6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก

6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก

By ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya BhavanaReligion & SpiritualityBuddhism
Download on the App Store

6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก episodes

  • ธรรมเพียงชั่วลัดมือเดียว: มรรค 8 [6444-6t]

    "อปรอัจฉราสังฆาต" คือ ระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ แค่ชั่วดีดนิ้ว ธรรมที่แม้ทำเพียงระยะสั้น ๆ แต่ให้ผลมาก มรรค 8 ในโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นหนึ่งในนั้น ในตอนนี้ได้อธิบายให้เข้าใจว่าทำไมสัมมาทิฏฐิจึงเป็นองค์นำหน้ามรรคข้ออื่น และในข้ออื่น ๆ นั้นสัมมาทิฏฐิมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่อย่างไร สัมมาทิฏฐิแยกเป็นส่วนที่ยังเกี่ยวด้วยโลกเป็นความเชื่อ และส่วนของโลกกุตระเป็นความรู้ในอริยสัจ 4 ตามรอบ 3 อาการ 12 ควรทำความเข้าใจว่าสัมมา คือ เมื่อทำแล้วกิเลสลด ส่วนมิจฉาทำแล้วกิเลสเพิ่ม ในแต่ละข้อมรรคใช้เกณฑ์นี้ มรรค 8 ทำข้อใดข้อหนึ่งข้ออื่น ๆ ก็จะตามมา เพราะมรรค 8 เป็นทางเดียวที่ประกอบด้วยองค์อันประเสริฐ 8 อย่าง ทำแม้น้อยแต่ให้ผลมาก

    (ผลแห่งจิตชั่วลัดมือเดียว: มรรค 8 ข้อที่ 419 - 426)

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    59 min
  • ธรรมที่มีอุปการะ และธรรมควรรู้ยิ่ง [6443-6t]

    พหุการสูตร ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือ การคบสัตบุรุษ:การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดี การฟังธรรมเป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญา การโยนิโสมนสิการ คือ การคิดใคร่ครวญปรับปรุง และธัมมานุธัมมปฏิปัตติเป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวน loop จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอน ในปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร: ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป จบอาปัตติภยวรรค

    เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง: อภิญญาสูตร ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือ 1. ธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือ ทุกข์คือ ขันธ์ 5 มีความเป็นอนัตตา 2. ธรรมที่ควรละ คือ สมุทัย ในที่นี้ คือ อวิชชา และภวตัณหา ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกาม 3. ธรรมที่ควรทำให้เจริญ คือ มรรค ในที่นี้ คือ สมถะ และวิปัสสนา สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิ 4. ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือ นิโรธ ในที่นี้ คือ วิชชาและวิมุตติ วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้งสี่อย่างนี้พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมา

    (จตุกกนิบาต: อาปัตติภยวรรค ข้อที่ 249 - 253 และอภิญญาวรรค ข้อที่ 254)

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    35 min
  • อานิสงส์แห่งพรหมจรรย์ (6442-6t)

    "เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ มีสิกขาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น มีสติเป็นอธิปไตย"

    สิกขานิสังสสูตรกล่าวถึงเมื่อประพฤติพรหมจรรย์แล้ว จะมีผล 4 อย่างนี้เกิดขึ้น คือ 1. มีสิกขาเป็นอานิสงส์ แบ่งออกเป็นอภิสมาจาริกสิกขาและอาทิพรหมจริยกสิกขา เป็นการได้ฝึกทั้งส่วนที่เป็นมารยาททั่วไป และส่วนที่เป็นกุศลธรรมจริง ๆ 2. มีปัญญาเป็นยอด ธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงเป็นไปเพื่อการสิ้นทุกข์ไปโดยรอบ เพื่อกำจัดกิเลส 3. มีวิมุตติเป็นแก่น เป็นภาวะพ้นจากกัน ไม่ยึดถือในสิ่งนั้นอีก อาจจะชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ เป็นการตัดได้ด้วยปัญญา 4. มีสติเป็นอธิปไตย สติเป็นใหญ่ตามสายงาน เป็นการรวม 3 ข้อข้างต้นมาในข้อนี้ เสยยาสูตรว่าด้วยการนอน 4 แบบ นอนแบบคนตาย คือ การนอนหงาย นอนแบบผู้บริโภคกาม คือ นอนตะแคงซ้าย เพราะคนคู่ต้องขยับเข้าหากัน นอนแบบราชสีห์ คือ นอนตะแคงขวาหรือด้านที่ถนัดเพื่อพร้อมที่จะลุก เป็นการประกอบตนอยู่ในเครื่องตื่น และการนอนอย่างตถาคต คือ การนอนในสมาธิ เข้าฌาน 1 - 4 ถูปารหสูตรกล่าวถึงบุคคลที่ควรสร้างสถูปให้ คือ พระพุทธเจ้า ปัจเจกพระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าที่เป็นอรหันต์ และพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งบุคคลเมื่อทำความเคารพหรือระลึกถึง สถูปนี้จะเป็นเหตุให้ไปสวรรค์ได้

    (จตุกกนิบาต: อาปัตติภยวรรค ข้อที่ 245 - 247)

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    52 min
  • อานิสงส์แห่งพรหมจรรย์ (64-42)
    "เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ มีสิกขาเป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น มีสติเป็นอธิปไตย" สิกขานิสังสสูตรกล่าวถึงเมื่อประพฤติพรหมจรรย์แล้ว จะมีผล 4 อย่างนี้เกิดขึ้น คือ 1. มีสิกขาเป็นอานิสงส์ แบ่งออกเป็นอภิสมาจาริกสิกขาและอาทิพรหมจริยกสิกขา เป็นการได้ฝึกทั้งส่วนที่เป็นมารยาททั่วไป และส่วนที่เป็นกุศลธรรมจริง ๆ 2. มีปัญญาเป็นยอด ธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงเป็นไปเพื่อการสิ้นทุกข์ไปโดยรอบ เพื่อกำจัดกิเลส 3. มีวิมุตติเป็นแก่น เป็นภาวะพ้นจากกัน ไม่ยึดถือในสิ่งนั้นอีก อาจจะชั่วคราวหรือถาวรก็ได้ เป็นการตัดได้ด้วยปัญญา 4. มีสติเป็นอธิปไตย สติเป็นใหญ่ตามสายงาน เป็นการรวม 3 ข้อข้างต้นมาในข้อนี้ เสยยาสูตรว่าด้วยการนอน 4 แบบ นอนแบบคนตาย คือ การนอนหงาย นอนแบบผู้บริโภคกาม คือ นอนตะแคงซ้าย เพราะคนคู่ต้องขยับเข้าหากัน นอนแบบราชสีห์ คือ นอนตะแคงขวาหรือด้านที่ถนัดเพื่อพร้อมที่จะลุก เป็นการประกอบตนอยู่ในเครื่องตื่น และการนอนอย่างตถาคต คือ การนอนในสมาธิ เข้าฌาน 1 - 4 ถูปารหสูตรกล่าวถึงบุคคลที่ควรสร้างสถูปให้ คือ พระพุทธเจ้า ปัจเจกพระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าที่เป็นอรหันต์ และพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งบุคคลเมื่อทำความเคารพหรือระลึกถึง สถูปนี้จะเป็นเหตุให้ไปสวรรค์ได้ (จตุกกนิบาต: อาปัตติภยวรรค ข้อที่ 245 - 247)
    52 min
  • ธรรมเพียงชั่วลัดมือเดียว: โพชฌงค์ 7 (6441-6t)

    มาในหัวข้อโพชฌงค์ 7 องค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม ทำข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ข้อที่เหลือจะตามมา และในแต่ละข้อก็แค่ชั่วลัดมือเดียว เริ่มจากสติสัมโพชฌงค์ซึ่งก็คือ สติปัฏฐาน 4 พอมีสติระลึกไปตามอนุสติ จิตไม่แล่นไปตามสิ่งที่ชอบใจไม่ชอบใจ เห็นตามความเป็นจริง มีการใคร่ครวญด้วยปัญญา คือ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ จิตจะมีความพ้นไม่ขึ้นลงไปตามสิ่งนั้น ๆ ทำให้อกุศลลดกุศลเพิ่ม ก่อให้เกิดการทำจริงแน่วแน่จริง คือ วิริยสัมโพชฌงค์ จากการที่อกุศลลดลงกุศลเพิ่มขึ้น จะเกิดความสบายใจ อิ่มเอิบใจ เรียกว่า ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นปิติชนิดนิรามิส พอความวุ่นวายจากสิ่งต่าง ๆ ลดลงจะมีความสงบระงับมากขึ้นทั้งทางกาย และทางจิต คือ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ จิตที่ระงับลง คือ การรวมลง ๆๆ ทำให้จิตมีกำลังก่อให้เกิดสมาธิสัมโพชฌงค์ เมื่อจิตเป็นหนึ่งตั้งมั่นจะก่อให้เกิดอุเบกขาสัมโพชฌงค์ สามารถวางเฉยจากสิ่งที่มากระทบได้ วางเฉยแต่ไม่ใช่ไม่รับรู้ ที่น่าสนใจ คือ เราจะวางเฉยได้ตั้งแต่มีสติหรือไม่ คำตอบ คือ ได้ เพราะธรรมะเป็นก้อนเดียวกันมาด้วยกัน นอกจากนี้ยังแบ่งโพชฌงค์ออกได้เป็น 3 กลุ่ม สำหรับบุคคลที่มีความต่างกัน โดยมีสติเป็นตัวคอยควบคุม คือ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์ไม่เหมาะกับคนที่ฟุ้งซ่าน เปรียบดั่งกองไฟที่ใหญ่อยู่แล้วไม่ควรเติมเชื้อเพิ่ม ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ไม่เหมาะกับคนที่เฉื่อย ๆ เหมือนไฟจะมอดอยู่แล้วไม่ควรเติมขี้เถ้าลงไป

     โพชฌงค์ 7 เป็นธรรมะที่ละเอียดมีประโยชน์มากแม้ทำเพียงชั่วลัดมือเดียว

    [ผลแห่งจิตชั่วลัดมือเดียว: โพชฌงค์ 7 ข้อที่ 412 - 418]

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    53 min
  • ภัยจากอาบัติ (6440-6t)

    "คนที่เห็นภัยจากการต้องอาบัติ 4 อย่างนี้ จะพยายามที่จะไม่ผิด พยายามที่จะทำให้ถูกกลับคืนได้"

    โพชฌังคสูตร: ในส่วนของกรรมไม่ดำไม่ขาว ในข้อนี้ คือ โพชฌงค์ 7 สาวัชชสูตร และอัพยาปัชฌสูตร พูดถึงกรรม และทิฏฐิที่มีโทษ/ที่ไม่เบียดเบียน โดยอิงจากกายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 และทิฏฐิ ทิฏฐิในที่นี้ คือ ความเชื่อสุดโต่ง 10 ประการ ที่มีกันอยู่ในขณะนั้น สมณสูตร: ตอบเรื่องสมณะ 4 ที่ไม่อาจหาได้ในคำสอนอื่น มีแต่ในคำสอนนี้ เพราะมีเหตุ คือ มรรค และผล คือ สมณะ 4 สัปปุริสานิสังสสูตร: คบคนไม่ดีขาดทุน คบคนดีกำไร โดยดูจาก อริยศีล:ศีล 5 หรือมากกว่า อริยสมาธิ:ฌาน 4 อริยปัญญา:เห็นเกิดดับ และอริยวิมุตติ:การพ้น ใช้ตรวจสอบตนเองว่าพัฒนาขึ้นหรือไม่ จบกัมมวรรค

    เริ่มอาปัตติภยวรรค: สังฆเภททสูตร: เกี่ยวกับการลงกันไม่ได้ การไม่ยอมกัน เพราะมีผลประโยชน์ 4 ข้อนี้แฝงอยู่ คือ เป็นคนทุศีล มีมิจฉาทิฏฐิ มีมิจฉาอาชีวะ และเกรงว่าลาภสักการะจะหายไป ควรเห็นประโยชน์ที่จะได้จากมรรคแปดเป็นหลัก จึงจะสามัคคีกันได้ แล้วจะชนะกันได้ด้วยธรรมะ อปัตติภยสูตร: อาบัติไม่ใช่อาชญาไม่ใช่ศาสตรา แต่เป็นลักษณะบอกขอบเขตเอาไว้ว่า ถ้าเกินตรงนี้กุศลธรรมจะลดลงตามระดับอาบัติที่แตกต่างกัน ให้เห็นภัยไม่ทำ แต่ถ้าทำแล้วให้พยายามที่จะกลับมาทำให้ถูกกลับคืนได้ ปาราชิกเทียบกับโทษประหารแห่ประจาน สังฆาทิเสสเปรียบเหมือนติดคุกพระ ปาจิตตีย์ และปาฏิเทสนียะก็ไล่ลำดับอาบัติที่น้อยลงมา แม้แต่ปาราชิกหมดความเป็นพระก็ยังเปิดโอกาสให้กลับมาทำให้ถูกโดยเป็นเณรได้ 

    (จตุกกนิบาต: กัมมวรรค ข้อที่ 238 - 242 และอาปัตติภยวรรค ข้อที่ 243 - 244)

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    59 min
  • กรรมดำกรรมขาว (6439-6t)

    "เข้าใจเหตุ และผล จะดับทั้งกรรมดำ และขาวได้"

    ในทุจจริตวรรคจะมีการแบ่งเนื้อหาด้านในแต่ละข้อคล้ายกับในโสภณวรรคที่ผ่านมา ทุจจริตวรรคแบ่งตามทุจริต สุจริต และคนพาลหรือบัณฑิต มีต่างออกไปตรงกวิสูตรที่แบ่งตามการเกิดขึ้นของคำกลอน คือ ตามความคิด ตามการฟัง ตามความหมาย และตามปฏิภาณ จบทุจจริตวรรค

    เริ่มกัมมวรรคหมวดว่าด้วยกรรม เป็นเรื่องของกรรม และวิบาก 4 ประเภท 1. กรรมดำวิบากดำ ปรุงแต่งไปทางเบียดเบียน จิตจึงน้อมไปในโลกที่มีแต่การเบียดเบียน ผลหรือวิบากจึงไปทางนั้น คือโลกของสัตว์นรก 2. กรรมขาววิบากขาว จิตปรุงแต่งมาในทางไม่เบียดเบียน ได้ผลเป็นวิบากขาวสู่โลกที่ไม่มีการเบียดเบียน เช่น เทพบางชนิด 3. มีทั้งกรรมดำกรรมขาว และวิบากทั้งดำและขาว ปรุงแต่งไปได้ทั้งสองฝ่าย คือ ส่วนของโลกมนุษย์ 4. กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว วิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม คือ เดินมาตามทางมรรคแปด การเข้าใจเหตุและผลซึ่งก็คือ มีความรู้ในอริยสัจสี่จะนำไปถึงความดับของกรรมดำกรรมขาว ที่ควรทำความเข้าใจ คือ ทำไมไม่จัดกรรมขาวว่าเป็นมรรค เพราะการทำความดีทั้งหมดไม่ใช่ว่าจะพ้นทุกข์ได้ กรรมดีทั้งหมดเป็นกรรมขาว แต่คุณก็ยังวนเวียนอยู่ในกรรมขาววิบากขาวนั่นแหละ แต่ว่าการที่เราจะพ้นจากทั้งดำและขาวได้ คุณก็ต้องมาตามทางขาว นี้เป็นสำคัญ ทำไปเรื่อย ๆจะมีปัญญาเห็นได้ 

    (จตุกกนิบาต: ทุจจริตวรรค ข้อที่ 221 - 231 และกัมมวรรค ข้อที่ 232 - 237)

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    50 min
  • คนดี คนชั่ว (6438-6t)

    "ดีอยู่ แล้วกลับมาเป็นไม่ดี ก็ได้ ไม่ดีอยู่ แล้วกลับมาดี ก็เป็นไปได้เหมือนกัน อยู่ที่เหตุปัจจัยเงื่อนไขที่เราสร้างขึ้น"

    ในอัฏฐังคิกสูตรและทสมัคคสูตรยังคงอยู่ในหัวข้อสัตบุรุษ และยิ่งกว่ากับอสัตบุรุษ และยิ่งกว่า อัฏฐังคิกสูตร ก็คือ มรรค 8 ส่วนทสมัคคสูตร คือ มรรค 8 สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ เรียกว่าสัมมัตตะ10 ปฐปาปธัมมสูตร และทุติยปาปธัมมสูตร เปลี่ยนจากสัตบุรุษอสัตบุรุษมาเป็นคนดีคนชั่ว ไส้ในเหมือนสองข้อข้างต้น ตติยปาปธัมมสูตร และจตุตถปาปธัมมสูตร เป็นเรื่องของผู้มีธรรมะอันชั่ว และธรรมะอันดี จบสัปปุริสวรรค

    เริ่มโสภณวรรค หมวดว่าด้วยผู้ทำบริษัทให้งาม ปริสาสูตร : บริษัทจะงามหรือถูกประทุษร้ายก็มาจากพุทธบริษัท ประทุษร้าย คือ การทำศรัทธาให้ตกไป ควรมีกัลยาณธรรม ต่อจากนี้ไป เป็นพระสูตรแบ่งบุคคลที่จะเป็นผู้ที่ถูกนำไปฝังในนรกหรือผู้ที่ถูกนำไปประดิษฐานบนสวรรค์ โดยแบ่งตามเนื้อหาด้านในที่ต่างกัน ทิฏฐิสูตรแบ่งตามกาย วาจา ใจ และทิฏฐิ ในอกตัญญุตาสูตรยังคงพิจารณาตามกาย วาจา ใจแต่เปลี่ยนทิฏฐิเป็นกตัญญู หรืออกตัญญูแทน ในปาณาติปาตีสูตรเอาศีล 4 มาจับ ปฐมมัคคสูตร และทุติยมัคคสูตรเอามรรค 8 มาแบ่งเป็นสองส่วน ปฐมโวหารปถสูตร และทุติยโวหารปถสูตร คือ การรับรู้ผ่านตาหูจมูกลิ้นกายใจแล้วบอกไปตามจริงหรือกล่าวเท็จ อหิริกสูตรเอาศีล ศรัทธา หิริ โอตัปปะ มาจับ และในทุสสีลสูตรเปลี่ยนจากหิริโอตัปปะเป็นเกียจคร้าน และปัญญาทราม จบโสภณวรรค

    (จตุกกนิบาต : สัปปุริสวรรค ข้อที่ 205 - 210 และโสภณวรรค ข้อที่ 211 - 220)

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    55 min
  • ตัณหาวิจริต (6437-6t)

    "คำว่าตัณหาวิจริต คือ ทางไปแห่งจิต จิตที่มีตัณหาไปได้แบบนี้"

    อัตตันตปสูตร เอาความเดือดร้อนต่อตนเอง และผู้อื่นมาเป็นเกณฑ์ คือ ทำตนเองให้เดือดร้อน คือ การทำความเพียรที่ไม่ก่อประโยชน์เป็นทุกรกิริยา ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน คือ ผู้ที่ทำชีวตอื่นให้ล่วงไป ทำตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน คือ การบูชายัญทำลายชีวิตอื่น ผู้ที่ทำให้ก็ลำบาก ตนเองก็มีมิจฉาทิฏฐิ ไม่ทำทั้งตนเองและผู้อื่นให้เดือดร้อน คือ การประพฤติพรหมจรรย์ตลอดสาย เดินมาตามมรรค 8 เราทุกคนเคยทำตนเองและผู้อื่นเดือดร้อนให้ค่อย ๆ ปรับไป เดินตามทางสายกลาง จะประกอบตนถึงนิพพานได้

