
Sign up to save your podcasts
Or


7 สุดยอดนิสัยที่ทำให้ทุกวันดีขึ้นได้
ผมเริ่มพยายามสังเกตุตัวเองในวันที่ดีเราทำอะไร วันที่แย่เราขาดอะไรจนเริ่มเห็นธีมของการใช้ชีวิตที่ทำให้วันนึงกลายเป็นวันที่ดีได้ ธีมนั้นคือการดูแลตัวเอง สำหรับท่านที่อ่านอยู่ธีมของท่านอาจต่างกันไปขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของแต่ละคน
การดูแลตัวเองของผมเริ่มจากการที่เราได้พักผ่อนเต็มที่จากคืนก่อน ถ้าตื่นมาแล้วรู้สึกว่านอนเต็มที่เราจะสดชื่นมาก ถ้าวันไหนนอนไม่พอมันเป็นตัวแปลสำคัญอย่างนึงเลยที่ทำให้วันข้างหน้าเรา้ไม่ได้ทำสิ่งที่ต้องการ โดยเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ที่มีเพียง 48 ชม. เคยรู้สึกไหมครับว่าทำไมวันเสาร์อาทิตย์เราผ่านไปเร็วมากกยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย เพราะพอเรานอนไม่พอเมื่อคืนก่อนร่างกายก็จะบอกเองว่าเราควรพักซึ่งก็จะกินเวลาของเราไปจนเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราต้องการ การนอนให้เพียงพอสำหรับผมจึงเป็นการเตรียมตัวตัวเองที่ดีที่สุดเพื่อให้เราได้ทำสิ่งที่เราต้องการในแต่ละวัน
หลังจากนั้นคือการดูแลผิวตัวเอง บางวันตื่นมาถ้าไม่ได้อาบน้ำล้างหน้าจะรู้สึกไม่อยากทำอะไร อยากเปื่อยอยู่ในห้องนอน การลุกจากเตียงไปอาบน้ำล้างหน้าล้างตาและดูแลผิวของเราทำให้ผมรู้สึกกล้าที่จะไปเจอคนข้างนอก มันเหมือนบอกสมองว่าเราเป็นคนที่รักความสะอาด การใช้พวกสกินแคร์บำรุงผิวก็บอกว่าเราเป็นคนที่ชอบดูแลตัวเองสร้างวงจรสะท้อนที่ดีให้ตัวเองอย่างต่อเนื่องนั้นคือ เราอยากดูแลตัวเอง > เราอาบน้ำใช้สกินแคร์ > เรารู้สึกสะอาดมีความมั่นใจขึ้น > เราเลยอยากดูแลตัวเองไปเรื่อยๆ
นอกจากนั้นคือการออกกำลังกาย ผมเลือกที่จะออกกำลังกายหลังจากได้ตื่นเช้าเพราะถือเป็นกิจกรรมที่ใช้ความตั้งใจและวินัยที่สูง จะลากตัวเองไปออกกำลังกายได้ก็ถือว่าภูมิใจในตัวเองมากแล้วเพราะมันเป็นจุดที่ยากที่สุดสำหรับผม อย่างน้อยถ้าเราได้ Show Up เราได้ออกกำลังกายแน่ๆ ประเด็นคือจะทำอย่างไรให้ Show Up ละ หลังจากได้สังเกตุตัวเองว่าถ้าปล่อยให้ตัวเองไปออกกำลังกายช่วงเย็นข้ออ้างจากความขี้เกียจมันจะเริ่มดึงเราออกนอกทาง ทำงานเยอะเหนื่อยแล้ว ผมเลยเลือกออกกำลังกายตอนเช้า แน่นอนว่าถ้าเราได้ออกกำลังกาย กิจกรรมนี้มันส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าเราเป็นคนที่ชอบดูแลตัวเองนะ ถือว่าเป็นการพัฒนาวงจรเสริมตัวตนที่เราอยากดูแลตัวเองไปอีกขั้น
การอ่านหนังสือแน่นอนว่าเป็นการเสริมความรู้ให้ตัวเอง แต่จุดที่หลายคนพลาดคือเลือก “หนังสือที่เราควรอ่าน” แทน “หนังสือที่เราชอบอ่าน” ง่ายๆคืออย่าฝืนครับ ถ้าจะอ่านหนังสือแล้วไม่จำเป็นต้องไปตามคนอื่น เลือกหัวข้อที่เราอยากได้ความรู้ดีกว่า วิธีที่จะทำให้เราไม่ล้มเลิกที่ดีที่สุดอย่างนึงคือเลือกทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้าให้เลือกสิ่งที่มีประโยชน์กับสิ่งที่ชอบยังไงเราก็เอียงไปทางสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว ถ้าสิ่งที่เราชอบมันมีประโยชน์ต่อเราด้วยการอ่านหนังสือของเราก็จะยิ่งสนุกน่าทำไปอย่างต่อเนื่อง อย่าลืมนะว่าถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วไม่ถูกใจ เราไม่ต้องฝืนอ่านให้จบก็ได้ เราเอาเวลาไปเลือกอ่านหัวข้ออื่นที่เราสนใจอย่างแท้จริงดีกว่า ถ้าไม่ชอบอ่านหนังสือเราหาวิธีอื่นที่จะเรียนรู้อย่างฟัง Podcast ดู Video ก็ได้นะ
การได้อยู่กับครอบครัว กับเพื่อน กับคนรัก หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงก็สามารถเติมเต็มหัวใจของเราได้ การที่เราได้เล่าเรื่องราวโดยที่มีคนรับฟังแลกเปลี่ยนก็ได้ฟื้นฟูจิตใจจากวันๆนึงที่ช่างเหนื่อยล้า แต่เราก็ต้องเลือกว่าเราจะให้เวลากับใคร ถือเป็นข้อเตือนใจว่าถึงแม้เราให้เวลากับตัวเองแล้ว อย่าลืมให้เวลากับคนที่เรารักด้วย
หลายทีเราตื่นมาโดยที่เราไม่ได้เลือกทำสิ่งที่เราอยากทำเลยเพราะมีสิ่งที่คนอื่นต้องการให้เราทำรอคิวอยู่ ไม่ว่าจะมาจากเรื่องงานหรือภารกิจจากที่บ้าน ถ้าเราจมไปกับความต้องการของคนอื่นจนไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองเลยเราก็จะเสียกำลังใจ เราเลือกแบ่งเวลาในแต่ละวันทำสิ่งที่ตัวเองชอบบ้างก็ได้
แต่ละวันเราเจออะไรมาบ้าง เราก็ควรอ่อนโยนให้กำลังใจตัวเองให้เป็นเสมอ แต่ละคนก็จะมีวิธีให้รางวัลตัวเองต่างกันไป สำหรับผมได้กินอาหารจานอร่อยก็ถือเป็นการที่เราเติมเต็มพลัง (แต่ก็ให้รางวัลตัวเองเกือบทุกมื้อเลยนะ) แล้วคุณละวันนี้เราได้ให้รางวัลตัวเองบ้างรึยัง
หลังอ่านบทความนี้เพื่อนๆลองสังเกตุตัวเองดูนะครับว่าอะไรที่เราทำในแต่ละวันแล้วทำให้เรารู้สึกดีบ้าง ถ้าวันนี้ยังรู้สึกว่ามันไม่ดีพอเราลองสังเกตุตัวเองดูไหมว่าเราขาดอะไรไป แต่ก็อย่าลืมว่าอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป ทำอะไรก็ต้องรู้จักอ่อนโยนกับตัวเองนะครับ
Photo by Priscilla Du Preez on Unsplash
