สิริวฑฺฒโก Siriwattago

สิริวฑฺฒโก Siriwattago

By สิริวฑฺฒโก SiriwattagoReligion & Spirituality
Download on the App Store

สิริวฑฺฒโก Siriwattago episodes

  • EP 12 ฝึกจิตได้ ก็ไม่ทุกข์ ธรรมะสอนใจ ฟังสบาย ให้กำลังใจ ผ่อนคลาย โดยพระอาจารย์กิตติเชษฐ์ สิริวฑฺฒโก
    สำรวจตัวเอง รู้กายรู้ใจเรา จิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล อ่อนโยนนุ่มนวลมั้ย ถ้าเราเฝ้าสังเกตของเรา เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดี อยู่เรื่อยนะ มันไม่เที่ยง ก็คือบุคคลที่ยังฝึกอยู่ แต่ถ้าเราไม่ฝึก เราก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด ทุกข์ไม่มีวันสิ้นสุด จำเป็นต้องฝึกแล้วก็ฝึกบ่อยๆ ฝึกจนเป็นนิสัย รู้ เข้าใจ เมตตา ปล่อยวาง ท่องไว้ รู้ทันของเรา เข้าใจบุคคล เข้าใจตัวเรา แล้วก็เมตตา แล้วก็ปล่อยวาง จิตมันก็ สบาย คือผลของมัน แต่ถ้าเราไม่ฝึกนะ มันก็มืดไปเรื่อย อกุศลไปเรื่อย สัตว์โลกก็ย่อมเป็นไปตามกรรม แต่ถ้าเราเป็นคนที่ฝืนใจ หักดิบมาเรื่อย มันก็ง่าย เหมือนเราไม่ยอมแพ้มาโดยตลอด จิตก็จะเข้มแข็ง ทรหดอดทน ทนได้ เราก็สบาย คนมีสติปัญญาดีพอแล้วเค้าไม่สร้างบาปแล้วล่ะ ไม่ก่อบาปสร้างเวรโดยเฉพาะมโนกรรม คิดไม่ดี ส่วนใหญ่จะพลาดปล่อยจิต มโนกรรมบ่อยๆ วจีกรรมปากไม่ดีตาม วจีกรรม กายกรรมตามมาอีก ถ้าเราฝึกของเรา ไม่ว่าจะมายังไง เราก็รับได้หมด สติปัฏฐาน4 ทางสายเอก มันง่วงมา เราก็รู้ว่าเออเราง่วง เราก็พยายามหาวิธีไม่ง่วง มันก็ต้องเจอซักทาง แต่ถ้าเราปล่อยมันไปเรื่อย ยินดีเพลิดเพลินไป เรียกว่านันทิ เพลิดเพลินไปในความง่วง ความเผลอ ก็เรียบร้อย
    เราก็รู้ทันของเรา ภายนอก ผัสสะภายนอก ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รู้รส กายสัมผัส ภายในคิดนึกอารมณ์อะไรเกิด เราก็มีหน้าที่ทำงานแค่นี้ เมื่อก่อนเราเรียนหนังสือ เรียนเรื่องภายนอกเยอะแยะ ตอนนี้เราก็มาเรียนเรื่องตัวเรา ฝึกฝนตัวเรา ตาเห็นรูป ปรุงแต่งมั้ย หูได้ยินเสียง ปรุงแต่งมั้ย จมูกได้กลิ่น ปรุงแต่งมั้ย ลิ้นได้รับรสอาหาร ปรุงแต่งมั้ย อร่อยไม่อร่อย ชอบไม่ชอบ จิตมันเป็นกลางๆ มั้ย อย่างกลิ่นเนี่ย เหม็น..เราก็ไม่ชอบบางคน เหม็นก็ทนได้ หอมก็อย่าไปหลงมัน หลายคนที่ทุกข์อยู่เพราะมันสงบไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความอยาก อยากโน่นอยากนี่ พอไม่ได้ดั่งอยากก็ทุกข์ อยากของมนุษย์ ทุกข์มั้ย ระงับความอยากไม่ดีเหรอ
    5 min
  • รักพระพุทธเจ้า ทำจิตให้บริสุทธิ์ พระธรรมเทศนาโดย พระอาจารย์กิตติเชษฐ์ สิริวฑฺฒโก
    บางทีมันไม่รู้จะบรรยายคำพูดอย่างไง แต่ว่ามันมีความรู้สึกซาบซึ้งและก็ศรัทธาพระพุทธเจ้า รักพระพุทธเจ้าสุดหัวใจ สมัยหนึ่งเราก็เคยเป็นหนุ่มสาวเราก็มีคนรัก มันรักมากนะ เวลาอกหักก็เจ็บปวด บางทีรักผู้หญิงมากกว่าพ่อแม่อีกบางคนน่ะ แต่พอเรามีธรรมะมีความกตัญญูเราก็รักพ่อแม่มาก เรื่องหญิงชายก็เป็นเรื่องเล็กไป รักพ่อแม่มากกตัญญูมันเกิดขึ้นน่ะ แต่ความรักที่พระพุทธเจ้ามีต่อเรามันยิ่งใหญ่มากเลย ในชีวิตของเธอเนี่ยจะมีใครบริสุทธิ์เท่าพระองค์ ในโลกนี้ไม่มีอะไรมีค่าแล้วกัน จะเงินทองหรือเพชรอะไรที่มันมีทางโลกเขานิยมชมชอบ สมมุติถ้าเทียบ สมมุติเราเคยอยู่ในสังคมที่วุ่นวาย มันไม่มีศีลมีแต่คำหยาบมีแต่เรื่องที่ไม่ดีทั้งหลาย แต่เราได้ย้ายออกจากนั่นมา มาอยู่ในสังคมที่เขาเหมือนบริสุทธิ์ สังคมที่ไม่เบียดเบียนไม่ประทุษร้าย คือเปิดประตูบ้านก็ไม่มีใครมาขโมยของเรา อันนี้คือมันเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งแล้วกัน มันไม่มีความหวาดระแวง มันมีความรู้สึกปลอดภัยตลอดเวลา มันมองโยมทุกคนด้วยความเมตตา ไม่ว่าโยมจะรวยจะจน จะดีหรือไม่ดีมันก็เข้าใจหมดแหละ มันก็ไม่รู้ เมื่อก่อนนี้เราก็อาจจะเป็นคนแบบทางโลกเวลาใครไม่ดี เราก็ชอบ “เอ้ย คนนี้ต้องติดคุก คนนี้จะต้องไปชดใช้กรรม” เหมือนอะไรความยุติธรรม บางทีก็ไปว่าเขาล่วงเกินเขา
    แต่จิตแบบนี้ไม่ล่วงเกินนะ มีแต่เมตตา คนดีก็มุฑิตาจิต เธอดีแล้วชีวิตเธอจงมีความสุขและปลอดภัย คนไม่ดีก็กลับสงสาร ขอให้เธอคิดได้เป็นคนดีเถอะ ไม่เช่นนั้นเธอจะต้องทุกข์อีกยาวไกล มันไม่มีการมาเหยียบย่ำซ้ำเติม หรือประณามให้ใครเสียหายน่ะ ไม่รู้จะทำทำไมสิ่งนั้น มันมองเห็นโทษ โทษของจิตที่ไม่บริสุทธิ์ หรือบางทีเราก็ปล่อยจิตของเราเองให้รู้ว่าไอ้นี่ไม่ดีก็ไปคิด ไปหมกหมุ่นให้อารมณ์อย่างเช่นความโกรธ ความโลภ ความหลง พ่อแม่ที่รักลูกจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นก็เหนื่อยมากเหมือนกัน รักผัวรักเมียก็หลงกันมากก็ทุกข์มากเหมือนกัน พอเขาเป็นอื่นก็แทบตายอยากจะฆ่าตัวตายอยากจะฆ่าเขา เพราะความหลงไง ใช้ความหลงแล้วกันเข้าใจง่าย จริง ๆ เราก็เกิดมาหลายชาติมีผัวเมียมาเยอะแล้ว มีพ่อแม่มาไม่รู้กี่ล้านล้าน มีลูกมาไม่รู้เท่าไหร่ เมื่อคิดอย่างนี้เราจะมาหลงอะไรกับชาตินี้ชาติเดียวล่ะ
    เราทุกคนกำลังอยู่ในหนทางแห่งการไถ่บาป บาปที่เราทำ กรรมที่เราก่อ ไม่ต้องดูชาติที่แล้วชาตินี้ผิดศีลกี่ข้อ คิดไม่ดี พูดไม่ดี ไว้มากมายแค่ไหน ทุกวันยังทำอยู่หรือป่าวในสิ่งไม่ดีนั้น
    นี่คือเหตุผลทำไมพระอาจารย์สอน พยายามพร่ำสอน ให้ซาบซึ้ง และศรัทธา รักพระพุทธเจ้ามาก ๆ ........ ........ สิ่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้มากมายเหลือเกินแต่สิ่งที่พระองค์มาสอน เปรียบเหมือนพระองค์ตรัสรู้แล้วเหมือนรู้ต้นไม้ในป่าทั้งหมดแต่นำมาสอนแค่ใบไม้กำมือเดียว สอนเรื่องเดียว “อริยสัจสี่ ทุกข์และความพ้นทุกข์นั่นแหละ” แล้วเราทั้งหลายทำไมไม่ศึกษา ยังพอใจที่อยู่กับความทุกข์หรอ คนที่ไม่ดื้อผู้ใดเห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม
    7 min
  • EP. 11 พบความสุข ที่แท้จริง ธรรมะสอนใจ โดยพระอาจารย์กิตติเชษฐ์ สิริวฑฺฒโก
    พบความสุขที่แท้จริง
    ธรรมะสอนใจ 'ฟังสบาย ผ่อนคลาย ให้กำลังใจ'
    โดยพระอาจารย์กิตติเชษฐ์ สิริวฑฺฒโก ณ มูลนิธิบุญญานุภาพ
    #ธรรมะ #ข้อคิด #สอนใจ #ฟังสบาย #ให้กำลังใจ #ผ่อนคลาย #ปล่อยวาง #พ้นทุกข์ #เมตตา #ธรรมะออนไลน์ #ออนไลน์
    ถ้าเรารู้ในปัจจุบันขณะ นั้นคือการมีสติสัมปชัญญะ มันมีความสุขหรือความทุกข์ เบาโล่ง โปร่ง สบาย หรือมันมีความอึดอัด มีความทุกข์ ก็ต้องสังเกตลอดเวลา รู้จิตไม่ได้ก็รู้กาย กายที่ยืนอยู่ตอนนี้ พอรู้กาย สติ ความระลึกได้ก็เกิดขึ้น เวทนา ความสุขความทุกข์หรือเฉยๆ ก็ตามมา กาย เวทนา จิต และธรรม สติปัฏฐาน 4 ก็เป็นเรื่องง่าย
    จิตส่งออก ไปนู่นไปนี่คือสมุทัย เหตุแห่งทุกข์ ผลมันก็คือมีทุกข์ตามมา จิตรักษาจิตอยู่ได้นั้นคือมรรค ผลก็คือไม่มีทุกข์ ไม่มีกิเลส ไม่มีกระการปรุงแต่งนั่นล่ะ บางคนฝึกได้ดีนะรู้ตัวเองตลอด แต่บางคนไม่ค่อยทำ ปล่อยจิตเป็นทาสของความคิดอารมณ์นิวรณ์ห้าครอบงำ จิตเลยไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นผู้ปราศจากมลทิน นั่นคือไม่มีอะไรมาเกาะเกี่ยวได้เลยนั่นล่ะ ก็รู้ของเราไปอย่างเนี่ย ก็รู้ความไม่มีทุกข์ มันเป็นยังไง ความไม่มีกิเลสมันเป็นยังไง สุขบนความไม่ปรุงแต่งสิ่งใด มันเป็นยังไง ที่ผ่านมาเราคิดปรุงแต่งตลอดนั่นล่ะ ต่อไปการฝึกเรื่องจิตให้มันเป็นเรื่องง่าย รู้ตัวเองไปเรื่อยๆ กำหนดไปเรื่อยๆก็ได้ พุท โธ ไปเรื่อยๆก็ได้ พองหนอ ยุบหนอ รู้หนอ หรือเราจะรู้เฉยๆ รู้ตามความเป็นจริง เกิดขึ้นภายนอก ภายในรู้ทันหมด ไม่ต้องหาเหตุผล ไม่ต้องพิจารณา กระทบปั๊บ รู้ปุ๊บ ปล่อยวาง รู้เหตุว่าเรา ไหลไปตามอารมณ์แบบนี้ ความทุกข์แบบนี้จึงเป็นไป หยุด สงบ เห็นความไม่เที่ยงของร่างกาย เกิด แก่ ป่วย แล้วก็ตาย ความไม่เที่ยงของจิตใจของเรา จิตใจของผู้อื่น ก็เกิดความเบื่อหน่าย พอแล้ว เข็ดแล้ว รัก โลภ โกรธ หลงดับลง แต่ต้องทำบ่อยๆ ทำเป็นเรื่องง่ายๆ ทำเป็นนิสัยนั่นล่ะ ทำใจเราให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสัจธรรมความเป็นจริง ความเป็นจริงของจิตใจ รู้ทันทุกสิ่งที่มาหลอกล่อใจเรา เครื่องล่อมันเยอะ หาความสุขโดยการติด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสกามคุณห้านั่นล่ะ มันจึงไม่รู้ความสุขที่แท้จริง
    5 min
  • กายป่วยใจไม่ป่วย พระธรรมเทศนา พระอาจารย์กิตติเชษฐ์ สิริวฑฺฒโก
    การที่เราเป็นป่วยเนี่ย แล้วเราฝึกจิตไม่ดีเนี่ย เราจะป่วยไปตามเวทนาของขันธ์ห้าเรา จิตมันเศร้าหมอง เหมือนถ้าตายมันก็ไปอบายภูมิ เราต้องฝึกจิตของเราให้มันอยู่เหนือร่างกาย ความเจ็บป่วยบ้าง กายป่วยใจไม่ป่วย ก็คือมีสติอย่าอ่อนแอเกินไป
    ป่วยก็ต้องรู้จักระวังตัวเอง อะไรที่มันสุ่มเสี่ยงก็อย่าไปทำ บางคนป่วยก็ไปดื่มเหล้าหรือเมาก็ไปขับรถก็สุ่มเสี่ยงเหมือนกัน แต่เวทนามันก็ดีทำให้เรามีสติ มีสติอยู่กับตัวเราจิตมันไม่ออกไปไหนเลย มันไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น จิตมันอยู่กับความปวดได้ดีเวลามันสบายมันก็จะไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ฟุ้งซ่านเยอะแยะไปหมด อนาคต อดีตมันมันไม่ลงตัว ก็ต้องภาวนาให้จิตมันสงบ สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราหายป่วยไว มีสติรู้และก็แยกกาย แยกจิต แยกเวทนาออก ป่วยก็ส่วนป่วยร่างกาย จิตเราไม่ป่วย ถ้าเราไปจมอยู่กับความป่วยเนี่ย มันไม่อยากทำอะไร กินข้าวยังไม่อยากกินเลยบางที อยากจะนอนอย่างเดียว มันก็ไม่หาย ต้องออกมาเดินจงกรม ทำโน่นทำนี่ เคลื่อนไหวให้มันพอดี......
    พระธรรมเทศนา พระอาจารย์กิตติเชษฐ์ สิริวฑฺฒโก
    8 min
  • จิตที่มีกิเลส และจิตที่ไม่มีกิเลส ละสมมติแล้ว โดยพระอาจารย์กิตติเชษฐ์ สิริวฑฺฒโก
    .....ให้สังเกตจิตใจของเรา บางคนก็สะอาด บางคนก็ขุ่นมัว บางทีก็ไม่รู้ตัวเองนะ ไม่รักษาให้สะอาดไว้ บางทีอาจจะเผลอปล่อยจิต มีนิวรณ์ครอบงำ บางคนก็ส่งจิตออกเกินไป ไปยุ่งกับคนอื่นมากเกินไป ลืมเฝ้าดูจิตตนเอง จิตยังไม่พบความสุข
    ความสุขก็คือจิตที่ปราศจากธุลี ธุลีก็คือกิเลสทั้งหลาย รัก โลภ โกรธ หลง เป็นต้น ถ้าคนฝึกดูจิตไว้ดี จะรู้สึกเวลาจิตที่มีกิเลส มันไม่สบาย จิตมันจะเหมือนร่างกายที่ตัวมีเหงื่อ หรือมีอะไรสกปรก เหม็นด้วยบางครั้ง ต้องอาบน้ำร่างกาย มันจึงสบายกาย จิตเมื่อมีกิเลสหรืออกุศลครอบงำ มันก็ไม่ค่อยสบายนะ แต่จิตมันอาบน้ำไม่ได้ จิตก็ต้องใช้สติ ปัญญา เมตตา เข้าไปดูแลของเรา
    อาการของจิตที่สะอาดเนี่ยต้องฝึกให้เจอ มันจะมีความโล่ง โปร่ง สบายภายใน แม้ร่างกายเราจะมีความทุกข์ แต่จิตของเรายังมีความสุขอยู่เสมอ ความสุขนี้ไม่ใช่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่เป็นการปราศจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส การไม่ปรุงแต่งจิต ไม่ให้จิตสกปรก ไม่ว่าเรื่องอะไรเกิดขึ้น ในอดีต อนาคต แม้ในปัจจุบัน ก็ยังคงดูจิตรักษาจิตให้ผ่องใสอยู่ ใจมันเบาสบาย ไม่วุ่นวายกับใคร ก็คือกิเลสมันน้อยลงไปนั่นล่ะ น้อยจนมันไม่มี เมื่อมันเหมือนจิตไม่มีกิเลส มันก็ไม่มีตัวตน ตัวกู ของกู ก็ไม่มี....
    ....
    จิตที่มีกิเลส และจิตที่ไม่มีกิเลส ละสมมติแล้ว
    ธรรมสถานมูลนิธิพุทธะมหาเมตตา
    ๑๖ เมษายน ๒๕๖๒
    8 min
  • รักษาจิต ไม่เพ่งโทษใคร
    สังเกตนะ ดูกายและใจของเรา
    จิตใจถ้าดูไม่เป็น ก็ดูความคิด ดูอารมณ์ที่มันเกิดขึ้น
    ถ้าเรามีสติรู้จักตัวเองมากๆ บ่อยๆ
    และไม่ปรุงแต่งอะไร จะมีความสุขมาก
    ไม่ต้องทำอะไร แค่รู้จักตัวเองให้ได้ตลอดเวลา
    คนที่ทุกข์เพราะประมาท
    สับสนวุ่นวายไปตามความคิด อารมณ์อะไรก็ไม่รู้
    มันเกิดขึ้นก็ตามมันหมด มันก็ทุกข์อยู่ทุกวัน
    เพราะแยกความคิด อารมณ์อันเป็นอกุศลออกจากจิตไม่ได้
    ประมาทเกินไป ความเศร้าหมองก็เข้ามาครอบครอง จิตก็เป็นอกุศล
    เมื่อเราฝึกจิตของเราได้เนี่ย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
    เช่น มีคนมาว่าเราเยอะๆ ให้เราเสียใจหรือโมโหนะ
    พอเรามีสติ เรามีความซาบซึ้งพระพุทธเจ้าอยู่
    เราก็จะสงบได้ นิ่งได้
    ไม่วุ่นวายกับคนที่มาพูดหรือมาทำอะไรให้เราเป็นอกุศล
    หรือแม้แต่ความคิดในใจของเราเอง ที่มันมาอกุศลมากมาย
    เราก็รู้ทัน พอบอกไม่ใช่กูมันก็เหมือนเตือนจิตให้มีสติขึ้นมา
    ตัวร้ายนั่นมันไม่ใช่เราแล้ว เราคือตัวเมตตา ตัวเย็นๆ ตัวเบาๆ
    อย่ามองข้างนอก ให้มองข้างใน
    บางคนเที่ยวมองข้างนอกแล้วก็ปรุงแต่งเอา
    แต่จริงๆ ใจเราน่ะไม่ดีต่างหาก
    ถ้าใจเราดี ทุกอย่างมันก็ดีหมด
    มองโลกในแง่ดี มองแต่ส่วนที่ดีของทุกคน สิ่งไม่ดีไม่ต้องมอง
    มันทำยากใหม่ๆ แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันจะง่ายมาก
    จิตมันจะเป็นของมันเอง จิตเค้าจะตั้งมั่นของเค้าเอง
    ไม่ต้องไปทำอะไรมันด้วย เมื่อจิตมันเป็นแล้วเนี่ย
    เหมือนคนว่ายน้ำเป็น ตกน้ำยังไงมันก็ไม่จม
    บางคนว่ายน้ำไม่เป็น ตกลงไปก็เรียบร้อย
    เช่นเดียวกัน จิตก็เหมือนเรา ต้องฝึก
    ฝึกให้เค้าสู้กับทะเลทุกข์ให้ได้
    ถ้าเราคิดถึงพระพุทธเจ้าแล้วมีความสุขได้ สุดยอดมากกว่า
    เพราะมันเป็นความสุขแบบไม่มีกิเลส
    มันเบา เย็น โล่งไปหมด
    สิ่งสำคัญเนี่ย จิตคุ้นเคยแบบนี้ เวลาตายมันก็ไปหา
    ทั้งยามหลับและยามตื่น โดยเฉพาะก่อนนอน
    ซาบซึ้งพระพุทธเจ้าบ่อยๆ หลับไปในอารมณ์ความซาบซึ้งนั่นล่ะ
    ตื่นมามันก็ยังซึ้งอยู่ ศรัทธาอยู่
    จนความซึ้งศรัทธาเนี่ย มันเป็นนิสัยใหม่ของเรา
    บางคนบอกฉันดีแล้วนะ ฉันปฏิบัติธรรม
    แต่ตัวร้ายกาจยังอาละวาดอยู่ข้างในอยู่เลย พร้อมที่จะซัดคนข้างนอกได้ทันที
    นี่เรายังอยู่อบายภูมิอยู่นะ จิตมันยังไม่ปลอดโปร่งโล่งสบาย
    แล้วบางทีก็คิดว่าถูกด้วยนะ ทำอย่างนี้คิดถูก
    นี่มันมิจฉาทิฏฐิ
    คิดว่าการอาละวาดคนอื่นมันเป็นเรื่องดี เดี๋ยวก็โดนคนอื่นอาละวาดบ้าง
    จังหวะมันมีขึ้นมีลง บุญและบาป....
    .....ให้หมั่นพิจารณา มีสติ รักษาจิตให้ได้ตลอดเวลา เพื่อความไม่ประมาท
    ดั่งที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ ปัจฉิมโอวาท ก่อนพระองค์จะปรินิพพาน
    “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เธอจงยังความไม่ประมาทไว้เถิด”
    หมายความว่าให้มีสติตลอดเวลา
    รักษาจิต ไม่เพ่งโทษใคร
    วิปัสสนาพาสุข ณ บ้านภูตะวัน
    ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
    6 min
  • มีสติ รักษาจิต
    เข้ามาแล้วให้มีสติ อย่าปล่อยจิตใจของเรา
    หลายคนเนี่ยปล่อยจิต ไม่เคยฝึก ฟุ้งซ่าน บางคนก็ง่วง
    การฝึกจิตนี่สำคัญ พยายามมีสติให้ได้ตลอดเวลา
    พอขาดสติแล้วเนี่ย เผลอ กิเลสเข้า
    ความทุกข์ ความเศร้าหมองก็จะเข้ามาที่จิตใจของเรา
    พอสติไม่มี มันก็คิดมาก เวิ้งว้าง มันต่างกับว่างเปล่านะ
    จิตเวิ้งว้างไร้ที่หมาย เหมือนเรือไม่มีหางเสือ
    เหมือนคนขับรถไปเรื่อยเปื่อย ไม่รู้จะไปไหน ไม่มีจุดหมายปลายทาง
    มันก็เหนื่อยล้ากับชีวิต หาความสุขที่แท้จริงไม่พบไม่เจอ
    หลายคนเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์มานาน
    แต่ก็ยังเผลออยู่ ยังไม่มีความเพียรเท่าที่ควร
    แต่คนใหม่ๆ บางคนเจอ เค้าตั้งใจ
    หลายคนยังประมาท ยังลั้ลลากับโลกใบนี้
    แต่ไม่ใช่เคร่งเครียด ไม่ใช่เอาจริงเอาจังจนเพี้ยน ไม่ใช่
    เอาจริงเอาจังกับสติ อยู่กับปัจจุบันขณะให้ได้ ให้ทันตัวเองนั่นล่ะ
    เฉพาะความคิด อารมณ์ของตนเอง
    อะไรเกิดขึ้นให้รู้ อะไรตั้งอยู่ รู้ ไม่ปรุงแต่งคล้อยตาม เดี๋ยวมันก็ดับ
    กฎพระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
    มันก็เข้าใจตลอดเวลา ความทุกข์มันก็ไม่มี
    ถึงแม้มีมันก็ไม่มีอะไร ใจไม่เป็นทุกข์ มันไม่เป็นอกุศลจิต
    การเพ่งโทษหรือการจะว่าใครเขา ก็ไม่ค่อยทำ
    แม้มันทรมานใจที่มันเคย พอมันเกิดปุ๊บก็ใส่ปั๊บ
    ก็หยุด
    รู้ที่ความคิด อารมณ์ที่มันกำลังไม่พอใจ
    ก็แก้ไขมัน
    ไม่ให้มันมีพลังมากกว่าจิตใจของเราที่เคยมีความเมตตา
    จิตใจของเราที่เคยมีความสะอาด
    มันจะไม่สกปรกหม่นหมองลงไปด้วยอารมณ์ของเราที่เป็นฝ่ายอกุศลทุกอย่าง
    ไม่ว่าจะเป็นความน้อยใจ ไม่ว่าจะเป็นความเปรียบเทียบ
    นั่นไม่ใช่ของเรา
    บางทีก็เป็นกิเลสที่มันเป็นสิ่งที่เคยครอบครองจิตใจเรามาตลอด
    ความโกรธ ความโลภ เป็นต้น
    ถ้าเราฝึกเราก็จะรู้ทันทุกอย่าง อยู่ที่เราจะคล้อยตามมั้ย
    เหมือนเค้ามีกำลังมากกว่าเรามั้ย เค้าดึงเราจนเราตามเค้าไป
    เช่น เพื่อนบอกว่าเฮ้ย..เราไปเสพยาเสพติดกันเถอะ
    เราบอกเราไม่ไปหรอก มันเป็นโทษนะ ไม่ดีต่อร่างกาย
    มันก็หว่านล้อมจนเราใจอ่อน มันจูงเราไปได้ คล้อยตามไป
    สุดท้ายเราก็ต้องไปเสพยาเสพติด สมมติยาบ้า เราก็บ้าตามเค้าไปเลย
    ในขณะหนึ่งความคิดหรือหนึ่งอารมณ์
    บางครั้งมันก็เหมือนเป็นเพื่อนที่ไม่ดีคนนั้น ที่มันพยายามดึงเราให้ตกต่ำลงไป
    ก็เหมือนเราจะรับมือเค้ายังไง ที่เราจะไม่ตามเค้าไป
    เพราะจิตใจของคนเราน่ะมีขาวมีดำตลอด
    เราจะให้ไอ้ขาวมันนำชีวิตหรือให้ไอ้ดำมันนำชีวิต
    ถ้าขาวมันนำชีวิต เราก็สบายไง มีแต่ความสุข
    ถ้าไอ้ดำมันนำชีวิตเมื่อไหร่ เราแย่
    ก็เหมือนบุญและบาป ขาวก็เหมือนบุญ ไอ้ดำก็เหมือนบาป
    จริงๆ มีหลายคนนะ ที่มาครั้งเดียวแล้วเปลี่ยนไปเลย
    แล้วก็พยายามพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
    มีสติ รักษาจิต
    วิปัสสนาพาสุข ณ บ้านภูตะวัน
    27 เม.ย. 2561
    6 min
  • เมตตาเจโตวิมุตติ (ข้อสอบอัตตาตัวตนขั้นละเอียด)
    บางครั้งเนี่ยเราอาจจะโดนข้อสอบบางอย่าง ว่าเราจะมีตัวตนมั้ย บางทีเราไม่ผิดเลยนะ แต่มีคนมาว่าเราผิดอย่างโน้นอย่างนี้ บางทีเราก็อยากจะแก้นะ อยากจะพูด บางทียิ่งพูดก็ยิ่งมีปัญหา ยิ่งมีอกุศล บางครั้งไม่พูดเลย ดีกว่า ให้มันจบไปที่ใจเรา ถ้าใจเค้าไม่จบ เราก็ทำอะไรไม่ได้
    สิ่งสำคัญนี่คือเคล็ดลับการสอบข้อสอบอัตตาตัวตนขั้นละเอียด เค้าให้เราผิด เราผิดก็ได้ เธอสบายใจ ฉันยอมรับผิด พระอริยะก็เป็นอย่างนี้ ใยต้องมีตัวตน ในเมื่อตัวตนไม่มีก็ไร้เหตุผล ไม่ใช่ไร้เหตุผลแบบคนไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องหาเหตุผลใดๆ เพียงจิตใจเราอยู่เหนือสมมติทั้งปวง เธอสบายใจก็โอเค ไม่ต้องถาม เพราะมันจบที่ใจเราแล้ว จะถามทำไมให้ใจไม่จบล่ะ เมื่อใจไม่จบก็เจ็บตามมา เจ็บเพราะคิด เวทนาทางจิตก็เกิดขึ้น แล้วก็ปวดหัว
    ทำจิตแบบพระพุทธองค์ เมตตาไม่มีประมาณและบริสุทธิ์ตลอดกาล แม้คนไม่ดีกับเรา คนไม่เข้าใจเรา เราก็ดีกับเค้าตลอด ให้อภัยได้ตลอด นั่นคือเธอบริสุทธิ์แล้ว เค้าเรียกว่าอะไรรู้มั้ย เค้าเรียกว่าเมตตาเจโตวิมุตติ หลุดพ้นด้วยเมตตา ไม่มีตัวตนตลอด จิตเสมอดิน เป็นอากาศธาตุตลอด เป็นอะไรก็ได้ หมายถึงความคิดคนอื่นเค้าจะมองอะไรเราก็ได้ แต่ใจเรารู้ตัวเรา ว่าเราไม่เป็นอะไรอีกแล้ว ไม่เป็นอะไรอีกต่อไป พระก็ไม่ได้เป็นนะ สามเณร แม่ชี ผู้หญิง ผู้ชาย ก็ไม่ได้เป็น มันหมดสัญญาที่จะเป็น ใจมันหมดภพภูมิทั้งหลาย เบา เย็น ว่าง สบาย อยู่ไปด้วยหน้าที่ ไม่หลงอะไรอีกต่อไป
    ที่ทุกข์อยู่เพราะอยู่ในความหลง หมดความหลงก็เข้าใจ
    เมตตาเจโตวิมุตติ (ข้อสอบอัตตาตัวตนขั้นละเอียด)
    สำนักวิปัสสนาบุญญานุภาพ จ.ลำปาง
    ๑๔ เมษายน ๒๕๖๔
    5 min
  • ไม่ทุกข์เมื่อสามีนอกใจ ตอน: ความรักหญิงชาย
    อารมณ์ความรักหญิงชายมันเป็นทุกข์ อย่างนี้ต้องอกหักให้เข็ด
    มันถึงจะรู้ แต่จริงๆ คนบางคนเค้าไม่ต้องอกหัก เค้ามองเห็นชีวิตพ่อแม่เค้า
    ชีวิตของการที่ต้องเลี้ยงลูก คือไม่ใช่ว่าเราเป็นคนแปลกนะ
    แต่มันมองเห็นทุกข์แล้วไง เห็นทุกข์ในความที่มีอารมณ์กามคุณนั่นล่ะ
    พอมันข้ามขึ้นมา มันก็เหมือนเรายืนบนที่สูงมองลงไป
    แต่ก็ไม่ได้ไปว่าใครที่เค้ายังมีอารมณ์ต้องการแบบนี้อยู่
    มันกลับสงสารซะอีก สงสารคนที่ยังต้องเกาะเกี่ยว เหมือนเราเป็นวัยรุ่น
    เราฟังเพลง เราก็อยากมีแฟน อยากมีคนรัก ไปดูหนัง จับไม้จับมือกัน
    มันดูหวือหวา ดูน่ารักน่าใคร่ น่าปรารถนา แต่พอมันข้ามอารมณ์นี้ขึ้นมา
    โอ้โห นี่ทุกข์ทั้งนั้นเลย
    มันทุกข์มหันต์ด้วยเพราะมันเป็นมาหลายภพชาติเลย
    ความรักหญิงชายเมื่อพบปั๊บไม่สมหวังเนี่ยเป็นทุกข์อย่างยิ่งเลย
    มันทรมานใจ คิดว่าเขาจะเป็นคนที่ใช่ และอยู่กับเราไปจนแก่เฒ่า
    รักครั้งแรก แต่พอไม่ใช่ปั๊บมันเจ็บปวด แต่เมื่อมันสมหวังเราก็ทุกข์นะ
    เจ็บปวดบ้าง แต่รู้มั้ยว่าเมื่อสมหวังยิ่งเจ็บปวดมากกว่า ยาวนานกว่า
    เพราะเมื่อมาอยู่ด้วยกันเนี่ย วันนึงธาตุแท้ของแต่ละคนปรากฎขึ้นมา
    แล้วยิ่งมีลูก เลิกกันก็ไม่ได้ เพราะสงสารลูก ถ้าไม่มีลูกก็ต่างคนต่างไป
    เป็นสมัยนี้เค้าก็ไม่สนใจนะ มีลูกไม่มีลูก ก็ทิ้งอยู่ดี มันเพื่อไปหารักใหม่
    แต่ก็ต่างฝ่ายต่างเจ็บเหมือนกัน ดีไม่ดีไอ้สมหวังนี่ทุกข์กว่าไม่สมหวังซะอีก
    พออยู่ไปนานๆ มีเบอร์ 2 เบอร์ 3 เบอร์ 4 เบอร์ 5 ใครล่ะน้ำตานองหน้า
    แล้วเราจะโหยหาความรักแบบนี้ทำไม มันเจ็บปวดนะ เมื่ออยู่ใหม่ๆ ก็ดี
    พอนานๆ ไปก็เริ่มเห็นทุกข์กันแล้ว ทีนี้ละเอียดขึ้น ถึงสมหวังไม่สมหวัง
    มันก็หวังคนใหม่หรือหวังชาติหน้าต่อไป เมื่อไหร่มันรู้จักคำว่าพอ
    รู้จักคำว่าเข็ด มันก็โหยหาอยู่ร่ำไป มันเป็นความรักที่ไม่บริสุทธิ์นะ
    มันมีความต้องการทางร่างกายเข้ามา
    บางทีมันอาจจะต้องการในทรัพย์สินของเค้าด้วย
    ต้องการจะครอบครองยึดมั่นเขาไว้ มันไม่เหมือนความรักของพระพุทธองค์
    พระอริยะ ไม่ต้องการอะไร มีแต่ความปรารถนาดี ยิ่งความรักของพุทธะ
    แม้แบกรับทุกข์ก็ยอมนะ พระพุทธเจ้าเราเนี่ยตายแทนบริวารมาเยอะนะ
    เป็นพญาวานรก็ตายแทนบริวารนะ ที่เคยเล่า นายพรานมาดัก
    ก็ให้บริวาร.. ปีนต้นไม้ เกาะกิ่งไป ต้นนั้นมันไกล ลูกน้องกระโดดไม่ถึง
    ตัวเองก็ไปเกาะแล้วก็ดึง ขาเกี่ยวกิ่งนึง อีกขาเกี่ยวอีกต้นนึง
    ให้บริวารข้ามไป นายพรานตอนแรกจะยิงธนู ก็แปลกใจ
    ก็ดูว่าลิงตัวนี้ทำไมไม่กลัวตาย ให้ลิงตัวอื่นข้าม
    แต่ตัวสุดท้ายก็เป็นพระเทวทัตผู้ปองร้าย เป็นรองหัวหน้า จะเป็นจ่าฝูง
    ก็กระโดดเหยียบๆๆ จนตกลงมาตาย นี่หนึ่งชาตินะ อีกหลายชาติ
    พระพุทธเจ้าเราตายแทนผู้อื่น เป็นหัวหน้าฤาษี แม่เสือหิว ไม่มีอะไรกิน
    มันก็จะกินลูกมันแล้ว ตอนนั้นท่านเป็นพระโพธิสัตว์
    ท่านก็บอกฤาษีบริวารให้ไปหาซากสัตว์มา ไม่ทัน
    ท่านก็เลยเอาตัวไปให้มันกินแทน คนก็บอกทำไมต้องทำอย่างนี้
    มันจะกินก็เรื่องของมัน มันเป็นสัตว์ไง แต่พระพุทธเจ้าไม่คิดอย่างนั้น
    ท่านเสียสละ มันเป็นความรักและเมตตาที่บริสุทธิ์
    มันจะไม่มีความรู้สึกหญิงชาย มันจะไม่มีความรู้สึกโหยหาอะไร
    มันจะเป็นความเมตตาอบอุ่นที่เติมเต็มหัวใจ
    แล้วก็ไม่ปรารถนาอะไรจากใคร
    มีแต่ให้ความสุขแก่ทุกคนในเรื่องของจิตใจอย่างแท้จริง
    ไอ้อารมณ์ความรักแบบนั้นก็เคยผ่านมาแล้ว แต่เดี๋ยวนี้มันลืมไปแล้ว
    มันจะหวนไป ถ้าเผลอมันอาจจะกลับมา บางทีเราดูข่าว ดูทีวี
    มันมีละครแสดง บางทีเราเผลอ เอ้า มันจะกลับมา สติมันก็บอกไม่เอา
    มันก็ผลักกลับไปสู่ความเห็นทุกข์ สิ่งเหล่านั้นมันเป็นทุกข์
    มันก็กลับมาสู่โหมดความรักแห่งพุทธะ ไม่ทุกข์เลย รักที่เป็นผู้ให้
    รักที่มีแต่ใจเมตตา
    ความรักหญิงชาย
    ธรรมสถานมูลนิธิพุทธะมหาเมตตา
    ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
    7 min
  • ไม่ทุกข์เมื่อสามีนอกใจ ตอน กำลังใจ
    .......บางคนเนี่ยไม่มีอะไร ต้องการกำลังใจ ต้องการที่พึ่งของใจ มันก็สงสารแล้วก็เมตตาทุกคน มันก็ช่วงนึงเท่านั้นที่มันรู้สึกต้องการคนเข้าใจ อบอุ่น ให้มันพ้นอารมณ์เศร้า อารมณ์ที่มันท้อแท้ บางคนก็มีแผลแต่ไม่บอกให้ใครรู้ มันซ่อนอยู่ข้างใน
    รอยยิ้มที่เข้าใจแล้วก็เมตตาเสมอ ก็คือความรักอันบริสุทธิ์นั่นล่ะ งั้นคนที่มีนิสัยแบบนี้จะไม่มีเวลาคิดถึงความทุกข์ของตัวเอง และจะมองแต่ความทุกข์ของผู้อื่น เป็นผู้คอยปลอบประโลม เป็นผู้ให้กำลังใจผู้อื่นนั่นล่ะ
    คนที่เค้าจะให้กำลังใจคนอื่นได้เนี่ย เค้าจะไม่มีความรักหญิงชายนะ เค้าจะมีแต่ความรักบริสุทธิ์เหมือนพ่อแม่รักลูก พระอริยะ พระพุทธเจ้า เพราะมันไม่มีกามคุณ5 มันไม่มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันเป็นนามธรรมที่บริสุทธิ์ เปรียบเหมือนดูน้ำในท่อระบายน้ำเสีย มันดำ มันเหม็นนะ กับน้ำประปาที่สะอาด อันไหนมันดีกว่ากัน ความรักของหญิงชายมันดูดีเบื้องต้น ทุกคนต้องการ แต่พอนานไปแล้วมันจะเหมือนน้ำในท่อระบายน้ำ แต่ถ้าความรักของพ่อแม่โดยธรรมชาติที่มีต่อบุตร ความรักของพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าที่มีต่อเวไนย มันไม่มีวันสกปรก.........
    ไม่ทุกข์เมื่อสามีนอกใจ ตอน: กำลังใจ
    ธรรมสถานมูลนิธิพุทธะมหาเมตตา
    ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
    8 min

About สิริวฑฺฒโก Siriwattago

From the publisher's feed

Podcast by สิริวฑฺฒโก Siriwattago

More shows like สิริวฑฺฒโก Siriwattago

บันทึกนึกขึ้นได้ by ง่วง

บันทึกนึกขึ้นได้

17 Listeners

Midnight Diary by Folk Nakamoto

Midnight Diary

4 Listeners

Alljit สุขภาพใจ by Alljit

Alljit สุขภาพใจ

3 Listeners