
Sign up to save your podcasts
Or


"ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ มีได้ แต่ต้องประกอบด้วยเหตุที่สมควรแก่ผล ไม่ใช่เหตุไม่สมควร และเข้าใจว่าผลอย่างนั้นๆ จะเกิดขึ้น เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ น่าดูไหม สมัยนี้ได้ไหม พลร่มก็เกือบจะเหมือนนก ลงมาจากอากาศ คนไปดูกันมาก คงจะไม่คิดว่าสมัยนี้จะทำได้ คิดว่าคนไม่สามารถจะขึ้นไปอย่างโน้นได้ แต่การที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นตามควรแก่เหตุและผล เมื่อเหตุในสมัยนี้เป็นปัจจัยที่จะให้เกิดผลอย่างนี้ในสมัยนี้ ผลอย่างนี้ก็เกิดในสมัยนี้ แต่ถ้าเจริญเหตุที่จะให้เกิดอิทธิปาฏิหาริย์ในสมัยนั้น ที่จะมีการเหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ก็ย่อมจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามควรแก่เหตุ"
"สำหรับเรื่องของคาถา รู้สึกว่าเป็นกุศลจิตที่ระลึกถึง คาถาที่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระศาสนา ทำให้ขณะนั้นคิดว่าสามารถจะช่วยให้พ้นจากภัยได้ แต่การระลึกถึงสิ่งใดก็ไม่ประเสริฐเท่ากับการระลึกถึงสิ่งที่ทำให้กุศลจิตเกิด ถ้าขณะนั้นท่านผู้ฟังไปนึกถึงเรื่องอื่นก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย"
"แม้ในพระไตรปิฎก ในมหาสติปัฏฐานสูตรก็ดี หรือในอนัตตลักขณสูตรก็ดี ไม่มีปรากฏเลยว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า เวลาที่เห็นก็ให้นึกว่า เห็นหนอ แต่ทรงแสดงลักษณะของสภาพธรรม คือ การเห็นไม่เที่ยง และการที่จะประจักษ์ว่า การเห็นไม่เที่ยง ต้องตรงในลักษณะของการเห็นจริงๆ ไม่ใช่เป็นการนึกว่า เห็นหนอ ไม่เที่ยง ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ต้องเป็นปัญญาที่ประจักษ์ในการเห็น หรือในขณะที่ได้ยินเสียงก็เช่นเดียวกัน สามารถที่จะรู้ว่า ขณะที่กำลังรู้เสียงนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ต้องนึกว่า ได้ยินหนอ"
"การอบรมเจริญสติปัฏฐาน คือ ระลึกเพื่อที่จะรู้ว่า สภาพรู้ขณะนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล และก็ไม่ใช่สภาพรู้ทางตา เพราะว่าสภาพรู้ทางหูก็รู้เสียง สภาพรู้ทางตาก็รู้สี ถ้ากลิ่นปรากฏ สภาพรู้กลิ่น ก็ไม่ใช่สภาพรู้สี ไม่ใช่สภาพรู้เสียง เป็นสภาพรู้จริงๆ แต่ละลักษณะ และถ้าขณะนั้นเกิดนึกขึ้นมา จะไม่ใช่สติที่ระลึกรู้ในสภาพรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ตามความเป็นจริงที่ปรากฏ แต่เป็นการนึกขึ้นมาด้วยความเป็นตัวตน ซึ่งขณะนั้นจะไม่สามารถรู้ชัดในลักษณะของเห็น ของได้ยิน ของสี ของเสียงที่ปรากฏ เพราะว่าขณะนั้นมีการนึกคิดขึ้น สติจึงไม่ได้ระลึกรู้ลักษณะของสภาพรู้ทางตา ซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ทางหู เป็นสภาพรู้แต่ละชนิดที่ต่างกัน"
"พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ บริสุทฺธํ คำสอนของท่านทั้งเนื้อความ ทั้งตัวหนังสือพยัญชนะต้องได้ความหมดทั้งนั้น สาตฺถํ คือ ทั้งเนื้อความ เนื้อถ้อยกระทงความ สพฺพยญฺชนํ คือ พร้อมทั้งพยัญชนะ จะขาดจะเกินไม่มี ได้ความหมดทุกแง่ทุกมุม พระพุทธเจ้าท่านเป็นสัพพัญญู โลกวิทู อย่าแปลกันผิด ไม่ได้ อาจารย์แปลผิดกันอย่างนี้ ลูกน้องไม่รู้ภาษาบาลีก็เชื่อ"
"คำว่า สติ แปลว่า การระลึกได้ การระลึกนี้ก็ได้แก่ การคิดนึกนั่นเอง เพราะเมื่อเราจะทำอะไรก็ต้องคิดนึกเสียก่อนแล้วจึงทำ อย่างนี้เป็นการถูกต้อง ทีนี้การคิดนึกมาจากไหน ก็มาจากจิตใจนั่น ปัญญาเกิดมาด้วยอะไร ปัญญาก็เกิดมาจากการนึกและคิดนี้เองเป็นตัวปัญญา ตามหลักแล้ว พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงสอนเน้นหนักไปในทางให้ฝึกฝนอบรมจิตใจให้สะอาด เพราะเหตุนี้พระองค์จึงสอนให้กำหนดที่กายและที่ใจที่ยาววาหนาคืบนี้เอง ไม่ต้องไปกำหนดที่ไหน
คำว่า เอกายนมรรค มีคำแปลและอธิบาย ๔ อย่าง คือ แปลว่า ทางไปผู้เดียว อธิบายว่า ต้องละการคลุกคลีด้วยหมู่ แล้วไปอยู่ปฏิบัติแต่ผู้เดียว ๑ แปลว่า ทางไปแห่งพระผู้มีพระภาคพระองค์เดียว ไม่เกี่ยวกัน (ท่านเขียนไม่ชัด จะว่าไม่เกี่ยวกับอาจารย์) ความรู้ของใคร ๑ ทางไปในที่เดียว ได้มีอยู่เฉพาะในพระพุทธศาสนา ๑ ทางไปสู่ที่แห่งเดียว ได้แก่ ไปสู่พระนิพพานแห่งเดียว ๑"
"เราจะเห็นได้ว่า การเจริญกายานุปัสสนาข้อว่าด้วยอานาปานบรรพ เมื่อรู้แจ้งแล้ว ละคลาย สำรอกกิเลสตัณหาออกไปจากจิตแล้ว ก็บรรลุมรรคผลได้เหมือนกัน อย่างที่พระองค์ทรงเจริญเป็นตัวอย่างมาแล้ว ผมว่าดีกว่าที่จะมานั่งระลึกดูรูปนั้นนามนี้ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ซึ่งวันหนึ่งๆ มีการเกิดขึ้นดับไปนับจำนวนไม่ถ้วน เพราะการเกิดและการดับรวดเร็วเหลือเกิน การเจริญกำหนดอายตนะก็ไม่เห็นมีที่ยืนยันว่า จะได้สำเร็จมรรคผลตรงไหน เพราะกิเลสมันเกิดได้ดับได้เหมือนกัน ขันธ์ ๕ อันได้แก่ รูปกับนาม คำว่า รูปกับนาม ก็ได้แก่ กายและใจ"
"ดูความวิจิตรของกิเลสของผู้ที่จะได้เป็นพระอริยสาวก มีความปรารถนาที่วิจิตรต่างๆ กัน ดังนั้น เมื่อเกิดเป็นเขมะบุตรเศรษฐี หลานของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เวลาที่สตรีทั้งหลายเห็นท่านก็เกิดรักใคร่ ซึ่งเขมะเศรษฐีบุตรก็ได้ล่วงศีลข้อกาเมสุมิจฉาจารอยู่เนืองๆ จนกระทั่งถูกราชบุรุษจับได้ นำตัวไปถวายพระเจ้าปเสนทิ-โกศล เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถาม ก็ทรงทราบว่าเป็นหลานของท่านอนาถบิณ-ฑิกเศรษฐีซึ่งเป็นอุปัฏฐาก ผู้บำรุงพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียง เพราะฉะนั้น พระเจ้า- ปเสนทิโกศลก็ให้ปล่อยตัวไป เพราะเห็นว่าถ้าลงโทษหลานชายแล้ว จะพลอยทำให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีต้องได้รับความอับอายขายหน้าจากมหาชนด้วย ซึ่งเขมะบุตร-เศรษฐีก็ได้ล่วงศีลอีกเนืองๆ จนราชบุรุษจับตัวได้ถึง ๓ ครั้ง นำไปถวายพระเจ้าปเสน-ทิโกศลถึง ๓ ครั้ง พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ให้ปล่อยตัวไปถึง ๓ ครั้ง แต่ภายหลังท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พาเขมะบุตรเศรษฐีไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงแสดงโทษของการล่วงศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร เมื่อเขมะบุตรเศรษฐีได้ฟังธรรม ก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน มิได้ล่วงศีลข้อกาเมสุมิจฉาจารอีกต่อไป"
เวลาที่สติเกิด ก็รู้สภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏ เวลาที่สติไม่เกิดก็เป็นตัวตน เป็นเราที่กำลังพากเพียรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ แม้ความจงใจ แม้ความตั้งใจ ก็เป็นสภาพธรรมจริงๆ แม้ความเห็นผิดที่ยึดถือนามธรรมและรูปธรรม ก็เป็นสภาพธรรมจริงๆ เป็นลักษณะของความเห็นผิด เป็นลักษณะของความจงใจ เป็นลักษณะของการลูบคลำยึดถือในข้อปฏิบัติที่ผิด
From the publisher's feed

57 Listeners