
Sign up to save your podcasts
Or


"พระพุทธเจ้านั้นท่านทรงสั่งสอนด้วยกฎของกรรม ข้อนี้จะพึงพิจารณาสังเกตได้จากคำสอนที่เกี่ยวด้วยบุญ บาป กุศล อกุศล ความดี ความชั่ว คุณและโทษ ประโยชน์และไม่ใช่ประโยชน์ เหล่านี้เป็นต้น และในพระอภิธรรม ท่านก็ได้แสดงไว้ว่า พระอรหันต์ตายพร้อมด้วยวิบากจิต ในมรรค ๘ ท่านก็กล่าวว่า เป็นสังขตธรรม คือ ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ซึ่งเป็นกฎของกรรมทั้งสิ้น แม้การจะสิ้นกิเลส ก็ต้องอาศัยการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจที่ชอบ ท่านจึงกล่าวว่า มรรคจริยามีแก่ผู้ประพฤติชอบ แนววิปัสสนาเป็นแนวที่ใกล้ชิดกับกฎของกรรมมากที่สุด เพราะจุดหมายปลายทาง พระผู้มีพระภาคต้องการให้ฉลาดในเรื่องนี้ เพราะเป็นสิ่งที่รู้ยาก เห็นยาก และความยากของกฎนี้ทำให้คนไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งอดีตที่เป็นมาแล้ว และปัจจุบันที่กำลังเป็นอยู่ และอนาคตที่กำลังจะเป็นไป ถ้าจะคิดเป็นตัวเลขก็คงจะประมาณไม่ได้ เพราะในอนาคตถึงอย่างไรกฎนี้ก็ยังรู้ยาก เห็นยากอยู่ตามเคย พระโสดาบันถ้าไม่ฉลาดในเรื่องนี้ก็คงจะปิดประตูอบายไม่ได้"
"พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
จริงอยู่ สัตว์เหล่านั้นมีตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เพราะตนเป็นที่รักอย่างยิ่ง คนโกรธหมกมุ่นในรูปต่างๆ ย่อมฆ่าตัวเองได้เพราะเหตุต่างๆ ย่อมฆ่าตัวเองด้วยดาบบ้าง กินยาพิษบ้าง เอาเชือกผูกคอตายบ้าง โดดเขาตายบ้าง คนเหล่านั้นเมื่อกระทำกรรมอันมีแต่ความเสื่อมและทำลายตนก็ไม่รู้สึก ความเสื่อมเกิดแต่ความโกรธตามที่กล่าวมานี้ เป็นบ่วงของมัจจุราช มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย
บุคคลผู้มักโกรธ มีการฝึกตน คือมีปัญญา ความเพียรและสัมมาทิฐิ พึงตัดความโกรธนั้นขาดได้ บัณฑิตพึงตัดอกุศลธรรมแต่ละอย่างเสียให้ขาด พึงศึกษาในธรรมเหมือนอย่างนั้น
เธอทั้งหลายปรารถนาอยู่ว่า ขอความเป็นผู้เก้อยากอย่าได้มีแก่เราทั้งหลาย เธอทั้งหลายเป็นผู้ปราศจากความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ ปราศจากความโลภ ไม่มีความริษยา ฝึกฝนตนแล้ว ละความโกรธได้ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพาน ฯ"
"บางคนไม่อยากให้คนที่ตนไม่รักไม่ชอบไม่สนิทสนมมีโภคะ พิสูจน์ได้ คือ ท่านมีสิ่งที่ควรสละให้ได้ แต่ท่านไม่สละให้ เป็นการไม่ปรารถนาที่จะให้บุคคลผู้นั้นมีโภคะนั่นเอง ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับเขา ถ้าได้ไป ขาก็จะได้บริโภคในสิ่งที่พอใจ แต่แม้กระนั้นเวลาที่มีความโกรธ ท่านก็ไม่สามารถที่จะสละให้บุคคลนั้นได้ และถ้าความโกรธมีมาก อาจจะถึงกับมีความปรารถนาให้คนที่เป็นข้าศึกนั้น อย่ามีโภคะเลย ขณะนั้นเป็นอกุศลจิต ไม่ควรที่จะให้เกิดขึ้นเลย"
พระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ สิกขาบทของสามเณร ข้อ ๑๒๐ มีข้อความว่า
๑. เว้นจากการทำสัตว์ที่มีชีวิตให้ตกล่วงไป
๒. เว้นจากถือเอาพัสดุอันเจ้าของมิได้ให้
๓. เว้นจากกรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์
๔. เว้นจากการกล่าวเท็จ
๕. เว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
๖. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล
๗. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นที่เป็นข้าศึก
๘. เว้นจากการทัดทรง ตกแต่งด้วยดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ อันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว
๙. เว้นจากที่นั่งและที่นอนอันสูงและใหญ่
๑๐. เว้นจากการรับทองและเงิน
"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันบุคคลเข้าอยู่แล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความแพร่หลายมาก"
"พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
เราชนะเสนา คือ ปิยรูป และสาตรูป เป็นผู้ๆ เดียวเพ่งอยู่ ได้รู้ความบรรลุประโยชน์ และความสงบแห่งหทัยว่าเป็นความสุข เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ทำความเป็นมิตรกับชนทั้งปวง และความเป็นมิตรกับใครๆ ย่อมไม่อำนวยประโยชน์ให้แก่เรา"
"บางคนเป็นคนที่ชอบมิตรสหายเพื่อนฝูง อยู่ตามลำพังไม่ได้ มีทางใดที่จะมีเพื่อนฝูงมาก ๆ ก็พยายามศึกษาหาทางที่จะได้เป็นเพื่อนฝูงมิตรสหายกับผู้อื่นมาก ๆเพราะฉะนั้น เห็นใครอยู่คนเดียวก็ไม่ได้คิดว่า ผู้นั้นเป็นผู้ที่ละการคลุกคลี ละจากความวุ่นวาย แต่ไปเข้าใจว่า คงจะไม่มีใครคบหาผู้นั้นเป็นแน่ ผู้นั้นจึงได้อยู่ตามลำพัง"
"รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ใดๆ ที่เกิดปรากฏ ควรจะเป็น สติปัฏฐาน คือ สติควรจะระลึกแล้วรู้ชัดในสภาพของนามธรรมและรูปธรรมนั้นๆ แต่สิ่งที่กำบังตา คือ ไม่ให้เห็น ไม่ให้รู้แจ้งในสภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริงช่างมากเสียเหลือเกิน ถ้ามีอะไรที่น่าสนใจ ที่ดึงดูดความสนใจผิดจากปกติ ก็เป็นสิ่งที่กำบังตาไม่ให้เห็นสภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น เมื่อท่านพระภิกษุเหล่านั้นท่านเป็นผู้ที่มีปกติเจริญสติปัฏฐาน บุคคลใดที่มีเพศผิดแผกจากปกติ และกล่าวข้อความที่ผิดแผกจากปกติ ชักชวนในทางที่ไม่ตรง ทำให้สติของท่านพระภิกษุเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมที่กำลังปรากฏขณะใด ขณะนั้นบุคคลนั้น ก็สามารถที่จะกระทำสิ่งที่กำบังตา คือ ไม่ให้รู้ชัดในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนั้น"
"พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ชนเหล่าใดกล่าวถึงสิ่งใด สิ่งนั้นไม่มีแก่เรา ชนเหล่าใดกล่าว ชนเหล่านั้นไม่ใช่เรา ดูกร มารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ท่านย่อมไม่เห็นแม้ทางของเรา"
"อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ราชสูตรที่ ๑ มีข้อความว่า
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในดิถีที่ ๘ ของปักษ์ เทวดาผู้เป็นบริวารของท้าว จาตุมหาราช ย่อมเที่ยวตรวจดูโลกนี้ว่า ในหมู่มนุษย์ มนุษย์ที่เกื้อกูลแก่มารดา เกื้อกูลแก่บิดา เกื้อกูลแก่สมณะ เกื้อกูลแก่พราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในสกุล อธิษฐานอุโบสถ ปฏิบัติทำบุญ มีอยู่มากแลหรือ
ดูกร ภิกษุทั้งหลายในดิถีที่ ๑๔ ของปักษ์ พวกโอรสของท้าวจาตุมหาราช ย่อมเที่ยวตรวจดูโลกนี้ว่า ในหมู่มนุษย์ มนุษย์ที่เกื้อกูลแก่มารดา เกื้อกูลแก่บิดาเกื้อกูลแก่สมณะ เกื้อกูลแก่พราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในสกุล อธิษฐานอุโบสถ ปฏิบัติทำบุญ มีอยู่มากแลหรือ"
From the publisher's feed

57 Listeners