
Sign up to save your podcasts
Or


ที่นี่ไต้หวัน –21 เม.ย. 63-ถูก แจก แถม!! ฤดูสับปะรดส่งออกน้อย ผลจากพิษโควิด 19 ใครชอบ รีบรับประทาน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ช่วงนี้ก็เป็นช่วงฤดูกาลสับปะรดหรือฟ่งหลี(鳳梨)ในไต้หวันกันอีกแล้ว หากสังเกตให้ดีราคาถูกกว่าปีที่แล้วเสียอีก สับปะรดลูกเบอเร่อ ลูกละ 50-60 เหรียญไต้หวันก็มีขายกันเยอะแยะ ในซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่าง PX Mart ก็ขายกันลูกละตั้งแต่ 49 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้เป็นผลมาจากการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด 19 ทำให้การส่งออกไปยังต่างประเทศน้อยลง อีกทั้งราคาส่งออกก็ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ปัจจุบันราคาส่งออกของสับปะรดกิโลกรัมละ 20 เหรียญไต้หวัน หรือประมาณ12 เหรียญไต้หวัน/ชั่ง(600 กรัม) พ่อค้าที่ส่งออกก็ไม่ค่อยได้ผลกำไรเท่าไรหรือขาดทุนก็จะส่งออกไปบ้างเพื่อหวังครองตลาดไว้ปีหน้าอาจจะได้ผลกำไรที่ดีขึ้น
กองการเกษตรของนครเกาสงเปิดเผยว่า เนื่องจากการระบาดของโควิด 19 ส่งผลต่อการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร มีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แซ่หลี่คนหนึ่งของเมืองซินจู๋ สั่งซื้อสับปะรดของนครเกาสงจำนวน 1,000 ลัง น้ำหนักประมาณ 10 ตัน ในราคา 500,000 เหรียญไต้หวัน นำไปมอบให้กับองค์กรกุศลของเมืองเจียอี้ เพื่อนำสับปะรดไปขายและนำรายได้บริจาคให้กับครอบครัวยากจน อีกทั้งนำไปมอบให้กับหน่วยงานบริจาคโลหิต เพื่อแจกให้กับประชาชนที่ไปบริจาคโลหิตได้รับประทานเพื่อสร้างความแข็งแรงหลังบริจาคโลหิต นับเป็นน้ำใจอันงดงามและเป็นตัวอย่างอันดีที่ผู้อื่นควรนำไปปฏิบัติตามได้ ดั่งสำนวนจีนที่ว่า “拋磚引玉”ก็คือ โยนอิฐเพื่อล่อหยก หมายถึงทำเป็นตัวอย่างให้ดูเพื่อล่อให้คนอื่นทำตามมากกว่าเขาหรือดีกว่าเขานั่นเอง
มารู้จักหน้ากากอนามัยกับ ดร. Peter Tsai วิศวกรชาวไต้หวัน ผู้เป็นหนึ่งในทีมคิดค้นวัสดุสำหรับหน้ากากอนามัยแบบ N95
ในสถานการณ์การระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 กำลังระบาดไปทั่วโลกและยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาที่มีประสิทธิภาพโดยตรง สำหรับเจ้าหน้าที่การแพทย์ พยาบาลที่อยู่แนวหน้าที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยติดเชื้อ การสวมหน้ากากอนามัยถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แม้ว่าการสวมหน้ากากอนามัยยังไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคได้อย่าง 100% แต่มีการศึกษาพบว่า หน้ากากอนามัยป้องกันการติดเชื้อได้ เพียงแต่ต้องใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆ เช่น การล้างมืออย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วยหรืออยู่ในที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ดร. Peter Tsai เป็นหนึ่งในทีมงานที่พัฒนาหน้ากากแบบ N95 ท่านเป็นวิศวกรชาวไต้หวันที่จบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมในอเมริกา มีชื่อจีนว่า ไช่ปิ่งอี (蔡秉燚) เป็นผู้เชี่ยวชาญวัสดุของมหาวิทยาลัย University of Tennessee มานาน 35 ปี โดยเฉพาะด้านผ้านอนวูฟเวน และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์วัสดุสำคัญ 12 รายการ โดยเกือบ 30 ปีก่อนได้พัฒนาหน้ากากแบบ N95 กับทีมวิจัย สาเหตุที่เรียกว่า N95 เพราะหน้ากากชนิดนี้สามารถกรองเชื้อไวรัส ฝุ่นละออง หรืออนุภาคขนาดจิ๋ว ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกรองอนุภาคได้ถึง 0.3 ไมครอน และประสิทธิภาพในการกรองมากถึง 95% รวมถึง PM2.5 ด้วย ส่วนคำว่า N ย่อมาจากคำว่า not resistant to oil ก็คือไม่ทนต่อน้ำมัน ซึ่งหน้ากากอนามัยจะมีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นนอกสุดกันความชื้น ชั้นกลางกรองและดูด ส่วนชั้นในจะแนบกับผิว โดยชั้นกลางเป็นผ้าไม่ถักไม่ทอ หรือผ้านอนวูฟเวน (Non woven fabric) ซึ่งจากสถิติของสมาคมผ้าไม่ถักทอไต้หวัน (Taiwan Nonwoven Fabrics Industry Association :TNFIA) ระบุว่า ปัจจุบันผ้าไม่ถักไม่ทอที่ขายในท้องตลาดขึ้นราคาสูงกว่า 300,000 เหรียญไต้หวัน/ตัน เนื่องจากความต้องการสูงนั่นเอง ทำให้ดร. Peter Tsai กำลังทดสอบขั้นตอนที่ทำผู้ใช้งานสามารถนำหน้ากากกลับมาใช้ซ้ำได้โดยไม่เป็นอันตราย
มารู้จักหัวหอมใหญ่ ผักสารพัดประโยชน์ ชาวตะวันตกยกย่องให้เป็นราชินีของผักเขียวกันดีกว่า
ช่วงนี้ถือเป็นช่วงฤดูกาลของหัวหอมใหญ่ในไต้หวัน ถ้าใครอยู่ไต้หวันก็คงเห็นหัวหอมใหญ่วางขายกันในตลาดสด ซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่น้อย ถ้าอยากรับประทานหัวหอมใหญ่ที่อร่อยก็ต้องเลือกที่ปลูกในไต้หวัน สังเกตให้ดีลูกจะเล็กกว่า สีเหลืองอ่อนกว่า ถ้าไม่แน่นอนใจก็ถามแม่ค้าไปเลยค่ะว่าปลูกในไต้หวันหรือไม่ ส่วนถ้าขายตามซุปเปอร์ก็จะระบุเลยว่าปลูกในไต้หวันหรือนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งหอมใหญ่ในภาษาจีนกลางก็จะเรียกว่า (洋蔥-หยางชง) สำหรับช่วงฤดูกาลของหัวหอมใหญ่ในไต้หวันก็อยู่ระหว่างก่อนและหลังเทศกาลตรุษจีนประมาณเดือนก.พ.ถึงเดือนเม.ย. แหล่งปลูกหัวหอมใหญ่ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ของไต้หวัน อย่างเช่น เขตหลินหยวนของนครเกาสง และในเขตเหิงชุนของเมืองผิงตง ซึ่งหัวหอมใหญ่ก็เป็นผักที่ได้รับความนิยมในการบริโภคสูงตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน โดยประเทศทางตะวันตกถึงกับยกย่องให้เป็นราชินีของพืชผักเลยทีเดียว จะนำมาประกอบอาหารในชีวิตประจำวันที่ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องเคียง แต่ยังนำมาประกอบอาหารหลักได้ด้วย ไม่ว่าจะผัด ต้ม ยำ แกง เป็นทั้งเครื่องเทศสมุนไพรที่ใช้ปรุงแต่งอาหารให้มีรสชาติดีขึ้น ถ้าเอาหัวหอมใหญ่ไปต้มเป็นน้ำซุป น้ำซุปที่ได้ก็จะมีรสหวานธรรมชาติ
หัวหอมใหญ่รับประทานได้ทั้งดิบและสุก และยังเป็นพืชที่ประกอบด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายมากมาย อย่างเช่น กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ฟอสฟอรัส กรดโฟลิค โพแทสเซียม ซิลิคอน เส้นใย และโปรตีน ปัจจุบันมีการวิจัยคุณประโยชน์ของหอมหัวใหญ่มากขึ้น สารสำคัญที่เป็นตัวเด่นในเรื่องชะลอความแก่ ได้แก่ กำมะถัน และสารเคอร์ซิทิน (Quercetin) กำมะถันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ยิ่งในช่วงนี้มีการระบาดของโควิด 19 ถ้ารับประทานหัวหอมใหญ่บ่อยๆก็จะสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น
หอมหัวใหญ่ที่ปลูกกันมากในเมืองผิงตง ใต้สุดของเกาะไต้หวัน
ที่นี่ไต้หวัน –31 มี.ค. 63-วอน ช่วยเกษตรกร!! ช่วงเทศกาลเชงเม้งไหว้บรรพบุรุษด้วยดอกไม้แทนธูป
เนื่องจากช่วงนี้เกิดการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ทำให้การส่งออกดอกไม้ของไต้หวันลดลง ที่ยิ่งไปกว่านี้ใบสั่งซื้อจากบางแห่งถึงขนาดยกเลิกไปเลยก็ไม่น้อยเช่นกัน ตลาดดอกไม้จะเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อไหร่ยังไม่มีใครรู้ ความหวังของเกษตรกรยังริบหรี่ เกษตรผู้ปลูกดอกไม้เดือดร้อนและเสียหายอย่างมาก กรมการเกษตรและอาหารได้จัดประชุมสัมมนาร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกดอกไม้ วางแผนเพื่อผลักดันโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกดอกไม้ เพื่อกระตุ้นการขายดอกไม้ในประเทศตั้งแต่เดือนเม.ย.จนถึงเดือนส.ค. นอกจากนี้ สภาเกษตรร่วมกับสมาคมร้านค้าดอกไม้ทั่วไต้หวัน ลดราคาช่อดอกไม้ อย่างเช่นช่อดอกไม้ราคามากกว่า 500 เหรียญไต้หวันแต่ขายแค่ 150 เหรียญไต้หวัน
กรมการเกษตรและอาหารชี้ว่า เนื่องจากเดือนเม.ย.เป็นเทศกาลเชงเม้งที่มีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ดังนั้นทางกรมฯจึงผลักดันโครงการให้ประชาชนที่เซ่นไหว้บรรพบุรุษใช้ดอกไม้แทนการใช้ธูป นอกจากขยายการขายทางอินเตอร์เน็ตและหลากหลายช่องทางเพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงและสามารถซื้อได้อย่างง่ายขึ้น ยังใช้รถในการจัดกิจกรรมทั้งภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ในสถานที่ท่องเที่ยวหรือตามสถานีเปลี่ยนรถขนส่งมวลชนสาธารณะขนาดใหญ่ เป็นต้น
ทั้งนี้ทั้งนั้น ตลาดผู้บริโภคด้านดอกไม้ทั่วโลกยังมีความต้องการน้อย ในระยะเวลาอันสั้นอาจจะไม่สามารถเข้าสู่ภาวะปกติได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องกระตุ้นตลาดในประเทศ ให้มีการใช้ดอกไม้ตามฤดูกาลที่ปลูกในประเทศ เพิ่มปริมาณการเอาดอกไม้มาใช้ในประเทศ อย่างเช่น ดอกหน้าวัว ดอกคาลล่าลิลลี่ ดอกกล้วยไม้ออนซิเดียม ดอกกล้วยไม้ซิมบิเดียม ดอกคาร์แนชั่น เป็นต้น ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้เกษตรกรลดปริมาณการปลูกและปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการปลูกเพื่อขยายเวลาการส่งมอบสินค้า เป็นต้น
เจาะลึกเบื้องหลัง !! กว่าจะเป็นผู้รับจ้างการผลิตเครื่องวัดอุหภูมิยิงหน้าผากแบรนด์ดังของโลก
เครื่องวัดอุณหภูมิเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการตรวจคัดกรองเบื้องต้นว่ามีการติดเชื้อหรือไม่? ไม่ว่าจะเป็นหวัดทั่วไปหรือโควิด-19 และยังเป็นอุปกรณ์สำคัญที่มีความจำเป็นไม่แพ้หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือฆ่าเชื้อในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการระบาดของโควิด-19 เกือบทั่วโลก เพราะอาการขั้นต้นที่กำลังส่งสัญญาณว่าอาจติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 นั้นคือ การมีไข้ การวัดอุณภูมิร่างกายนั้น คือการคัดกรองขั้นพื้นฐาน สำหรับใครก็ตามที่อยู่ในไต้หวัน ไม่ว่าจะก้าวไปที่ไหนหลายๆแห่ง ไม่ว่าจะขึ้นรถไฟฟ้า จะเดินเข้าโรงเรียน มหาวิทยาลัย เข้าห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน หอประชุม เป็นต้น ก็จะต้องวัดอุณหภูมิกันก่อน
โรงเรียนประถมไห่ซานในเขตปั่นเฉียว นครนิวไทเป ตรวจวัดอุณหภูมิเด็กนักเรียนก่อนปล่อยให้เข้าไปในโรงเรียน
บริษัท Avita Corporation หรือภาษาจีนเรียกว่าหาวจั่น (豪展) เป็นบริษัทที่ผลิตวัสดุทางการแพทย์ที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน โด่งดังขึ้นมาหลังมีการระบาดของโควิด-19 เป็นบริษัทที่ก่อตั้งมานาน 24 ปีแล้ว ถือเป็นโรงงานที่ผลิตวัสดุการแพทย์เก่าแก่เจ้าหนึ่ง เป็นบริษัทที่รับจ้างผลิตเครื่องวัดอุณหภูมิยิงหน้าผากแบรนด์ดังของเยอรมัน ซึ่งก็คือ BRAUN แต่จริงๆ แล้วกว่าจะมีชื่อเสียงได้ในวันนี้ ก็ผ่านพ้นวิกฤตมาไม่น้อยเหมือนกัน เนื่องจากเป็นบริษัทที่เข้าตลาดหุ้นด้วย และเคยถูกแขวนและหุ้นตกนานติดต่อ 3 ปีซ้อนแล้วด้วย แต่หลังจากที่ได้รับออเดอร์รับจ้างการผลิตจาก BRAUN ของเยอรมนีแล้ว ช่วง 5 ปีมานี้อัตรากำไรขั้นต้นของหุ้นเพิ่มขึ้น 10% ก็มีคำถามว่าทางบริษัททำได้อย่างไร? ซึ่งคำตอบก็คือ นโยบายการเจาะลึกสินค้าให้มีความเชี่ยวชาญ ทางบริษัทพัฒนาวิจัยสินค้าหลักๆ เพียง 3 อย่างเท่านั้น ซึ่งก็คือ 1. เครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรด 2. เครื่องวัดความดันโลหิต และ 3.เครื่องดูดทางจมูก และปัจจุบันยังมีบริษัทอื่นที่เป็นแบรนด์ดังของเยอรมันอีกเจ้าที่กำลังสั่งให้ทางบริษัทผลิตเครื่องวัดอุณหภูมิให้ รวมทั้งบริษัทชั้นนำผลิตวัสดุทางการแพทย์ของญี่ปุ่นที่ติดท็อป 3 อันดับของประเทศกำลังสั่งให้บริษัท Avita ผลิตให้ด้วย
สำหรับรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับ มีมาตรฐาน มีความแม่นยำอย่างไร ติดตามได้ในรายการออนไลน์ โดยคลิกฟังจากรูปหูฟังมุมขวาบนของหน้าเว็บนี้ได้
ครั้งแรกในรอบ 20 ปี พบนกปากช้อนหน้าดำวัยเจริญพันธุ์หลายตัวยังไม่มีขนหงอนพองฟูสีเหลืองบนหัว หวั่นกระทบการผสมพันธุ์
นกปากช้อนหน้าดำ เป็นนกท่องน้ำขนาดใหญ่ ความยาวจากปลายปากจดหางประมาณ 76 ซม. นกที่เติบโตเต็มวัย นอกฤดูผสมพันธุ์ ขนจะคลุมลำตัวเป็นสีขาว ปากยาว ปลายปากแบน เหมือนช้อนหรือใบพายขนาดใหญ่ สีดำ ปลายปากมน หนังเปลือยเปล่าบริเวณหน้าและโดยรอบของโคนปากสีดำ เป็นลักษณะเด่นของนกชนิดนี้ ตาสีเข้มจนดูเป็นสีดำ อันเป็นที่มาของชื่อนกปากช้อนหน้าดำ ส่วนนกเต็มวัยในฤดูผสมพันธุ์ ขนหงอนที่พองฟูบนหัว และบางส่วนยาวปรกท้ายทอย จะเป็นสีเหลือง หรือขาวอมเหลือง รวมทั้ง อก ตอนบน จะมีแถบแคบๆสีเหลืองเช่นกัน ตาจะเปลี่ยนเป็นสีออกแดง เหนือตา มีบริเวณ แคบๆ สีเหลืองสด ซึ่งต้องเห็นในระยะใกล้จึงจะสังเกตได้ แล้วก็ขามีสีดำ ซึ่งลักษณะของนกปากช้อนหน้าดำแบบนี้ก็จะเป็นการบ่งชี้ว่านกจะดู๋ดี๋กันกับเพศตรงข้ามเพื่อผสมพันธุ์นั่นเอง และโดยส่วนใหญ่แล้วนกปากช้อนหน้าดำวัยเจริญพันธุ์ก็มีอายุตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป นักชมนกในไต้หวันคิดว่าในปีนี้หนาวอุ่น นกปากช้อนหน้าดำน่าจะเปลี่ยนขนเร็วและขนจะสวยประกายมันวาว การที่นกวัยเจริญพันธุ์บางตัวยังไม่มีขนหงอนพองฟูสีเหลืองบนหัวหรือหน้าอก อาจจะขาดสารอาหารก็ได้
นายหวงหย่งฟง (黃永豐) ปธ.สมาคมอนุรักษ์ระบบนิเวศนครไถหนานกล่าวว่า ช่วงไม่นานนี้ได้ถ่ายภาพของนกปากช้อนหน้าดำที่เป็นวัยเจริญพันธุ์โดยสังเกตจากขอบตาที่มีสีแดง หนังเปลือยโคนปากมีรอยย่น ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นนกปากช้อนหน้าดำวัยเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ ช่วงนี้เป็นช่วงของเดือนมี.ค.ไปแล้ว ขนปุยที่เป็นสีขาวก็ยังไม่งอกเป็นขนปุยสีออกเหลือง ถ้าเปรียบเทียบกับปีที่แล้วช่วงประมาณกลางเดือน ก.พ.ก็งอกออกมาแล้ว สาเหตุเป็นอย่างไร หรือเป็นเพราะปัจจัยทางฤดูกาลหรือไม่ หรือเป็นเพราะขาดสารอาหารเนื่องจากแหล่งหากินของนกถูกรบกวน กำลังอยู่ในช่วงสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูล
21:30
ที่นี่ไต้หวัน –10 มี.ค. 63-เจาะลึกเรื่องราว!! ไต้หวันผลิตหน้ากากอนามัย 13 ล้านชิ้น/วันได้อย่างไร?
หลังการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ไปเกือบทั่วทุกมุมโลกแล้ว ทั่วโลกต่างตื่นตระหนกแห่กันซื้อหน้ากากอนามัย เพราะความต้องการหน้ากากอนามัยมีมาก ทำให้ประเทศที่ผลิตหน้ากากอนามัยต่างเพิ่มกำลังการผลิต อย่าง จีนแผ่นดินใหญ่ ญี่ปุ่น อินเดีย ไต้หวัน เป็นต้น สำหรับในไต้หวันเอง รัฐบาลห้ามผู้ผลิตหน้ากากอนามัยส่งออก แต่อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้หน้ากากอนามัยในประเทศก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้น ทางรัฐบาลจึงใช้มาตรการจัดเก็บหน้ากากอนมัยที่ทางโรงงานผลิตได้ถึงปลายเดือนเม.ย. มีการทุ่มเงินงบประมาณอีกทั้งเพิ่มกำลังคนการผลิตหน้ากากอนามัย ขณะเดียวกัน มาตรการการซื้อหน้ากากอนามัยของประชาชนทั่วไปก็มีการปรับตามสภาพของภาวะการติดเชื้อ
รัฐบาลทุ่มเงิน 200 ล้านเหรียญไต้หวันซื้อเครื่องจักรจำนวน 60 สายการผลิตเพื่อเร่งการผลิต และเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือโรงงานผู้ผลิต กระทรวงเศรษฐการคาดว่า ถ้าเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นเดินเครื่องผลิต ไต้หวันจะสามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้วันละมากกว่า 10 ล้านชิ้น ถ้าหากเป็นไปตามคาดการณ์ ไต้หวันก็จะกลายเป็นแหล่งผลิตหน้ากากอนามัยที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ วันที่ 5 มี.ค. ทางรัฐทุ่มงบอีก 90 ล้านเหรียญไต้หวันเพิ่มสายการผลิตอีก 32 สาย ทยอยติดตั้งเสร็จในปลายเดือนมีนาคม เมื่อรวมกับกำลังผลิตเดิม คาดว่าต้นเดือนเมษายน จะผลิตได้ 13 ล้านชิ้น/วัน ส่วนรายละเอียดการจัดสรรปันส่วน หักต้นทุน รัฐกับโรงงานผลิตทำสัญญาต้องส่งมอบหน้ากากอนามัยจำนวนเท่าไร และผลิตได้ปริมาณเท่าไรทางโรงงานจึงจะได้รับเครื่องจักรฟรี ติดตามได้ในรายการค่ะ
ข่าวดีเกษตรอินทรีย์ไต้หวัน!! นิวไทเปนครแห่งแรกจัดตั้งศูนย์การตลาดเกษตรอินทรีย์แห่งเอเชีย
ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสุขภาพกันมากขึ้น สินค้าเกษตรอินทรีย์ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าพืชผัก ธัญพืชและผลไม้นานาชนิด ที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ (ออร์แกนิก) เช่น ข้าว ผักปลอดสารพิษ ผลไม้ ชา เป็นต้น ไม่เพียงแค่เรื่องอาหารอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ พืชสมุนไพร ที่ผลิตจากวัตถุดิบที่มาจากระบบเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งกระแสท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ (Organic Tourism) ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน สอดคล้องกับกระแสความนิยมของผู้บริโภคทั่วโลกที่หันมาดูแลเอาใจใส่สุขภาพกันเพิ่มมากขึ้น
ในไต้หวันเองหลังเดือนก.ค.ปีที่แล้ว (2019) รัฐบาลนครนิวไทเปได้กลายเป็นสมาชิกของไอฟอมเอเชีย (IFOAM Asia- International Federation of Organic Agriculture Movements)หรือสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติแห่งเอเชียแล้ว ในวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา รัฐบาลนครนิวไทเปได้ร่วมมือกับไอฟอมเอเชีย จัดตั้งศูนย์การตลาดเกษตรอินทรีย์อัจฉริยะแห่งเอเชียขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบการขายเกษตรอินทรีย์และบ่มเพาะวิสาหกิจ (Business Incubation) ช่วยเหลือพัฒนา สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆและเชื่อมโยงกับนานาชาติ ทำให้นครนิวไทเปกลายเป็นผู้นำฐานการตลาดเกษตรอินทรีย์
อู๋หมิงจี (吳明機) รอง ผว.นครนิวไทเปชี้ว่า เพื่อสนับสนุนตลาดเกษตรอินทรีย์และการเชื่อมต่อธุรกิจเกษตรอินทรีย์นานาชาติ รัฐบาลนครนิวไทเปถือเป็นหน่วยงานแห่งแรกของไต้หวันและปัจจุบันยังเป็นสมาชิกของไอฟอมเอเชีย นอกจากนี้ ทางรัฐบาลยังได้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาเกษตรอินทรีย์เยาวชนในเอเชียหลายครั้ง และยังสร้างแพลตฟอร์มเพื่อเป็นช่องทางบ่มเพาะ แลกเปลี่ยนกับเกตษรอินทรีย์เยาวชนด้วย กรมการเกษตรชี้ว่า ขณะนี้ศูนย์การตลาดเกษตรอินทรีย์เข้าสู่ขั้นตอนการประกอบธุรกิจแล้ว มีการใช้เทคโนโลยีเป็นช่องทางติดต่อใหม่ เช่น ระบบตรวจสอบมาตรฐาน ฐานข้อมูล บล็อกเชน เป็นต้น เพื่อพัฒนาสินค้าอินทรีย์ผนวกเข้ากับกำลังซื้อของผู้บริโภค ปัจจุบันมีกลุ่มธุรกิจประกอบการเกษตรอินทรีย์เข้ามาเป็นสมาชิก อย่างเช่น 奧丁丁หรือOwlTing Group 淨弼聯盟 หรือ Pure Coin 彩田友善 เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ไม่น้อย คาดว่ามูลค่าประกอบการในปีแรกมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญไต้หวัน และภายใน 5 ปีสร้างโอกาสธุรกิจนับร้อยล้านเหรียญไต้หวัน
ที่นี่ไต้หวัน –25 ก.พ. 63-ไต้หวันแดนสวรรค์นกอพยพ แต่อาจสร้างปัญหาระบบนิเวศ
ไต้หวันได้ชื่อว่าเป็นแดนสวรรค์ของนกอพยพ เป็นสถานที่ที่นกอพยพชอบมาอยู่ชั่วคราว เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ด้านระบบนิเวศ สำหรับวัตถุประสงค์ของนกอพยพก็เพื่อจะหลบหนาว หาแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์กว่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นการดำรงชีวิตของนกเนื่องจากอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศที่เป็นไปตามธรรมชาติ จนกว่าฤดูหนาวจะผ่านพ้นไปแล้วจึงค่อยอพยพกลับไปยังถิ่นฐานเดิม เพื่อเริ่มต้นการผสมพันธุ์อีกครั้งจนเกิดวัฏจักรที่หมุนเวียนยาวนานอย่างนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งลมที่พัดตามฤดูกาลก็ทำให้นกบางประเภทที่มีจำนวนน้อยหลงทางเข้ามาอยู่ในไต้หวันด้วย จากนั้นก็ทำการแพร่พันธุ์อยู่ในเกาะอันสวยงามของไต้หวัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในบางครั้งก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าถ้าเป็นนกประเภทที่มีการแพร่พันธุ์เป็นจำนวนมากก็สร้างปัญหาระบบนิเวศของไต้หวันไม่น้อยเช่นกัน หรือไม่ก็มีปัจจัยสิ่งแวดล้อมบางอย่างจากภายนอกอาจทำให้นกเหล่านี้เสี่ยงอันตรายต่อการดำรงชีวิตอยู่ในไต้หวันด้วย ยกตัวอย่าง นกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ที่สหภาพยุโรปถือเป็นนกจอมทำลายล้าง พบครั้งแรกในไต้หวันจำนวน 6 ตัว แต่หลังผ่านพ้นไป 30 กว่าปี ประชากรของนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์มีจำนวนมากนับ 10,000 ตัว และยังทำลายระบบนิเวศจนต้องฆ่าทิ้ง และยังมีนกประเภทไหนบ้างที่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ หรือไม่ก็เป็นนกอพยพที่ใกล้สูญพันธุ์แต่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตราย จนทำให้จำนวนประชากรนกน้อยลงไปอีก เรามาติดตามฟังกันเลยค่ะ0
ที่นี่ไต้หวัน –18 ก.พ. 63-น่าสนใจ!! คำคมเป็นฐานกำเนิดความมั่นคงร้านอาหารไทย “Thai Town Cuisine”ในไต้หวัน
ร้านอาหารไทยหว่าเฉิง-瓦城หรือThai Town Cuisine ร้านอาหารชื่อดังในไต้หวันที่หลายๆคนคงคุ้นเคยและรู้จัก เนื่องจากยึดหลักการดำรงชีพหรือการทำธุรกิจจากคำคมของครูฝึกเทควันโด นายสวี่เฉิงอี้(徐承義) ผู้เป็นประธานกลุ่มธุรกิจบอกเล่าในนิตยสารธุรกิจ Business Today-今周刊ของไต้หวันว่า การที่ร้านอาหารไทยหว่าเฉิงหรือ Thai Town Cuisineสามารถยืนหยัดมานาน 30ปี และมีร้านสาขา 140 แห่ง ปี 2011 ขึ้นตลาดหุ้นจนได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนไม่น้อย สร้างรายได้สูงติดต่อกันนานถึง 9 ปี และยังทำให้หุ้นกลุ่มประเภทอาหารเครื่องดื่มมีผลกำไรสูงนั้น เป็นเพราะความพยายามในการนำคำคมของครูฝึกเทควันโดเมื่อ 40 ปีที่แล้วมาใช้ ซึ่งก็คือความอ่อนน้อมถ่อมตน ภาษาจีนเรียกว่าเชียนซวี(謙虛)นั่นเอง
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน