
Sign up to save your podcasts
Or


วันอาทิตย์ที่ 7 พ.ค. 2566 ที่ผ่านมา เราได้มีการเลือกตั้งล่วงหน้ากัน และก็มีข่าวเกี่ยวกับปัญหาของการเลือกตั้งล่วงหน้านี้ออกมาเต็มไปหมดนะครับ ซึ่งปัญหาส่วนมากก็คือเรื่อง usability problems ทั้งนั้น ep นี้เลยอยากจะมาเม้าท์มอยเกี่ยวกับเรื่องปัญหาเหล่านี้ในมุมมองด้าน UX และ usability กันครับว่าที่มันเป็นปัญหาเพราะการ design flow มันไม่ตรงกับหลักการ usability ในเรื่องอะไรบ้าง และอยากเชิญชวนให้ทุกคนที่ยังไม่ได้เลือกตั้งล่วงหน้า ไปเลือกตั้งกันในวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค.นี้กันด้วยนะครับ
อย่าลืมจำข้อมูล 3 อย่าง:
Post เกี่ยวกับการสะกดผิดเกี่ยวข้องกับ ux อย่างไร ที่เพจพรักซุส
https://www.facebook.com/pruxusdesign/posts/pfbid02NaG2M8TcBsd6FKwHhmyWd3KFviA95NKm4y3gGsFNnpFBcsGQDoemzRCCRs6mqP1xl
ตรวจสอบรายชื่อผู้สมัครแต่ละเขต:
https://www.sanook.com/news/8819506/
ตรวจสอบเขตเลือกตั้งของคุณ:
https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/
ต่อเนื่องจาก ep.88 Vanity Metrics ep นี้จะมาคุยกันว่า แล้วเราควรจะวัดผลเกี่ยวกับประสบการณ์ของโปรดักส์หรือวัดผล UX ยังไงดี ซึ่งสำหรับการวัดผลโปรดักส์ของเราเพื่อการนำไปพัฒนาต่อนั้น เราควรวัด actionable metrics หรือวัดเป็นช่วงเวลา ไม่ใช่วัดแค่ค่าที่บวกสะสมมาเรื่อย ๆ (cumulative)
แต่ถึงจะเป็น actionable metrics แล้ว แล้วเราจะวัดค่าอะไรดี? สิ่งที่เราควรวัด ควรเป็นสิ่งที่เรียกว่า “Key use” ของโปรดักส์เรา ซึ่งก็จะแตกต่างจากโปรดักส์อื่น ซึ่งเป็นสิ่งหลักที่เราจะพูดถึงใน ep นี้ครับ
Post เกี่ยวกับการเลือกค่าวัดผลที่เพจพรักซุส: https://www.facebook.com/pruxusdesign/posts/pfbid035AVogTF8pEDYuHaDMpWXT92Mt4G2q2VSkeQPzzn45DTCG5v2188z9jrU7vsUS6ryl
https://www.facebook.com/pruxusdesign/posts/pfbid0UAieuezyjSs8qEDPQhCbAhaKYsfRCE4xVDzznafu3sMrK99V2izafZjYsJLhCosCl
Ref. from Kate Rutter : https://www.youtube.com/watch?v=iMt46LMTBzc
เวลาที่ตั้งเป้าวัดผลว่าโปรดักส์เราเป็นยังไง สิ่งหนึ่งที่คนชอบใช้วัดผลกันบ่อยมากก็คือ “Vanity Metrics” หรือค่าที่อวยตัวเราเองครับ เช่น ยอดดาวน์โหลด, จำนวน users ที่สมัครสมาชิก, ยอดไลค์, ฯลฯ ซึ่งการที่เราคอย track ค่าเหล่านี้เสมอ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ถ้าเรานำไปใช้ตั้งเป็นเป้าหมายของทีมสร้างโปรดักส์ หรือทีม UX มันจะส่งผลเสียอย่างมากมายได้ครับ
ep. นี้เลยจะมาคุยเกี่ยวกับปัญหาของการใช้ Vanity metrics และการนำไปใช้ผิดที่ผิดทางที่จะก่อให้ปัญหาได้ และเมื่อไหร่ที่เราควรใช้ Vanity metrics ได้โดยไม่ต้องกังวลครับ
*เสวนา UX ตอนที่เราลืมโพสต์ลงพอดแคสต์ครับ T_T เสวนาครั้งนี้จัดไปตอน 10 ก.พ.2022 ครับ *
