
Sign up to save your podcasts
Or


สูตร#1 สัพพาสวสังวรสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ความสิ้นอาสวะทั้งปวงจะมีได้เฉพาะผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้น ด้วยการพิจารณาโดยแยบคาย ทรงจำแนกอาสวะออกเป็น 7 ชนิด ตามเหตุเกิดและอุบายวิธีที่จะละให้หมดสิ้นไปได้ คือ อาสวะที่ต้องละด้วย 1. ทัสสนะ (ความเห็น) 2. การสังวร 3. การใช้สอย 4. การอดกลั้น 5. การเว้น 6. การบรรเทา 7. การเจริญ อาสวะเหล่านั้นเมื่อภิกษุละได้แล้วด้วยอุบายนั้น ๆ อาสวะนั้นละได้เด็ดขาด
สูตร#2 ธรรมทายาทสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ พระเชตวัน ทรงปรารภลาภสักการะเป็นอันมากที่เกิดขึ้นแก่พระองค์และภิกษุสงฆ์ในขณะนั้น จะเป็นเหตุให้ภิกษุบางพวกยึดติดในลาภสักการะเหล่านั้น จึงทรงสอนให้ภิกษุเป็นธรรมทายาทของพระองค์ ไม่ให้เป็นอามิสทายาท เพราะถ้าเป็นธรรมทายาท วิญญูชนจะยกย่องสรรเสริญ จากนั้นท่านพระสารีบุตรได้แสดงธรรมต่อถึงหนทางในการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดความสงัดขึ้นแก่ตน และอริยมรรคมีองค์ 8
สูตร#3 มฆเทวสูตร พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องของพระองค์เองที่เกิดมาในชาติก่อน เป็นสมัยที่พระองค์เกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวะ ที่มีข้อปฏิบัติอันดี ที่ได้มอบเป็นมรดกไว้ให้รุ่นลูกหลานได้นำไปปฏิบัติ ที่เรียกว่าเป็นกัลยาณวัตร และได้เปรียบเทียบถึงวัตรอันงามที่ท่านทิ้งไว้เป็นมรดกในครั้งนี้คือ อริยมรรคมีองค์ 8
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 ปาฏลิยสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อปาฏลิยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามว่า ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า"พระสมณโคดมทรงรู้จักมารยา" นั้น เป็นความจริงหรือไม่ ตรัสตอบว่า เป็นความจริง ทรงอธิบายว่า คำว่า "รู้จักมารยา" กับคำว่า "มีมารยา"โดยทรงยกตัวอย่างประกอบว่า ผู้ใหญ่บ้านชื่อ ปาฏลิยะรู้จักทหารผมยาวชาวโกฬิยะดีว่าเป็นคนทุศีล เป็นคนเลว แต่ผู้ใหญ่บ้านก็พูดไม่ได้ว่า ทหารผมยาวเป็นคนทุศีลส่วนผู้ใหญ่บ้านไม่ใช่คนทุศีล ทรงอธิบายต่อไปว่า ทรงรู้ชัดกุศลกรรมบถ 10 ประการ และผลของอกุศลกรรมบถเหล่านั้น และทรงรู้ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ผู้มีอกุศลกรรมบถเหล่านั้นหลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ทรงแสดงว่า สมณพราหมณ์ผู้มีมีทิฏฐิว่า "ผู้ฆ่าสัตว์ ผู้ลักทรัพย์ ผู้ประพฤติผิดในกามและผู้พูดเท็จ ทั้งหมดเสวยทุกขโทมนัสในปัจจุบัน ชื่อว่าเป็นผู้พูดเท็จ เพราะผู้ฆ่าสัตว์ ผู้ลักทรัพย์ ผู้ประพฤติผิดในกาม และผู้พูดเท็จ บางคนได้รับพระราชทานรางวัลอย่างดี มีสุข แต่บางคนได้รับพระราชอาชญา มีทุกข์
ผู้ใหญ่บ้านปาฏลิยะได้กราบทูลว่า มีศาสดา 4 จำพวกมาพักที่บ้านพัก คือ
(1) ผู้มีทิฏฐิว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล
(2) ผู้มีทิฏฐิว่า ทานมีผล
(3) ผู้มีทิฏฐิว่า บาป บุญไม่มี
(4) ผู้มีทิฏฐิว่า บาป บุญมี
แล้วทูลถามว่า ผู้ใดพูดจริง ผู้ใดพูดเท็จ จึงทรงแนะนำวิธีละความสงสัย คือให้ปฏิบัติธธรรมสมาธิ
สูตร#2 คันธภกสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อคันธภกะ ชาวอุรุเวลกับปนิคม แคว้นมัลละ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลขอให้ทรงแสดงธรม พระองค์จึงทรงแสดงเหตุเกิดแห่งโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ว่า ได้แก่ ฉันทะ เช่น เพราะชาวอุรุเวลกัปปนิคมถูกประหาร ถูกจองจำ ถูกปรับไหมหรือถูกตำหนิโทษ คันธภกะในฐานะผู้ใหญ่บ้านก็มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เพราะคันธภกะมีฉันทะในคนเหล่านั้น
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 สามัญญผลสูตร ตอนที่ 1 ว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่สวนมะม่วงของหมอชีวก โกมารภัจ เขตกรุงราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ พระเจ้าอชาตศัตรูได้เสด็จไปถามปัญหา เรื่องผลแห่งความเป็นสมณะ ตามคำชวนของหมอชีวก แต่ก่อนจะได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ได้เที่ยวหาคำตอบจากพราหมณ์เจ้าลัทธิทั้ง 6 แต่ไม่ได้คำตอบตามที่ต้องการ เหมือนถามเรื่องมะม่วงแต่ตอบเรื่องขนุนสำปะลอ …(ยังมีต่อ)
สูตร#2 เวปุลลปัพพตสูตร พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา โดยเปรียบเทียบกับความเป็นไปของภูเขาเวปุลละความยาวนานของสังสารวัฏ อุปมาจากภูเขาเวปุลละที่เคยมีความสูงใหญ่และเรียกชื่อต่างๆกันในแต่ละยุคสมัยจนมาในปัจจุบันที่เป็นภูเขาไม่สูงและมีชื่อว่าเวปุลละ
สูตร#3 อิสิคิริสูตร พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ภูเขาอิสิคิลิ เขตกรุงราชคฤห์ ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงตรัสเล่าถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า 500 รูป ที่อาศัยอยู่ที่ภูเขาอิสิคิรินี้มานาน ซึ่งประชาชนเห็นว่าท่านเข้าไป แต่เมื่อเข้าไปแล้วประชาชนไม่เห็น จึงเรียกภูเขานี้ว่า ภูเขากลืนฤษี หรือ อิสิคิริ แล้วทรงตรัสรายชื่อพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่เคยมาตรัสรู้และอาศัยในภูเขานี้ ที่ควรระลึกถึงและทำจิตให้เลื่อมใส
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 จัณฑสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อจัณฑะ (ผู้ดุร้าย) เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามว่า เพราะเหตุไรคนบางคนจึงดุร้ายและเพราะเหตุไร คนบางคนจึงสงบเสงี่ยม ตรัสตอบว่า คนที่ดุร้ายเพราะละราคะ โทสะ โมหะไม่ได้ คนที่สงบเสงี่ยมเพราะละอกุศลธรรมเหล่านั้นได้
สูตร#2 ตาลปุตตสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อตาลบุตร เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามว่า ที่อาจารย์และปาจารย์ทางการฟ้อนรำกล่าวว่านักฟ้อนรำที่ทำให้ประชาชนหัวเราะรื่นเริงด้วยคำจริงบ้าง เท็จบ้าง กลางโรงละครกลางงานมหรสพ หลังจากตายแล้วจะเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเหล่าเทวดาชื่อปหาสะ" นั้น พระองค์ทรงเห็นอย่างไร ตรัสห้ามมิให้ถามเรื่องนี้ แต่ผู้ใหญ่บ้านตาลบุตรก็เพียรถามถึง 3 ครั้ง จึงตรัสตอบว่า นักฟ้อนรำที่มัวเมาประมาท อาศัยราคะ โทสะ และโมหะทำให้คนอื่นมัวเมาประมาทเหมือนตน หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในนรกชื่อปหาสะ ถ้าทำให้คนอื่นหัวเราะรื่นเริงด้วยคำจริงบ้าง เท็จบ้างหลังจากตายแล้วจะเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับเหล่าเทวดาชื่อปหาสะ แต่เพราะมีความเห็นผิด จึงมีคติ ๒ อย่าง คือ ไปเกิดในนรกหรือไม่ก็ไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ผู้ใหญ่บ้านตาลบุตรเสียใจร้องไห้ที่ถูกลวงให้หลงเชื่อมานาน
