ตรงที่จิตมันปรุงแต่งของมันตามธรรมชาติธรรมดา อันนั้นไม่ต้องไปห้ามมัน ไม่ผิด จิตมันจะปรุงสุขก็รู้เอา จิตมันจะปรุงทุกข์ก็รู้เอา จิตมันปรุงไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้เอา จิตมันปรุงกุศลก็รู้ มันปรุงโลภ ปรุงโกรธ ปรุงหลง ปรุงฟุ้งซ่าน ปรุงหดหู่ มันจะปรุงอะไรก็เรื่องของมัน หน้าที่ของเรามีแค่ตามรู้ไป ถ้าเรารู้มันด้วยจิตใจปกติ ฝึกเรื่อยๆ จนใจเราเป็นปกติ เราจะแยกแยะความปรุงแต่งออกได้ง่าย ถ้าจิตเราไม่เคยประภัสสรเลย ไม่เคยเป็นจิตธรรมดาเลย เราเข้าไปปรุงแต่งตลอด เราก็จะไม่รู้จักจิตธรรมดา พอเราไม่รู้จักจิตธรรมดาจะแยกไม่ออกว่า นี้เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาสู่จิต หรือว่าเป็นอะไรกันแน่ ถ้าเรามีจิตที่ธรรมดา เราจะเห็นสิ่งที่แปลกปลอม ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ถ้าเราไปปรุงแต่งจิต จิตเราปนเปื้อนแล้ว มันถูกความปรุงแต่งที่เราจงใจทำเข้าไปปนแล้ว เวลามีความปรุงอื่นผ่านมา เราแยกไม่ออกแล้ว ไม่รู้ว่าอันนี้เป็นจิตปรุงแต่ง หรือว่าเราไปปรุงแต่งจิต 2 อันนี้ไม่เหมือนกัน จิตมันปรุงกิเลสกับกิเลสมันปรุงจิต ถ้าเราสังเกตให้ดีมันจะมี 2 อัน อันหนึ่งเราไม่ได้เจตนาที่จะปรุงแต่ง แล้วความปรุงแต่งมันเกิดขึ้น มันปรุงไปด้วยความเคยชินของจิต หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม 4 มกราคม 2568