https://unsplash.com/photos/vOeB66Yoriw
#MrHabit #MrHabitDiary #สร้างนิสัย
ข้อคิดจากหนังสือเรื่อง Ego is the Enemy
ถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้เร็วกว่านี้คงดี อีโก้เป็นศัตรูที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายและมันอยู่ใน 3 ช่วงในชีวิตของเรา
ช่วงที่เรากำลังไต่ต้าวขึ้นไปสู่ความสำเร็จ
ช่วงที่ได้ลิ้มรสความสำเร็จ
ช่วงแห่งความผิดหวัง
ช่วงแรกคือช่วงก่อนที่เราจะได้รับความสำเร็จ ถ้าเรามีอีโก้เราจะคิดว่าตัวเองพิเศษ เราเจ๋ง แต่นั้นคือภาพในหัวของเรา มันมีคำพูดที่มีเสียง คำพูดที่ไม่มีน้ำหนักเพราะขาดการกระทำ ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องสังเกตุตัวเองว่าเราอยู่แต่ในหัวตัวเองรึเปล่า เราได้เริ่มลงมือทำรึยังและที่สำคัญอย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว เราต้องรู้จักเรียนรู้จากการเดินตามเส้นทางของเรา แต่พอเดินไปเรื่อยๆอีโก้ก็จะวางกับดักเพื่อระหว่างเส้นทางของเรา มันพยายามพาเราออกจากเส้นทางด้วยสิ่งที่เรียกว่าชื่อเสียงเงินตรา สิ่งที่จับต้องได้และมัน Instantly Gratifying พอได้รับก็รู้สึกพอใจทันที เราจึงต้องมองภาพใหญ่เสมอว่าเป้าหมายเราคืออะไร เรากำลังเดินตามเส้นทางของเราหรือไม่ หรือว่าเรากำลังถูกดึงให้ออกนอกเส้นทาง
ช่วงที่สองคือช่วงที่เราได้พบความสำเร็จแต่หารู้ไหมว่าเราก็ต้องเดินต่อไป เราจะหยุดอยู่ที่เดิมหรือเราจะเดินต่อไป พอเราเริ่มประสบความสำเร็จอีโก้ก็จะกลับมา มาย้ำว่าเรานั้นเก่งแค่ไหน เริ่มสร้างเรื่องราวในหัวที่ดูเลิศเลอ แต่เราต้องมีสติและนอบน้อมถ่อมตนอย่าให้อีโก้ดึงเราลงไป หลายทีที่พอเราสำเร็จแล้วเราคึกติดกับอีโก้ทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากไปพาเราจบดิ่งลงไปสู่ความล้มเหลว ความสำเร็จวันนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถใช้สูตรเดียวกันเพื่อสร้างความสำเร็จในวันข้างหน้าได้ เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้ใหม่เสมอ อย่ายึดติดกับความสำเร็จในอดีต
ช่วงที่สามคือช่วงของความผิดหวังเมื่อเราไม่ประสบความสำเร็จตามที่เราต้องการ อีโก้ก็เข้ามากระซิบบอกว่าไม่ใช่ความผิดเรา โลกมันไม่แฟร์ มันทำให้เราไม่ยอมรับความจริง ปิดการเรียนรู้ที่เราจะได้พัฒนาตัวเอง เราต้องเริ่มจากการยอมรับผลลัพท์ที่เกิดขึ้นและหาทางก้าวต่อไป ที่ต้องระวังอย่างมากคือการฝืนไปต่อไม่รู้จักหยุด เราต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เราต้องหยุดแล้วเปลี่ยนเส้นทางของเราและเมื่อไหร่ที่ต้องเดินต่อ การที่เรายึดติดกับความคิดและตัวตนของเรามากไปเป็นหนึ่งในกับดักที่อีโก้จะดึงเราจมดิ่งตามเรือที่เราอยู่เพียงเพราะเราไม่รู้ว่าตอนไหนต้องสละเรือเพื่อไปต่อ นอกจากนั้นเราต้องมีระบบการวัดผลที่เป็นตัวชี้นำของเราเอง สร้างมาตราฐานที่สูงจะได้ไม่ต้องคอยเดินตามมาตราฐานที่คนอื่นตั้งไว้ เพราะแน่นอนว่าอีโก้ชอบการเปรียบเทียบ ชอบชื่อเสียงเงินตราที่จับต้องได้
Photo by Milan Popovic on Unsplash
https://unsplash.com/photos/Zf0-90SpDD0
Source: Ego is the enemy book by Ryan Holiday
#EgoIsTheEnemy #RyanHoliday #สรุปหนังสือ #ข้อคิด #อีโก้
Mr.Habit Diary 2023 EP5 เล่าประสบการณ์สร้างนิสัยการอ่านหนังสือ
วันนี้อยากมาเล่าประสบการณ์การกลับมาสร้างนิสัยการอ่านหนังสือของตัวเองครับ
ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ทุกครั้งที่อ่านรู้สึกว่าเราสงบ เราได้อยู่กับตัวเองแต่เราก็กลับห่างหายจากการอ่านไปนาน การกลับมาครั้งนี้เริ่มจากการที่เราได้ใช้วันลาไปเที่ยวต่างประเทศและพกหนังสือติดตัวที่ได้เริ่มอ่านระหว่างเดินทาง มันทำให้เราได้กลับมา Connect กับการอ่านใหม่อีกครั้งและอยากทำให้เป็นนิสัยครับ
วิธีที่ผมตั้งคือการตั้งเป้าหมายอ่านวันละบท ฟังดูแล้วความยากง่ายก็ขึ้นอยู่กับตัวหนังสือด้วยว่าเราอ่านเล่มไหน แต่ผมตั้งเป้าหมายนี้เพราะอยากให้มันทำง่าย ทำได้ทุกวัน หนังสือที่ผมอ่านอยู่ชื่อ Ego is the enemy โดยคุณ Ryan Holiday ที่มีหลายบท แต่ละบทมีความยาว 5-10 หน้าถือว่าใช้เวลาวันละ 5-10 นาทีก็ทำได้ ผมเลยเริ่มพกหนังสือเล่มนี้ติดตัวหลังจากกลับมาทำงานโดยจะอ่านเน้นไปช่วงที่เดินทางบนรถไฟฟ้า BTS ครับ
อีกข้อที่ผมทำคือ 2 Days Rules นั้นคือการที่เราพลาดได้ แต่อย่าพลาดติดต่อกัน 2 วันนะ ข้อนี้มีไว้เพื่อให้เราไม่กดดันตัวเองมากไปและเน้นไปที่คุณภาพ ผมไม่อยากบีบบังคับตัวเองให้ทำบางอย่างแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ปกติเราชอบทำครับ เพราะถ้าเราไปกดดันตัวเองตลอดเดี๋ยวเราจะเกลียดสิ่งนั้นเอา ผมอยากให้การอ่านของผมเป็นสิ่งที่ทำให้ผมสงบเสมอไม่ใช่อ่านเพราะเรากังวลใจไม่ได้อ่าน
สุดท้ายการอ่านหนังสือก็ช่วยให้ผมมีข้อคิดมาแชร์ให้ผู้ฟัง Podcast กับผู้ที่ตาม Blog ของผม มันเลยเป็นแรงบันดาลใจอีกแรงที่ช่วยให้ผมได้อ่านต่อไปเรื่อยๆ อ่านเสร็จ 1 บทก็จะพยายามสรุปให้ออกมาเป็นคำพูดความเข้าใจของตัวเอง พร้อมกับโยงประสบการณ์เก่าๆมาชวนคุยทำให้ได้เรียนรู้แบบ Active Learning นะครับ และการที่เรามาแชร์กับผู้ฟังกับผู้ติดตามต่อก็เป็นการที่ผมได้เรียนรู้สิ่งนี้อีกรอบด้วย ก็ต้องขอบคุณทางผู้ฟังและผู้ติดตาม Page Mr.Habit Diary ต่อเรื่อยๆเช่นกันครับ
Photo by Thought Catalog on Unsplash https://unsplash.com/photos/mmWqrsjZ4Lw
#สร้างนิสัย #อ่านหนังสือ #Mr.Habit #Mr.HabitDiary
ในวันที่ที่เราท้อเรามักย้อนกลับไปเลือกสิ่งที่มัน Instantly Gratifying นั้นก็คือสิ่งที่มันทำแล้วรู้สึกดีและเห็นผลทันที สิ่งเหล่านั้นอาจให้ความรู้สึกที่ดีได้ชั่วคราวแต่หลังจากนั้นหละ หลายๆทีพฤติกรรมที่เราอยากสร้างมันไม่เห็นผลทันทีและเราจะมามัวแต่คาดหวังต่อแรงบันดาลใจไม่ได้ เราเลยต้องสร้างระบบเพื่อที่มาพิชิตนิสัยของเรา
ระบบพิชิตนิสัยนั้นมี 3 องค์ประกอบนั้นคือ
1) สถานการณ์ที่เราเจอ CUE
2) พฤติกรรมที่เราจะทำ ROUTINE
3) ตัวตนที่เราอยากจะสร้าง IDENTITY
เราต้องสร้างระบบที่บอกสมองว่าเราอยากจะทำอะไรเมื่อเจอสถานการณ์ไหนและพฤติกรรมที่เราเลือกมันตรงกับตัวตนที่เราอยากสร้างหรือไม่
วิธีนี้ต้องใช้เวลาสังเกตุตัวเองมากๆว่าเราเจอสถานการณ์อะไรบ้าง สถานการณ์นั้นกระตุ้นให้เราทำอะไร เราสามารถเลือกพฤติกรรมของตัวเองได้ไหม
Source: Atomic Habits book by James Clear
Credit: Photo by Thom Milkovic https://unsplash.com/photos/Q8yB-29GNTs
#สร้างนิสัย #JamesClear #AtomicHabits #MrHabitDiary #Productivity
หลายคนน่าจะเคยได้ยินว่าสร้างนิสัยมันใช้เวลา 21 วัน แต่มันจริงหรอ? บางที่บอก 30 วัน บางที่บอก 90 วัน
คำตอบว่าจะกี่วันนิสัยถึงจะเกิดมันขึ้นอยู่กับตัวคนและตัวนิสัยที่จะสร้างครับ เพราะฉะนั้นมันไม่มีหรอก Magic Number ว่าต้องทำกี่วันนิสัยถึงจะเกิด แถมนิสัยมันต้องทำตลอดนะ ถ้าวันนึงคุณเลิกทำไปนิสัยใหม่ๆก็จะมาทดแทนนิสัยเก่าๆ เราต้องสร้าง Progress เรื่อยๆ
ถ้าคุณยังเชื่ออยู่ว่านิสัยต้องใช้กี่วันถึงจะทำสำเร็จคุณอาจจะตกอยู่ใน Myth of vertical progress ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างตึกสูงในเกม Jenga วันนึงที่เราทำสำเร็จเรามองว่าเราได้ขยับขึ้นไปชั้นนึงแต่ในเกม Jenga ตึกยิ่งสูงมันก็ยิ่ง Unstable ทำให้ยิ่งล้มง่าย นี้เป็นการเปรียบเทียบว่าถ้าคุณพลาดเมื่อไหร่ตึกมันจะถล่มทันทีทำให้การมองนิสัยว่าต้องทำกี่วันนิสัยถึงจะเกิดเป็นการกดดันตัวเองเลย ถ้าไปถึงแล้วนิสัยไม่เกิดหละ ถ้าไปไม่ถึงหละ?
เราลองเปลี่ยนมามองนิสัยเป็นเหมือนการสร้างเส้นทางของเราแทนไหม จุดหมายปลาดทางสามารถไปได้หลายเส้นทาง บางวันคุณจะเริ่มสังเกตุว่าเส้นทางที่คุณเดินอยู่มันเริ่มไม่เหมาะกับคุณแล้ว คุณต้องเริ่มสร้างเส้นทางใหม่ ต้องตัดหญ้าตัดไม้ปูพื้นวางอิฐ ยิ่งคุณทำไปเรื่อยๆเส้นทางมันยิ่งเดินสะดวกสบายมากขึ้น วันไหนคุณไม่ทำหญ้ากับไม้ก็อาจโตแต่เส้นทางที่คุณสร้างมันก็ยังอยู่แค่ต้องตัดหญ้าตัดไม้นิดหน่อยคุณก็จะเจอทางเดินที่คุณได้สร้างมันไว้แล้ว
Source: The biggest habit building mistake https://youtu.be/B-d79DtMTiE
Credit: Photo by Michał Parzuchowski https://unsplash.com/photos/geNNFqfvw48
#MrHabit #MrHabitDiary #ข้อคิด #ปีใหม่ #สร้างนิสัย
สำหรับใครที่ยังไม่ได้ตั้ง New Year Resolution ผมอยากให้ลองถามคำถาม 4 ข้อนี้กับตัวเองครับ
#1 มีอะไรที่เราอยากทำมากบ้าง
สิ่งที่คุณทำอยู่แล้ว คุณแค่อยากทำมันมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการทำมันถี่ขึ้น นานขึ้น หรือ Intense ขึ้น อยากออกกำลังกาย อยากอ่านหนังสือ อยากนอนพักผ่อน
#2 มีอะไรที่เราอยากทำน้อยลงบ้าง
สิ่งที่คุณทำอยู่แล้วแต่คุณอยากจะลดมันลงไป มันเป็นสิ่งที่คุณยังตัดขาดไม่ได้แต่ถ้าอย่างน้อยลดได้บ้างก็ดี อย่างเช่นการเล่นโทรศัพท์ ใช้ Social Media ก็เราไม่ได้อยากตัดขาดจาก Social นี้แต่เราไม่อยากใช้เวลากับมันมากไป
#3 มีอะไรที่เราอยากเริ่มทำบ้าง
สิ่งที่คุณไม่เคยทำมาก่อนหรือไม่ได้ทำมานานมากแล้วแล้วคุณอยากจะเริ่มต้นทำมัน
#4 มีอะไรที่เราอยากเลิกทำบ้าง
สิ่งที่คุณทำอยู่แล้วคุณอยากตัดมันทิ้งไปเลย การสูบบุหรี่ นิสัยแย่ๆทั้งหลายที่อยากเลิก
Bonus: บางทีเราไม่ต้องเพิ่มหรือลดก็ได้ แค่ทำเหมือนเดิมจากที่เคยทำก็ถือเป็นตัวเลือกเหมือนกัน
Source: 4 Ways To Change Your Life in 2023 | Jim Kwik https://www.youtube.com/watch?v=w5yspRqB2w8
Credit: Photo by Towfiqu barbhuiya https://unsplash.com/photos/oZuBNC-6E2s
#MrHabit #MrHabitDiary #ข้อคิด #ปีใหม่ #สร้างนิสัย
ช่วงปีใหม่แน่นอนว่ามาคู่กับ New Year Resolution ครับ แต่ผมขอถามถึงปีที่แล้วว่า New Year Resolution 2022 ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง คุณได้ทำมันสำเร็จรึเปล่า ปีนี้เราจะทำให้มันดีกว่าเดิมได้ไหม?
นี้คือ กฎ 5 ข้อที่ทำให้ New Year Resolution ของคุณสำเร็จในปีนี้ครับ
#1 คอยสังเกตุความเครียดของตัวเอง
ส่วนใหญ่ที่เราไปทำสิ่งที่เราไม่ควรทำมันเพราะเราเครียด พอเราเครียดเราเริ่มถามหาสิ่งที่สร้างความสุขให้เราทันทีแต่ความสุขนั้นอาจไม่ได้สร้างประโยชน์ให้เราในระยะยาว เราสามารถจัดการความเครียดของเราได้ดีแค่ไหน เรานอนพอไหม ได้ออกกำลังกายรึเปล่า เราได้ใช้เวลากับตัวเองเพื่อทำความเข้าใจกับตัวเองแค่ไหน
#2 รู้จักสังเกตุ CUE ของตัวเอง
ใน Habit Loop ประกอบไปด้วย CUE - ROUTINE - REWARD
Cue คือจุดที่บอกเราให้เริ่มทำ Routine เพื่อที่จะได้รับ Reward แปลว่าถ้าเราสามารถรู้ว่า Cue ของเราคืออะไรเราสามารถทำสิ่งที่เราอยากทำได้มากขึ้นโดยการเพิ่ม Cue ของเราหรือทำสิ่งที่เราอยากเลี่ยงให้น้อยลงโดยการตัด Cue นั้นๆ เช่นถ้าอยากออกกำลังกายมากขึ้นลองเอารองเท้ากีฬามาไว้ข้างเตียงให้เราได้เห็นตอนตื่น จัดเสื้อผ้าออกกำลังกายตั้งแต่ก่อนนอน ถ้าเราอยากเลิกกินขนมก็อย่าซื้อขนมมาไว้ในบ้านแต่แรก
#3 เลิกโฟกัสกับการเลิกทำนิสัย ให้ไปโฟกัสกับการทำนิสัยที่จะมาทดแทนนิสัยเก่า
เวลาเราบอกตัวเองให้เลิกทำอะไร สุดท้ายสมองเรายังรับรู้ถึงสิ่งนั้นเสมอ เช่นเลิกสูบบุหรี่ สมองเรายังรับรู้ถึงการสูบุหรี่อยู่ มันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่นิสัยไม่สามารถเลิกได้แบบ 100% แต่เราสามารถหานิสัยใหม่ๆมาทดแทนนิสัยเก่าได้ สมองเรามัน Action-oriented แทนที่เราจะโฟกัสว่าเลิกทำอะไร เราหา Action ใหม่ให้มันทำดีกว่า ทุกครั้งที่เรารู้สึกอยากสูบบุหรี่ ให้บอกตัวเองว่าเราจะทำ_____
#4 คุณต้องมีเหตุผลที่ดีกว่านี้ในการเปลี่ยนแปลง
การทดแทนนิสัยจากกฎข้อ 3 อย่างเดียวไม่พอเพราะ Reward ของนิสัยเก่าอาจดีกว่า Reward ที่นิสัยใหม่ให้ เราต้องหาเหตุผลที่สำคัญพอที่จะทำให้เราเลือกทำนิสัยใหม่ของเรา
การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้เมื่อความเจ็บปวดในการอยู่ที่เดิมมันมากกว่าการเจ็บปวดในการเปลี่ยนแปลง ตัวเราไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงแต่ถ้าเราให้เหตุผลที่มากพอเราจะเริ่มรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเรามัวแต่อยู่ที่เดิม
#5 Will power อย่างเดียวไม่พอ
Will power เหมือนกล้ามเนื้อ ถ้าเราใช้มันมากๆมันก็จะอ่อนล้า เราต้องจัดการตัวเองโดยการกลับมาถามว่า เป้าหมายของเรา Goal ของเรามันทำได้จริงไหม มันยั่งยืนไหม และเราตั้ง Goal เยอะไปรึเปล่า เราลองตั้ง Goal ที่อาจไม่ใหญ่มากแต่ทำได้ต่อเนื่อง ไม่ยากเกินไปจนทำไม่ได้ แต่ไม่ง่ายเกินไปที่มันน่าเบื่อ เริ่มจากอะไรเล็กๆที่ยั่งยืนดีกว่า
แถม Technique เตือนใจ
Technique นี้คือการถามตัวเองว่าจะทำ _____ หรือไม่ทำ คำตอบมีแค่นั้นเลยครับ "ทำ" กับ "ไม่ทำ" ที่เราถามตัวเองแบบนี้เพราะเราพยายามปิดโอกาสที่เราจะให้ข้ออ้างที่มักจะมพร้อมกับคำถามปลายเปิด เรายังใช้คำถามนี้เป็นการเตือนใจตัวเองว่าเราอยากเป็นคำแบบไหนกันแน่
สำหรับปีใหม่นี้ Goal ของคุณคืออะไร? คุณจะทำมันไหม?
Source: SPECIAL: 5 Scientific Rules for Making & Breaking Habits in 2023! | E208 https://www.youtube.com/watch?v=v9VtjcRaRWc&t=2128s
Credit: Photo by Aakash Dhage https://unsplash.com/photos/jaacHOkToDA
#MrHabit #MrHabitDiary #ข้อคิด #ปีใหม่ #สร้างนิสัย
ถ้าพูดถึงเรื่องเวลาคุณเคยสังเกตุไหมว่ามีทั้งช่วงที่เวลาผ่านไปเร็วและช่วงที่เวลาผ่านไปช้า
*Episode นี้ขอให้เครดิตหนังสือ"พลังพลิกชีวิตของกิจวัตรยามเย็น"เต็มๆนะครับ*
ช่วงที่เวลาผ่านไปช้าเป็นช่วงที่เราจดจ่อกับมันเช่นตอนออกกำลังกายอย่างท่า Plank หรือเวลาต้มมาม่า เวลาจะค่อยๆผ่านไป แต่ก็มีช่วงเวลาที่ผ่านไปเร็วมากจนเรามาถามตัวเองอีกทีว่านี้ผ่านมาขนาดนี้แล้วหรอ ยังไม่ทันทำอะไรเลย
ใน Episode นี้ผมอยากพูดถึงปัญหาที่ว่าเวลาผ่านไปจนเรารู้สึกเสียดายครับ
การที่เราจะจัดการเวลาตัวเองได้เราต้องรู้ก่อนว่าในแต่หละวัน เราทำอะไรบ้าง เราใช้เวลากับมันมากน้อยแค่ไหน ฟังดูแล้วอาจละเอียดไปแต่ถ้าเราได้เห็นภาพว่าวันนึงเราใช้เวลาไปกับอะไร เราก็สามารถมองหา Slot เวลาที่ว่างและ Slot เวลาที่เราอาจใช้ทำสิ่งที่ไม่จำเป็นได้
เมื่อเราเริ่มมองเห็นถึงโอกาส (slot เวลาที่ว่าง) และปัญหา (slot เวลาที่ใช้ไปกับสิ่งไม่จำเป็น) เราก็สามารถเริ่มใส่กิจกรรมที่เราอยากทำเข้าไปได้ ขอแค่กิจกรรมนั้นมีประโยชน์ ทำแล้วมีความสุข หรือการทำแล้วรู้สึกได้พักผ่อนก็ถือเป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
แล้วการใช้เวลาแบบไม่คุ้มค่ามันคืออะไรหละ?
การใช้เวลาแบบปล่อยให้มันผ่านไป การพักผ่อนก็ไม่ใช่ ไม่ได้ทำอะไร แค่ปล่อยไหลไปเรื่อยๆ เทียบกับได้ทำสิ่งที่ชอบหรือได้ไปนอนพักซักงีบยังดีกว่า
สุดท้าย Episode นี้ก็อยากเตือนใจผู้ฟังว่าเรื่องการใช้เวลาของเรา เราได้ทำในสิ่งที่เราชอบรึเปล่า เราได้ใช้เวลาในการพักผ่อนรึเปล่า
Source: พลักพลิกชีวิตของกิจวัตรยามเย็น
#MrHabit #MrHabitDiary #ข้อคิด #การจัดการเวลา #สร้างนิสัย
ใช้เวลาหลังเลิกงานเติมเต็มชีวิต
หลังเลิกงานแล้วเราดิ่งตรงกลับบ้านเพื่อไปนอนเพื่อที่จะตื่นกลับมาทำงาน ใช้ชีวิตวนลูปไปเรื่อยๆรึเปล่า มีโปรเจคอะไรที่เราอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำไหม บางทีสิ่งที่เราชอบอาจเป็นสิ่งที่เราเริ่มทำได้เลยก็ได้
เราสามารถเริ่มใช้ช่วงเวลาหลังเลิกงานทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำเพื่อให้ใจเราฟู บางทีมันยิ่งเติมเต็มชีวิตเราเหมือนกันนะ
Source: พลังพลิกชีวิตของกิจวัตรยามเย็น - รยูฮันบิน
Photo by bruce mars https://unsplash.com/photos/FWVMhUa_wbY
#MrHabit #สร้างนิสัย #เวิร์คไลฟ์บาลานซ์ #เวิร์คไร้บาลานซ์
From the publisher's feed