
Sign up to save your podcasts
Or


พระอภิธรรมบัญญัติว่า เมื่อสัตว์ที่อยู่ใน 31 ภพภูมินั้นกำลังตายนั้น จุติจิต คือจิตขณะที่กำลังตายจะเกิดขึ้น และเกิดขึ้นขณะเดียวเท่านั้น "ปฏิสนธิจิต" ก็จะเกิดต่อทันทีไม่มีจิตดวงใดมาคั่น และเมื่อเกิด ปฏิสนธิจิต แล้วก็คือเกิดในภพใหม่แล้ว คือจุติจิต เกิดปฏิสนธิจิต ต้องเกิดต่อทันที ยกเว้นพระอรหันต์ที่ไม่มีปฏิสนธิจิต เกิดต่อเพราะท่านไม่ต้องมาเกิดอีกแล้ว
การเจริญเมตตาจิต
สันโดษ หมายถึงความยินดีด้วยของของตนด้วยเรี่ยวแรง และความเพียรโดยความชอบธรรม ความยินดีด้วยปัจจัย 4 ตามมีตามได้ ความรู้จักอิ่ม รู้จักพอ แบ่งออกได้เป็น 3 ประการดังนี้
นิพพานเป็นปรมัตถ์ ว่าโดยความแตกต่างแห่งอาการ มี 3 อย่าง คือ สุญญตะ 1 อนิมิตตะ 1 อัปปณิหิตะ 1 อาการที่ชื่อว่า สุญญตะ เพราะเป็นสภาพสูญจากสังขารทั้งปวง อาการที่ชื่อว่า อนิมิตตะ เพราะไม่มีนิมิต คือ สังขารทั้งปวง อาการที่ชื่อว่า อัปปณิหิตะ เพราะไม่มีที่ตั้ง คือ สังขารทั้งปวง
การแผ่เมตตา เป็นสิ่งที่โบราณบัณฑิตทั้งหลายปฏิบัติต่อกันมาตามลำดับ เพราะเห็นประโยชน์ว่า การแผ่ เมตตานี้จะทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นประจำมีจิตใจอ่อนโยน เยือกเย็นลงได้ และทำให้มองเห็นว่าการที่มนุษย์หวังดีต่อกันนั้นเป็นทางนำให้โลกเกิดสันติสุขได้ และเมื่อตัวเองได้รับความสุขแม้เพียงเล็กน้อยก็ต้องการให้เพื่อนร่วมโลกได้รับความสุขอย่างนั้นบ้าง จึงได้แผ่กระแสจิตอันเยือกเย็นและอ่อนโยนนั้นไปยังผู้อื่น ผู้ได้รับเมตตาจิตนั้นแล้วก็จะพลอยมีจิตอ่อนโยน เยือกเย็น และได้พบกับความสุขทางใจไปด้วย
เมตตสูตร นั้น เพราะเหตุที่ตรัสบุญสัมปทามีทานศีลเป็นต้นด้วยนิธิกัณฑสูตร. เมื่อบุคคลทำเมตตาในสัตว์ทั้งหลาย บุญสัมปทานั้น ย่อมมีผลมาก จนถึงสามารถให้บรรลุพุทธภูมิได้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงยกเมตตสูตรขึ้นตั้งในที่นี้ เพื่อแสดงว่าเมตตาเป็นอุปการะแก่บุญสัมปทานั้น หรือเพราะเหตุที่ข้าพเจ้าครั้นแสดงกรรมฐานอันสามารถละโทสะด้วยทวัตติงสาการ สำหรับชนทั้งหลายผู้นับถือพระศาสนาด้วยสรณะ แล้วตั้งอยู่ในศีลด้วยสิกขาบททั้งหลาย และสามารถละโมหะด้วยกุมารปัญหา จึงแสดงว่าความประพฤติสรณะเป็นต้นนั้นเป็นมงคล และรักษาตนเองด้วยมงคลสูตร แสดงการรักษาผู้อื่นอันเหมาะแก่มงคลนั้นด้วยรัตนสูตร แสดงการเห็นภูตบางพวกในบรรดาภูตทั้งหลายที่กล่าวไว้ในรัตนสูตร และความวิบัติของเหล่าชนที่ประมาทในบุญสมบัติดังที่กล่าวแล้ว ด้วยติโรกุฑฑสูตร และแสดงสมบัติอันเป็นปฏิปักษ์ต่อวิบัติที่กล่าวไว้ในติโรกุฑฑสูตร ด้วยนิธิกัณฑสูตร แต่ยังมิได้แสดงกรรมฐานที่สามารถละโทสะ ฉะนั้น เพื่อแสดงกรรมฐานอันสามารถละโทสะนั้น ข้าพเจ้าจึงยกเมตตสูตรนี้ขึ้นตั้งในที่นี้. เมื่อเป็นดังนั้น ขุททกปาฐะจึงย่อมจะบริบูรณ์ด้วยดี ข้อที่กล่าวมาดังนี้ เป็นประโยชน์แห่งการตั้งเมตตสูตรนั้นไว้ในที่นี้.
พรหมวิหารมีในผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้นประพฤติปฏิบัติเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ด้วยสังคหวัตถุ 4 คือ
1. มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของและให้ความรู้ให้คำแนะนำสั่งสอน
2. พูดจารักษาน้ำใจ พูดจาไพเราะน่าฟัง สุภาพอ่อนหวาน พูดให้เกิดไมตรี มีความรักใคร่นับถือ
3. ประพฤติตนเป็นประโยชน์ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ สาธารณประโยชน์ และส่งเสริมจริยธรรม
4. ทำตนเสมอต้น เสมอปลาย และ ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาคกัน วางตัวให้เหมาะแก่ฐานะ ภาวะ บุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม
หิริ (ความละอายต่ออกุศล) และ โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่ออกุศล) ต่างก็เป็นสภาพธรรมฝ่ายดีด้วยกันทั้งคู่ เกิดพร้อมกันทุกครั้ง เป็นความละอาย และความเกรงกลัวต่ออกุศล กลัวต่อผลของบาปอกุศลที่จะเกิดขึ้น เพราะบาปอกุศลนำมาซึ่งความทุกข์ความเดือดร้อนในภายหลัง ขณะใดที่เว้นจากความชั่ว บาป อกุศล ทุจริตทั้งปวง แม้ว่าจะเล็กน้อยสักเพียงใด ขณะนั้นก็เป็นเพราะหิริและโอตตัปปะ ซึ่งเป็นสภาพที่รังเกียจ ละอาย กลัว และเกรงโทษของบาป เป็นสิ่งที่พอจะเห็นได้ว่าแม้ว่าทั้งหิริและโอตตัปปะจะเกิดร่วมกันก็จริง แต่ว่าขณะใดที่เกิดละเว้นอกุศลชนิดหนึ่งชนิดใด ขณะนั้นก็พอที่จะสังเกตสภาพของจิตได้ว่าในขณะนั้นจริงๆ ละเว้นเพราะรังเกียจ หรือว่าละเว้นเพราะกลัว เกรงโทษเกรงภัยของอกุศล
สภาพรู้ คือ อย่างไร
เรื่องการเจริญสติปัฏฐาน ก็ขอเชิญก่อน มีท่านผู้ฟังท่าน ๑ ถามว่า สภาพรู้ นี่คะ เป็นอย่างไร ที่ว่าเป็นสภาพรู้ ขณะที่กำลังเห็น ถ้าไม่มีสภาพรู้ สิ่งที่กำลังปรากฏ ทางตาในขณะนี้ ปรากฏไม่ได้ นี่คะ คือความหมายว่าสภาพรู้ก็คือกำลังรู้ สิ่ง ๑ สิ่งใด เช่นทางตา กำลังเห็น ขณะที่กำลังเห็นอย่างนี้ ยังไม่ใช่นึก ยังไม่ใช่ตรึกถึง รูปร่างสัณฐาน หรือยังไม่ได้คิดถึงคำสมมุติบัญญัติ ใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการรู้ คือมีสิ่งที่ปรากฏ ให้รู้ เพราะฉะนั้น เมื่อมีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ สภาพรู้ก็ได้แก่ ขณะที่กำลังรู้ ในสิ่งที่ปรากฏ เช่นกำลังเห็น จะใช้คำว่า สีสันวรรณต่างๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่กำลังปรากฏ ในขณะนี้ นั่นคือปรากฏแก่สภาพรู้ ซึ่งสภาพรู้นั้นมีจริง ขณะที่กำลังเห็น นี่คะ ยังไม่เคยทราบ ยังไม่เคยคิด ยังไม่เคยพิจารณา รู้ว่า เป็นสภาพธรรม อย่าง ๑ ที่มีจริง แต่เมื่อได้ฟังแล้ว สภาพรู้ไม่เคยอยู่ห่างเลย ขณะที่กำลังเห็น ขณะที่กำลังได้ยิน ขณะที่กำลังได้กลิ่น ขณะที่กำลังลิ้มรส ขณะที่กำลังคิดนึก ทั้งหมดเป็นสภาพรู้แต่ละขณะ
From the publisher's feed

59 Listeners