    ตัณหาสูตร จิตใจของสัตว์โลกพันกันยุ่งเหยิงด้วยตัณหาวิจริต จิตจะเป็นไปตามอำนาจของตัณหา 18 อย่างนี้ ตามขันธ์ 5 ภายนอก ภายใน อดีต อนาคต ปัจจุบัน นับรวมได้ 108 แบ่งเป็น 5 กลุ่มดังนี้ 1. มีตัณหาเข้าใจว่าเราเป็น เราเป็นอย่างนี้ เราเป็นโดยประการอื่น 2. เข้าใจว่าเราเป็นผู้เที่ยง เราเป็นผู้ไม่เที่ยง 3. เราพึงเป็น พึงเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้น เป็นโดยประการอื่น 4. เราพึงเป็นบ้าง พึงเป็นอย่างนี้บ้าง เป็นอย่างนั้นบ้าง เป็นโดยประการอื่นบ้าง 5. เราจักเป็น จักเป็นอย่างนี้ จักเป็นอย่างนั้น จักเป็นโดยประการอื่น ตัดใยตัณหาได้ด้วยการเดินมาตามมรรค 8 คลี่ออกมาเป็นคู่ตามปฏิจจสมุปบาท

    เปมสูตร เราจะรักหรือชังใคร เราอาศัยได้ทั้งความรัก และความชังให้เกิดความรักความชังขึ้นมา จะไม่มีทั้ง 4 อย่างนี้ได้ ก็คือ เข้าฌาณ 1-4 ละอาสวะ ทำจิตให้หลุดพ้น ก็จะละได้ เมื่อทำได้แล้วจะมีคุณสมบัติดังนี้ เป็นผู้ไม่ยึดถือ ไม่โต้ตอบ ไม่บังหวนควัน ไม่ลุกโพลง ไม่ถูกไฟไหม้ เมื่อมีปัญหาไม่ถูกกันควรแก้แบบกินติสูตร จบมหาวรรค

    เริ่มสัปปุริสวรรค: สิกขาปทาสูตร แบ่งบุคคลเป็นสัตบุรุษ และอสัตบุรุษ คนที่ยิ่งกว่าสัตบุรุษ และยิ่งกว่าอสัตบุรุษ คือ คนที่ชักชวนให้ทำความดีหรือความชั่ว ในสิกขาปทสูตรแบ่งตามศีล 5 ในอัสสทสูตรแบ่งตามเสขพละ 7 ในสัตตกัมมสูตรแบ่งตามศีล 7 และในทสกัมมสูตรแบ่งตามกุศล หรืออกุศลกรรมบท 10

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    56 min
  • องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ

    "อาสวะใหม่ไม่เกิด ของเก่าก็ติดต่อไปไม่ได้ ก็ดับลง" 

    สาปุคิยาสูตร: ท่านพระอานนท์อธิบายถึงองค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ 4 ประการ เพื่อก้าวล่วงความโศก ความคร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์กายใจ และบรรลุญายธรรม นั่นคือ องค์ความเพียรเพื่อความบริสุทธิ์ของศีล (เริ่มจากศรัทธา) ของจิต (ฌาน 4) ของทิฏฐิ (อริยสัจ) และของวิมุต ใน 3 ข้อแรก คุณต้องใส่ความเพียร ความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ไม่ท้อถอย สติสัมปชัญญะ คือเดินหน้าลูกเดียว แล้วพอถึงข้อวิมุติ คือ การนำความเพียรทั้งหมดในสามข้อแรกมารวมกัน ทำให้มากแล้วจิตจะเปลื้องจากธรรมที่ยังข้องอยู่ได้ ซึ่งก็คือ เดินมาตามศีล สมาธิ ปัญญา หรือวิสุทธิ 7 นั่นเอง 

    วัปปสูตร: สาวกนิครนถ์มีความเชื่อว่า ถ้าบาปยังไม่หมดไปจะพ้นทุกข์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าทรงปรับทิฏฐิว่า การสำรวมกาย วาจา ใจ จะไม่ก่อให้เกิดอาสวะใหม่ ของเก่าที่มีก็จะไปต่อไม่ได้ และการสำรอกอวิชชาออกไป อาสวะใหม่ที่จะก่อให้เกิดทุกข์ก็ไม่มี ดับไป กิเลสสิ้นไป เหมือนตาลยอดด้วนเหมือนต้นไม้ที่ถูกขุดกระทั่งราก เผาเป็นจุล เงาจะไม่ปรากฎ  

    สาฬหสูตร: นิครนถ์เชื่อว่า คนจะพ้นทุกข์ได้ก็ด้วยศีลหมดจด และด้วยการทำทุกรกิริยา แต่พระพุทธเจ้าทรงให้ดูทั้งข้างนอกข้างใน ศีลบริสุทธิ์พร้อมทั้งกายวาจาใจ และสัมมาอาชีวะต้องบริสุทธิ์ เพื่อก่อให้เกิดญาณทัสสนะ 4 เปรียบเหมือนการขุดต้นไม้เพื่อทำเรือ ต้องขุดถากทั้งด้านนอกด้านใน จึงจะพาข้ามฝั่งได้  ดั่งนักรบอาชีพที่ควรยิงได้ไกล (เห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ 5) ยิงได้เร็วแม่น (รู้อริยสัจ 4) และทำลายกายกองใหญ่ได้ (ทำลายอวิชชา) 

    มัลลิกาเทวีสูตร: เหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดให้เกิดมางาม หรือไม่งาม จนหรือมั่งมี นำมาจับคู่กัน พระนางมัลลิกามองเห็นถึงสิ่งที่เคยทำทั้งที่ดีและไม่ดี จนก่อให้เกิดสภาพในภพนี้ ในสิ่งที่ไม่ดีพึงละเว้นต่อไป 

    (จตุกกนิบาต: มหาวรรค ข้อที่ 194 - 197)

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    57 min

About 6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก

From the publisher's feed

ในพระไตรปิฏกมีอะไร ทำความเข้าใจไปทีละข้อ, เปิดไปทีละหน้า, ให้จบไปทีละเล่ม, พบกับพระอาจารย์พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ และ คุณเตือนใจ สินธุวณิก, ล้อมวงกันมาฟัง มั่วสุมกันมาศึกษา จะพบขุมทรัพย์ทางปัญญา ในช่วง…

More shows like 6 ขุดเพชรในพระไตรปิฎก

1 สมการชีวิต by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

1 สมการชีวิต

3 Listeners

5 นิทานพรรณนา by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

5 นิทานพรรณนา

2 Listeners

2 จิตตวิเวก by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

2 จิตตวิเวก

5 Listeners

4 คลังพระสูตร by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

4 คลังพระสูตร

3 Listeners

7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา) by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

7 ตามใจท่าน (ธรรมะสากัจฉา)

2 Listeners

3 ใต้ร่มโพธิบท by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

3 ใต้ร่มโพธิบท

2 Listeners

ฝึกสมาธิ หลวงพ่อ สะอาด ฐิโตภาโส by วัดป่า ดอนหายโศก ฟังธรรมะ donhaisok

ฝึกสมาธิ หลวงพ่อ สะอาด ฐิโตภาโส

1 Listeners

10 Sunday Dhamma Talk by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

10 Sunday Dhamma Talk

0 Listeners

8 PureDhamma by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

8 PureDhamma

0 Listeners

9 ฟังเสียงอ่านนิทานชาดกและธรรมบท by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana

9 ฟังเสียงอ่านนิทานชาดกและธรรมบท

0 Listeners