
Sign up to save your podcasts
Or


"อสทิสทานคือการให้ที่ไม่มีใครเสมอเหมือน
ซึ่งในพระไตรปิฎกแสดงไว้ว่า ในศาสนาของพระพุทธทุกๆ พระองค์จะมี อสทิสทานเพียงครั้งเดียว สตรีเป็นผู้จัดแจงถวายทานแก่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์
ในพระไตรปิฎกหลายแห่งจะแสดงว่าผู้ที่ถวายอสทิสทานคือพระเจ้าปเสนทิโกศลและพระนางมัลลิกา ส่วนท่านอื่นๆ ก็ถวายทานให้สมควรกับอสทิสทาน
ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลและพระนางมัลลิกาถวายไว้ 7 วัน
มีท่านชุณหะอำมาตย์ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีและนางวิสาขา
เชิญอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 62
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบทเล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔- หน้าที่ 244
"คำว่า ทิฏฐิหมายถึงความเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ซึ่งเกิด และดำรงอยู่รอบตัวเรารวมถึงตัวเราเองด้วย ซึ่งมีความหมายทั้งแง่ดีเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ และในแง่ไม่ดีเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ และทิฏฐินี้เองเป็นบ่อเกิดหรือที่มาของการพูด และการกระทำ ส่วนว่า การพูด และการกระทำจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับความคิดเห็นทิฏฐินั่นเอง กล่าวคือ ถ้าคนมีความคิดเห็นดีหรือมีสัมมาทิฏฐิ การพูดและการทำก็จะดีไปตาม ในทางกลับกัน ถ้าคนมีความคิดเห็นไม่ดีหรือมิจฉาทิฏฐิ การพูดและการทำก็ไม่ดีไปด้วย"
"กุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งกรรมดี,ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ความสุขความเจริญหรือสุคติ (wholesome course of action) เป็นธรรมส่วนสุจริต 10 ประการ จึงเรียกชื่อว่า กุศลกรรมบถ 10
คำว่า กรรมบถ (อ่านว่า กำมะบด) แปลว่า ทางแห่งกรรม คือ การกระทำที่เข้าทางเป็นกรรมหรือที่นับว่าเป็นกรรม หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม คือการกระทำที่นับว่าเป็นความดีได้แก่
กุศลกรรมบถ ก็คือสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจนั่นเอง
กุศลกรรมบถหมวดนี้ ในบาลีเรียกชื่อหลายอย่าง เช่นว่า ธรรมจริยา (ความประพฤติธรรม - righteous conduct), โสไจย (ความสะอาดหรือเครื่องชำระตัว—cleansing), อริยธรรม (อารยธรรม, ธรรมของผู้เจริญ - virtues of a noble or civilized man), อริยมรรค (มรรคาอันประเสริฐ - the noble path), สัทธรรม (ธรรมดี, ธรรมแท้ - good law; true law), สัปปุริสธรรม (ธรรมของสัตบุรุษ - qualities of a good man)"
"อนันตริยกรรม 5 (กรรมหนักที่สุดฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งให้ผลทันที — immediacy-deeds; heinous crimes which bring immediate results)
ที่มา : พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖
"คำว่า เจ้ากรรม นายเวร ในทัศนะของอาตมาจึงไม่ได้เกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งภายนอกเลย แต่หมายถึง ตัวเรานั้นเอง เพราะไม่ว่าจะถือเอาความหมายตามรูปศัพท์หรือตามพฤติกรรม คำตอบก็เป็นเช่นนั้น เช่น “เจ้ากรรม” คำว่า “เจ้า” โดยความหมายบ่งบอกว่าได้แก่ “ผู้ที่เป็นใหญ่ หรือเป็นเจ้าของ”* คำว่า “กรรม” หมายถึงการกระทำด้วยเจตนา ดังนั้น เจ้ากรรม จึงแปลรวมกันว่า ผู้เป็นเจ้าของการกระทำที่สมบูรณ์พร้อมด้วยเจตนา ส่วน นายเวร คำว่า “นาย” โดยความหมายก็คือ “ผู้เป็นใหญ่ หรือเป็นเจ้าของ”* คำว่า “เวร” แปลว่า “ความพยาบาท,ความปองร้าย”* เมื่อรวมความแล้วสามารถแปลได้ว่า ผู้ที่เป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าของความพยาบาท ความปองร้ายเป็นต้น"
ที่มา: http://www.atamma.org/2016/01/04/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%88/
ผลของกรรมจะมากน้อยขึ้นอยู่กับอะไร
"แล้วแต่องค์อีกว่า ประกอบด้วยความเพียรมากน้อยแค่ไหน และผู้เสียประโยชน์เป็นผู้ทรงคุณมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับแต่ละกรรมว่า ถ้าเป็นข้อปาณาติบาตจะทำให้ได้รับโทษมาก เพราะประกอบด้วยองค์อื่นอย่างไร เช่น ประกอบด้วยความเพียรมาก หรือความพยาบาทมาก กิเลสมีกำลังมาก หรือว่าความเพียรน้อย หรือวัตถุที่ต้องการให้มาเป็นของตนนั้นมีค่าน้อย โทษก็น้อย แต่ไม่มีไม้บรรทัดวัด ไม่มีอะไรวัด อย่างปรอทวัดอุณหภูมิ เพราะเป็นความวิจิตรของจิตจริงๆ ในสังสารวัฏที่สั่งสมมาต่างๆกันแสนโกฏิกัป เป็นปัจจัยให้จิตของแต่ละคนในขณะนี้เกิดขึ้นเป็นไปอย่างนี้ ตามสังขารขันธ์ ซึ่งเป็นสภาพที่ปรุงแต่งให้เกิดขึ้นแต่ละขณะ"
"วิบาก ไม่ใช่ผลของกรรม เพราะ เป็นจิตชาติ กุศล ชาติ อกุศล ครับ ขณะนั้นเป็นเหตุ
ที่เป็นกุศลจิต อกุศลจิต ไม่ใช่ผลที่เป็นวิบาก เพราะฉะนั้น วิบากที่มีในชีวิตประจำวัน
เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้กระทบสัมผัส เช่น รู้ร้อน รู้เย็น รู้อ่อน รู้แข็ง เป็นต้น
เป็นวิบากในชีวิปตระจำวัน ขณะที่ภวังคจิตเกิดขึ้น ก็เป็นวิบาก ขณะที่หลับสนิท
ภวังคจิตเกิดต่อเนื่อง เป็นจิตที่เป็นผลของกรรม ขณะที่เกิด ขณะแรก ปฏิสนธิจิต
ก็เป็นผลของกรรม ขณะที่ตาย คือ ขณะจุติจิตเกิดขึ้น ก็เป็นผลของกรรม รวม
ความว่า เมื่อกล่าวถึง วิบากจิต จะต้องเป็นผของกรรม ที่เกิดจากเหตุที่เป็นกุศลกรรม"
กรรม 2 ประเภท ได้แก่
1) กรรมดี เรียกว่า “กุศลกรรม” (หรือบุญ) เช่น ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา (ที่ใช้คำว่า “เช่น” ก็เพราะยังมีอีกมาก ไม่ใช่แค่ 3 อย่างนี้เท่านั้น)
2) กรรมชั่ว เรียกว่า “อกุศลกรรม” (หรือบาป) เช่น ฆ่าสัตว์ (หมายถึงคนด้วยนะครับ เพราะคำว่า “สัตว์” หรือ “สัตว์โลก” มิได้หมายเอาเฉพาะสัตว์เดียรัจฉาน) ลักทรัพย์ หรือทั้งฆ่าทั้งลัก ดังกรณี “อุ้มสองแม่ลูก” ไปฆ่านั่นไง อกุศลกรรม หรือบาปล่ะ
"กรรม คือ กิจที่ที่บุคคลจงใจทำหรือทำด้วยเจตนา ถ้าทำด้วยไม่มีเจตนาไม่เรียกว่า กรรม อย่างเช่นไม่มีเจตนาเหยียบมดตาย ไม่เป็นกรรม คือ ปาณาติบาต ต่อเมื่อเจตนาจะเหยียบให้ตายจึงเป็นกรรม คือ ปาณาติบาต แต่เมื่อจัดอย่างละเอียด สิ่งที่ทำด้วยไม่มีเจตนา ท่านจัดเป็นกรรมชนิดหนึ่ง เรียกว่า กรรมสักว่าทำ เพราะอาจให้โทษได้เหมือนกัน เหมือนอย่างที่กฎหมายถือว่าผิดในฐานประมาท
"ปาฏิหาริย์นั้นย่อมปรากฏเหมือนกับรูปลวง บางท่านอยากจะเห็นอิทธิปาฏิหาริย์ แต่เห็นแล้วเกิดประโยชน์อะไร ได้ประโยชน์อะไรในขณะที่เห็น เกิดสติปัญญาที่จะระลึกรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่เพียงนามธรรม เป็นแต่เพียงรูปธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏ หรือสภาพธรรมที่กำลังรู้ กำลังเห็นในขณะนั้น เป็นอย่างนี้หรือไม่ เวลาที่เห็นปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ ก็ไม่ใช่
ด้วยเหตุนี้ สังคารวพราหมณ์จึงได้กล่าวว่า ปาฏิหาริย์นั้นย่อมปรากฏแก่ ข้าพระองค์เหมือนรูปลวง ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ไม่ใช่ความจริงที่จะทำให้รู้แจ้ง สัจธรรมที่ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เกิดขึ้นแล้วดับไป ซึ่งการรู้แจ้งอย่างนี้จะทำให้สามารถดับกิเลส ความเห็นผิด การไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ หรือความสงสัยในลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏได้"
From the publisher's feed

57 Listeners