
Sign up to save your podcasts
Or


“ต้นอัสสัตถะ” หรือ “ต้นอัสสัตถพฤกษ์” นั้น รู้จักกันดีในชื่อของ ต้นโพ, ต้นโพธิใบ, ต้นโพธิ์ หรือพระศรีมหาโพธิ ชาวลังกาเรียกว่า Bohd tree และชาวอินเดียเรียกว่า Pipal นี้นับได้ว่าเป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในพระพุทธประวัติอีกชนิด หนึ่ง เพราะเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ในระหว่างบำเพ็ญพรตเพื่อหาสัจธรรมนั้น ได้ทรงเลือกนั่งประทับที่โคนต้นโพธิ์จนกระทั่งพระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมา สัมโพธิญาน คือ อริยสัจ 4 อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
คนที่เกิดมาแล้วจากเด็กมาเป็นผู้ใหญ่ ท่านเข้าใจว่าเป็นคนละคนกัน พระนาคเสนจึงชี้แจงว่า ความจริงก็เป็นคนเดียวกัน แต่ที่ท่านตอบว่า จะเป็นผู้นั้นก็ไม่ใช่จะเป็นผู้อื่นก็ไม่ใช่นั้น ก็เพราะอาศัย สันตติ ความสืบต่อกัน เปรียบเหมือนเปลวไฟและนมสดที่เปลี่ยนไป เมื่อเปลี่ยนไปแล้ว จะว่าเป็นของเดิมก็ไม่ได้ จะว่าเป็นของอื่นก็ไม่ใช่ แต่ต้องอาศัยความสืบต่อกันไป เหมือนกับร่างกายที่เกิดมาก็อาศัยอวัยวะเดิมแล้วค่อยเปลี่ยนแปลง เติบโตขึ้นมาจนกว่าจะแก่เฒ่าไป ก็ชื่อว่าเป็นบุคคลเดียวกันนั่นเอง
การไม่ประมาท เป็นยอดแห่งธรรมแท้จริง ธรรมทั้งปวงจึงประชุมลงที่ความไม่ประมาท นั่นหมายถึง การจะคิดทำสิ่งใดจักต้องคำนึงถึงเหตุและผลที่จะเกิดขึ้นตามเหตุที่ก่อขึ้นนั้นเป็นสำคัญ ด้วยเมื่อตั้งใจทำเหตุที่ดี ก็ต้องได้รับผลดีเป็นปกติ แต่หากทำเหตุที่ชั่ว ก็ฉิบหายเป็นธรรมดา ตามกำลังของการกระทำเหตุนั้น
สติ จึงเป็นเครื่องหมายของความไม่ประมาท หมายถึง การจะกระทำสิ่งใดไม่ว่าด้วย กาย วาจา หรือใจ จักต้องมี สติสัมปชัญญะ เพื่อกำหนดรู้ในการกระทำด้วยเจตนาเพื่อสร้างเหตุนั้นๆ
ในมิลินทปัญหา โฆรสวรรค ให้ความหมายของคุณสมบัติของผู้จะบรรลุธรรมมีอย่างไร และต้องปฏิบัติอย่างไร โดยความหมายก็คือปฏิบัติอย่างไรจึงจะเป็นพระอรหันต์ หรือข้อธรรมอันใดที่จะปฏิบัติเพื่อไปสู่การเป็นพระอรหันต์ สาระในโฆรสวรรค ก็เพื่อเป็นการชี้ให้เห็นข้อธรรมอันจะเป็นการเปรียบเทียบ ระหว่างธรรมกับสภาวะธรรม ที่เป็นคุณสมบัติของสัตว์
ถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) เมืองออรังกาบาด รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย...ได้ชื่อว่าเป็น วัดถ้ำในพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างเมื่อ พ.ศ.๓๕๐
ทุกคำสอนของพระพุทธเจ้าล้วนเป็นจริง เมื่อเราเข้าใจธรรมะเราก็จะเข้าใจในบริบทแห่งความเป็นธรรมชาติทั้งปวง สุดท้ายเมื่อเราเข้าใจถึงแก่นแท้ของธรรมชาติ ว่าที่สุดแล้วไม่มีอะไรกับอะไรที่สามารถโอบกอดยึดไว้ได้เลย แล้วก็จะค่อยๆ ปล่อยและคลายสิ่งเหล่านั้นออกไป สุดท้ายความคิดที่รู้สึกขึ้นว่า ยึดถือไม่ได้ ก็แทรกเข้ามากลางหัวใจของเราเอง โดยที่เราไม่ต้องไปคิด ไปทบทวน เป็นเองโดยธรรมชาติ ผมไม่รู้หรอกว่า เรียกว่าอะไรในภาษาธรรม เพราะผมไม่ได้เน้นทางนั้น แต่เน้นให้รู้ที่ใจจริงๆ ว่าเราจะต้องปฏิบัติอย่างไร ทั้งในทางโลกและทางธรรม”
พระพุทธองค์ตรัสว่า ความสุดโต่งของมนุษย์ มี ๒ ด้าน คือ ความพอใจสุดโต่ง (กาลสุขัลลิกานุฌยค) และความไม่พอใจสุดโต่ง (อัตตกิลมถานุโยค) มนุษย์ส่วนมากจะตกไปอยู่ในที่สุด ๒ ด้านนี้ตลอด ความพอใจก็คือความโลภ ความไม่พอใจก็คือความโกรธ ตามความพอใจกับไม่พอใจไม่ทันก็คือความหลง ชีวิตของคนเราจึงไปหลงพอใจไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา ไม่มีโอกาสพบความพอดีในชีวิต ความพอดีของชีวิตก็คือหลักทางสายกลาง หรือหลักความจริง รู้เท่าทันความจริงของโลกและชีวิต ไม่ไปเกี่ยวข้องกับความพอใจ ไม่พอใจ กฎธรรมชาติ ๒ กฎที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ กฎไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ เกิดขึ้น คงอยู่ ดับไป และกฎของเหตุปัจจัย หรือ อิทัปปัจจยนตา ปกิจจสมุปบาท ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอยๆ มีเหตุปัจจัยให้เกิดเสมอ
อันดับนั้นสมเด็จพระเจ้ามิลินท์ภูมินทราธิบดี จึงจินตนาการหาอรรถปัญหาที่จะไต่
พระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นท่ามกลางสังคมอินเดียทีมีความหลากหลายด้านความเชื่อ ศาสนา ลัทธิต่าง ๆ ที่อุบัติขึ้นก่อนพระพุทธศาสนา และที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน ตลอดจนลัทธิที่เกิดขึ้นมาภายหลังอีกมากมาย แม้ว่าพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นมาในดินแดนชมพูทวีป หรืออินเดียเหมือนกับลัทธิศาสนาต่าง ๆ เหล่านั้น แต่พุทธศาสนามีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากลัทธิศาสนาต่าง ๆ ได้แก่การอุบัติขึ้นมาพร้อมกับการปฏิรูปสังคมอินเดียเสียใหม่ คือพุทธศาสนาได้เสนอหลักทฤษฎีใหม่ ซึ่งหักล้างกับความเชื่อดั้งเดิมของชาวอินเดียไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการที่แตกต่างจากศาสนาพราหมณ์โดยสิ้นเชิง
การสวดมนต์เป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกคน ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น เดิมแล้วเนื้อหาแต่ละท้องถิ่นมีหลากหลาย ระลึกนึกถึงพระรัตนตรัยหรือสวดมนต์ในบทที่แตกต่างกันไป ก่อนที่รัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์พระองค์ทรงออกผนวชอยู่ 20 กว่าพรรษาและมีพระปัญญามาก พระองค์จึงวางรูปแบบการทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็นทั้งประเทศให้เป็นแบบแผนเดียวกัน รูปแบบการสวดมนต์ การอาราธนาศีล พิธีกรรมสงฆ์ต่างๆ เช่น การถวายสังฆทาน การเจริญพระพุทธมนต์ สวด 7 ตำนาน 12 ตำนาน เป็นต้น ก็ปรับเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความเป็นเอกภาพของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นให้รู้ว่า มิใช่หน้าที่ของพระภิกษุเท่านั้น ชาวพุทธทุกคนอย่างน้อยทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ใช้เวลาไม่มากและเป็นประโยชน์ต่อเรา
การสวดมนต์ในพระพุทธศาสนามีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เป็นการสวดในสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้เพื่อไม่ให้ลืมในคำสอนนั้นๆ และทบทวนในสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว เพราะในครั้งพุทธกาลยังไม่มีพระไตรปิฏก จึงต้องใช้การท่องจำ
การสวดมนต์ เป็นข้อวัตรอันเป็นหลักใจของชาวพุทธ เป็นบุญกิจ บุญกิริยาที่ถือปฏิบัติสืบ ๆ กันมา นับตั้งแต่สมัยพุทธกาล เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ถือกันว่าเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต โดยเฉพาะในส่วนของพระภิกษุสงฆ์สามเณร นักบวช นักบุญทั้งหลาย จะให้ขาดตกบกพร่องในข้อวัตร กิจวัตรส่วนนี้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะถือเป็นการสาธยายบทธรรมที่พระบรมศาสดาทรงประกาศให้ชาวโลกทราบ แม้ผู้สวดเองจะไม่ทราบความหมาย แต่ช่วยเพิ่มพูนด้านศรัทธาเป็นเหตุเป็นปัจจัย เปรียบเหมือนได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์เป็นการแสดงตน ปฏิญาณตนยอมรับนับถือ เคารพ ศรัทธา บูชา ขอขมาต่อพระองค์
From the publisher's feed

59 Listeners