
Sign up to save your podcasts
Or


มาในพลวรรค ข้อที่ 11 - 14 อธิบายโดยรวมได้ดังนี้ พละ 5 เป็นธรรมที่องอาจเป็นการบันลือสีหนาทของพระพุทธเจ้า ทำให้เราได้ฟังได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน พละ คือ กำลัง 5 อย่าง ได้แก่ ศรัทธา: ความมั่นใจความเลื่อมใส ความลงใจในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้เอ่ยเพียงหนึ่งแต่ให้เข้าใจว่ารวมทั้งหมดพุทธธรรมสงฆ์ เป็นศรัทธาที่ไม่เศร้าหมอง เพราะศรัทธาในสัมมาสัมพุทโธ มีศรัทธาแล้วจะทำให้ไม่ลังเลที่จะทำจริงแน่วแน่จริง มีความกล้าในการเผชิญหน้ากับทุกข์ เห็นตามจริง สติเกิดขึ้น สมาธิปัญญาก็ตามมาตามลำดับ ปัญญามีสูงสุดในแต่ละขั้นที่ผ่านไป หิริ โอตัปปะ และสติ สมาธิสามารถนำมาใช้แทนกันได้สลับไปมาได้ในพละนี้ ในข้อที่ 15 จะชี้ให้เห็นว่า สามารถหาคุณธรรมทั้ง 5 ได้จากที่ไหน ศรัทธาหาได้ในโสตาปัตติยังคะ 4 วิริยะหาได้ในสัมมัปปธาน 4 สติหาได้ในสติปัฏฐาน 4 สมาธิหาได้ในฌาน 4 ปัญญาหาได้ในอริยสัจ 4 ทำไมจึงกล่าวว่าหาปัญญาได้ที่อริยสัจ 4 เพราะอริยสัจ 4 เป็นตัวรวมธรรมะทั้งหมด ปัญญาจะเป็นตัวพาเราไปสู่ดินแดนที่ไม่เคยไป ข้อที่ 16 เปรียบปัญญาเป็นอันดับสูงสุดของหลังคา ทุกสิ่งต้องอยู่ใต้หลังคานั้น ปัญญาเป็นยอด สมาธิเป็นตัวดัน มีพื้นฐาน คือ ศรัทธา ส่งต่อกันมาด้วยความเพียรด้วยสติ มาตามลำดับแล้วพัฒนาไปด้วยกัน พละ 5 จะทำให้ทรงอยู่ในมรรคได้ อินทรีย์ 5 เป็นตัวที่จะทำให้บรรลุได้เร็วหรือช้า ความหมายเดียวกัน ต่างกันที่บริบทการใช้ ข้อที่ 17 18 19 20 รายละเอียดเหมือนกันต่างกันที่หัวข้อ คุณธรรม 5 อย่างคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ 5 อย่างนี้เป็นไปเพื่อเกื้อกูล หรือไม่เกื้อกูล ทั้งตนเอง และผู้อื่นหรือไม่ และควรพัฒนาไปอย่างไร
(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต : พลวรรค ข้อที่ 11 - 20)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
พละ หมายถึง กำลังในการบรรลุธรรม กำลังในความก้าวหน้าในคำสอนนี้ เสขะ คือ ผู้ที่ยังต้องศึกษาอยู่ทำความเพียรอยู่ เปรียบเหมือนเด็กที่ต้องค่อยพัฒนาไป เสขพละมี 5 ประการดังนี้ ศรัทธา: คือ ความมั่นใจในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราอดทนมีกำลังใจปฏิบัติต่อไปได้ หิริ: คือ ความละอายต่อบาป เกิดจากข้างในตนเอง โอตัปปะ: คือ ความเกรงกลัวต่อบาป เป็นการปรารภคนอื่นให้สะดุ้งกลัว วิริยะ: คือ ความเพียร ความกล้าในการเอาอกุศลธรรมออกไป นำกุศลธรรมเข้ามา มีความบากบั่น มีกำลังใจในการที่จะทำ ปัญญา: ปัญญาไม่ได้หมายถึงความจำ แต่เป็นปัญญาในการชำแรกกิเลสให้สิ้นไป บุคคลใดก็ตามที่ไม่มีคุณธรรมทั้ง 5 นี้จะมีความเดือดร้อนรุ่มร้อน เพราะเป็นการเปิดทางให้อกุศลธรรมเข้ามาจนนำพาไปนรกได้ ส่วนบุคคลใดที่มีแล้วแต่ยังไม่ได้สติสมาธิแต่ยังมีความอดทนอยู่ในธรรมวินัยนี้ได้แม้น้ำตานองหน้าอยู่ นั่นคือ ดีแล้ว ตรงนี้จึงเป็นข้อสังเกตุที่ว่าในหมวดนี้สติสมาธิหายไปไหน ในข้อที่ 7 พระพุทธเจ้าเปรียบเสขพละดุจพี่เลี้ยงเด็ก ที่จะคอยประคบประหงมจนถึงวัยที่รู้ความปลอดภัย ในข้อที่ 8, 9 และ 10 เปรียบเทียบส่วนต่างระหว่างความไม่มีกับมีคุณธรรม 5 ข้อนี้ ข้อที่ 8 พูดถึงความเคลื่อนหรือไม่เคลื่อนในพระสัทธรรม ข้อที่ 9 เพิ่มความเคารพยำเกรงจะหมดไปหรือคงอยู่ ข้อที่ 10 เพิ่มความไม่เจริญงอกงามไม่ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้
(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ - ๑ สุตตันตปิฎกที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก ฉักกนิบาต :เสขพลวรรค ข้อที่ ๑ - ๑๐)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
การเจริญธรรมทั้ง 4 จากโพธิปักขิยธรรม 37 ด้วย 3 นัยยะ คือ สติปัฏฐาน4: การรู้กายในกาย รู้เวทนาในเวทนา รู้จิตในจิต และรู้ธรรมในธรรม สัมมัปปธาน4: เป็นการป้องกันการละในฝั่งอกุศล การเจริญการประคองในฝ่ายกุศล อิทธิบาท4: การเจริญฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาที่ต้องบวกไปกับธรรมเครื่องปรุงแต่งที่เชื่อมไว้ด้วยสมาธิ ทำให้เป็นหนึ่งจึงจะเจริญได้ เมื่อเจริญธรรมทั้ง 4 ใน 3 นัยยะที่เป็นไปเพื่อรู้ยิ่งซึ่งราคะ โทสะ โมหะ จะก่อให้เกิดอานิสงส์ในแต่ละอย่าง 10 ข้อ การเข้าใจลักษณะการทำงานการเกิดขึ้นของราคะ โทสะ โมหะ ด้วยการเจริญธรรมทั้ง 4 ใน 3 นัยยะนี้แล้ว จะทำให้เราเข้าใจจิตใจของเรามากขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาได้ จบเล่มที่ 21
(จตุกกนิบาต: ราคเปยยาล ข้อที่ 274 - 383)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
เรื่องแรกเป็นเรื่องของหญิงค่อมชื่อว่าขุชชุตตราผู้มีความเป็นเลิศด้านการแสดงธรรม นางเป็นสาวใช้ของพระนางสามาวดี มีนิสัยทุจริตยักยอกเบี้ยที่จะใช้ซื้อดอกไม้อยู่เป็นประจำ แต่เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบรรลุเป็นโสดาบันจึงไม่อาจทำกรรมเช่นเคยได้ นางสารภาพต่อพระนางสามาวดี พระนางสามาวดีมีเมตตาไม่เอาผิด แต่กลับยกย่องให้เป็นอาจารย์แสดงธรรมที่ได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้า นางมีความสามารถแสดงธรรมได้ครบถ้วนไล่มาตามลำดับ เป็นธรรมกถึก และเป็นพหูสูต
พระนางสามาวดีเป็นหนึ่งในพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นผู้อยู่ด้วยความเมตตา แม้ถูกโกงมานานปีก็ให้อภัย แม้ถูกใส่ร้ายโดยนางมาคัณฑิยาที่แค้นเคือง เพราะว่าพระนางมีจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระนางก็ยังมีความเมตตาให้ จนลูกศรที่จะพุ่งมาทำร้ายไม่สามารถทำอะไรได้ แม้ถูกเผาทั้งเป็นก็ยังตั้งจิตแผ่เมตตาไม่คิดร้ายตอบ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงได้ชื่อว่า มีเมตตาเป็นวิหารธรรม
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ยังคงอยู่ในกัมมปถวรรคในส่วนของกรรมทางใจ ที่ยังคงใช้หลักการเดียวกัน คือ แบ่งเป็นฝ่ายกุศลที่จะถูกอัญเชิญไปประดิษฐานบนสวรรค์ และฝ่ายอกุศลที่จะถูกนำไปจองจำในนรก โดยมีสามหัวข้อ คือ การเพ่งเล็ง (อภิชฌา) พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ โดยในแต่ละข้อยังแยกออกไปอีก 4 ข้อ คือ ทำเอง ชักชวน พอใจ สรรเสริญ ความละเอียดของวิบากกรรมก็จะขึ้นอยู่กับว่าทำได้ครบทั้งสี่ข้อนี้ด้วยหรือไม่ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การกระทำนั้นเป็นของเรา เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ไม่ว่าจะมีผู้ใดสั่ง หรือมาดลใจให้กระทำก็ตาม และการกระทำที่ต่างกันก็ให้ผลไปที่ต่างกัน เหมือนดั่งกลุ่มชาวบ้านที่ถูกดลใจโดยทูสีมาร กรรมทางใจอย่างไรกรรมทางกายวาจาก็อย่างนั้นได้เหมือนกัน ในส่วนของทิฏฐิแบ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิยังแบ่งออกเป็นส่วนที่ยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก และส่วนที่พ้นจากโลก ทั้งหมดนี้สามารถสังเกตุดูได้จากกุศลหรืออกุศลที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในใจของเรา
(จตุกกนิบาต: กัมมปถวรรค ข้อที่ 271 - 273)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
“กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบท” เป็นหัวข้อเดียวกันทั้งหมด เปรียบเทียบส่วนเหมือนและส่วนต่าง โดยแต่ละข้อจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ต่างกัน คือดีกับไม่ดี เปรียบเทียบส่วนต่างไม่ดีคือเหมือนนำตัวไปฝังไว้ในนรก ดีคือได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานในสวรรค์ เปรียบเทียบในข้อเดียวกันเป็นคู่ ๆ ส่วนที่ไม่เหมือนคือไส้ใน ใน 3 ข้อแรกเกี่ยวกับกายกรรมสุจริตทุจริต 4 ข้อถัดมาคือเรื่องของวจีกรรมสุจริตทุจริต และ 3 ข้อสุดท้ายคือส่วนของมโนกรรมสุจริตทุจริต ในแต่ละข้อยังแยกออกเป็น 4 แบบ คือ ทำเอง ชักชวน พอใจ กล่าวสรรเสริญในการกระทำนั้น ๆ ใน 4 ข้อนี้ การทำได้ยังบ่งบอกถึงความละเอียดในการปฏิบัติได้ด้วย
(กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบท ข้อที่ 264-270)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปฐมและทุติยอาชานียสูตร เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเป็นคน คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก 1) วรรณะ คือ ศีล 2) กำลัง คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา 3) เชาว์ คือ ฝีเท้า ในข้อ 259 ดูจากการรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ การเป็นโสดาบัน ในข้อ 260 ดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ อรหัตผล จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง 4) ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่ นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปมัยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน
พลสูตร: พละ คือ กำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ 4 นี้จึงจะมีกำลังใจ คือ วิริยะพละ=ความเพียร4 สติพละ=สติปัฏฐาน4 สมาธิพละ=ฌานทั้ง4 ปัญญาพละ=ชำแรกกิเลส พละ4 ต่างจากพละ5 คือ ไม่มีข้อศรัทธา
อรัญญสูตร: ว่าด้วยผู้ที่ควรอยู่หรือไม่อยู่ป่า ถ้ามีสี่ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน ขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มีสี่ข้อนี้ก็สามารถอยู่ได้ สี่ข้อนี้ คือ ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เป็นคนเซอะ
กัมมสูตร: เปรียบเทียบอสัตบุรุษ และสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ
(จตุกกนิบาต: อภิญญาวรรค ข้อที่ 259 - 263)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
"กาลามะทั้งหลาย เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองเท่านั้นว่า “ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ที่บุคคลถือปฏิบัติบริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุข” เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึง (ธรรมเหล่านั้น) อยู่"
มาใน 3 พระสูตรมีความน่าสนใจ ดังนี้ ในสรภสูตรจะได้ทราบถึงฐานะสามอย่างที่จะเกิดขึ้นในบุคคลสามจำพวกเมื่อถูกพระพุทธเจ้าไตร่สวน ในเกสปุตติสูตร หรือที่มักเรียกกันว่ากาลามสูตร เป็นพระสูตรที่น่าสนใจมาก เป็นกระบวนการที่จะกำจัดความลังเลสงสัยไม่เข้าใจออกไป ทำไมจึงไม่ควรด่วนสรุปตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องต่าง ๆ เพียงเพราะเหตุผลจากใน 10 ข้อ แต่ควรพิจารณาด้วยเงื่อนไข 4 ข้อ โดยดูจาก 3 ข้อ คือ โลภะ โทสะ และโมหะ ว่าลดลงหรือเพิ่มขึ้น และพรหมวิหาร 4 ที่เมื่อทำแล้วจะมีความเบาใจสี่ประการ ส่วนในสาฬหสูตรเนื้อหาคล้ายกับเกสปุตติสูตรเพียงเปลี่ยนบุคคล และจบลงที่นิพพาน
(ติกนิบาต | ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคข้อที่ 65-67)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
ปริเยสนาสูตร ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้ สังคหวัตถุสูตร: เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก มาลุงกยปุตตสูตร: พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์ กุลสูตร: ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่
(อภิญญาวรรค ข้อที่ 255 - 258)
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
From the publisher's feed
Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

3 Listeners

2 Listeners

5 Listeners

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners