
Sign up to save your podcasts
Or


ข้อความในพระไตรปิฎกทั้งหมดมีประโยชน์ที่จะให้ผู้ฟังได้ทราบถึงสภาพธรรมที่ปรากฏตามความเป็นจริงของแต่ละท่าน เพราะฉะนั้นขอกล่าวถึงชีวิตประจำวัน ซึ่งบางท่านอาจจะคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับการอบรมเจริญสติปัฏฐานเลย แต่ว่าชีวิตประจำวัน ทุกขณะนี้เป็นความจริง เป็นสภาพธรรมแท้ๆ ที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ใครจะมีกิเลสมาก มีกิเลสน้อย มีกุศลมาก มีกุศลน้อยอย่างไร ก็จะรู้ได้จากสภาพธรรมที่เป็นของจริง ที่เกิดขึ้นแต่ละวันในชีวิตประจำวันนั่นเอง
วินัยของคฤหัสถ์ หรือวินัยชาวบ้านนี้ เป็นชุดคำสอนเดิมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแสดง... เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ด้วยว่า ชาวพุทธฝ่ายคฤหัสถ์ก็มีข้อปฏิบัติที่เป็นแบบแผนแห่งชีวิต และชุมชนหรือสังคมของตน เวลานี้สังคมยิ่งเสื่อมถอยจากวิถึแห่งความเจริญงอกงาม และก้าวลึกลงไปในปลักหล่มแห่งอบายมากยิ่งขึ้น ถ้าจะให้สังคมมีอนาคตที่ควรหวัง ก็ถึงเวลาที่จะลุกขึ้นมาเร่งรื้อฟื้นหลัก "คิหิวินัย" ขึ้นมาให้เป็นแบบแผนแห่งชีวิต และสังคมชาวพุทธ ถ้าคนไทยตั้งตนอยู่ในคิหิวินัย ก็มั่นใจได้ว่า สังคมไทยจะไม่เพียงฟื้นตัวขึ้นมาจากวิกฤตเท่านั้น แต่จะก้าวหน้าไปในวิวัฒน์ได้อย่างแน่นอน
การศึกษาในส่วนของปัจจัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง ประโยชน์คือความเข้าใจถูก เข้าใจถึงความเป็นจริงของธรรม ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามปัจจัย ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ โดยปราศจากปัจจัย ทำให้เข้าใจมั่นคงยิ่งขึ้นในความเป็นธรรมที่ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
อุปนิสสยปัจจัย คือ ที่อาศัยที่มีกำลังจากการสะสมที่จะทำให้สภาพธรรมะนั้นเกิดขึ้นเป็นไปสภาพธรรมนั้นเป็นชีวิตประจำวันจริงๆ สภาพธรรมนั้นๆ จะเกิดขึ้นได้ ก็เมื่อมีสภาพธรรมอื่นที่เกิดร่วมด้วยนั่นเอง ต่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน อาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น ถ้าปราศจากกันแล้วก็เกิดไม่ได้เลย อุปนิสสยปัจจัย มี 3 ดังนี้
1. ปกตูปนิสสยปัจจัย
2. อารมณูปนิสสยปัจจัย
3. อนันตรูปนิสสยปัจจัย
อัญญมัญญปัจจัย หมายถึงสภาพธรรมที่ต่างอาศัยพึงพิงซึ่งกันและกัน จึงจะเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้ ซึ่งมีคำอุปมาว่า เหมือนไม้ ๓ อันซึ่งจะตั้งอยู่ได้ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ค้ำกันอยู่ไว้จึงจะตั้งอยู่ได้ ฉันใด สำหรับสภาพธรรมที่เป็นอัญญมัญญปัจจัย ก็คือสภาพธรรมนั้นต่างอาศัยซึ่งกันและกัน
จิตจะเกิดโดยที่ปราศจากเจตสิกไม่ได้ ทั้งจิตและเจตสิกซึ่งอาศัยกันเกิดขึ้น ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน จะให้มีความเห็นผิดซึ่งเป็นสภาพของทิฏฐิเจตสิกเกิด โดยไม่มีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ เพราะเหตุว่าขณะใดที่มีความเห็นผิด หมายความว่าขณะนั้นมีความพอใจ มีความติด มีการยึดถือในความเห็นนั้น เพราะฉะนั้นทิฏฐิเจตสิกไม่สามารถจะเกิดได้ โดยปราศจากโลภเจตสิก แต่ว่าโลภเจตสิกสามารถจะเกิดได้โดยปราศจากทิฏฐิเจตสิกนี้
