ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน - 2019-12-03

    ที่นี่ไต้หวัน –03 ธ.ค. 62-ทำไมไต้หวันต้องใช้เวลานาน 10 ปีจึงส่งฝรั่งไปขายสหรัฐฯได้และยังเป็นรายแรกในเอเชีย

    ฝรั่งถือเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ฝรั่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Guava ส่วนภาษาจีนที่เรียกเป็นทางการจะเรียกว่า番石榴- ฟันสือหลิว หรือถ้าชาวบ้านทั่วๆไปก็จะเรียกว่า芭樂-ปาล่า ถือเป็นผลไม้ที่มีราคาถูกและหาได้ง่ายมีให้รับประทานเกือบทั้งปี อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คนไต้หวันเริ่มหวั่นวิตกว่าจะซื้อฝรั่งในราคาที่แพงขึ้น เพราะว่ากำลังจะส่งขายไปยังประเทศสหรัฐฯกันแล้ว หลังผ่านการเจรจายาวนานถึง 10 ปี ในที่สุด ฝรั่งของไต้หวันก็สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังสหรัฐอเมริกาได้แล้ว นับเป็นประเทศที่สองในโลก ถัดจากเม็กซิโกที่สามารถนำฝรั่งเข้าไปจำหน่ายในสหรัฐได้ เกษตรกรไต้หวันเมื่อได้รับทราบข่าวดีนี้ต่างดีอกต่างใจเป็นอย่างมาก และคาดว่าฝรั่งล็อตแรกจะส่งไปขายสหรัฐฯประมาณกลางเดือนธันวาคมนี้ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาประกาศอนุญาตนำเข้าฝรั่งจากไต้หวัน ตั้งแต่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเกษตรของไต้หวันดำเนินการลงทะเบียนผู้ส่งออก และ ทำการตรวจสอบฝรั่งในสวนผลไม้ 30 วันก่อนส่งออกตามระเบียบ รวมถึงการตรวจอนุมัติโรงงาน คาดว่า สินค้าล็อตแรกออกจากท่าเรือเกาสงในกลางเดือนธันวาคมปีนี้

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน - 2019-11-26

    ที่นี่ไต้หวัน –26 พ.ย. 62-ดาวจรัสไต้หวัน!!ช็อกโกแลตสัญชาติไต้หวันคว้าแชมป์ Dark Chocolate ที่ดีที่สุดในโลก

    คนที่ชอบรับประทานช็อกโกแลตและอาจเคยได้รับประทานช็อกโกแลตมามากต่อมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแลตราคาถูก ราคาปานกลาง จนถึงราคาแพงที่อร่อยและแพ็คกล่องหรูหรา แต่คุณทราบไหมคะว่า ความหวาน ความมัน ความขม ที่มีอยู่ในแท่งช็อกโกแลตนั้น เกิดจากเมล็ดโกโก้เป็นหลัก เมล็ดโกโก้ถือเป็นหัวใจหลักของช็อกโกแลต เป็นส่วนประกอบหลักที่ทำให้ช็อกโกแลตมีรสชาติอร่อย และเนื่องจากตำแหน่งปลูกต้นโกโก้ที่หลากหลายตามสภาพอากาศและความแตกต่างทางภูมิศาสตร์รวมทั้งสภาพแวดล้อมบริเวณใกล้เคียงส่งผลต่อรสชาติของเมล็ดโกโก้ให้มีความหลากหลายกลายเป็นลักษณะเฉพาะของแต่พื้นที่ และยังส่งผลโดยตรงต่อรสชาติของช็อกโกแลต เพราะฉะนั้นเมล็ดโกโก้ที่ต่างกันจึงเป็นตัวแปลสำคัญสำหรับการผลิตช็อกโกแลต

    สำหรับในไต้หวันเอง FuWan Chocolate(福灣巧克力) ซึ่งเป็นช็อกโกแลตแบรนด์ดังสัญชาติไต้หวันที่ได้รับรางวัลจากการประกวดการแข่งขันช็อกโกแลตโลกติดต่อกันหลายปีซ้อน โดยในเดือนกันยายนปีนี้ FuWan Chocolate ได้เข้าร่วมประกวดชิงรางวัลการแข่งขันช็อกโกแลตโลกระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ International Chocolate Awards (ICA) กวาดไปทั้งหมด 31 รางวัล จนกลายเป็นเจ้าแห่งเอเชียแปซิฟิก และล่าสุดในวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ยังได้รับรางวัลอันทรงคุณค่า 18 รายการ ซึ่งได้แก่ 5 เหรียญทอง 19 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง จากการประกวดช็อกโกแลตโลกที่ประเทศกัวเตมาลา นายสวี่หัวเหริน(許華仁) ผู้ก่อตั้ง FuWan Chocolate กล่าวแสดงความยินดีในงานและชี้ว่าเป็นผลงานที่มีความหมายและไม่ธรรมดา อีกทั้งกล่าวขอบคุณไต้หวันที่สามารถปลูกได้ผลโกโก้ที่นำมาผลิตช็อกโกแลตที่อร่อย และตัวเขาเองจะขยันขันแข็งสร้างสรรค์ผลงานที่ดีต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ทั้งนั้น Dark Chocolate หรือช็อกโกแลตดำยี่ห้อ FuWan Chocolate ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดช็อกโกแลตโลกนั้น โกโก้ที่นำมาผลิตช็อกโกแลตเป็นโกโก้ที่ปลูกบริเวณตีนเขาต้าอู่(大武山腳下) เมืองผิงตงของไต้หวัน เนื่องจากที่นี่ดินดี น้ำดี สิ่งแวดล้อมเหมาะต่อการปลูกต้นโกโก้

    15 min
  • บัวน้ำหรือสุ่ยเหลียน水蓮 ฉายาทองสีเขียว ได้รับความนิยมสูงในญี่ปุ่น

              นายหวงฉี่เซวียน (黃啟軒) เกษตรกรหนุ่มในเขตฉีซานของนครเกาสง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ลงทุนปลูกบัวน้ำหรือสุ่ยเหลียน (水蓮) ด้วยวิธีการควบคุมคุณภาพและเข้มงวดในเรื่องการใช้ยาฆ่าแมลง จนกลายเป็นบัวน้ำออร์แกนิคที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับขั้นตอนการปลูกตลอดจนแหล่งที่มาของการปลูกได้ และปลายปีนี้จะเป็นแหล่งปลูกแหล่งเดียวที่ผ่านใบรับรองมาตรฐานคู่ของนครเกาสงด้วย

    บัวน้ำหรือสุ่ยเหลียน (水蓮) พืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้เพิ่มยอดขายให้กับเกษตรกรนครเกาสงอย่างรวดเร็วในขณะนี้ อยู่ใต้น้ำเก็บเกี่ยวตลอดปีและไม่ต้องกลัวภัยธรรมชาติ เช่นพายุไต้ฝุ่นหรือน้ำท่วม ฯลฯ

              ผักบัวน้ำหรือสุ่ยเหลียนของนายหวงฉี่เชวียน นอกจากส่งขายตลาดในประเทศแล้ว ยังได้ดึงดูดพ่อค้าค้าส่งของญี่ปุ่นด้วย โดยตั้งแต่เดือนก.ค.ปีนี้ ได้ส่งบัวน้ำโดยตรงด้วยสายการบินไปขายประเทศญี่ปุ่นสัปดาห์ละ 1,000-1,500 ชั่ง หรือประมาณ 600-900 กก.และหลังจากที่นำขึ้นหิ้งวางขายก็จะขายหมดเร็วมาก ซึ่งแสดงว่าคนญี่ปุ่นชอบรับประทานมาก เป็นผักที่แม่บ้านญี่ปุ่นชอบซื้อไปผัด และนายหวงฉี่เชวียนบอกว่า ช่วงแรกคนญี่ปุ่นจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับสุ่ยเหลียนเท่าไรนัก ตอนที่ขายไปที่ประเทศญี่ปุ่นแรกๆ ก็เป็นห่วงว่าผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นจะไม่รู้วิธีการผัด จึงมีการสอนวิธีการผัดอย่างละเอียดทางอินเตอร์เน็ต และหลังจากนำไปขายแล้วปรากฏว่าได้รับการตอบรับกดถูกใจ 5 ดาวทางอินเตอร์เน็ตไม่น้อย และยังมีแม่บ้านแบ่งปันประสบการณ์การผัดไว้ด้วย อย่างเช่นบอกว่า ผัดใส่กระเทียมและเบคอน เหยาะพริกไทยเล็กน้อยก็สุดแสนอร่อยแล้ว

    บัวน้ำหรือสุ่ยเหลียน (水蓮) แต่ละเส้นยาวประมาณ 100 ซม. อร่อยกรอบ มีสารอาหารและช่วยระบบขับถ่ายได้ดี

              อู๋ฟางหมิง (吳芳銘) ผอ.กองการเกษตรเกาสงบอกว่า โครงสร้างการผลิตหรือการปลูกสุ่ยเหลียนค่อนข้างคงที่ และราคาที่ขายจะค่อนข้างคงที่ด้วย ไม่มีการปรับราคาขึ้นๆลงๆ นอกจากจะขายบัวน้ำหรือสุ่ยเหลียนในตลาดภายในประเทศแล้ว ไม่กี่ปีนี้ทางรัฐบาลได้ขยายตลาดต่างประเทศด้วย ปัจจุบันประสบความสำเร็จในการขยายตลาดไปยังประเทศสิงคโปร์และแคนาดา และได้รับความนิยมสูงด้วย และนอกจากนี้ ไม่นานมานี้สามารถขยายตลาดไปยังประเทศญี่ปุ่นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ในอนาคตจะใช้เทคนิคการแพ็ครักษาความสด เพื่อขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น

             ปัจจุบันสุ่ยเหลียนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ทำรายได้เพิ่มยอดขายให้กับนครเกาสงอย่างรวดเร็วที่สุดในขณะนี้ ปริมาณการผลิตประมาณ 6 ล้านชั่งหรือประมาณ3,600,000 กก. ยอดขาย 300 ล้านเหรียญไต้หวัน/ปี จนได้รับฉายาว่าเป็นธุรกิจ “ทองสีเขียว”ของเขตฉีเหม่ยไปแล้วค่ะ

    นายหวงฉี่เซวียน (黃啟軒) เกษตรกรหนุ่มในเขตฉีซานของนครเกาสง ปลูกบัวน้ำหรือสุ่ยเหลียน (水蓮) ด้วยวิธีการควบคุมคุณภาพและเข้มงวดในเรื่องการใช้ยาฆ่าแมลง จนกลายเป็นบัวน้ำออร์แกนิค

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน - 2019-11-12

    ที่นี่ไต้หวัน –12 พ.ย. 62-มารู้จักน้ำตาลแดง!! วัตถุดิบผลิตชานมไข่มุกส่งกลิ่นหอมไปทั่วโลกและสืบทอดกิจการจากรุ่นอากงไปสู่หลาน

               โรงงานน้ำตาลแดงซินหนาน(新南糖廠) เป็นโรงงานผลิตน้ำตาลแดงเก่าแก่ของไต้หวันที่ผลิตน้ำตาลแดงปริมาณมากที่สุด มีอายุนานกว่า 60 ปีแล้ว ก่อตั้งขึ้นในปี 1952 โดยรุ่นทวดชื่อหยางเหลียง(楊良)เป็นผู้ริเริ่มกิจการ  ซึ่งปกติแล้วกิจการของคนไต้หวันทั่วไปมักจะสืบทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง คือจากรุ่นทวดสืบทอดไปรุ่นอากง จากรุ่นอากงสืบทอดไปรุ่นพ่อ จากรุ่นพ่อสืบทอดไปยังรุ่นลูกชาย แต่ว่าโรงงานผลิตน้ำตาลแดงแห่งนี้มีการสืบทอดกิจการจากรุ่นอากงที่มีอายุ 87 ปีไปยังรุ่นหลานที่มีอายุ 37 ปี คือห่างไปรุ่นหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น ในปัจจุบันไต้หวันกำลังนิยมเครื่องดื่มชานมไข่มุกมาก และไข่มุกส่วนใหญ่จะใช้น้ำตาลแดงของบริษัทซินหนาน และปัจจุบัน ชานมไข่มุกของไต้หวันก็โด่งดังไปทั่วโลก คาดว่าปีนี้สร้างโอกาสธุรกิจ 30,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ยิ่งในช่วงนี้ชานมไข่มุกกำลังได้รัรับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งชานมไข่มุกที่ใช้น้ำตาลแดงผลิตไข่มุกรสชาติหอมอร่อยด้วย จึงทำให้อากงเล็งเห็นว่าหลานควรที่จะรับการสืบทอดกิจการเพื่อพัฒนาไอเดียใหม่ๆเกิดขึ้น หากสืบทอดไปรุ่นลูกก็มีอายุอานามไม่น้อยเกือบ 60 ปีหรือ 60 กว่าปีแล้ว ยังไงๆอีกไม่นานก็ต้องสืบทอดกิจการต่อนั่นเอง

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 05 พฤศจิกายน 2562

    ลิ้นจี่ไต้หวันเจ๋ง!! 6 สายพันธุ์ทดลองปลูกที่ออสเตรเลีย คาดส่งตลาดต่างประเทศ

              ลิ้นจี่เป็นผลไม้หน้าร้อนของไต้หวันที่มีรสชาติอร่อย เนื้อหวานกรอบ เมล็ดเล็ก เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทั้งในไต้หวันและต่างประเทศ มีการพัฒนาวิจัยและปลูกกันหลายพันธุ์มาก แต่ละพันธุ์ล้วนอร่อยกันทั้งนั้น ฤดูกาลลิ้นจี่ในไต้หวันจะอยู่ในช่วงเดือน พ.ค.ถึงเดือน ส.ค. ก็ประมาณช่วงก่อนหรือหลังเทศกาลบ๊ะจ่างของไต้หวัน

    ไต้หวัน-ออสเตรเลียร่วมมือกัน นำต้นกล้าลิ้นจี่พันธุ์ใหม่ 6 ชนิดของไต้หวันไปเพาะปลูกที่ประเทศออสเตรเลีย

              ล่าสุด มีข่าวดีคือ คณะกรรมการการเกษตรแถลงในวันที่ 23 ต.ค.ว่า นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำต้นกล้าลิ้นจี่พันธุ์ใหม่ 6 ชนิดของไต้หวันนำไปเพาะปลูกที่ประเทศออสเตรเลียซึ่งตั้งอยู่ขั้วโลกใต้ และในช่วงเวลาอันใกล้ ได้ผ่านการตรวจโรคแล้ว ในจำนวนนี้มี 4 พันธุ์ที่ได้ให้เกษตรกรของออสเตรเลียทำการปลูกแล้ว คาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และขายลิ้นจี่ไปยังตลาดต่างประเทศที่ไม่ใช่ไต้หวันและออสเตรเลีย

              ศูนย์ทดลองการเพาะปลูกคณะกรรมการการเกษตรได้บอกกับสำนักข่าว CNA ว่า เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้เลียนแบบการปลูกกีวีของนิวซีแลนด์ที่ประสบความสำเร็จการจำหน่ายไปทั่วโลก โดยนำไปเพาะปลูกในซีกโลกเหนือ อาศัยฤดูกาลที่ตรงกันข้ามของขั้วโลกเหนือและใต้ในการเพาะปลูก  เพื่อขยายตลาดส่งขายทั่วโลก เพราะฉะนั้นจึงได้ดำเนินการทดลองปลูกลิ้นจี่ที่ประเทศออสเตรเลีย และหลังจาก 3 ปีแล้ว กองกิจการต่างประเทศ คณะกรรมการการเกษตรจึงได้ประกาศแจ้งข่าวแผนงานที่ได้ดำเนินงานอยู่ในขณะนี้และลำดับต่อไป

    ไต้หวันมีเทคนิคการเพาะปลูกลิ้นจี่และสายพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงหลายหลายสายพันธุ์

              เคออวี้เฉิง (柯昱成) นักวิจัยศูนย์ทดลองการเพาะปลูกชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2016 ทางคณะกรรมการการเกษตรได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรออสเตรเลียและกรมเกษตรประมงควีนแลนด์ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ใช้ต้นกล้าลิ้นจี่พันธุ์ใหม่ 6 พันธุ์ของไต้หวันทำการตรวจโรคในออสเตรเลียเป็นเวลา 1 ปี โดยเพาะปลูกในห้องควบคุณอุณหภูมิ ตรวจโรคตามกฏระเบียบ เพื่อบ่งชี้ว่าไม่มีปัญหา และขณะนี้เพิ่งดำเนินการเสร็จสิ้น ส่วนขั้นตอนไป 2 ถึง 5 ปี จะเป็นช่วงของการตรวจสอบ เพื่อประโยชน์ในการจดสิทธิ์ของพันธุ์และช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงระหว่างดำเนินการรับประกันสิทธิ์ของพันธุ์ชั่วคราวด้วย ขณะเดียวกันมีการคัดเลือกพันธุ์ที่เป็นที่ต้องการของท้องตลาด  4 พันธุ์ให้เกษตรกรทดลองปลูกด้วย คาดว่าหลัง 5 ปีแล้วจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตล็อตแรกได้ และในอนาคตจะขายให้กับตลาดต่างประเทศแห่งที่ 3 ที่ไม่ใช่ไต้หวันและออสเตรเลีย สำหรับเกษตรกรไต้หวันนั้นก็สามารถเพาะปลูกได้ แต่ต้องสอดคล้องกับบริษัทที่ได้สิทธิ์และขายตลาดต่างประเทศเท่านั้น

              นายเคออวี้เฉิงบอกว่า พันธุ์ลิ้นจี่ 4 พันธุ์ที่กล่าวข้างต้นนั้นได้แก่ พันธุ์ไถหนงเบอร์ 3 (แดงกุหลาบ-玫瑰紅) พันธุ์ไถหนงเบอร์ 5 (ทับทิม-紅寶石) พันธุ์ไถหนงเบอร์ 6 (艷荔) พันธุ์ไถหนงเบอร์ 7 (早大荔) ซึ่งทั้ง 4 พันธุ์นี้ถ้าปลูกในไต้หวันฤดูกาลตั้งแต่เดือนพ.ค.-ก.ค. แต่ถ้านำไปปลูกที่ออสเตรเลียฤดูกาลคือเดือนพ.ย.ถึงเดือนก.พ.,มี.ค.ปีถัดไป ส่วนพันธุ์ทับทิม เป็นพันธุ์ลิ้นจี่ที่ดูแลง่ายในขณะเพาะปลูก ให้ผลผลิตสูง พันธุ์เยี่ยนลี่ เป็นพันธุ์ที่ปลูกในช่วงแรกๆ ผลโต สีแดงสด ไม่กระทบจากภาวะอากาศหนาวอุ่น ให้ผลโตมาก เฉลี่ยน้ำหนักผลละสูงถึง 35 กรัม และยังมีอีกพันธุ์หนึ่งที่นำไปทดลองปลูกที่ออสเตรเลียคือพันธุ์ไถหนงเบอร์ 7 หรือเจ่าต้าลี่

    15 min
  • เยี่ยม!! ทั้งถูกและมาตรฐานสูง ทำเด็กหลอดแก้วในไต้หวันค่าใช้จ่ายเ

    ที่นี่ไต้หวัน วันที่ 29 ตุลาคม 2562 - เยี่ยม!! ทั้งถูกและมาตรฐานสูง ทำเด็กหลอดแก้วในไต้หวันค่าใช้จ่ายเพียง 1 ใน 3 ของอเมริกา

              การรักษาการมีบุตรยากของไต้หวันใช้เงินเพียง 150,000 เหรียญไต้หวันถือเป็นราคาที่ถูก เปรียบเสมือนรับประทานบะหมี่ที่ไม่ใส่เนื้อ (陽春麵) หมายถึงบะหมี่ราคาถูกสุดจางฝู่สิง (張甫行) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทำเด็กหลอดแก้วเซิงจีบอกว่า แม้การรักษาภาวะไม่มีบุตร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจร่างกาย การตัดชิ้นเนื้อ เป็นต้น ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่มีการยกระดับแล้ว อีกทั้งใช้เทคนิกแบบเดียวกัน ราคาของไต้หวันก็ยังถูกกว่าของสหรัฐกว่าครึ่งหนึ่ง

              หากมีการนำค่ารักษาภาวะไม่มีบุตรของแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบ ค่ารักษาภาวะการมีบุตรยากของสหรัฐอยู่ที่ 400,000-500,000 เหรียญไต้หวัน หากเป็นประเทศในเอเชีย อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง แพงที่สุดยังต้องใช้เงินถึง 300,000 เหรียญไต้หวัน แม้แต่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ ถ้าทำเด็กหลอดแก้วก็ยังต้องใช้เงินอย่างน้อย 240,000 เหรียญไต้หวัน

              การรักษาภาวะการมีบุตรยากของไต้หวันถือว่าคุณภาพมาตรฐานสูง ตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ไต้หวันนำเข้าเทคโนโลยี่การรักษาภาวะมีบุตรยาก และมีการคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเริ่มต้น จึงตัดสินใจลดผลกำไรของวงการแพทย์ ราคาที่ตั้งไว้จึงต่ำมาก แม้ว่าราคาต่ำ แต่ต้นทุนของการรักษาภาวะมีบุตรยากของไต้หวันก็ไม่ได้ต่ำไปด้วย

              หลิวจื้อหง (劉志鴻) แพทย์อาวุโสที่รักษาภาวะการมีบุตรยากชี้ว่า ต้นทุนพื้นฐานของการใช้ยารักษา เครื่องไม้เครื่องมือ การเพาะเชื้อหรืออื่นๆ ล้วนเหมือนของต่างประเทศ และการรักษาภาวะมีบุตรยากก็มีการปรับราคาสูงขึ้นบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม จะปรับราคายังไงก็ยังถูกกว่าต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเกี่ยวเนื่องกับการมีศูนย์การรักษาภาวะมีบุตรยากของไต้หวันค่อนข้างหนาแน่น ยกตัวอย่าง ในหนึ่งมลรัฐของสหรัฐหรือหนึ่งมณฑลของจีนแผ่นดินใหญ่ อาจจะมีองค์กรที่รักษาภาวะการมีบุตรยากเพียง 2-3 แห่งเท่านั้น แต่สำหรับไต้หวันแล้ว เพียงแค่กรุงไทเปที่เป็นเมืองหลวงก็มีองค์กรหรือหน่วยงานที่รักษาภาวะการมีบุตรยากมากถึง 22 แห่ง ทำให้มีตัวเลือกเยอะ ความกดดันการแข่งขันสูง นอกจากนี้ต้นทุนการรักษาภาวะการมีบุตรยากของไต้หวันต่ำกว่าในต่างประเทศ อย่างเช่นต้นทุนด้านแรงงาน ปัญหาค่าแรงต่ำที่ดึงค่าแรงเพิ่มไม่มาก ตกอยู่ในสภาพแช่แข็งเป็นเวลานาน เป็นต้น

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน - 2019-10-22

    ที่นี่ไต้หวัน –22 ต.ค. 62-เรื่องเล่า!! หยวนหลิน ตำบลเล็กๆ ฉายา 3 มาก “เศรษฐีมาก ธนาคารมาก องค์กรกุศลมาก”

              เทศบาลเมืองหยวนหลิน(員林市) หรือแต่เดิมก่อนที่จะยกสถานะเป็นเทศบาลเมืองก็คือตำบลหยวนหลิน(員林鎮) ตั้งอยู่ในเมืองจางฮั่ว(彰化縣) ทางภาคกลางของไต้หวัน แม้เป็นตำบลเล็กๆที่มีประชากร 125,000 คน แต่ได้รับยกย่องว่าเป็นตำบลที่มีเศรษฐีมากที่สุดในไต้หวัน อย่างไรก็ตาม หากคุณเดินผ่านเศรษฐีแต่คุณไม่ทราบว่านั่นคือเศรษฐีเพราะว่าดูจากการแต่งตัวแล้วไม่เหมือนเศรษฐี พวกเขาจะเป็นเศรษฐีอำพรางที่ไม่แสดงตนว่าเป็นเศรษฐีด้วย

              เศรษฐีตำบลหยวนหลินที่ประหยัดไม่เพียงแต่ทำให้ยอดออมทรัพย์ของธนาคารสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ความมีใจที่เป็นกุศลก็มีมากมาย จากสถิติ หน่วยงานองค์กรกุศลใหญ่ๆ 4 แห่งของเมืองจางฮั่ว อย่าง ประเภทสมาคมไลออน ก็มีมากถึง 174 แห่ง ถ้ารวมองค์กรกุศลทั่วไปอื่นๆแล้ว มีมากถึง 1883 แห่ง และในจำนวนนี้มีไม่น้อยเลยที่ตั้งสาขาอยู่ในตำบลหยวนหลิน มิน่าหละที่มีคนกล่าวว่า ที่ตำบลหยวนหลินมี 3 มาก มากที่ 1 คนคือ เศรษฐีมาก(有錢人多) มากที่ 2 คือ ธนาคารมาก(銀行多) ส่วนมากที่ 3 คือ องค์กรกุศลมาก(慈善團體多)

              ไม่ว่าจะเป็นเถ้าแก่บริษัทหรือแม้แต่คนขายของริมถนนที่มีเงิน มีฐานะ ล้วนแต่ไม่แสดงตนว่าเป็นเศรษฐีเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินก็ด้วยการซื้อทอง ฝากเงิน หรือไม่ก็ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หากกล่าวถึงเรื่องของร้านทองแล้ว บนถนนหมินเซิง ถนนจงซาน ถนนจงเจิ้ง ก็จะเห็นร้านทองร้านจิเวลลี่ตั้งเรียงรายกันอย่างหนาแน่น อาจกล่าวได้ว่ามีร้านทองหนาแน่นที่สุดในไต้หวันก็ว่าได้ เซียวเหวินอวี้ (蕭文鈺) เจ้าของร้านทองจินเต๋อเฉิงรุ่นที่ 2 บอกว่า ในสมัยก่อนคนงานที่รับเงินเดือนแล้ว และมีเงินเหลือเก็บก็จะนำเงินนี้ไปซื้อทอง แม้แต่ผู้ประกอบการก็ชอบซื้อทองแท่ง เพราะฉะนั้นทำให้ตำบลหยวนหลินมีร้านทองมากกว่าธนาคารเสียอีก ประมาณปลายปี 1999 เพื่อนของเถ้าแก่เซียวเหวินอวี้ ซื้อทองแท่งน้ำหนัก 22 กก.ราคา 7 ล้านกว่าเหรียญไต้หวัน แต่เวลาที่ขายกลับให้ร้านทองมีมูลค่าสูงถึง 23 ล้านเหรียญไต้หวัน และเงินนี้เพื่อนของเขาต้องใช้กระเป๋าเดินทางมาใส่เงินสดที่หนัก 40 กก. เถ้าแก่เซียวยังบอกด้วยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เคยเห็นเงินจำนวนสดจำนวนมาก เขาบอกว่านี่เป็นทรงจำที่ยากจะลืม แม้แต่สจ.จางเสวี่ยหรูก็ยังบอกว่า ตอนที่ตัวเองช่วยจัดการมรดกให้กับประชาชน มักจะเห็นใต้เตียงของผู้ตายปูไปด้วยทองแท่งบ่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องนมนานมาแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ก็ยังเห็นด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ธนาคารไปตั้งสาขาที่เมืองหยวนหลินมากขึ้น การออมทรัพย์ก็ถูกแทนที่ด้วยความคุ้นเคยในการซื้อทองแท่ง

    13 min
  • การผลิตซีอิ๊วสูตรโบราณ แต่ใช้เทคโนโลยีใหม่เพิ่มมูลค่า

    การผลิตซีอิ๊วสูตรโบราณ แต่ใช้เทคโนโลยีใหม่มาเพิ่มมูลค่าการผลิต

             สัปดาห์นี้นำเอาการหมักซีอิ๊วของยี่ห้อซินฟางหยวน (新芳園) ในไต้หวันมาเล่าให้ฟัง โรงงานนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลโต่วหนานเมืองหยุนหลิน ทุกวันนี้ผู้ที่รับผิดชอบการผลิตซีอิ๊วก็มีการสืบทอดไปสู่รุ่นที่ 3 แล้ว โดยมีนาย หวางหรงเซิง (王榮生) เป็นผู้บริหารรับสืบทอดวิธีการหมักซีอิ๊วจากรุ่นอากง และใช้วิธีหมักซีอิ๊วแบบธรรมชาติตามแบบดั้งเดิม แม้โรงงานผลิตซีอิ๊วซินฟางหยวนจะไม่ใหญ่โตนัก แต่ว่านายหวังหรงเซิงซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มารับสืบทอดกิจการ ต้องการควบคุมคุณภาพการหมักซีอิ๊วที่มีมาตรฐานและมีรสชาติอร่อยเหมือนสมัยรุ่นอากง เขาจึงได้เริ่มจดบันทึกข้อมูลต่างๆไว้ ไม่ว่าในเรื่องของการใช้วัตถุดิบ อุณหภูมิ ความชื้น ขั้นตอนการผลิตหรืออื่นๆที่ส่งผลต่อกระบวนการผลิต ทั้งนี้ทั้งนั้น ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เกิดวิกฤตด้านอาหารในไต้หวันหลายระลอก ซีอิ๊วที่ผลิตด้วยกรรมวิธีทางเคมีจากที่เคยได้รับความนิยมสูงจนเกือบทำให้ผู้ผลิตซีอิ๊วแบบดั้งเดิมอยู่ไม่ได้ กลับได้รับความนิยมอีกครั้ง เพราะว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญต่ออาหารที่เป็นมิตรกับสุขภาพ หันมาบริโภคและใส่ใจกับซีอิ๊วที่หมักแบบธรรมชาติมากขึ้น แม้ว่าโรงงานผลิตซีอิ๊วซินฟางหยวนจะเป็นโรงงานเล็กๆ แต่เพื่อต้องการควบคุมคุณภาพและคงรสชาติแบบดั้งเดิมไว้ นายหวังหรงเซิงจึงเริ่มทำการบันทึก เพราะเขาคิดว่า วิธีการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสะสมKnow-howหรือความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทำงาน ยังเป็นการรับผิดชอบต่อผู้บริโภคด้วย และที่ยิ่งไปกว่านี้ เป็นการขยายตลาดเพิ่มผู้บริโภคใหม่ๆได้ด้วย

    นายหวางหรงเซิง (ขวา) กับโอ่งหมักซีอิ๊วแบบธรรมชาติตามศูตรโบราณ

              เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ปีที่แล้ว (2018) ทางโรงงานผลิตซีอิ๊วซินฟางหยวนเริ่มไปลงทะเบียนกับกรมอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการไต้หวัน และมาในปีนี้ ได้ร่วมมือกับบริษัทเอ้าติงติง (奧丁丁บริษัท OwlTing ) ในไต้หวันที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในการรวบรวมข้อมูลจัดระเบียบของโรงงานการผลิตเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงผู้ผลิตได้ ทำให้โรงงานผลิตซีอิ๊วซินฟางหยวนกลายเป็นโรงงานผลิตซีอิ๊วแห่งแรกของโลกก็ว่าได้ที่ใช้เทคโนโลยี่บล็อกเชนหมักซีอิ๊ว และยังสามารถยืนหยัดรสชาติซีอิ๊วบริสุทธิ์แบบดั้งเดิมที่มีมา 70 ปีต่อไปได้อีกด้วย

              นายหวางจวิ้นไข่ (王俊凱) ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริษัทเอ้าติงติงบอกว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นฐานข้อมูลที่มีรายละเอียดธุรกรรมข้อมูลและบันทึกที่เรียกว่าบล็อก บล็อกเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือแบบไม่เปลี่ยนแปลง เช่นข้อมูลในบล็อกไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้มีความปลอดภัยสูง มีความน่าเชื่อถือ ยกตัวอย่าง หากโรงงานผลิตซีอิ๊วซินฟางหยวนติดคิวอาร์โค้ดของบล็อกเชนเอ้าติงติงบนขวดซีอิ๊ว ก็สามารถเห็นประวัติการผลิตซีอี๊ว และยังสามารถตรวจสอบหมายเลขดั้งเดิม รายชื่อผู้ผลิต วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ปริมาณการผลิต สถานที่หมักซีอิ๊ว ตลอดจนขั้นตอนที่ละเอียดขึ้นอย่างเช่น การคัดเมล็ดถั่วที่ใช้หมักซีอิ๊ว เชื้อราที่ใช้หมัก เอาวัตถุดิบเข้าไปหมักในโอ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ การกรองหลังหมัก การฆ่าเชื้อ การแพคกิ้งต่างๆเป็นต้น

    หวางหรงเซิงยืนหยัดผลิตซีอิ๊วตามสูตรโบราณ แต่ใช่เทคโนโลยีใหม่เข้าช่วย

              นายหวางหรงเซิง เจ้าของผู้ผลิตซีอิ๊วโรงงานซินฟางหยวนบอกว่า แม้แต่รายการของวัตถุดิบก็มีการบันทึกไว้อย่างละเอียด มีการใช้ถั่วดำจากตำบลตงซื่อ (東勢) ของเมืองไถจง ซึ่งเป็นถั่วดำที่ปลูกในไต้หวัน แม้จะมีราคาแพงชั่งหนึ่งหรือ 600 กรัมราคานับร้อยเหรียญไต้หวัน แต่ก็ยังนำมาใช้ เพราะว่าถั่วดำที่ปลูกในไต้หวันเป็นถั่วดำที่เก็บในฤดูกาล มีความสด ส่วนถั่วดำที่นำเข้าจากต่างประเทศมีคุณภาพไม่คงที่

              นายหวางยังบอกด้วยว่า ในอนาคตยังสามารถตรวจสอบข้อมูลถึงแหล่งที่มาของถั่วดำว่ามาจากเกษตรกรคนไหน ทำให้สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนการผลิต ตรวจสอบคุณภาพได้ และไม่นานมานี้ เถ้าแก่หวังก็ยังใช้อุปกรณ์ทันสมัย เริ่มใช้ตัววัดอุณหภูมิอัจฉริยะในขั้นตอนการหมักเชื้อรา ทั้งนี้ อุณหภูมิในการหมักเชื้อราเป็นตัวชี้วัดการเจริญเติบโตของเชื้อราอย่างหนึ่ง หากวันไหนอากาศร้อนบ้างเย็นบ้าง หรือว่าวันไหนฝนตกหนักจากนั้นแดดออกจ้า เถ้าแก่หวังและคุณพ่อจะต้องหมุนเวียนเปลี่ยนเวรคอยควบคุมอุณหภูมิของเชื้อราในช่วงกลางคืนด้วย แต่หลังจากใช้เทคโนโลยีแล้ว ก็จะมีสัญญาณเตือนจากเครื่องวัดดิจิตัลนี้ แต่ขอบอกว่า ราคาของเครื่องวัดอุณหภูมิอัจฉริยะนี้ไม่ถูกซะด้วย เครื่องหนึ่ง 4-5 พันเหรียญไต้หวัน และแต่ละชั้นของการหมักเชื้อราจะต้องใช้เครื่องวัดอุณหภูมิถึง 4 ตัว และการหมักเชื้อราแต่ละครั้งใช้มากกว่า 10 เครื่อง ถ้าคำนวณการหมักเชื้อราแค่ 3 ชั้น ก็ต้องใช้ต้นทุนในการซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิอย่างน้อย 150,000 เหรียญไต้หวัน

              หลังจากที่โรงงานผลิตซีอิ๊วซินฟางหยวนใช้ระบบบล็อกเชนมาใช้ในการผลิตซีอิ๊วแล้ว ก็ได้ดึงดูดผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญในเรื่องของอาหารสุขภาพสั่งซื้อ และเพื่อขานรับกับความต้องการของตลาดในอนาคต ทางโรงงานเริ่มกระบวนการหมักซีอิ๊วแห่งที่ 2 คาดว่าจะเพิ่มการผลิตได้มากถึง 70 % ขณะเดียวกันเขาก็ยังเปิดเผยว่า จะอาศัยเทคโนโลยี่บล็อกเชนนี้ถ่ายทอดให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ที่มาสืบทอดวิธีการผลิตซีอิ๊วแบบดั้งเดิมด้วย

              การผลิตซีอิ๊วแบบดั้งเดิมเป็นงานที่ซับซ้อน ในอดีตล้วนต้องอาศัยประสบการณ์ของอาจารย์ในการทำ แต่หลังจากที่หวังหรงเซิงรับสืบทอดกิจการแล้ว ได้เริ่มใช้ตัวควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ ขั้นตอนการผลิต รสชาติของซีอิ๊วที่ปรากฏออกมา ล้วนมีการนำเทคโนโลยี่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

    ผลิตภัณฑ์ซีอิ๊วบางส่วนของยี่ห้อซินฟางหยวน (新芳園)

    15 min
  • ปลานวลจันทร์ ปลาเศรษฐกิจไต้หวัน รับประทานได้ตั้งแต่หัวจรดหาง

             ปลานวลจันทร์ทะเลหรือภาษาจีนเรียกซือมู่อวี๋ (虱目魚) ที่คนไต้หวันนิยมเลี้ยงกันเป็นล่ำเป็นสันตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน กลายเป็นปลาเศรษฐกิจที่นำมาประกอบอาหาร เป็นเมนูอร่อยๆ ตลอดจนมีการนำมาแปรรูป ต้องบอกว่าใช้ประโยชน์คุ้มค่าจริงๆ ใช้ประโยชน์จากปลาได้ทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดหาง แม้แต่เกร็ดปลาก็ยังใช้ประโยชน์ได้ดีเลยค่ะ

    ปลานวลจันทร์เป็นปลาเศรษฐกิจสำคัญของไต้หวัน เลี้ยงกันมากที่ไถหนานและเกาสง ผลผลิตปีละ 50,000 ตัน สร้างรายได้กว่า 4,000 ล้าน TWD

              “ปลานวลจันทร์”หรือ“ปลานวลจันทร์ทะเล” ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นปลาชนิดเดียวกัน หากแต่เลี้ยงและเติบโตในสภาพน้ำที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะเป็นปลาที่อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำเค็ม น้ำกร่อย รวมทั้งน้ำจืดด้วย ทำให้มีชื่อเรียกที่ต่างกันนั่นเอง ส่วนในไต้หวันเองก็มีชื่อเรียกปลานวลจันทร์ได้หลายอย่าง โดยภาษาจีนกลางก็จะเรียกว่า ซือมู่อวี๋ (虱目魚) และยังมีชื่อเรียกอื่นๆ  เช่น อันผิงอวี๋ (安平魚) ไถวานเจียอวี๋ (台灣家魚) ไซมู่อวี๋(塞目魚) ไห่เฉ่าอวี๋ (海草魚)  กั๋วซิ่งอวี๋ (國姓魚) เป็นต้น เล่ากันว่า เจิ้งเฉิงกง ขุนพลคนสุดท้ายของราชวงค์หมิงที่ถอยทัพมาไต้หวัน และเป็นผู้ขับไล่ชาวฮอลันดาที่ยึดครองไต้หวันนานถึง 38 ปี ก็เป็นผู้ที่ชอบรับประทานปลานวลจันทร์มาก เพราะความชอบนี้เอง ก็เลยตั้งชื่อปลานวลจันทร์ว่า กั๋วซิ่งอวี๋ หรือถ้าเรียกแบบไทยๆก็คือ ปลาราชสกุล ทั้งนี้ทั้งนั้น ขุนพลเจิ้งเฉิงกงมีบรรดาศักดิ์ว่า เจ้าราชสกุล-國姓爺 นั่นเอง

    ปลานวลจันทร์ ปลาเศรษฐกิจไต้หวัน รับประทานได้ตั้งแต่หัวจรดหาง

    15 min
  • เทคนิคแปรรูปวานิลลา ไต้หวันล้ำหน้า 1 ฝักเทียบเท่า 2 ฝักที่นำเข้า

    วานิลลา ได้รับการขนานนามว่า“ทองคำเขียว”เทคนิคการแปรรูปของไต้หวันล้ำหน้า 1 ฝัก เทียบเท่า 2 ฝักที่นำเข้า

            วานิลลา ภาษาจีนเรียกว่า 香草 น้อยคนนักที่จะรู้ว่า วานิลลา เป็นกล้วยไม้สกุลวานิลลา (Vanilla) นำฝักมาผ่านกรรมวิธีบ่ม แปรรูป จนได้กลิ่นวานิลลา หรือนำเมล็ดมาสกัด ได้วานิลลินธรรมชาติ หรือใช้วานิลลาในการประกอบอาหารทำโดยกรีดฝักวานิลลาออกและขูดนำเอาเมล็ดในฝักไปใช้ประกอบอาหาร หรือนำทั้งฝักไปต้มน้ำและช้อนออก วานิลลายังได้รับสมญานามว่า“ราชินีเครื่องหอม”ในช่วงที่ผ่านมา ราคาตลาดโลกกิโลกรัมละ 600 เหรียญสหรัฐ สูงกว่าทองคำขาวซึ่งราคากิโลกรัมละ 500 กว่าเหรียญสหรัฐเสียอีก เพราะฉะนั้นก็มีคนขนานนามวานิลลาอีกชื่อว่า“ทองคำเขียว”แต่ในภาคอุตสาหกรรม นิยมใช้วานิลลินสังเคราะห์ หรือกลิ่นวานิลลา เป็นน้ำหอมสังเคราะห์ให้มีกลิ่นคล้ายวานิลลาแท้ ในการแต่งกลิ่นอาหารของหวาน ไอศกรีม เครื่องดื่ม เพราะว่าราคาถูกกว่ามาก หาซื้อง่าย เห็นได้บ่อยที่สุด

    สวนปลูกต้นวานิลลาในนครเถาหยวน

    ฝักวานิลลาที่กำลังจะโตเต็มที่

           สำหรับในไต้หวันเองก็มีการนำเข้าวานิลลาสายพันธุ์การค้าหรือสายพันธุ์ แพลนิฟอเลีย (Planifolia) วานิลลามาปลูกกัน และขณะนี้สามารถเก็บเกี่ยวและนำมาแปรรูปแล้ว ศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตรเขตเถาหยวนชี้ว่า เทคโนโลยีการแปรรูปวานิลลาไต้หวันมีความก้าวหน้าครั้งใหญ่ วานิลลาพันธุ์การค้าที่ปลูกในประเทศสกัดได้มีปริมาณมากกว่าผลิตภัณฑ์นำเข้าสัดส่วน 1 ฝักเทียบเท่ากับ 2 ฝัก ปัจจุบันเพาะปลูกในพื้นที่ 10 เฮกตาร์(ประมาณ 62.5 ไร่) และพื้นที่ปลูกวานิลลา 1 เฮกตาร์หรือประมาณ 6.25 ไร่ สามารถเก็บเกี่ยวได้ฝักวานิลลา 2,000-3,000 กก. หลังแปรรูปแล้วสามารถได้ผลิตภัณฑ์ 400-600 กก.คาดว่าจะทดแทนการนำเข้าได้ถึง 50%  มูลค่าการผลิตทะลุ 100 ล้านเหรียญไต้หวัน

    เชฟใหญ่โรงแรม The Fullon Hotels สาขานครไทจง (ซ้ายคนที่ 2) ชมวานิลลาที่ปลูกในไต้หวันให้กลิ่นดีกว่าของนำเข้า

    15 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน