
Sign up to save your podcasts
Or


ลาภปาก!! เกษตรกรเมืองผิงตงใช้เวลา11 ปี นำมะม่วงเขียวเสวยของไทยมาปรับปรุงพันธุ์ กลายเป็นเขียวเสวยไต้หวันสำเร็จ ตั้งชื่อมะม่วงเฝ่ยชุ่ย (翡翠芒果) หรือมะม่วงเขียวมรกต
ช่วงนี้เป็นหน้าร้อนของไต้หวัน ผลไม้ที่กำลังมีผลผลิตมากก็คือมะม่วง หลายๆ คนที่อยู่ไต้หวันคงได้ลิ้มลองมะม่วงกันไม่น้อยแล้ว ปีนี้ผลผลิตมาก ราคาค่อนข้างถูก ซื้อยกลัง 200-300 เหรียญไต้หวันก็กินกันอย่างจุใจ อีกทั้งยังมีหลากหลายพันธุ์ของมะม่วงให้เลือกสรร ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์อ้ายเหวิน (愛文) หรือเออร์วิน พันธุ์จินหวง (金煌) พันธุ์มี่เสวี่ย (蜜雪) พันธุ์ลำไย (龍眼) เป็นต้น โดยที่แต่ละพันธุ์มีเอกลักษณ์ มีความอร่อยที่แตกต่างกันไป
นายพันเหลียนจิ้น (潘連進) เกษตรกรเมืองผิงตง นำพันธุ์มะม่วงเขียวเสวยจากไทยมาปรับปรุงพันธุ์ และใช้ความพยายามอยู่ 11 ปีจึงประสบความสำเร็จ
ล่าสุดในปีนี้มีมะม่วงสายพันธุ์ใหม่กำลังออกสู่ท้องตลาดไต้หวัน ซึ่งก็คือ มะม่วงเขียวเสวยไต้หวัน มีชื่อภาษาจีนว่า “มะม่วงเฝ่ยชุ่ย-翡翠芒果” หรือมะม่วงเขียวมรกต เป็นมะม่วงสายพันธุ์ใหม่ที่เกษตรกรตำบลเฉาโจว เมืองผิงตง ชื่อนายพันเหลียนจิ้น (潘連進) เป็นผู้ปลูก เป็นมะม่วงเปลือกสีเขียวเนื้อสีเหลือง โดยนำพันธุ์มะม่วงเขียวเสวยจากเมืองไทยมาปรับปรุง และใช้ความพยายามอยู่หลายปีจึงประสบความสำเร็จ กลายเป็นมะม่วงเขียวเสวยในไต้หวัน มีรสชาติคล้ายฝรั่ง ความหวานระดับลำไย ดึงดูดลูกค้าได้ไม่น้อย โดยในเดือนที่แล้ว นายพันเหลียนจิ้น เริ่มขายมะม่วงนี้ทางออนไลน์กิโลกรัมละ 200 เหรียญไต้หวัน ถือเป็นราคาที่ทดลองขายและถูกกว่ามะม่วงพันธุ์มี่เสวี่ย มีราคาใกล้เคียงกับมะม่วงพันธุ์อ้ายเหวิน
เกษตรกรไต้หวันใช้เวลา 11 ปี พัฒนาพันธุ์มะม่วงเขียวเสวยของไทยได้สำเร็จ ตั้งชื่อมะม่วงเฝ่ยชุ่ย 翡翠芒果
นายพันเหลียนจิ้นปลูกมะม่วงเขียวมรกตกในเนื้อที่ 2 เฮกตาร์กว่าๆ ประมาณ 400 กว่าต้น เริ่มทยอยมีผลเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ขณะนี้มีผลเก็บเกี่ยวค่อนข้างมาก นายพันเหลียนจิ้นเป็นเกษตรกรที่ชอบทดลองปลูกพันธุ์มะม่วงที่หลากหลาย และเพื่อต้องการให้มะม่วงเขียวมรกตมีความพิเศษ ฤดูร้อนก็จะกินแบบกรอบ ฤดูใบไม้ร่วงก็จะกินแบบสุก ทำให้มะม่วงพันธุ์เดียวกันกินได้ 2 แบบ มะม่วงเขียวมรกตหรือมะม่วงเฝ่ยชุ่ยนี้ถือเป็นพันธุ์มะม่วงที่เขาประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์และปรับปรุงได้โดยใช้เวลานานถึง 11 ปี
นายพันเหลียนจิ้น (潘連進) เกษตรกรเมืองผิงตง นำพันธุ์มะม่วงเขียวเสวยจากไทยมาปรับปรุงพันธุ์ และใช้ความพยายามอยู่ 11 ปีจึงประสบความสำเร็จ
ที่นี่ไต้หวัน –23 มิ.ย. 63-เคยกินหรือยัง? ขนมบ๊ะจ่างเขตสือเหมิน ชายฝั่งทะเลภาคเหนือของนครนิวไทเป อร่อยๆ จ้า!!
เทศกาลบ๊ะจ่างหรือเทศกาลตวนอู่กำลังจะมาถึง หลายๆ คนอดไม่ได้ที่ต้องกินขนมบ๊ะจ่างกัน และหลายคนก็ต้องเสาะหาซื้อขนมบ๊ะจ่างอร่อยๆ ที่มีชื่อเสียงแบบชนิดขายดิบขายดีต่อแถวกันยาวเหยียดมากินหรือฝากญาติสนิทมิตรสหายเช่นกัน เนื่องจากปีนี้เกิดการระบาดของโควิด 19 และในไต้หวันสถานการณ์การระบาดคลี่คลายไปเยอะ ผู้คนเริ่มออกท่องเที่ยวหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือเสาะหาอาหารอร่อยๆ มากินกัน เทศบาลตำบลเขตสือเหมินได้เชิญชวนให้ประชาชนไปเที่ยวบริเวณชายฝั่งทางภาคเหนือของไต้หวันเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์และซื้อขนมบ๊ะจ่างมีชื่อเสียงติดไม้ติดมือเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลบ๊ะจ่างหรือเทศกาลตวนอู่ ทั้งนี้เขตสือเหมินทางชายฝั่งทะเลทางภาคเหนือจะมีร้านรวงนับสิบร้านเรียงรายขายขนมบ๊ะจ่างอยู่ 2 ข้างถนน รวมทั้งขายตามหน้าวัดจีนสือปาหวังกง โดยที่แต่ละร้านที่ขายขนมบ๊ะจ่างต่างก็มีเอกลักษณ์ รสชาติความอร่อยที่แตกต่างกันไป เนื่องจากความอร่อย จึงทำให้ขนมบ๊ะจ่างที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วไต้หวัน และในปีนี้ทางเทศบาลตำบลเขตสือเหมินก็ได้ทำแผนที่ขนมบ๊ะจ่างขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้นักชิมจากทั่วสารทิศเมื่อมองแผนที่ปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าตำแหน่งของร้านขนมบ๊ะจ่างอร่อยๆ ที่ตนเองอยากจะซื้อกินอยู่ที่ไหนบ้าง หาได้อย่างรวดเร็วขึ้นด้วย
ทำไมขนมบ๊ะจ่างเขตสือเหมินจึงมีชื่อเสียง? ก็ต้องบอกว่ามีตำนานเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับวัดจีนสือปาหวังกง(十八王公廟) เนื่องจากวัดจีนสือปาหวังกงมีความศักดิ์สิทธิ์ มีคนมาเซ่นไหว้แสดงความขอบคุณที่ให้ความคุ้มครอง หรือขอหวยแล้วถูกรางวัล จึงเอาขนมบ๊ะจ่างไปเซ่นไหว้ จนในเวลาต่อมามีร้านรวงที่ขายขนมบ๊ะจ่างเกิดขึ้นมากมายในเขตสือเหมิน นอกจากไปเขตสือเหมินซื้อขนมบ๊ะจ่างกินกันแล้ว ที่เขตสือเหมินยังมีแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อหลายแห่งที่เป็นความงดงามชายฝั่งทะเลทางภาคเหนือด้วย อย่างเช่น หาดทรายไป๋ซาวันสำหรับเล่นน้ำ นั่งชิลริมหาดชมพระอาทิตย์ตกน้ำ เป็นต้น
ที่นี่ไต้หวัน –16 มิ.ย. 63-มารู้จัก....ข้าวหอมกลิ่นเผือก “ข้าวเกาสงเบอร์ 147” แหล่งปลูกตำบลฉือซั่งเมืองไถตงกันดีกว่า!!
การปลูกข้าวในไต้หวันจะมีการปรับปรุงพันธุ์อย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวที่มีกลิ่นหอมจะยิ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค และช่วงปลายปีที่ผ่านมา ข้าวเกาสงเบอร์ 147 ซึ่งเป็นข้าวหอมกลิ่นเผือกได้รับเหรียญทองจากการประกวดข้าวที่ประเทศญี่ปุ่น คว้าชัยชนะจากผู้เข้าประกวด 5,000 กว่ารายทั่วโลก และปัจจุบันข้าวหอมยังเป็นข้าวที่ครองสัดส่วนตลาดไต้หวันสูงถึง 30% อีกทั้งยังมีความหอมที่หลากหลายด้วย นายสวี่จื้อเซิ่ง(許志聖) ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกข้าวและยังได้รับฉายาดอกเตอร์ข้าวของไต้หวันบอกว่า โดยทั่วไปข้าวหอมแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ประเภทแรกคือข้าวหอมกลิ่นเผือกที่คนไต้หวันคุ้นเคยและรู้จัก ประเภทที่ 2 คือข้าวกลิ่นหอมของพืชสมุนไพร ส่วนประเภทที่ 3 คือข้าวหอมกลิ่นดอกไม้ และปัจจุบันในไต้หวันจะเป็นข้าวหอมกลิ่นเผือกเป็นส่วนใหญ่ ส่วนข้าวหอมกลิ่นดอกไม้กำลังอยู่ในระหว่างการวิจัยพัฒนา
ปลายปี 2019 นายเซี่ยเหม่ยกั๋ว(謝美國) เกษตรกรอายุ 88 ปี ผู้ซึ่งปลูกข้าวฉือซั่งที่เมืองไถตง ได้เข้าร่วมการประกวดข้าวครั้งที่ 21 ที่อำเภอคิซาราสึ จังหวัดชิบะของประเทศญี่ปุ่นได้คว้าชัยชนะจากผู้เข้าแข่งขัน 33 อำเภอจังหวัดทั่วประเทศญี่ปุ่นและเกษตรกรจากหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ไทย เวียดนาม รวมกว่า 5,000 ราย และการประกวดข้าวครั้งนี้ยังถือเป็นครั้งแรกของการแข่งขันในประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับรางวัลเหรียญทองที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นด้วย นายเจี่ยนซั่วหง หนึ่งในกรรมการตัดสินและเป็นเจ้าของข้าวญี่ปุ่นบอกว่า การที่ข้าวไต้หวันได้คว้าชัยชนะก็เพราะมีความเด่นหลายประการ อย่างเช่น เมื่อมองจากรูปร่างภายนอกเมล็ดข้าวมีความสวย มีความชื้นเหมาะสม เมื่อเคี้ยวจะมีความนุ่มหนึบ ใส่เข้าปากจะมีความคล่องคอ เป็นต้น
นายเซี่ยเหม่ยกั๋ว เกษตรกรผู้คว้ารางวัลชนะเลิศในการประกวดข้าวที่ประเทศญี่ปุ่นบอกว่า การดูแลจัดการในนาข้าวก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ได้รับรางวัล ไม่ว่าจะเรื่องของการใส่ปุ๋ย การให้น้ำ การดายหญ้า ล้วนต้องจัดทำอย่างมีระบบ ส่วนผืนนาที่ปลูกข้าวก็ตั้งอยู่ตอนล่างของแม่น้ำซินอู๋ลวี่(新武呂溪) ในตำบลฉือซั่งเมืองไถตง เนื่องจากอิทธิพลของเทือกเขาตอนกลาง มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,000 เมตร ได้ชะเอาแร่ธาตุธรรมชาติมาด้วย ทำให้ผืนนามีความอุดมสมบูรณ์ น้ำสะอาด อีกทั้งผืนนามีความแตกต่างของระดับพื้นดินไม่มาก ระดับน้ำกำลังดี ทำให้ข้าวที่ปลูกได้มีคุณภาพดีแบบธรรมชาติ
ที่นี่ไต้หวัน –09 มิ.ย. 63- พืชเศรษฐกิจทำเงิน!! ไต้หวันหนุนปลูกหน่อไม้ฝรั่งในโรงเรือน แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
ที่ผ่านมาหน่อไม้ฝรั่งที่ขายในไต้หวันส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศเปรู ไทย และเวียดนาม แต่ปัจจุบันเกษตรกรรุ่นใหม่ในไต้หวันหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันมากขึ้น และปัจจัยจากสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ยังไม่สามารถนำเข้าได้สะดวก ทำให้หน่อไม้ฝรั่งที่เพาะปลูกในไต้หวันเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น เกษตรกรที่เพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่งในเขตพื้นที่นครไถหนานเผยว่า คุณภาพของหน่อไม้ฝรั่งดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ราคาจำหน่ายขยับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ยอดสั่งจองเพิ่มขึ้นจากเดิม 10-20% ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 110 เหรียญไต้หวัน/กิโลกรัม แต่หากมีคุณภาพดีเทียบเท่าเกรดส่งออกหรือที่นำเข้ามาจากต่างประเทศก็สามารถขายได้สูงสุดถึงกิโลกรัมละ 400 เหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 2 เท่า
หน่อไม้ฝรั่งหรือแอสพารากัส-asparagus ภาษาจีนเรียกว่า “หลูสุ่น-蘆筍” เป็นพืชผักที่ได้รับความสนใจในไต้หวันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรรุ่นใหม่หันมาปลูกในโรงเรือนเพราะรัฐมีโครงการอุดหนุนช่วยเหลือ หน่อไม้ฝรั่งที่นิยมปลูกมี 2 ชนิด คือมีทั้งหน่อสีขาวซึ่งส่วนใหญ่นำมาแปรรูปเป็นหน่อไม้ฝรั่งกระป๋อง ส่วนอีกชนิดคือหน่อไม้สีเขียว นิยมใช้รับประทานสดหรือนำมาทำสลัดหรือผัด เป็นต้น หน่อไม้ฝรั่งเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งรวมของวิตามินเค วิตามินบี โฟเลต วิตามินซี และวิตามินเอ อุดมไปด้วยวิตามินบี ทั้งบี 1 บี 2 บี 3 และบี 6 มีปริมาณโฟลาซินสูง เต็มไปด้วยแร่ธาตุ เช่น สังกะสี ทองแดง ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม และเซเลเนียม มีกากใยสูง
หน่อไม้ฝรั่งเป็นหนึ่งในผักไม่กี่ชนิดที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ เรียกว่า อินูลิน ซึ่งเป็นสารประเภทฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ มีลักษณะเฉพาะคือมีรสชาติที่หวาน คล้ายน้ำตาล แต่จะไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหารจึงไม่ให้พลังงาน เป็นคาร์โบไฮเดรตตัวดี เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ไม่มีไขมัน และมีกากอาหารสูง หน่อไม้ฝรั่งยังเป็นอาหารที่มีกลูต้าไธโอนอยู่มากที่สุด ซึ่งกลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ช่วยให้ตับขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เป็นต้น เมื่อได้ฟังประโยชนน์ของหน่อไม้ฝรั่งที่มีประโยชน์กับร่างกายมากมาย ถ้ามีโอกาสก็อย่าลืมซื้อมารับประทานกัน
เจลลี่ฟิก!! พืชอัศจรรย์ไต้หวัน นิยมทำเป็นวุ้นอ้ายอวี้ (愛玉) เหมาะกับสาย Healthy สายคลีน
เจลลี่ฟิก (愛玉子) เป็นพืชเถาเลื้อยวงศ์ขนุน (Moraceae) ขึ้นตามป่าเขามักจะเลื้อยไปตามต้นไม้ใหญ่ออกผลบนยอดไม้ที่สูงลิ่ว เติบโตได้ดีในป่าทึบของเทือกเขาตอนกลางของไต้หวัน ลักษณะเป็นกึ่งไม้เนื้อแข็งประเภทไม้เลื้อย ใบคล้ายรูปหอกและมีความเหนียวพอสมควร หลังใบมีสีเขียวเข้ม ไม่มีขน ขณะที่ท้องใบมีสีเทาเข้มและมีขนสีน้ำตาล ออกดอกติดผลที่ซอกใบ เป็นพืชดอกแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน ซึ่งก็หมายความว่าดอกเพศผู้และดอกเพศเมียเกิดแยกกันอยู่คนละต้น เวลาที่ผสมพันธุ์ต้องอาศัยตัวต่อเป็นตัวช่วยผสมพันธุ์ หลังผสมพันธุ์แล้วจะเกิดผล และผลมีลักษณะรูปทรงคล้ายไข่ไก่สีเขียว และมีเมล็ดนิ่ม ๆ ภายในผลมากมาย ซึ่งผลนี้เองที่เรียกว่า“เจลลี่ฟิกหรือผลอ้ายอวี้”
อ้ายอวี้มีประโยชน์กับร่างกาย ให้พลังงานต่ำแต่คุณค่าทางอาหารสูง อุดมไปด้วยคอลลาเจลซึ่งมีมากกว่าสตรอเบอรรี่ถึง 20 เท่า มีเส้นใยอาหารมากถึง 50.8% เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานหรือเมตาบอลิซึม ช่วยระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี
เจลลี่ฟิกเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์กับร่างกาย ให้พลังงานต่ำแต่คุณค่าทางอาหารสูง เหมาะกับคนยุคปัจจุบันที่ต้องการรักษาสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยคอลลาเจลซึ่งมีมากกว่าสตรอเบอรรี่ถึง 20 เท่า มีเส้นใยอาหารมากถึง 50.8% เพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานหรือเมตาบอลิซึม ช่วยระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี เพราะฉะนั้นสาวๆ ที่รักสวยรักงามหรือสาย Healthy สายคลีนจะชื่นชอบรับประทานวุ้นอ้ายอวี้มาก เมื่อนำผลเจลลี่ฟิกนำมาตากแห้งแล้วก็นำไปทำเป็นวุ้นเป็นที่นิยมรับประทานในช่วงหน้าร้อนของคนไต้หวันมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะว่าอุดมไปด้วยเพกติน (pectin) ซึ่งเป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรตประเภทไฟเบอร์หรือใยอาหารชนิดหนึ่ง จึงดีต่อระบบขับถ่ายและลำไส้ ที่สำคัญคือร่างกายไม่สามารถย่อยโดยเอนไซม์ในทางเดินอาหารได้ก็เลยไม่มีแคลอรี
ผลเจลลี่ฟิก เป็นผลไม้เอกลักษณ์ของไต้หวัน ลักษณะภายนอกคล้ายมะม่วง
สถานีวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเหมียวลี่ (Miaoli District Agricultural Research and Extension Station - MDARES) ได้พัฒนาเจลลี่ฟิกปลูกบนพื้นราบสายพันธุ์เหมียวลี่ 1 และ เหมียวลี่ 2 เป็นลูกฟิกให้ผลผลิตสูง เก็บผลง่ายโดยไม่ต้องปีนต้น ใน ปี 2012 และ 2013 ประสบความสำเร็จในการพัฒนา เหมียวลี่ 1 และ เหมียวลี่ 2 เป็นพันธุ์ที่เเติบโตได้เร็วบนพื้นราบ ผลผลิตสูงและมีเจลลี่มาก เจลลี่ฟิกเหมียวลี่ 1 ที่มียีนต้านแมลง หรือ เหมียวลี่ 2 ที่ออกผลเร็ว ทั้ง 2 พันธุ์นี้ปลูกโดยให้เลื้อยเสาซีเมนต์สูงประมาณ 10 ฟุต เก็บผลโดยใช้มีดยืดหดแบบเดียวกับที่ใช้เก็บผลหมาก ไม่ต้องใช้บันไดก็เก็บผลได้ง่ายและเป็นการปลูกบนพื้นราบ และนอกจากนี้ในเรื่องของการวิจัยยังพบว่า เซลล์ต้นอ่อน (Embryo Cell) ของเจลลี่ฟิก สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม สามารถลดฝ้าจุดด่างดำ เสริมการสร้างโปรตีน จึงได้ร่วมมือกับ China Medical University ทดลองในเซลล์และในสัตว์ ยืนยันผลทำให้ผิวนวลงามและช่วยซ่อมแซมผิวหนัง ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าเจลลี่ฟิกได้มากขึ้นอีกด้วย
ต่อเจลลี่ฟิกและผลเจลลี่ฟิกพึ่งพาระหว่างกัน และมีเฉพาะในไต้หวันเท่านั้น
สถานีทดลองเกษตรเมืองเจียอี้ใช้เวลานาน 24 ปีในการทดลองวิจัยและพัฒนาสับปะรดสายพันธุ์ใหม่ ขณะนี้ประสบความสำเร็จในการทดลองปลูกและขายในท้องตลาดกันแล้ว โดยตั้งชื่อว่า "สับปะรดมะม่วง-芒果鳳梨" และมีชื่อทางการว่า "สับปะรดไถหนงเบอร์ 23-台農23號鳳梨" เป็นสับปะรดที่มีระดับความหวานเฉลี่ย 16-18 บริกซ์ ระดับความเปรี้ยว 0.4-0.7% อัตราส่วนของน้ำตาลต่อกรดเฉลี่ย 26-34 การค้นพบสับปะรดสายพันธุ์ใหม่นี้ไม่เพียงแต่ต้องการให้ได้สับปะรดที่อร่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาคุณภาพที่ไม่ดีของสับปะรดพันธุ์จินจ้วน (金鑽鳳梨-หรือสับปะรดพันธุ์เพชรทอง) ในช่วงฝนตกของฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงได้ด้วย สับปะรดมะม่วงสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาได้นี้ มีเส้นใยละเอียด เวลารับประทานจะมีกลิ่นหอมของมะม่วงด้วย
สถานีเกษตรเมืองเจียอี้ประสบความสำเร็จในการทดลองปลูกและมีวางขายในท้องตลาด"สับปะรดมะม่วง-芒果鳳梨" หรือมีชื่อทางการว่า "สับปะรดไถหนงเบอร์ 23-台農 23 號鳳梨"
นายเฉินกันซู่ (陳甘澍) หัวหน้าสถานีทดลองเกษตรเมืองเจียอี้ชี้ว่า ผู้บริโภคไต้หวันนิยมรับประทานสับปะรดจินจ้วนหรือสับปะรดเพชรทอง แต่เนื่องจากช่วงหลังเดือนพ.ค.ซึ่งเป็นช่วงที่ปริมาณน้ำฝนเยอะก็จะทำให้สับปะรดจินจ้วนมีรสชาติที่ไม่ค่อยอร่อย สับปะรดมะม่วงหรือสับปะรดไถหนงเบอร์ 23 นี้ก็เป็นสับปะรดพันธุ์ผสมที่เกิดจากแม่พันธุ์คือสับปะรดมี่เป่า (蜜寶鳳梨) หรือชื่อทางการว่า "สับปะรดไถหนงเบอร์ 19" ส่วนพ่อพันธุ์คือสับปะรดสีทอง (黃金鳳梨) หรือมีชื่อทางการว่า "สับปะรดไถหนงเบอร์ 21" โดยเอาข้อดีข้อได้เปรียบของสับปะรดทั้ง 2 ชนิดมาผสมกัน ซึ่งสับปะรดมี่เป่าเป็นสับปะรดอร่อยแต่ว่ารสชาติออกจะหวานเกินไป ส่วนสับปะรดสีทองมีสีเหลืองสวยสดใส เส้นใยละเอียด รสชาติอร่อยแต่ข้อเสียคือเปลือกสับปะรดหนาไปหน่อย เพราะฉะนั้นหลังผ่านความพยายามของทีมสถานีทดลองเกษตรจังหวัดเจียอี้ในการปรับปรุงพันธุ์สับปะรด นำเอาข้อดีของสับปะรดทั้ง 2 พันธุ์ปรับปรุงได้สับปะรดพันธุ์ใหม่และตั้งชื่อว่า "สับปะรดมะม่วงหรือมีชื่อทางการว่าสับปะรดไถหนงเบอร์ 23" นั่นเอง
สับปะรดไถหนงเบอร์ 23-台農 23 號鳳梨 รสชาติเปรี้ยวหวานพอดี มีกลิ่นหอมมะม่วงด้วย ได้รับการขนานนามว่า สับปะรดมะม่วง
นายเฉินกันซู่กล่าวด้วยว่า สับปะรดมะม่วงซึ่งเป็นสับปะรดพันธุ์ใหม่นี้ มีน้ำหนักประมาณ 1.4 กก./ลูก เป็นสับปะรดที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่นและออสเตรเลีย หลังจากที่มีการมอบพันธุ์ให้กับเกษตรกรปลูก และในปีนี้เพิ่งมีผลิตผลออกสู่ท้องตลาด ทำให้การส่งออกยังมีปริมาณไม่มาก โดยมีการส่งขายประเทศญี่ปุ่นและได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในญี่ปุ่นอย่างดี หลังจากที่ผู้ส่งออกจำนวนมากได้ลิ้มรสสับปะรดมะม่วงนี้แล้ว ล้วนเจาะจงว่าต้องการซื้อสับปะรดพันธุ์นี้ คาดว่าจะเป็นสับปะรดที่มีอนคตสดใสสำหรับการส่งออก
ผลงานวิจัยและพัฒนาสับปะรดสายพันธุ์ใหม่ของสถานีเกษตรเจียอี้ ตั้งแต่พันธุ์ไถหนงเบอร์ 19-23 มีรสชาติและเอกลักษณ์แตกต่างกันไป
ที่ตำบลผูหลี่เมืองหนานโถว ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคกลางของไต้หวันมีสภาพภูมิอากาศที่ดีตลอดทั้ง 4 ฤดู อีกทั้งมีน้ำที่ใสสะอาด ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งปลูกผักผลไม้ที่อร่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอีซินเซ่อของตำบลผูหลี่ ช่วงหลายปีมานี้เกษตรกรหันมาให้ความสนใจกับการปลูกผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดสารพร้อมๆกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญอย่างหนึ่งส่งขายทั่วไต้หวันนั่นก็คือหน่อไม้น้ำ มีการเลี้ยงปลาซิวร่วมกับการปลูกหน่อไม้น้ำ และปัจจุบันยังมีการจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวสัมผัสชีวิตการเป็นเกษตรกรด้วยการนัดหมายล่วงหน้า กิจกรรมนี้สามารถสร้างความผ่อนคลายและเรียนรู้เกษตรยุคใหม่ไปด้วย
ทุ่งนาดอกไม้น้ำในตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว
หากใครก็ตามเดินทางไปถึงชุมชนอีซิน (一新社區) ของตำบลผูหลี่เมืองหนานโถว ก็จะมองเห็นท้องทุ่งเขียวขจีของต้นหน่อไม้น้ำที่ห้อมล้อมด้วยภูเขา ยิ่งถ้ามีลมเย็นพัดโชยมาก็ยิ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนอยากจะตะโกนออกมาว่า ว๊าว! ที่นี่คือดินแดนอันลี้ลับยังกับสรวงสวรรค์ประมาณนั้นเลยค่ะ และตั้งแต่ปี 2014 ฟาร์มเกษตรเชิงท่องเที่ยวอิ๋นซือลวี่ชวี (吟詩綠曲) ทำเกษตรอินทรีย์ปลูกหน่อไม้น้ำร่วมกับการเลี้ยงปลาซิวไต้หวันเพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าผลผลิตที่ได้ปลอดสารพิษ การสัมผัสกิจกรรมของชุมชน ทำให้หลายคนเข้าใจความสำคัญของระบบนิเวศที่เป็นธรรมชาติ เมื่อนักท่องเที่ยวสวมชุดกันน้ำที่คล้ายชุดกบ สวมหมวก สวมปลอกแขน เหยียบย่ำลงบนแปลงหน่อไม้น้ำ ก็จะเห็นต้นหน่อไม้น้ำ (茭白筍) ที่เรียงกันเป็นแถวคล้ายกับอุโมงค์สีเขียว ทำให้รู้สึกทึ่ง ส่วนหน่อไม้น้ำที่เก็บได้สดๆ มีความหวานกรอบอร่อย หากนำไปปรุงอาหารก็จะได้อาหารเลิศรสอีกด้วย
หน่อไม้น้ำ (茭白筍) พืชเศรษฐกิจไต้หวันจากตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว
น่าชื่นชม!! ฮัวถานหมู่บ้านรองเท้าแตะ นำร่องรีไซเคิลรองเท้าแตะสู่ธุรกิจยั่งยืน
ท่ามกลางปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมทั้งเรื่องขยะจากวัสดุยาง รวมทั้งวัสดุโฟมที่นับวันมีแต่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ปัญหาขยะทะเล จากการที่เก็บขยะริมชายหาดนอกจากพบขยะพลาสติก สิ่งหนึ่งที่พบเยอะที่สุดก็คือรองเท้าแตะ และที่สำคัญรองเท้าแตะกว่าจะย่อยสลายได้ต้องใช้เวลานานมาก ล่าสุดที่ตำบลฮัวถาน เมืองจางฮั่วของไต้หวัน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตรองเท้าแตะที่สำคัญในอดีตได้รับยกย่องว่าเป็น “หมู่บ้านรองเท้าแตะ” ขณะนี้ได้จัดตั้งเขตสวนการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการรีไซเคิลรองเท้าแตะขึ้น เพื่อต้องการให้ธุรกิจการผลิตรองเท้าแตะของตำบลฮัวถานเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เปิดไกด์ไลน์การประกอบธุรกิจเข้าสู่แนวทางที่ยั่งยืนจาก 3 อย่างรวมเป็น 1 ซึ่ง 3 อย่างนี้ได้แก่ การผลิต ชีวิตประจำวัน และระบบนิเวศ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพของสินค้า เพิ่มมูลค่าสินค้า ทำให้แหล่งที่มาของวัตถุดิบมีความคงที่ เป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น
ที่นี่ไต้หวัน –05 พ.ค. 63-เจ๋ง!! ไต้หวันผลิตชุดตรวจเชื้อโควิด 19 แบบเร็วง่าย รู้ผลภายใน 10 นาที
ท่ามกลางสมรภูมิโรคระบาด “โควิด-19” ไต้หวันเองแม้ว่าปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อที่ถือว่าน้อยมากหากเปรียบเทียบกับหลายๆ ประเทศ หรือมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น “0” ติดต่อกันหลายวันก็ตาม แต่ก็ยังคงต้องต่อสู้กับไวรัสเจ้าตัวร้ายกันอีกยาวนานอาจจะนานเป็นปีในการควบคุมป้องกันการติดเชื้อ ด้วยการหมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย รักษาระยะห่างทางสังคมจนกว่าจะมีการค้นพบวัคซีนเพื่อป้องกันโรค ผู้ที่อยู่หน้าด่านอย่างแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังคงต้องทำงานหนักในการตรวจเชื้อผู้ที่เข้าข่ายและยืนยันผู้ป่วย ก็ต้องบอกว่างานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและยังต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของวิธีการการตรวจหาเชื้อ และชุดตรวจเชื้อ ที่หลายๆประเทศพยายามพัฒนาขึ้นใช้ตรวจเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งต้องมีความแม่นยำสูง อันเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการระบาดของเชื้อที่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือตัวยาที่ใช้ในการรักษาเฉพาะ
สำหรับในไต้หวันมี 3 บริษัทไบโอเทคโนโลยีแถลงในวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จร่วมกันผลิตชุดตรวจอย่างเร็วง่าย(rapid test) สำหรับการตรวจโควิด 19 และขอขึ้นทะเบียนต่อองค์การอาหารและยาไต้หวัน (Taiwan Food and Drug Administration : TFDA)เพื่อการผลิตมาใช้งาน ซึ่ง 3 บริษัทไบโอเทคนี้ประกอบด้วย 安肽生醫(AnTaimmu BioMed Co., Ltd.),台康生技(EirGenix) และ寶齡富錦(Panion & BF Biotech)
ความสำเร็จของการพัฒนาชุดตรวจอย่างเร็วง่ายของทั้ง 3 บริษัทในครั้งนี้ เนื่องจากหลักการออกแบบง่ายเหมือนการทดสอบการตั้งครรภ์ ในอนาคตจะมีประโยชน์ช่วยคัดกรองหมู่ประชาชนทั่วไปได้ และยังเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยป้องกันการระบาดของโรคที่รุนแรงทั่วโลกในขณะนี้
3 บริษัทไบโอเทคที่ร่วมกันวิจัยเปิดเผยว่า ชุดตรวจอย่างเร็วง่ายนี้มีวิธีการใช้ที่ง่ายและสะดวกกว่าชุดทดสอบชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน การทดสอบเพียงแค่ขูดเอาสิ่งคัดหลั่งที่โพรงจมูกหรือลำคอก็สามารถนำไปตรวจสอบได้ และรู้ผลการตรวจภายใน 10 นาที ทั้งนี้ ปัจจุบันวิธีการตรวจเชื้อโควิด 19 บางชนิดจะต้องเจาะเลือดผู้ป่วย บางชนิดต้องส่งไปยังห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บ
ที่นี่ไต้หวัน –28 เม.ย. 63-อยากรู้ไหม?? กว่า 20 ประเทศเจาะจงสั่งซื้อเครื่องจักรหน้ากากอนามัยจากไต้หวันทั้งๆ ที่ต้องรอคิวยาว
ในไต้หวันมีโรงงานผลิตเครื่องจักรที่ผลิตหน้ากากอนามัยขนาดใหญ่อยู่ 2 โรงงาน โรงงานหนึ่งชื่อว่า “ฉางหง長宏” ส่วนอีกโรงงานหนึ่งชื่อ “เฉวียนเหอ權和” ซึ่งทางโรงงานฉางหงจะผลิตเครื่องจักรคุณภาพดีที่ใช้ผลิตหน้ากากอนามัยที่ขายในตลาดไต้หวัน ครองสัดส่วนการผลิต 70% ส่วนโรงงานเฉวียนเหอนั้นจะผลิตเครื่องจักรหน้ากากอนามัยคุณภาพพรีเมียมให้กับบริษัท 3M โดยทั้งบริษัทฉางหงและบริษัทเฉวียนเหอที่เปรียบเสมือนพี่น้อง เป็นศิษย์ที่แยกมาจากอาจารย์สำนักเดียวกันก็คือโรงงานผลิตเครื่องจักรผลิตหน้ากากอนามัยในเมืองถู่เฉิงของนครนิวไทเป และทั้ง 2 ต่างแยกออกมาเปิดกิจการของตัวเองในช่วงปี 1999 อย่างไรก็ตาม ภายใน 1 ปีที่เกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A/H1N1 2009 ได้มีโรงงานผลิตเครื่องจักรสำหรับการผลิตหน้ากากอนามัยเกิดขึ้นในจีนแผ่นดินใหญ่มากกว่า 50 เจ้า และโรงงานเหล่านี้ต่างขายเครื่องจักรราคาถูกประมาณครึ่งหนึ่งของไต้หวันเพื่อแย่งลูกค้า จนทำให้แต่เดิมในไต้หวันเองมีโรงงานที่ผลิตเครื่องจักรเพื่อผลิตหน้ากากอนามัยที่มีจำนวนเลข 2 หลัก ซบเซาลงจนเหลือแค่ 2โรงงาน
บริษัทฉางหงหรือเฉวียนเหอคงอยู่ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ผลกำไรก็ไม่ได้สูงมาก
คำตอบคือ ในปีแรกที่เริ่มประกอบกิจการ ประธานบริษัททั้ง 2 ก็เริ่มท้าทายกับเป้าหมายสูง คือใช้วิธีรับจ้างผลิตเครื่องจักรให้กับบริษัท 3 เอ็มซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการการผลิตหน้ากากอนามัยคุณภาพสูงป้อนให้กับทั่วโลก นายลวี่ชิงหลิน(呂清林) ปธ.บริษัทฉางหง และนายเซียวหงปิน(蕭鴻彬) ปธ.บริษัทเฉวียนเหอ บอกว่า ตอนที่เริ่มประกอบกิจการ ก็เริ่มรับจ้างผลิตเครื่องจักรให้กับบริษัท 3 เอ็ม แต่ว่าการทำการค้ากับบริษัท 3 เอ็มไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้ง 2 หวลคิดถึงอดีต พร้อมเล่าให้ฟังว่า หลายคนคิดว่าการผลิตหน้ากากก็เพียงเอาผ้า 3 แผ่นเชื่อมด้วยเครื่องอุลตราซาวด์ก็พอแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ง่ายอย่างที่เล่าให้ฟังเลย เพราะว่า การรับจ้างผลิตให้กับบริษัท 3 เอ็ม ยิ่งถ้าเป็นหน้ากากอนามัย N95 ที่คุณภาพดี จะพิถีพิถันทุกขั้นตอน ยกตัวอย่างเช่น ความดันของอากาศภายนอกที่เล็ดลอดผ่านเข้าไปในหน้ากากอนามัยเพื่อเข้าไปทางเดินหายใจ จำเป็นต้องต่ำกว่า 150 ปาสกาล (Pa) การออกแบบเครื่องจักรต้องรอบครอบ อย่างเช่น ช่องสำหรับการปรับเครื่องจักรมีพื้นที่เพียงช่องเล็กๆที่ใช้มือยื่นเข้าไปเท่านั้น เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของคนงาน หรือแม้กระทั่งคำเตือนการใช้งานของขนาดตัวหนังสือเล็กใหญ่หรือการใช้คำก็ต้องคำนึงถึงด้วย กล่าวได้ว่า จะต้องทำตามออร์เดอร์ของ 3 เอ็มทั้งหมด หากเทียบกับใบสั่งซื้อจากที่อื่นแค่มาก 2 เดือนก็สามารถส่งมอบสินค้าได้ แต่ของบริษัท 3 เอ็ม ผ่านไปแล้ว 4 เดือนยังส่งมอบสินค้าไม่ได้เลยก็มี
ด้วยมาตรฐานที่สูงของบริษัท 3 เอ็ม มีข้อเรียกร้องมากมายเปรียบประดุจขนที่อยู่บนโค(如牛毛的要求) จึงกีดกันจีนแผ่นดินใหญ่ได้ และกลายเป็นความอยู่รอดของทั้ง 2 บริษัท และไม่เพียงเท่านั้น ยังได้รับใบสั่งซื้อจากบริษัทคิมเบอร์ลี่ย์-คล๊าค(kimberly clark)ของอเมริกาที่เป็นบริษัทใหญ่ระดับโลกด้วย รวมทั้งเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ผลิตหน้ากากอนามัยที่ จาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีของประเทศนิวซีแลนด์ถ่ายทอดทางเฟสบุค ล้วนแต่มาจากบริษัทเฉวียนเหอทั้งนั้น
เดิมโรงงานทั้ง 2 แห่งมีศักยภาพในการผลิตเครื่องจักรเพียงแค่ 6 เครื่อง/เดือน แต่หลังจากที่เกิดการระบาดของโควิด 19 กระทรวงเศรษฐการไต้หวันมีออร์เดอร์ให้โรงงานทั้ง 2 ผลิตเครื่องจักรปริมาณมาก โดยมีการส่งกำลังคนและผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยเหลือ ทำให้จากเดิมผลิตเครื่องจักร 6 เครื่อง/เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 92 เครื่องภายใน 40 วัน กล่าวได้ว่าปริมาณเครื่องจักรเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าเลยทีเดียว จนทำให้ไต้หวันเองสามารถผลิตหน้ากากอนามัยเพิ่มขึ้นมีปริมาณ 16 ล้านชิ้น/วัน กลายเป็นผู้ผลิตหน้ากากอนามัยรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากจีนแผ่นดินใหญ่ และขณะนี้ กว่า 20 ประเทศทั่วโลกกำลังสั่งซื้อเครื่องจักรหน้ากากอนามัย ไม่ว่า อเมริกา แคนาดา เม็กซิโก บราซิล อิตาลี เยอมรมันนี และมาเลเซีย เป็นต้นโดยผู้ซื้อเหล่านี้มีทั้งบริษัทเอกชนและรัฐบาล จำนวนเกินกว่า 100 เครื่อง จนถึงเดือนตุลาคมจึงจะส่งมอบได้หมดก็ยังรอได้
สิ่งที่น่าสังเกตคือ โรงงานผลิตเครื่องจักรเพื่อผลิตหน้ากากอนามัย 2 แห่งของไต้หวันที่มีผลประกอบการเพียงประมาณ 100 ล้านเหรียญไต้หวันและยังเป็นโรงงานที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก เมื่อเทียบกับจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีการเพิ่มสายการผลิตหน้ากากอนามัยใหม่เกือบ 2,000 สาย แต่กลับได้รับความสนใจจากทั่วโลก
จากการวิเคราะห์ของสมาชิกที่เข้าร่วมการผลิตหน้ากากอนามัยให้กับรัฐบอกว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วนที่ต้องการช่วยเหลือชีวิตมนุษย์ การเร่งการผลิตอุปกรณ์การแพทย์โดยพื้นฐานแล้วขอให้ใช้งานได้ก่อน แต่ไม่นานมานี้พบว่า หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากจีนแผ่นดินใหญ่ให้กับประเทศต่างๆทั่วโลก คุณภาพค่อนข้างไม่ได้มาตรฐาน หน้ากากบางชิ้นยังมีซากของแมลวันหลงเหลืออยู่ รวมทั้งวัตถุดิบของการผลิตหน้ากากอนามัยอย่างผ้าเมลต์โบลนที่ใช้ร่วมกับผ้าไม่ถักทอราคาสูงขึ้นมาก มีการปรับขึ้นราคากว่า 13 เท่า และนอกจากนี้ เครื่องจักรผลิตหน้ากากขึ้นราคามากกว่า 3 เท่า/เครื่อง จนทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลกที่ต้องการซื้อต้องหยุดชะงัก นี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเครื่องจักรผลิตหน้ากากของไต้หวันจึงได้รับความนิยมสูง
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน