
Sign up to save your podcasts
Or


อริยมรรคประการสุดท้าย คือ สัมมาสมาธิ(Meditation) มีความตั้งใจมั่นชอบ ใจของเราจะตั้งมั่นได้ดีที่สุด เมื่อนำมาหยุดไว้ที่ศูนย์กลางกาย เพราะศูนย์กลางกายเป็นต้นแหล่ง แห่งความสุขและความบริสุทธิ์ หากหยุดใจไว้ตรงนี้ได้ นิวรณธรรมต่างๆ จะเข้ามาครอบงำจิตใจไม่ได้ จิตเป็นเอกัคคตา มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นสัมมาสมาธิ ถ้าใจยังอยู่นอกตัว หรือแม้อยู่ในตัว ถ้าหากไม่อยู่ตรงกลาง ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นสัมมาสมาธิ เพราะไม่สามารถดำเนินจิตเข้าไปในกลาง ตามเส้นทางของมัชฌิมาปฏิปทาได้ เมื่อเข้าไปไม่ได้ ก็เข้าถึงพระนิพพานไม่ได้
บันได 3 ขั้นสู่การ บรรลุนิพพาน ด้วยตัวเอง
การบรรลุนิพาน คือ สภาวะที่ปราศจากโลภ โกรธ หลง จิตใจสงบ ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับอะไรอีก เป็นความสุขขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา การบรรลุนิพพานนั้นเกิดได้โดยการปฏิบัติตามไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
ศีล คือ การสำรวมกาย วาจา ระวังมิให้ทำสิ่งที่เป็นอกุศลเช่นไม่ทำลายชีวิต ไม่พูดปด เป็นต้น
สมาธิ คือ การฝึกฝนให้ใจสงบ แน่วแน่ ไม่คิดเรื่องโน้นที เรื่องนี้ที
ปัญญา คือ การเข้าใจ หยั่งรู้สิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริงมิได้เป็นไปตามโลภ โกรธ หลงของเรา
กุศลกรรมมีได้ เพราะมีกุศลจิต จึงมีกุศลกรรมเกิดขึ้น เพราะมีอกุศลจิต จึงมีอกุศลกรรมเกิดขึ้น ครับ หากไม่มีจิตที่เป็นกุศล ก็จะไม่มีการกระทำกรรมที่เป็นกุศลกรรมทางกาย วาจา และใจ แต่เพราะมีกุศลจิตเกิดขึ้น จึงมีการให้ทาน รักษาศีล เจริญวิปัสสนา ส่วนอกุศลจิตและอกุศลกรรม
พระอนาคามี คือ พระอริยบุคคล ขั้นที่สาม ที่ดับเเล้ว ที่เป็นเครื่องร้อยรัด สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการแล้ว คือ สักกายทิฏฐิ คือ ความยึดถือว่าเป็นเรา เป็นสัตว์ บุคคล วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย สีลพรตปรามาส ข้อวัตรปฏิบัติที่ผิด โทสะ ความขุ่นใจ และโลภะ ที่ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่กระทบสัมผัส ๕ ประการ จนหมดสิ้น ไม่เกิดอีกเลย
ขันธ์ 5 คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อลงมาก็คือ รูปธรรมกับนามธรรม ที่รวมกันขึ้นมาเป็นตัวเรา ตัวนี้คือตัวทุกข์ แต่พวกเราไม่เคยเห็นว่าตัวนี้เป็นตัวทุกข์
ศีลมีความหมายคือ ความประพฤติดีทางกายและวาจา, การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย, ข้อปฏิบัติสำหรับควบคุมกายและวาจา ให้ตั้งอยู่ในความดีงาม, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ปกติมารยาทที่สะอาดปราศจากโทษ, ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น, ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพ มักใช้เป็นคำเรียกอย่างง่ายสำหรับคำว่า อธิศีลสิกขา
"ศีล" นั้นแปลว่า "ปกติ" คือสิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษาตามเพศและฐานะ ศีลนั้นมีหลายระดับคือ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ และในบรรดาศีลชนิดเดียวกันก็ยังจัดแบ่งออกเป็นระดับธรรมดา มัชฌิมศีล (ศีลระดับกลาง) และอธิศีล (ศีลอย่างสูง ศีลอย่างอุกฤษฏ์)
การสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้าย ในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ, ระวังไม่ให้กิเลสครอบงำใจ ในเวลารับรู้อารมณ์ทางอินทรีย์ทั้ง ๖
เบญจศีลและเบญจธรรม เป็นธรรมคู่กัน คนที่มีเบญจธรรมจึงจะเป็นผู้มีเบญจศีล ซึ่งหากคนมีศีลและธรรมดังกล่าวแล้ว จะเว้นจากการทำความชั่ว รู้จักควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความดี ไม่เบียดเบียนตนและคนอื่น และประพฤติชอบทางกาย วาจา และใจ จะทำให้อยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
ทุกข์อันไม่น่ายินดี
อสุภะ
อวัยวะภายในทั้งหลาย ตอนไม่มีความรัก มันน่ากลัวมาก พอมีความรัก มันทำให้ไม่น่ากลัวขึ้นมาเลยผมเคยเห็นคนไม่กลัวอสุภะ เอาศพแม่ เอาศพคนรัก ไปไว้ที่บ้านไม่ยอมเผา จนศพเหลือแต่กระดูกก็มี ไม่มีรังเกียจเดียดฉันท์เลย ความรักมันเอาชนะอสุภะได้ครับ ทีนี้บางช่วงเวลาพิจารณาอสุภะ จิตก็ผึงไปคิดว่าเทวดาไม่มีอสุภะ เวลาจะตายก็หายไปเลย ร่างกายเป็นทิพย์ จิตมันหลงเข้าไปอีก มีคำถามในใจ เอานะไปเป็นเทวดาก็ได้อุดมสุขสักระยะ ค่อยพิจารณาขันธ์ในขันธ์แทนอสุภะเอา เลยทิ้งพิจารณาอสุภะของมนุษย์ ไปอย่างงั้นนี่ความหลงไปในเทวดา ชนะอสุภะอีกแล้วเป็นอย่างนี้ จะจับกิเลสหลงรูปหลงรัก ขึ้นเขียงสับมันยังไงดีรู้สึกจิตมันแสวงหาข้อแก้การพิจารณาอสุภะไปเรื่อยๆ
From the publisher's feed

59 Listeners