจฉวีเป็นสหายของพระเมตติยะและพระภุมมชกะ จึงเจ้าวัฑฒะลิจฉวีเข้าไปหาพระเมตติยะและพระภุมมชกะ แล้วกล่าวว่า ผมไหว้ขอรับ เมื่อเธอกล่าวอย่างนั้น ภิกษุทั้งสองรูปก็มิได้ทักทายปราศรัย แม้ครั้งที่สอง เจ้าวัฑฒะลิจฉวีได้กล่าวว่า ผมไหว้ขอรับ แม้ครั้งที่สอง ภิกษุทั้งสองรูปก็มิได้ทักทายปราศรัย แม้ครั้งที่สาม เจ้าวัฑฒะลิจฉวีได้กล่าวว่า ผมไหว้ขอรับ แม้ครั้งที่สาม ภิกษุทั้งสองรูปก็มิได้ทักทายปราศรัย"
"ผู้ศึกษาพึงทราบคำอธิบายในสูตรที่ ๘ ดังนี้
๒ บทว่า อปฺปาสทํ ปเวเทยฺยุ ความว่า อุบาสกพึงรู้ถึงความที่ตนเป็นผู้ไม่เลื่อมใส
ถามว่า ก็อุบาสกนั้น เมื่อประกาศความไม่เลื่อมใสของตน พึงทำอย่างไร
ตอบว่า ไม่พึงลุกขึ้นจากอาสนะที่ตนนั่งอยู่แล้ว ไม่พึงไหว้ ไม่พึงทำการต้อนรับ ไม่พึงให้ไทยธรรม
บทว่า อโคจเร ได้แก่ ในเพราะโคจร ๕ อย่าง ที่ภิกษุไม่ควรเที่ยวไป
ซึ่งโคจร ๕ นั้น ได้แก่
๑. สำนักนางภิกษุณี
๒. โรงสุรา
๓. บ้านหญิงหม้าย
๔. บ้านสาวเทื้อ
๕. ที่อยู่ของหญิงแพศยา"
"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกหวังอยู่ พึงประกาศความไม่เลื่อมใสแก่ภิกษุ ผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุพยายามเพื่อความเสื่อมลาภแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ พยายามเพื่อความพินาศแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ ด่าบริภาษคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ ยุยงคฤหัสถ์ทั้งหลายให้แตกจากคฤหัสถ์ทั้งหลาย ๑ ติเตียนพระพุทธเจ้า ๑ ติเตียนพระธรรม ๑ ติเตียนพระสงฆ์ ๑ และเพราะเหตุนั้นเทวดาย่อมสรรเสริญอุบาสกนั้น ๑
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกหวังอยู่ พึงประกาศความไม่เลื่อมใส แก่ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล ฯ"
From the publisher's feed

57 Listeners