ในการออกแบบสิ่งต่าง ๆ ที่ users มองเห็นได้นั้น สิ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ เราต้องช่วยให้ users สังเกตเห็นในสิ่งที่ "สำคัญ ณ เวลานั้น จริง ๆ" ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบในโลกความเป็นจริง (เช่น ออกแบบป้ายวางหน้าร้าน ออกแบบการจัดดิสเพลย์สินค้าในร้าน) หรือในโลกดิจิตอล (เช่นการออกแบบ UI, การออกแบบ call-to-action ต่าง ๆ)
แต่ปัญหาที่เรามักจะเจอบ่อยคือ designers สนใจในเรื่องการพยายามแต่งองค์ทรงเครื่อง ใส่ดีเทลมากมายเพื่อ "แต่งให้สวย" จนสิ่งที่ใส่เข้ามาแต่งให้สวยนั้น กลายเป็นไปทำให้สิ่งที่ users ควรต้องเห็นจริง ๆ โดนพรางจนหายไป หรือบางครั้ง designers คิดว่า users ควรต้องเห็นข้อมูลทุกอย่างให้มาก ๆ ก็เลยสาดข้อมูลทุกอย่างเข้ามา จน users งงไปหมด สุดท้ายก็ไม่สามารถใช้งานต่อได้ครับ ซึ่งพวกนี้คือหัวใจสำคัญของหัวข้อเสวนา UX ในครั้งนี้ "Aesthetics and Minimalist of Design" ครับ
เสวนาครั้งนี้ เป็นตอนต่อของซีรี่ย์ Heuristics ซึ่งเราจะมาลงรายละเอียดเกี่ยวกับ "Aesthetics and Minimalist of Design" ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ข้อของ Heuristic Evaluation ว่ามันคืออะไร และสำคัญกับการสร้างโปรดักส์อย่างไรบ้าง เราจะมาคุยปูพื้นเกี่ยวกับการทำงานของลูกตาและการมองเห็น และการทำ "Visual Search" ของมนุษย์เรา ว่ามันมีรูปแบบการทำงานยังไงบ้าง และสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบ รวมไปถึงการคำนึงถึง key information จริง ๆ ที่ users ควรต้องมองเห็น ณ เวลาใดเวลาหนึ่งประกอบ เพื่อให้ users มองเห็นสิ่งสำคัญจริง ๆ ได้
และเราจะมาแชร์ตัวอย่างที่เราเจอกันบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน และในโลกดิจิตอลครับ และพร้อมมาเสวนากันถึงปัญหาว่า ถ้าโปรดักส์ไม่ได้สนใจเรื่อง "Aesthetics and Minimalist of Design" จะเกิดปัญหาอะไรกับ users บ้าง และเราจะแก้ไขปัญหาที่เกิดนี้กันอย่างไรดี รวมถึงตัวอย่างของการนำหลักการนี้ไปใช้ในการออกแบบโปรดักส์จริงด้วยครับ
ในครั้งนี้เรามีแขกรับเชิญขาประจำของเราจาก Ayudhya Capital Services คือ คุณเอ้ และจาก CJ Supermarket คือ คุณฟลุ๊ค ที่ทั้งคู่ต่างก็เป็นคนสาย Visual/UI Design ที่มากประสบการณ์ ที่จะมาร่วมนั่งเม้าท์และแชร์ประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อครั้งนี้กันครับ
รายชื่อผู้ร่วมเสวนา:
คุณพิจ (พิจารณา รัตนาธิคุณ)
Founder, Design & Research Director
@ Pruxus Design
คุณเอ้ (เดโช พิทักษ์เจริญ)
UX Manager
@ Ayudhya Capital Services (UChoose)
คุณฟลุ๊ค (ธัญวรรณ นรจิตต์)
UI Design Lead
@ CJ Supermarket
คุณพัท (พงษ์พิพัฒน์ จำเริญพานิช)
Lead UX Designer & Researcher
@ Pruxus
หลาย ๆ ครั้งเราจะพบว่ามีโปรดักส์ที่มีประสบการณ์ใช้งานที่ใช้ได้ (เช่นใช้ง่าย เข้าใจง่าย) แต่พอยิ่งเค้าพัฒนาไปเรื่อย ๆ ออกเวอร์ชั่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ประสบการณ์แทนที่จะดีขึ้นเรื่อย ๆ จู่ ๆ กลับแย่กว่าเดิม จากเดิมที่เคยใช้ง่ายก็กลายเป็นยากขึ้น มีอะไรที่เราไม่ได้ต้องการโผล่ขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งแย่จนเราเลิกใช้ไปเลยก็มี ทั้ง ๆ ที่โปรดักส์เหล่านั้นก็ถูกสร้างโดยองค์กรที่มีทีม UX แท้ ๆ แต่ทำไม UX กลับไม่ได้ดีขึ้น
Ep นี้จะชวนมาคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้ครับว่ามันเกิดจากอะไร สาเหตุหลัก ๆ มักจะเกิดจากการตั้งเป้า (หรือ KPI) ของทีม UX ที่ไม่ใช่เป้าที่วัดที่ “ประสบการณ์การใช้งาน” จริง ๆ แต่ไปวัดที่อื่น ซึ่งมันเลยส่งผลให้แทนที่ทีม UX จะได้ทำงานเพื่อพัฒนาให้ประสบการณ์ใช้งานดีขึ้น กลับกลายเป็นคนละทิศคนละทางแทน
ซึ่ง ep นี้จะเริ่มนำไปสู่ซี่รี่ย์ของหัวข้อเรื่อง “การตั้งเป้าและวัดผล UX” ต่อใน ep ที่จะตามมาครับ
Ep นี้จะชวนมาคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “Dark Patterns” ครับ หรือรูปแบบการออกแบบเว็บไซต์หรือแอป ที่พยายามทำให้ users เข้าใจผิด หรือหลอกล่อให้ users ทำ actions บางอย่างที่ users ไม่ได้ต้องการจริง ๆ แต่มันมีประโยชน์กับธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดต่อ users แต่ธุรกิจจำนวนมากก็ใช้กันเป็นประจำ แต่ก็แทบจะไม่มีใครมาควบคุมด้วยซ้ำ จนไม่นานมานี้รัฐแคลิฟอร์เนียที่อเมริกาเริ่มออกกฎหมายมาควบคุมการใช้ Dark Patterns บางประเภทแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากครับ แต่ทางบ้านเราก็ยังไม่ได้มีการควบคุมกันเท่าไหร่
ซึ่งคนสร้างโปรดักส์และ UX Designers ควรจะต้องช่วยกันรณรงค์ให้ธุรกิจใช้ Dark Patterns กันให้น้อยลงเพื่อจะได้อยู่กับ users ไปนาน ๆ ครับ
และจะเล่าเกี่ยวกับรูปแบบ Dark Patterns ทั้ง 12 แบบจากเว็บไซต์ darkpatterns.org ครับ ว่ามีแบบไหนกันบ้าง (ซึ่งทางเพจพรักซุสเคยทำโพสต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ซักพักแล้วครับ ใครสนใจสามารถกดเข้าไปดูเนื้อหาเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้ครับ)
Ref:
Dark Patternsทั้ง 12 แบบ ที่เพจพรักซุส:
https://web.facebook.com/pruxusdesign/posts/pfbid0hTGfjdbbJVGtrkHzgmmm2hf1Wp4w2XsCowgHGDLVspxnZrFLW2gTDVZ4F9unYWMMl
https://www.darkpatterns.org/types-of-dark-pattern
https://transcend.io/blog/dark-patterns-cpra/
https://www.theverge.com/2021/3/16/22333506/california-bans-dark-patterns-opt-out-selling-data
เสวนา UX เกี่ยวกับ Heuristics ข้อสุดท้ายครับ
หลายครั้งที่ designers ออกแบบโปรดักส์ มักจะเจอคำถามในใจว่า เราควรออกแบบให้ "เข้าใจง่าย" แต่ขั้นตอนเยอะ ช้า หรือ ควรออกแบบให้ไม่ต้องเข้าใจง่ายมากก็ได้ แต่ต้อง "เร็ว" แบบไหนถึงจะดีกว่ากันแน่? และมันมีวิธีไหนที่ทั้ง ง่าย และ เร็ว ไหม?
คำถามพวกนี้ คือสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ Heuristic ข้อนี้เลยครับ "Flexibility & Efficiency of Use" ซึ่งเป็นข้อที่พูดถึงการออกแบบเพื่อให้ใช้งานได้เร็ว (Efficiency) โดยตรงเลย ว่าเมื่อไหร่ที่ "ความเร็ว" ต้องมาก่อนความ "เข้าใจง่าย" ครับ ซึ่งความเข้าใจง่ายนั้นเป็นสิ่งที่เราพูดถึงไปใน Heuristics ข้อก่อน ๆ หลายข้อมาแล้ว คราวนี้เราจะไม่สนใจเรื่องความง่ายเท่าไหร่แล้ว แต่จะสนใจเรื่อง "ความเร็ว" แทนครับ
และ users กลุ่มที่จะเกี่ยวข้องกับ Heuristic ข้อนี้โดยตรงเลยก็คือ users ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโปรดักส์มามาก หรือ Expert users นั่นเอง ว่าความแตกต่างระหว่างกลุ่ม Experts กับ users มือใหม่นั้น แตกต่างกันอย่างไรบ้าง และวิธีที่จะ support คนกลุ่มนี้ควรต้องทำอย่างไรครับ
เสวนาครั้งนี้ เป็นตอนต่อของซีรี่ย์ Heuristics ซึ่งเราจะมาลงรายละเอียดเกี่ยวกับ "Flexibility & Efficiency of Use" ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ข้อของ Heuristic Evaluation ว่ามันคืออะไร และสำคัญกับการสร้างโปรดักส์อย่างไรบ้าง เราจะมาคุยเกี่ยวกับ "Flexibility & Efficiency of Use" และหลักการในการออกแบบระบบให้ใช้ได้เร็ว ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
และเราจะมาแชร์ตัวอย่างที่เราเจอกันบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน และในโลกดิจิตอลด้วยครับ ว่ารูปแบบของ Flexibility & Efficiency of Use มันรวมไปถึงอะไรบ้าง ทั้งตัวอย่างในโลก digital และโลก physical
พร้อมมาเสวนากันถึงปัญหาว่า ถ้าโปรดักส์ไม่ได้สนใจเรื่อง "Flexibility & Efficiency of Use" จะเกิดปัญหาอะไรกับ users บ้าง และเราจะแก้ไขปัญหาที่เกิดนี้กันอย่างไรดี รวมถึงตัวอย่างของการนำหลักการนี้ไปใช้ในการออกแบบโปรดักส์จริงด้วยครับ
ในครั้งนี้เรามีแขกรับเชิญถึง 3 คน จากองค์กรชั้นนำระดับประเทศ และเป็น UX ที่มีประสบการณ์มากมาย มาร่วมนั่งเม้าท์และแชร์ประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อครั้งนี้กันครับ
รายชื่อผู้ร่วมเสวนา:
คุณพิจ (พิจารณา รัตนาธิคุณ)Founder, Design & Research Director@ Pruxus Design
คุณบอย (Waiyawut Nimkittikul)
คุณแบงค์ (Thanakarn Chinda)
คุณไอซ์ (Nitchanun Saksinchai)
Ep นี้จะชวนมาคุยถึงสิ่งที่คุณ Steve Jobs เคยพูด ในบทสัมภาษณ์ในรายการชื่อว่า “Triumph of the Nerds” ตั้งแต่ปี 1995 ที่เทปมันเคยสูญหายไปอยู่พักนึง จน director รายการเค้าไปค้นเจอ เลยเอามาเผยแพร่ทางออนไลน์ครับ โดยเป็นมุมมองที่คุณ Steve Jobs มองว่าทำไมบริษัทใหญ่ ๆ ในวงการ tech ถึงได้สร้างโปรดักส์หรือ innovation ที่แย่ลงเมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่จนเป็นเจ้าตลาด (monopoly) โดยจะเล่าเกี่ยวกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ Steve Jobs แกพูดในประโยคนั้นเพิ่มเติมด้วยครับ
Ref:
คลิปจากรายการ Triump of the Nerds: https://www.youtube.com/watch?v=K1WrHH-WtaA
https://www.businessinsider.com/steve-jobs-on-why-innovation-dies-at-tech-monopolies-2014-11
https://medium.com/bc-digest/the-xerox-thieves-steve-jobs-bill-gates-6e1b36fc1ec4#:~:text=He knew PARC was onto,management was none the wiser.
ศาสตร์ด้าน User Experience นั้น เราพูดกันมามากว่าเป็นศาสตร์ที่ช่วย users โดยการสร้างโปรดักส์ให้ users ใช้ต่อเนื่องเรื่อย ๆ แต่ในบางครั้ง UX ก็ถูกใช้ไปผิด ๆ และก่อให้เกิดด้านมืดของมันได้ Ep นี้เลยอยากจะมาคุยเกี่ยวกับเมื่อหลาย ๆ องค์กรไม่ได้มองถึงคุณค่าที่แท้จริงของทีม UX แต่ไปเข้าใจผิดและใช้ท่าผิด ๆ ในการออกแบบโปรดักส์ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหากับ users ได้มากครับ
โดย ep นี้จะขอ reference ไปยังคลิป Youtube ของคุณ Cynthia Zhou ในคลิปที่ชื่อว่า “The Manipulative Power of Design” ( https://www.youtube.com/watch?v=dH5zuXlSgok ) ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับเนื้อหาในคลิปเค้ามาก ก็เลยอยากจะลองนำมาคุยพร้อมเสริมมุมมองที่ตัวเองเคยเจอมาด้วยครับ
From the publisher's feed