อธิปติปัจจัย
อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย
อนันตรปัจจัย คือสภาพธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นและดับไป เมื่อดับไปจึงเป็นปัจจัยให้จิต เจตสิกดวงต่อไปเกิดขึ้นโดยไม่มีระหว่างขั้นเลย เพราะฉะนั้น จิตเจตสิกที่ดับไปจึงเป็นอนันตรปัจจัยให้จิต เจตสิกดวงต่อไปเกิดขึ้นทันที
สมนันตรปัจจัย สภาพธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นและดับไป เมื่อดับไปจึงเป็นปัจจัยให้จิตเจตสิกดวงต่อไปเกิดขึ้น โดยไม่มีระหว่างขั้นและด้วยดี ต่างกับตรงอนันตรปัจจัยที่ว่าเมื่อจิตและเจตสิก ประเภทนั้นดับไปเป็นสมนันตรปัจจัยเป็นปัจจัยให้จิต เจตสิกอื่นเกิดต่อ
สหชาตปัจจัย คือ สภาพธรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นสังขารธรรม เพราะอาศัยธรรมอื่นเป็นปัจจัยจึงเกิดขึ้น ถ้าปราศจากปัจจัย สภาพธรรมทั้งหลายก็เกิดไม่ได้ และสภาพธรรมซึ่งเป็นสหชาตปัจจัยนั้น ทำให้สภาพธรรมอื่นเกิดขึ้นพร้อมกับตน แต่สภาพธรรมบางอย่างก็เป็นปัจจัยโดยเกิดก่อนสภาพธรรมที่ตนเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น สภาพธรรมบางอย่างก็เป็นปัจจัยโดยเกิดภายหลัง
ฉะนั้น จิตจึงเป็นสหชาตปัจจัยแก่เจตสิกที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น และเจตสิกก็เป็นสหชาตปัจจัยแก่จิตที่เกิดพร้อมกับเจตสิกนั้น เมื่อผัสสเจตสิกเกิดขึ้นกระทบอารมณ์ใดจิตที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกนั้น ก็รู้อารมณ์ที่ผัสสเจตสิกนั้นกระทบ ไม่ใช่ว่าผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์หนึ่ง แล้วจิตที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกนั้นไปรู้อีกอารมณ์หนึ่งขณะใดที่ผัสสเจตสิกเกิดขึ้นกระทบเสียงใด โสตวิญญาณจิตที่เกิดพร้อมกับผัสสเจตสิกที่กระทบเสียงนั้น ก็มีเสียงนั้นเป็นอารมณ์
กุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิดขึ้นกระทำ ชวนกิจ คือแล่นไปในอารมณ์ ทางปัญจทวารวิถีนั้น โวฏฐัพพนจิตตัดสินอารมณ์แล้ว ชวนจิตจึงเกิด และทางมโนทวารวิถี มโนทวาราวัชชนจิตรับรู้อารมณ์แล้ว ชวนจิตจึงเกิด ฉะนั้น กุศลจิตหรืออกุศลจิตซึ่งเกิดต่อจึงมีกิจเดียวเท่านั้นคือ "แล่นไป" ในอารมณ์ ตามปรกติแล้ว จิตที่ทำชวนกิจเกิดดับสืบต่อกัน 7 ขณะ ถ้าชวนจิตขณะแรกเป็นกุศล ชวนจิตที่เกิดสืบต่อ 6 ขณะก็เป็นกุศล ถ้าชวนจิตขณะแรกเป็นอกุศล ชวนจิตที่เกิดสืบต่อ 6 ขณะก็เป็นอกุศล เรารู้ไหมว่า ขณะไหนชวนจิตเป็นโลภมูลจิต หรือโทสมูลจิต หรือโมหมูลจิต หรือกุศลจิต ส่วนใหญ่แล้วเราไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงเลยแม้ในขณะที่ชวนจิตเกิด
จิต ที่ทำ ชวนกิจ มี 55 ดวง คือ อกุศลจิต 12 ดวง (โลภมูลจิต 8 ดวง โทสมูลจิต 2 ดวง และโมหมูลจิต 2 ดวง) กามาวจรกุศลจิต 8 ดวง (มหากุศลจิต) มหากิริยาจิต ของพระอรหันต์ 8 ดวง (กิริยาจิตซึ่งไม่ใช่อเหตุกะแต่ประกอบด้วยโสภณเหตุ) พระอรหันต์มีมหากิริยาจิตแทนมหากุศลจิต เพราะพระอรหันต์ไม่ได้สะสมกรรมอีกต่อไป มหากิริยาจิตเป็นกามภูมิซึ่งไม่ใช่ฌานจิตหรือโลกุตตรจิต พระอรหันต์มีกามาวจรจิต ท่านเห็น ท่านได้ยินหรือคิดเรื่องปัญจารมณ์ แต่ไม่ว่าพระอรหันต์รู้อารมณ์ใดก็ตาม กุศลจิตหรืออกุศลจิตก็ไม่เกิด
From the publisher's feed

59 Listeners