
Sign up to save your podcasts
Or


"การเจริญสมถภาวนาที่จะบรรลุถึงแม้อุปจารสมาธิก็แสนยาก เพราะปกติเมื่ออารมณ์ใดกระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ย่อมคล้อยตามอารมณ์นั้นด้วย
"-กุศลจิตก็สามารถเกิดขึ้นเป็นไปได้ตามการสะสมของแต่ละบุคคล
-เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ที่น่าพิจารณาในอีกมุมหนึ่ง คือ
เหตุการณ์ภายนอกไม่ได้มีอิทธิพลที่จะทำให้กุศลหรืออกุศลของคนเกิดได้ แต่ที่เป็น
อกุศล เป็นกุศล ก็ตามการสะสมของแต่ละบุคคล เป็นธรรมดาของผู้ที่ยังมีกิเลส เมื่อ
ประสบกับความเดือดร้อนประการต่างๆ ก็จะมีความโศกเศร้าเป็นธรรมดา ถูกครอบงำ
ด้วยอกุศลเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าผู้นั้นสะสมเหตุที่ดีมา ได้ฟังพระธรรมได้เข้าใจความจริง
มั่นคงในเหตุในผลก็จะคลายความเศร้าโศกเสียใจได้บ้าง กุศลจิตพร้อมกับปัญญาที่"
"อารมณ์ของสมถภาวนา 40 อารมณ์นั้น บางอารมณ์จิตก็สงบได้ไม่ถึงอุปจารสมาธิ บางอารมณ์จิตก็สงบได้ถึงอุปจารสมาธิ บางอารมณ์จิตก็สงบได้ถึงปฐมฌานเท่านั้น บางอารมณ์ก็สงบได้ถึงจตุตถฌานโดยปัญจกนัย บางอารมณ์ก็สงบได้ถึงปัญจมฌาน และบางอารมณ์ก็เป็นอารมณ์เฉพาะปัญจมฌานเท่านั้น ดังนี้คือ อนุสสติ 6 ได้แก่
"พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้พระธรรม พร้อมทั้งเหตุและผลของธรรมทั้งปวง พระองค์ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้ เพื่ออนุเคราะห์สัตว์โลก ตั้งแต่สมัยตรัสรู้ ตราบจนถึงสมัยปรินิพพาน ด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณและพระมหากรุณาธิคุณ อันไม่มีผู้ใดเปรียบปานพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อบรรลุธรรมเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงถึงพร้อมด้วยสัมปทา คือ เหตุสัมปทา ผลสัมปทา สัตตูปการสัมปทา
เหตุสัมปทา การถึงพร้อมด้วยเหตุคือการทรงบำเพ็ญพระบารมีจนถึงพร้อมเพื่อตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผลสัมปทา การถึงพร้อมด้วยเหตุผล มี ๔ อย่าง คือ
๑. ญาณสัมปทา ได้แก่ มัคคญาณ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งพระสัพพัญญุตญาณและพระทศพลญาณ เป็นต้น ซึ่งมีมัคคญาณนั้นเป็นมูล
๒. ปหานสัมปทาได้แก่ ละกิเลสทั้งสิ้นพร้อมทั้งวาสนา คือกิริยาอาการทางกายวาจาที่ไม่งาม ที่ประพฤติจนเคยชินซึ่งถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ละไม่ได้
๓. อานุภาวสัมปทา ได้แก่ความเป็นใหญ่ในการทำให้สำเร็จได้ตามที่ปรารถนา
๔. รูปกายสัมปทา ได้แก่ พระรูปสมบัติ อันประกอบด้วย พระมหาปุริสลักษณะและอนุพยัญชนะ อันเป็นที่เจริญตา เจริญใจของชาวโลกทั้งมวล"
"กุศลจิตที่เกิดขึ้นเป็นญาณสัมปยุตต์ด้วยอาการอย่างนี้ชื่อว่า อสังขาริก เพราะความที่จิตนั้นเป็นสภาพเกิดขึ้นโดยอสังขาร (คือไม่มีการปรุงแต่ง หรือไม่มีการชักชวน) โดยไม่มีปโยคะ (การประกอบ) โดยไม่คิดด้วยอุบายกุศลจิตที่ชื่อว่า อสังขาริกนี้นั้น มีสีงที่น่าปรารถนาเป็นอารมณ์จึงเกิดขึ้นโดยแท้ ย่อมเกิดขึ้นโดยกำหนด ๓ อย่าง คือ ทานมัย สีลมัย และภาวนามัย"
"การภาวนายังอาจแบ่งได้เป็น 4 ด้าน คือ กายภาวนา, ศีลภาวนา, จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา ซึ่งแต่ละด้านมีรายละเอียดดังนี้
1.กายภาวนา หมายถึง การพัฒนาความสัมพันธ์กายของเรากับสิ่งแวดล้อมภายนอก ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นในทางที่เป็นคุณ ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การบริโภคในชีวิตประจำวัน เราจะต้องรู้ว่าเราบริโภคสิ่งต่างๆ เพื่อประโยชน์อะไร เช่น บริโภคเพื่อสุขภาพ เพื่อประโยชน์ต่อร่างกาย มิใช่การบริโภคตามความอยาก ความสนุกสนานหรือความโก้เก๋ ฯลฯ
เมื่อพิจารณาความหมายของการภาวนาอย่างรอบด้านตามนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่า การภาวนาไม่ได้ขึ้นกับศาสนา ไม่จำเป็นต้องปลีกวิเวก เราก็สามารถภาวนาได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ในช่วงเวลาใด ในการทำงานหรือแม้แต่ชีวิตประจำวัน การภาวนาสามารถปฏิบัติได้ทุกที่ทุกเวลา"
"https://www.happinessisthailand.com/2016/03/05/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99/"
"เมื่อปัญญาเกิด จิตที่ระลึกถึงดินก็เป็นกุศล เมื่อรู้ว่ารูปทุกอย่างที่ปรากฏปราศจากธาตุดินไม่ได้ สิ่งที่เคยพอใจปราถนาต้องการทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น ล้วนเป็นแต่เพียงดินเท่านั้น เมื่อรู้ถึงแก่นแท้ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกที่เคยพอใจปราถนาว่าเป็นแต่เพียงดิน ก็ทำให้ละคลายความพอใจในสิ่งทั้งหลายได้ในขณะที่ระลึกรู้ว่าเป็นเพียงดินเท่านั้น"
"การเจริญสมถภาวนาที่จะให้มหากุศลญาณสัมปยุตตจิตเจริญขึ้นๆ จนเป็นบาทให้เกิดปฐมฌานกุศลจิตซึ่งเป็นรูปาวจรกุศลนั้น เป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก เพราะจะต้องไม่เป็นอภัพพบุคคล คือ ผู้ที่แม้เจริญสมถะหรือวิปัสสนาก็ไม่อาจบรรลุฌานจิตหรือโลกุตตรจิตได้ ผู้ที่เป็นภัพพบุคคล คือ ผู้ที่เมื่อเจริญสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาก็อาจจะบรรลุฌานจิตหรือโลกุตตรจิตได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่
"สมถภาวนา ไม่ใช่การทำสมาธิ สมาธิเป็นสภาพธรรมที่ตั้งมั่นในอารมณ์ ซึ่งได้แก่เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับจิตทุกดวง เมื่อจิตฝักใฝ่มีอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนานๆ ลักษณะของเอกัคคตาเจตสิกก็ปรากฏเป็นสมาธิ คือ ตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับอกุศลจิตเป็น มิจฉาสมาธิ เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดกับกุศลจิตเป็น สัมมาสมาธิ"
"สมถภาวนา เป็นการเจริญกุศลด้วยปัญญา ที่เห็นโทษของจิตที่ไม่สงบ ผู้ที่มีปัญญาจริงๆ จะรู้ว่าเมื่อเห็นสิ่งใดก็ไม่สงบด้วยโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง เมื่อได้ยินเสียงก็ไม่สงบด้วยโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ผู้จะเจริญสมถภาวนาเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ สามารถรู้ขณะที่เป็นอกุศลจิตว่าต่างกับขณะที่เป็นกุศลจิต จึงมีปัญญารู้ว่าจิตจะสงบเป็นกุศลได้เมื่อตรึกถึงอารมณ์ที่ทำให้จิตสงบขึ้นๆ ได้ อย่างไร"
From the publisher's feed

57 Listeners