
Sign up to save your podcasts
Or


By ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
5
11 ratings
The podcast currently has 475 episodes available.
The most played episodes among Podcast App listeners.

Q: คำว่า "เห็นจิตในจิต เห็นเวทนาในเวทนา" คืออะไร ? A: “การเห็นเวทนาในเวทนา” เวทนาคือความรู้สึกไม่ใช่ความคิด มี 3 แบบคือสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา การเห็นเวทนาในเวทนาคือการเห็นเวทนาทั้งหลายแบบมีสติ คือไม่เพลินไปในเวทนา คนที่มีสติจะทุกข์กายอย่างเดียวไม่ทุกข์ใจ ส่วนคนที่เพลินไปในเวทนาจะกำหนดเพลิดเพลินเกลียดชังในทุกขเวทนา ยินดีในสุขขเวทนา จะไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่แจ่มแจ้ง ในอทุกขมสุขเวทนา ทุกข์ทั้งกายและใจ เวทนาทั้ง 3 แบบนี้ ยังมีทั้งแบบมีอามิสและไม่มีอามิส เวทนาภายนอก เวทนาภายใน เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติสัมปชัญญะ รู้ชัดเวทนา เห็นความเกิดขึ้นเห็นความเสื่อมไป เวทนาจะตั้งอยู่ไม่ได้ จะเหลือเพียงสติที่ตั้งอยู่ เป็นสติที่เพียงอาศัยว่ารู้ นี่คือเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย “การเห็นจิตในจิต” ทักษะคือสติเหมือนกัน แต่เห็นในคนละสิ่งกัน ในที่นี้คือจิตมีราคะหรือไม่มีราคะ จิตมีโทสะหรือไม่มีโทสะ จิตมีโมหะหรือไม่มีโมหะ ก็ต้องรู้ชัด คือไม่เพลิน ถ้าเราโกรธแต่เรามีสติ รู้ว่าเราโกรธ แต่อาจจะยังละความโกรธไม่ได้ ส่วนคนที่เพลินไปในความโกรธ จิตจะไม่มีสติ ไม่รู้ชัด ไม่สังเกตจิตตัวเอง มุมมองของคนที่มีสติกับคนที่เพลินจึงต่างกัน เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติรู้ชัด ในการเห็นราคะ โทสะ โมหะ รู้ชัดว่าจิตหดหู่ จิตอื่นที่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตกว้างขวาง รู้ว่าจิตเป็นสมาธิหรือไม่ นอกจากการที่มีราคะ โทสะ โมหะ ฟุ้งซ่านแล้ว ยังมีการหลุดพ้นหรือไม่หลุดพ้น มีจิตภายใน จิตภายนอกด้วย Q: ขอคำอธิบายมิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร A: “มิจฉาสมาธิ” คือ ความตั้งมั่นหรือสมาธิที่เกิดขึ้นจากมิจฉาทิฎฐิ และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการปฏิบัติ เช่น ความเชื่อที่ว่าสมาธิทุกอย่างดีหมดหรือสมาธิต้องไม่คิดอะไร สมาธิต้องนั่งนิ่งเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงสมาธิอาจถูกนำไปใช้ในทางอกุศลได้ เช่น การมีสมาธิแน่วแน่เพื่อวางแผนปล้นหรือเบียดเบียนผู้อื่น อันมีรากฐานมาจากมิจฉาสติและการระลึกที่ไม่ชอบ ทั้งนี้ สติกับสมาธิเป็นคนละอย่างกัน โดยสติสามารถเกิดร่วมกับความฟุ้งซ่านและอกุศลได้ เมื่อเรามีสัมมา มาถูกต้อง คือมีกิเลสลด สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ผู้ปฏิบัติต้องระวังวิปัสสนูปกิเลสที่อาจฉวยโอกาสทำให้เข้าใจผิดว่าตนเองบรรลุธรรมหรือมีญาณพิเศษ การปฏิบัติจึงต้องศึกษาปริยัติควบคู่ไปพร้อมกับการตรวจสอบเทียบเคียงกับครูบาอาจารย์หรือผู้รู้อยู่เสมอ เพื่อป้องกันความหลงทาง Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Q: การยอมรับความจริงเป็นทางออกของหลายปัญหา จริงหรือไม่? A: เมื่อเราเข้าใจทุกข์ตามความเป็นจริง เข้าใจด้วยปัญญาแล้ว เราจะไม่ทุกข์ Q: การสะสมอาสวะใหม่ให้เข้ามาอยู่ในจิตใจจึงจะได้ผล A: อาสวะคือสิ่งสะสม การที่เรามีผัสสะที่เข้ามากระทบแล้วกระตุ้นให้เราแสดงออกมา เช่น ด่าคน พยาบาท คิดร้าย แต่เราไม่ทำแบบเดิม เราไปตามทางใหม่ เดินตามทางมรรค 8 ไม่ด่าว่า ไม่พยาบาท ไม่คิดร้าย อาสวะเก่าที่ถูกกระตุ้นให้ทำแบบเดิมจะหลุดออกทันที และเป็นอาสวะเก่าที่หลุดออก ไม่ใช่อาสวะใหม่ที่พอกพูนเข้ามา Q: การมีปีติสงบ มีสมาธิ หรือการไม่ยินดียินร้าย อันไหนดีกว่ากัน สุขจากภายในคือสุขจากสมาธิใช่หรือไม่? A: สุขในภายในคือสุขจากสมาธิ สมาธิมี 9 ขั้น สมาธิ มี 2 ส่วน คือสมถะและวิปัสสนา แยกต่อไปอีก ได้ 3 ส่วน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แยกต่อไปอีกได้ 8 ส่วน คือมรรค 8 สมถะและวิปัสสนา เรียกอันเดียวกันว่า “สติ” เมื่อมีสติแล้ว ก็จะทำให้เกิดสมาธิ เกิดปัญญาได้ คือทำแล้วจะรวมลง ลงรับกันทั้งหมด ในส่วนของไม่ยินดียินร้าย น่าจะเน้นมาเรื่องอุเบกขา Q: ฝึกที่จะไม่พูดคำที่ไม่จำต้องพูด เป็นอย่างไร? A: สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูด คือ คำโกหก หลอกลวง เพ้อเจ้อ นินทา ไม่มีสาระหาแก่นสารไม่ได้ ส่อเสียด ยุยงให้แตกกัน รวมถึงคำหยาบทั้งหลาย และต้องคิดก่อนพูด ว่าเรื่องที่จะพูดนั้นเป็นประโยชน์ ประกอบด้วยกาล เป็นธรรมเป็นวินัยหรือไม่ แล้วจึงพูด Q: เพราะเหตุใดจึงพูดว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นเรื่องยาก? A: ท่านตรัสไว้ 2 นัยยะ คือ นัยยะแรก ท่านเปรียบเทียบกับเต่าตาบอด อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยน้ำทะเล ทุก 100 ปี จะโผล่หัวขึ้นมาครั้งเดียว แล้วโผล่หัวขึ้นมาพอดีกับรูในแอกไม้ไผ่ที่มีอยู่รูเดียว นั่นเป็นความยากที่จะเป็นไปได้ นัยยะที่สอง การที่สัตว์นรกจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ยากกว่าเต่าตาบอด ตัวที่ท่านได้กล่าวมาแล้ว และสิ่งที่ยากกว่านี้อีกประการหนึ่ง คือ การที่จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น คำสอนของท่านคงอยู่ได้นาน เพราะฉะนั้น หากตอนนี้เราได้ในสิ่งที่ได้มายาก เราเป็นมนุษย์ มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นและคำสอนของท่านยังคงอยู่ นั่นเป็นเรื่องที่ยากที่สุดแล้ว เราสามารถใช้โอกาสที่ได้มายากนี้ ทำตามคำสอนของท่านได้ Q: ทำไมคนเราเกิดมาจึงต่างกัน? A: สิ่งที่จะจำแนกสัตว์ให้ทรามหรือประณีต คือ กรรมและวิบาก|ผลของกรรม ซึ่งจุดนี้เราสามารถแก้ไขได้ หากมีสิ่งมากระตุ้นแล้วเรายังตั้งอยู่ในมรรคได้ แม้เรามามืดเราก็ไปสว่างได้หรือมาสว่างแล้วไปสว่างได้ Q: ขันติกับอุเบกขา ต่างกันอย่างไร? A: ขันติคือความอดทน อดทนต่อทุกขเวทนา ต่อความลำบาก ต่อความร้อนความหนาว ต่อคำด่าคำว่า เป็นลักษณะการกระทำที่เราแสดงออก ส่วนอุเบกขาพูดถึงเวทนา ถ้าเป็น “นาม” หมายถึงเป็นเวทนาที่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่ได้จะสุขหรือทุกข์ ถ้าเป็น “กิริยา” คือ การวางเฉยในสุข ในทุกข์ และในสิ่งที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Q: หากศีล 5 ที่รักษาอยู่เกิดด่างพร้อยไป จะแก้ไขอย่างไร? A: ศีลคือความเป็นปกติ ถ้าเราจะรักษาศีล เราก็ตั้งเจตนาไว้ว่าเราจะรักษาศีล แล้วก็ทำได้เลย หากศีลเราด่างพร้อย ก็ให้ตั้งเจตนาขึ้นมาใหม่ ทำใหม่ได้ แต่เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้สิ่งที่เราทำไปแล้วได้ หากยังรักษาศีล 5 ไม่ได้ ก็ให้เริ่มจากข้อที่เราทำได้ แล้วค่อยขยายไปข้ออื่น เพื่อให้เรามีกำลังใจ ทำไปจนกว่าจะเป็นปกติ Q: เมื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและขออโหสิกรรม ถ้าเจ้ากรรมนายเวรนั้นอโหสิกรรมให้เราแล้ว เรายังจะได้รับผลกรรมนั้นหรือไม่? A: “อโหสิ” ภาษาบาลี แปลว่า ได้ทำไปแล้ว ผ่านไปแล้ว ในทางคำสอน ไม่มีคำว่าเจ้ากรรมนายเวร เราควรเข้าใจให้ถูกว่า ไม่ว่าเราจะทำกรรมดีหรือกรรมชั่ว “กรรมใดที่เราทำไว้ เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น” เราจึงไม่ควรไปผูกเวรกับใคร ไม่ควรไปกังวลใจ เราควรหันมาทำความดี สร้างบุญกุศล และรักษาจิตของเราให้ดี Q: คุณแม่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ จะทำอย่างไรให้ท่านมานับถือศาสนาพุทธของเรา? A: ให้ดูที่ “ศีล” เป็นหลัก หากท่านมีศีล มีการให้ทานอยู่แล้ว นั่นคือดีมาก ส่วนสิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าคือศรัทธาและปัญญา ในระหว่างศาสนา ตรงไหนที่สมานกันได้ร่วมกันได้ ให้เอาตรงนั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Q: ในคำสอนนี้มีบทอธิษฐานขอบุตรหรือไม่? A: มีกรณีนางสุชาดาที่รักษาศีล 8 ตั้งจิตอธิษฐานด้วยความดี ด้วยการรักษาศีล แล้วเธอก็ได้ดังที่เธออธิษฐานไว้ เพราะฉะนั้น หากมีลูกแล้ว จากเราที่เคยทำไม่ดี แล้วหันมาทำความดี ลูกก็เปรียบเหมือนเทวทูตว่า “เรามีความเกิดเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเกิดไปไม่ได้” เราควรจะเร่งทำความดี นั่นคือกุศลธรรมเกิด เพราะฉะนั้น การเกิดที่ประกอบด้วยกุศลธรรม ถือว่าการเกิดนั้นดีงาม Q: ในนิทานธรรมบทมีกล่าวถึงหญิงตั้งครรถ์ที่รักษาศีลแปดหรือไม่ และรักษาศีลมีผลดีอย่างไรในช่วงนี้? A: ศีลเป็นพื้นฐาน เป็นไปเพื่อความสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อนิพพาน ใครที่รักษาศีล ดีหมด และไม่ใช่แค่รักษาตัวเอง ถ้าเรามีลูก ลูกเราก็ได้อานิสงส์ผลบุญด้วย Q: ทำอย่างไรให้มีสติสมาธิ อยู่กับปัจจุบัน เลิกแบกโลกไว้ทั้งใบ? A: การผิดศีล มีอานิสงส์คือความร้อนใจ ความร้อนใจนี้แก้ได้ด้วยการรักษาศีล การปฏิบัติตามมรรค 8 แต่หากเราไม่ได้ผิดศีลแต่เราร้อนใจ ความร้อนใจนั้นเป็นโมหะ เพราะฉะนั้น ให้เราทำตามมรรค 8 สร้างเหตุแห่งการเกิดขึ้นของความดี มีสมาธิ เราจะกำจัดความร้อนใจได้ โดยให้ระลึกถึงความดีของเรา แล้วตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ด้วยความดีนี้ ขอสิ่งนี้ (ในที่นี้คือสมาธิ) จงเกิดแก่ฉัน Q: อยู่คนเดียวรู้สึกเหมือนโดนทิ้ง ควรแก้ไขความรู้สึกนี้อย่างไร? A: ให้พิจารณาว่า “มุมมองไหนที่ให้กิเลสเกิด มุมมองนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ มุมมองไหนที่ทำให้กิเลสลด มุมมองนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ” การที่รู้สึกโดดเดี่ยวอาจเพราะเราไม่มีเป้าหมาย เราต้องมีทิศทางมีเป้าหมายที่จะให้เกิดประโยชน์กับตัวเรา ทิศทางนั้นคือนิพพาน เป้าหมายคือการพ้นทุกข์ เมื่อเรามีเป้าหมายมีทิศทางแล้วเราจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเรารู้ว่ายังมีคนอื่นที่ปฏิบัติเหมือนเราและเดินไปในเส้นทางเดียวกัน Q: อาหารที่ตั้งใจทานเองแต่เปลี่ยนใจเลือกระหว่างถวายพระหรือนำไปฝากมารดา อานิสงส์ต่างกันอย่างไร? A: การให้เป็นการสละออก เราศรัทธาตรงไหนก็ทำตรงนั้น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

Q: อริยทรัพย์ที่ได้จากการฟังธรรม A: เมื่อเราฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา นำไปทำนำไปปฏิบัติ เป็นวิริยะคือความเพียร มีสติ เป็นสมาธิขึ้นมา และเกิดปัญญาตามต่อมา ปัญญาในที่นี้ คือปัญญาที่จะปล่อยวางความยึดถือ Q: เป็นทุกข์เพราะมีหนี้สินรุงรัง จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร? A : ท่านได้สอนไว้ถึงการแบ่งจ่ายทรัพย์ “รายรับต้องท่วมรายจ่าย รายจ่ายต้องน้อยกว่ารายรับ” ให้เป็นผู้ขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงาน รู้จักรักษาทรัพย์ ไม่เล่นการพนัน ไม่เล่นหวย ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข หากเรามีคุณธรรมเหล่านี้ ไม่ได้แค่ปลดหนี้ได้แต่จะทำให้เป็นเศรษฐีได้ด้วย Q: มีความรู้สึกเบื่อโลก เบื่อทุกอย่างในชีวิต จะต้องทำจิตอย่างไรดี? A: “เบื่อเซ็ง” เป็น ลักษณะของโมหะและโทสะ เป็นนิวรณ์เครื่องกางกั้น ทำปัญญาให้ถอยกำลัง จะทำให้เกิดความเร่าร้อน บางทีซึมเศร้า เหตุเกิดจากเรื่องของกรรม ผัสสะ กิเลส ในขณะที่ “เบื่อหน่าย” มาจากคำว่า นิพพิทา คือ ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เป็นลักษณะของปัญญา เหตุเกิดจาก การเห็นไปตามความเป็นจริง เมื่อเห็นบ่อย ๆ จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนด ในสิ่งนั้น ผลคือจะทำให้เกิดความปล่อยวาง เราจะกำจัดความเบื่อเซ็งได้ด้วย “สติสัมปชัญญะ” ท่านให้ตั้งอยู่ในอนุสติ10 เมื่อจิตเราไม่คล้อยเคลื่อนไปในอารมณ์นั้น สิ่งนั้นก็จะอ่อนกำลัง จิตเราก็จะเริ่มระงับลง ๆ เพิ่มสมาธิเข้าไป เห็นความไม่เที่ยงเกิดปัญญา เห็นซ้ำบ่อย ๆ นิพพิทาจะเกิด นี่เป็นกระบวนการที่เราเปลี่ยนจากเบื่อเซ็งเป็นเบื่อหน่าย ด้วยการเพิ่มปัญญา สมาธิและสติ เข้าไป เป็นลำดับขั้นๆ นั่นเอง Q: เกณฑ์ในการพิจารณาเลือกคู่ชีวิต (คู่ครอง) ที่ดี A: เครื่องหมายของคนดี ให้ดูที่การกระทำทางกาย วาจา ใจ ว่าอยู่ในฝั่งกุศล อีกนัยยะหนึ่ง คือ ดูที่ศีล ศรัทธา จาคะและปัญญา คือ ศีลต้องเสมอกับเรา Q: ประเด็นเรื่องการทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด A: ในกรณีที่เราไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร เลยไม่ยอมรับผิด เช่นนี้คือไม่มีปัญญา เพราะโมหะมันมาก อวิชชามาก เพราะฉะนั้น เราจึงต้องมาศึกษาคำสอน ฟังธรรมะ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดปัญญาและเกิดการยอมรับ เช่น เรื่องทุกข์ในอริยสัจ4 ความผิดพลาดในที่นี้ เราใช้ศัพท์คำว่า “ทุกข์” มาแทน เราต้องกำหนดรู้ในทุกข์ ต้องรู้ว่าเรามีปัญหา ยอมรับว่าทุกข์คือปัญหา พอเรารู้ว่าเรามีปัญหาอะไร เรารอบรู้และยอมรับเรื่องทุกข์ เราจะอยู่กับทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ ส่วนอีกกรณีหนึ่ง รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก แต่ไม่ยอมรับ แบบนี้คือไม่มีหิริโอตตัปปะเราก็ต้องแก้ตรงนี้ เราต้องมีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป Q: การใช้แอปแต่งรูปแล้วโพสต์ลงโซเชียล เป็นการมุสาหรือไม่? A: สำคัญที่เจตนา ว่าการที่เราตัดแต่งรูป เรามีเจตนาให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือไม่ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
The podcast currently has 475 episodes available.

57 Listeners

3 Listeners

3 Listeners

5 Listeners

3 Listeners

2 Listeners

2 Listeners

5 Listeners

19 Listeners

1 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners

0 Listeners