สูตร#3 โยธาชีวสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อโยธาชีวะ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามว่า ที่นักรบอาชีพผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์กล่าวว่า "นักรบอาชีพที่พยายามต่อสู้ในสงครามจนถูกนักรบอาชีพฝ่ายตรงกันข้ามสังหารจนสิ้นชีวิต หลังจากตายแล้วนักรบนั้นไปเกิดในหมู่เทวดาชื่อสรชิต" พระองค์ทรงเห็นอย่างไร ตรัสห้ามมิให้ถามเรื่องนี้ถึง 3 ครั้ง เมื่อผู้ใหญ่บ้านชื่อโยธาชีวะทูลถามต่อไปอีก จึงตรัสตอบว่า ถ้านักรบอาชีพที่ถูกสังหารมีความคิดอาฆาตมาดร้ายฝ่ายศัตรู หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในนรกชื่อสรชิต แต่ถ้าเขาพยายามทำสงครามตามหน้าที่ เมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามสังหารจนสิ้นชีวิต จะเข้าถึงความเป็นอยู่ร่วมกับเหล่าเทวดาชื่อสรชิต แต่เพราะเขามีมิจฉาทิฏฐิ เขาจึงมีคติ 2 อย่าง คือ ไปเกิดในนรกหรือไม่ก็ไปเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ผู้ใหญ่บ้านชื่อโยธาชีวะเสียใจร้องให้ที่ถูกลวงให้หลงเชื่อมานาน
สูตร#4 ราสิยสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อราสิยะ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามว่า ที่สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า "พระสมณโคดมทรงตำหนิตบะทุกชนิด ทรงชี้โทษและคัดค้านผู้บำเพ็ญตบะทั้งปวงว่า เป็นผู้เศร้าหมองโดยส่วนเดียว" นั้นเป็นความจริงหรือไม่ ตรัสตอบว่า ไม่จริง ทรงอธิบาย เรื่องที่สุด 2 อย่างที่บรรพชิดไม่ควรเสพ คือ กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค ทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทา คือ มรรคมีองค์ 8 ว่า ควรเสพ ทรงแสดงกามโภคีบุคคล 3 จำพวก จำพวกที่ 1-2 แบ่งย่อยเป็นจำพวกละ 3 จำพวก ส่วนจำพวกที่ 3 แบ่งย่อยเป็น 4 จำพวก รวมเป็น 10 จำพวก ในจำนวนนี้ มีทั้งที่ควรติเตียนและควรสรรเสริญ ทรงแสดงว่า ผู้บำเพ็ญตบะที่เป็นอยู่อย่างเศร้าหมอง 3 จำพวก มีทั้งที่ควรติเตียนและที่ควรสรรเสริญ และทรงแสดงธรรม 3 ประการที่ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง
สูตร#5 มณิจูฬกสูตร ว่าด้วยผู้ใหญ่บ้านชื่อมณิจูฬกะ ชาวกรุงราชคฤห์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลว่า ที่ประชุมข้าราชบริพารพูดกันว่าสมณะศากยบุตรควรรับเงินและทองหรือไม่ ท่านเองได้ชี้ให้ที่ประชุมยอมรับว่า สมณะศากยบุตรไม่ควรรับเงินและทอง แล้วทูลถามว่า ท่านพูดถูกต้องหรือไม่ ตรัสตอบว่า ถูกต้องแล้ว เพราะเงินและทองเหมาะแก่ผู้บริโภคกามไม่เหมาะแก่สมณะ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 เวนาคปุรสูตร ทรงแสดงแก่พราหมณ์และคหบดีชาวเวนาคปุระ แคว้นโกศล ทรงปรารภคำกราบทูลของพราหมณ์วัจฉโคตรที่กล่าวสรรเสริญถึงอินทรีย์ที่ผ่องใส พระฉวีวรรณที่บริสุทธิ์ผุดผ่องของพระองค์เช่นนั้น การจะได้ที่นอนสูงใหญ่ คือเตียงมีเท้าเกินประมาณ ฯลฯ เครื่องลาดมีหมอนข้างตามความปรารถนาได้โดยไม่ยากไม่ลำบากแน่นอน แต่ทรงตรัสว่า ที่นอนสูงใหญ่ ฯลฯ บรรพชิตหาได้ยาก และถ้าได้มาก็ไม่สมควร แต่มีที่นอนสูง ที่นอนใหญ่ 3 อย่าง ที่ทรงได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบาก คือที่นอน ฯลฯ ที่เป็นทิพย์ จากการได้ฌาณทั้ง 4, ที่นอน ฯลฯ ที่เป็นของพรหม จากการเจริญพรหมวิหาร, ที่นอน ฯลฯ ที่เป็นของพระอริยะ จากการที่ละกิเลสได้เด็ดขาด เมื่อจบธรรมเทศนา พราหมณ์วัจฉโคตรทูลสรรเสริญและแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
สูตร#2 เวขณสสูตร ทรงแสดงแก่ปริพาชกชื่อเวขณสะ ขณะประทับอยู่เชตวนาราม ได้เข้าไปเฝ้าทูลเรื่อง “วรรณะอันยอดเยี่ยม” แต่ชี้ชัดลงไปไม่ได้ว่าวรรณะไหน เปรียบเหมือนชายคนหนึ่งปรารภถึงหญิงสาวอย่างนี้ว่า ‘เราปรารถนารักใคร่หญิงงามแห่งชนบทนี้’ แต่เมื่อถูกถามในรายละเอียดของหญิงนั้น กลับตอบว่าไม่รู้จัก และได้ทรงเปรียบเทียบวรรณะเป็นคู่ให้เห็นว่ามีสิ่งที่เลิศกว่ากันเป็นชั้น ๆ และตรัสอธิบายเรื่องของกามในสุขที่ลึกซึ้งขึ้นไปคือสมาธิ และความงดงามลึกซึ้งถึงขั้นไม่มีอวิชชา เมื่อจบธรรมเทศนา เวขณสปริพพาชกทูลสรรเสริญแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
สูตร #3 เอสุการีสูตร ว่าด้วยเรื่องของวรรณะ
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 กุลสูตร พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปาวาริกัมพวัน เขตเมืองนาฬันทา ผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตร ได้รับคำแนะนำจากนิครนถ์นาฎบุตรให้มาโต้วาทะกับพระผู้มีพระภาคเรื่องเหตุที่ทำให้ตระกูลคับแค้น โดยยกเหตุการณ์ที่พระองค์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเที่ยวบิณฑบาตจากชาวบ้านผู้ประสบภัยข้าวยากหมากแพงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในเมืองนาฬันทาขณะนั้นมาเป็นเงื่อนไข พระผู้มีพระภาคจึงทรงแสดงเหตุปัจจัยให้ตระกูลคับแค้น 8 ประการ คือ (1) จากพระราชา (2) จากโจร (3) จากไฟ (4) จากน้ำ (5) จากทรัพย์ที่มีได้เคลื่อนที่ไป (6) จากการงานที่ไม่ดี (7) จากทรัพย์ในตระกูลที่กลายเป็นถ่านเพลิง (8) จากการใช้จ่ายทรัพย์อย่างสุรุ่ย สุร่ายฟุ่มเฟือย ไม่ใช่เพราะการบิณฑบาตของพระองค์ ทรงแสดงว่า การให้ ความมีสัจจะ ความสำรวมเป็นหตุให้ตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีเงินทองมาก
สูตร#2 สังขธมสูตร ณ ปาวาริกัมพวัน พระผู้มีพระภาคตรัสถามผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตรว่า นิครนภ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่สาวกอย่างไร เขาทูลตอบว่า ผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และผู้พูดเท็จ ทั้งหมดต้องไปสู่อบาย ตกนรก กรรมมีมากกรรมนั้น ๆ นำบุคคลไป ทรงแย้งว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็แสดงว่าไม่มีไปเกิดในอบาย ในนรกเลย เพราะการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ต้องทำในเวลาขณะตื่น ขณะนอนหลับทำไม่ได้ ทรงถามว่า เวลาทำกรรมกับเวลาไม่ทำกรรมของคนคนหนึ่ง เวลาไหนมีมากกว่ากัน เมื่อผู้ใหญ่บ้านทูลตอบว่า เวลาไม่ทำกรรมมีมากกว่า จึงทรงสรุปว่าไม่มีกรรมใดที่จะถือว่า "มีมาก" เมื่อไม่มีกรรมมาก ก็ไม่มีกรรมที่นำบุคคลไปสู่อบาย นรก ความเห็นของนิครนถ์ นาฏบุตร จึงเป็นความเห็นผิด แล้วทรงสอนธรรมตามที่ได้ตรัสรู้โดยชอบ จะละบาปกรรมและก้าวล่วงบาปกรรมนั้นได้ และทรงสรุปว่า เมื่อปฏิบัติธรรมได้ผลสมควรแก่กรรมแล้ว ให้แผ่เมตตาจิต กรุณาจิต มุทิตาจิต และอุเบกขาจิตไปในทิศทั้งหลายเหมือนคนมีกำลังเป่าสังข์ให้ได้ยินโดยทั่วกัน
สูตร#3 เขตตูปมสูตร ณ ปาวาริกัมพวัน ผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามว่า ทรงเอ็นดูมุ่งประโยชน์ต่อสรรพสัตว์มิใช่หรือ ทำไมจึงทรงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก ไม่ทรงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก ตรัสตอบว่า ทรงเอ็นดูมุ่งประโยชน์ต่อสรรพสัตว์จริง คือทรงแสดงธรรมโดยเคารพต่อสรรพสัตว์เสมอกัน แต่ที่ทรงแสดงแก่คนบางพวกก่อน ก็เพราะทรงเอ็นดูมุ่งประโยชน์ต่อคนเหล่านั้นผู้พร้อมจะฟังธรรมเทศนาก่อน ทรงเปรียบให้ฟังว่า พระองค์เหมือนชาวนาที่ฉลาดผู้เลือกหว่านพืชในนาดีก่อน แล้วหว่านในนาปานกลาง ส่วนนาเลวซึ่งดินแข็ง ดินเค็ม ดินไม่ดีนั้น ชาวนาจะหว่านพืชบ้าง ไม่หว่านพืชบ้างก็ได้ นอกจากนี้ยังทรงอุปมาด้วยคนตักน้ำใส่โอ่ง 3 ชนิด คือ (1) โอ่งไม่ร้าว น้ำไม่ซึม (2) โอ่งไม่ร้าว แต่น้ำซึมออกได้ (3) โอ่งร้าวและน้ำซึมออกได้ โอ่ง 3 ชนิดนี้ แม้คนตักน้ำจะใส่น้ำลงเท่า ๆ กัน ก็ย่อมรับน้ำไว้ได้ไม่เท่ากัน ข้อนี้ฉันใด ผู้ฟังพระธรรมเทศนาก็รับธรรมไว้ได้ไม่ท่ากันฉันนั้น
สูตร#4 อสิพันธกปุตตสูตร ณ ปาวาริกัมพวัน ผู้ใหญ่บ้านชื่ออสิพันธกบุตรได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้วทูลถามว่า ทรงสามารถทำให้คนตายกลับฟื้นขึ้นมา ทรงสอนให้รู้ชอบ ให้ไปเกิดในสวรรค์ เหมือนพวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภูมิได้หรือไม่ ตรัสตอบว่า คนที่ประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ 10 ประการ มหาชนช่วยกันสวดอ้อนวอน สวดสรรเสริญ ทำพิธีกรรมขอให้ไปเกิดในสวรรค์ ผู้นั้นจะไปเกิดในสวรรค์ได้หรือไม่ เมื่ออสิพันธกบุตรทูลตอบว่า ไม่ได้ จึงตรัสอุปมาให้ฟังว่า เหมือนหินใหญ่ที่จมน้ำไม่อาจลอยขึ้นตามคำอ้อนวอน คำสรรเสริญ และพิธีกรรมของมหาชน ในทางตรงกันข้าม คนที่ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 ประการ ถึงมหาชนจะสวดอ้อนวอน สวดสรรเสริญ ทำพิธีกรรมขอให้ไปตกนรก ผู้นั้นก็ไม่ไปตกนรกแน่นอน เหมือนเนยใสที่ลอยน้ำย่อมไม่จมน้ำตามคำอ้อนวอน คำสรรเสริญและพิธีกรรมของมหาชน
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
โพธิราชกุมารสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่โพธิราชกุมาร ขณะประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน ในงานสมโภชปราสาทชื่อ โกกนุท ที่มีลักษณะเหมือนดอกบัวลอยน้ำ แล้วทรงเล่าพระประวัติของพระองค์ตั้งแต่ตอนที่บำเพ็ญความเพียรจนถึงตรัสรู้ธรรม จนกระทั่งไปถึงการประกาศสอนศาสนา จนคนบรรลุตามได้ เป็นความน่าอัศจรรย์ ที่มีพระพุทธเจ้า มีคำสอนคือธรรม ที่ถ้าเมื่อใครปฏิบัติตามด้วยความเพียร 5 ประการ ก็จะทำให้แจ้งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ได้ โดยใช้เวลาเพียง 7 ปี 7เดือน หรือแค่ 7 วัน 7คืน หรือสั่งสอนในเวลาเช้า บรรลุในเวลาเย็น สั่งสอนในเวลาเย็น บรรลุในเวลาเช้าได้ เมื่อฟังจบแล้วโพธิราชกุมารกล่าวว่า ตนเคยถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะมาแล้วสองครั้ง คือตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และในวัยเด็ก และครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม ขอประกาศตนเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
สูตร#1 จูฬเวทัลลสูตร ว่าด้วยการสนทนาธรรมที่ทำให้เกิดปัญญาสูตรเล็ก การสนทนาธรรมระหว่างภิกษุณีชื่อว่าธัมมทินนาและอุบาสกชื่อวิสาขะ ขณะพักอยู่ ณ พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์
วิสาขอุบาสกเข้าไปเยี่ยมธัมมทินนาภิกษุณีและเรียนถามปัญหาธรรม จำนวน 5 เรื่อง คือ
สักกายทิฏฐิ, มรรคมีองค์ 8 กับขันธ์3 , สมาธิและสังขาร , สัญญาเวทยิตนิโรธ และเวทนา
ธัมมทินนาภิกษุณีได้ตอบปัญหาต่าง ๆ อย่างชัดเจนเป็นที่พอใจแก่วิสาขอุบาสก และเมื่อวิสาขอุบาสกไปกราบทูลให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ทรงตรัสว่าธรรมทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก ทรงตรัสรับรองที่ธรรมทินนาภิกษุณีตอบนั้นว่าถูกต้อง ถ้ามาทูลถามพระองค์ ก็จะตรัสตอบอย่างที่ธัมมทินนาภิกษุณีตอบนั้นเหมือนกัน
สูตร#2 อนาถปิณฑิโกวาทสูตร ว่าด้วยการให้โอวาทแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี พระสารีบุตรแสดงแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้กำลังป่วยหนัก อยู่ที่บ้านในกรุงสาวัตถี ตามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีอาราธนา เรื่อง อย่ายึดมั่นอายตนะภายใน 6 อายตนะภายนอก 6 วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ธาตุ ขันธ์ อรูปฌาน โลกนี้ โลกหน้า และอารมณ์ที่รับรู้ทางอายตนะ 6 อนาถบิณฑิกเศรษฐีฟังธรรมแล้วได้ร้องไห้น้ำตาไหล เพราะได้รับใช้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์มานาน แต่ไม่เคยฟังธรรมบรรยายเช่นนี้มาก่อน พระสารีบุตรกล่าวว่าธรรมเหล่านี้แสดงแก่บรรพชิต ไม่แสดงแก่คฤหัสถ์ ท่านเศรษฐีจึงขอร้องให้แสดงแก่คฤหัสถ์ด้วย เมื่อพระสารีบุตรกลับไป อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นอนาถบิณฑิกเทพบุตรและได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้กราบทูลว่า พระวิหารเชตวันนี้มีประโยชน์เพราะได้เป็นที่พักอาศัยให้แก่สงฆ์ และมีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ยังให้เกิดปีติแก่ตัวอนาถบิณฑิกเทพบุตร และกล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยธรรม 5 อย่างนี้ คือ การงาน วิชชา ธรรม ศีล ชีวิตอันสูงสุด ไม่ใช่ด้วยโคตรหรือด้วยทรัพย์ และอนาถบิณฑิกเทพบุตรได้กล่าวสรรเสริญพระสารีบุตรว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยปัญญา ด้วยศีล และด้วยความสงบ ภิกษุผู้ถึงความบริสุทธิ์แล้วจะดียิ่งก็ต้องเป็นเช่นพระสารีบุตร
‘ดูกรวิสาขะ ธรรมทินนาภิกษุณีเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก แม้หาก ท่านพึงสอบถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็พึงพยากรณ์เนื้อความนั้น เหมือนที่ธรรมทินนาภิกษุณี พยากรณ์แล้ว เนื้อความแห่งพยากรณ์นั้นเป็นดังนั้นนั่นแล ท่านพึงทรงจำไว้อย่างนั้นเถิด.’
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

5 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

10 Listeners

9 Listeners

2 Listeners

3 Listeners

18 Listeners

3 Listeners

6 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners