
Sign up to save your podcasts
Or


ที่นี่ไต้หวัน –17 พ.ย. 63-หวาน กรอบ อร่อยๆ กับฤดูกาลเฟิร์นข้าหลวงหรือซานซู ยอดผักสายใยผูกพันกับชนพื้นเมืองมาแล้วจ้า....
หากจะพูดถึงผักของชนพื้นเมืองในไต้หวันที่มีชื่อเสียงและเป็นอาหารจานเด็ดขึ้นเหลาหรือร้านอาหารมากที่สุด หลายคนคงนึกถึงผักป่าชนิดหนึ่งก็คือ ซานซู-山蘇หรือเฟิร์นข้าหลวงนั่นเอง และผักชนิดนี้ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับชนพื้นเมืองของไต้หวัน และในครั้งนี้ขอแนะนำชนพื้นเมืองไต้หวันที่หมู่บ้านซีหลิน ตำบลว่านหรง เมืองฮัวเหลียน ซึ่งชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ที่ตำบลว่านหรงส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าทาโรโกะ แต่ละครัวเรือนของคนในหมู่บ้านจะมีสายใยผูกพันกับการปลูกเฟิร์นข้าหลวงอย่างใกล้ชิด ผูกพันธ์กันอย่างไร ก็มาฟังกิจวัตรประจำวันของการดูแล เก็บเกี่ยวเฟิร์นข้าหลวงกันค่ะ คือเอาตั้งแต่ตื่นนอน ต้องตื่นแต่เช้าประมาณตี 5 ที่ท้องฟ้ายังไม่สาง หลายๆ คนในหมู่บ้านก็จะขี่มอเตอร์ไซด์ขึ้นเขาเพื่อไปเด็ดเฟิร์นข้าหลวง เสียงสตาร์ตมอเตอร์ไซด์ที่รัวๆ ของหลายๆ บ้าน รวมทั้งไฟหน้าส่องทางของรถมอเตอร์ไซด์ราวกับนำมาก่อนพระอาทิตย์ที่จะขึ้นในไม่ช้า การขึ้นเขาเด็ดเฟิร์นข้าหลวงนั้นก็จะต้องเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ รวมทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่ อย่างเช่น หมวกหรืองอบกันแดด ผ้าพันคอ ปลอกแขนเสื้อกันแดด ตะกร้าใส่ผักสำหรับสะพายหลัง เป็นต้น
ตัดยอดเฟิร์นช่วงเช้า
เฟิร์นข้าหลวงหรือซานซูถือเป็นพืชประเภทเฟิร์นที่ขึ้นในป่า ทั่วโลกมีมากกว่า 600 ชนิด แต่ว่าเฟิร์นที่นิยมนำยอดมากินเป็นอาหารก็มีไม่กี่ชนิดเท่านั้น และชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในไต้หวันก็คือ เฟิร์นข้าหลวงออสเตรเลีย (Asplenium australasicum) เป็นเฟิร์นที่มีขนาดใหญ่ ต้น ใบ อวบ เหง้าไม่แตกกิ่งหรือสร้างกอ ใบเดี่ยวห่อตัวเข้าเป็นแอ่ง เนื่องจากว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในออสเตรเลีย จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อว่าเฟิร์นข้าหลวงออสเตรเลีย หากนำใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ของเฟิร์นชนิดนี้ไปผัดไฟแดงใส่กระเทียมพร้อมกับน้ำมันหอยจะมีรสชาติอร่อยมาก หรือจะใส่พริกเพิ่มสีสันหรือเพิ่มความเผ็ดเข้าไปนิดหนึ่ง หรือเติมปลาเล็กปลาน้อยประเภทปลาจิ๊งจั๊งที่ทำมาจากปลากะตักก็ยิ่งอร่อยไปอีกแบบ ต้องขอเน้นย้ำนะว่าเฟิร์นข้าหลวงผัดนี้อร่อยจริงๆ ขณะเคี้ยวมีความกรุบกรอบของผักดังกรุ๊ปๆ พร้อมความหอมของกระเทียม พริก และปลาเล็กปลาน้อย ว๊าว! แค่พูดก็เรียกน้ำลายได้เลยทีเดียว ยังไม่หมด ยังมีวิธีการปรุงให้อร่อยอีกหลายอย่าง เช่น เอามาลวก ทำเป็นผักสลัดก็อร่อยไม่น้อย ลวกแปล๊บเดียวก็พอ จะให้ความกรุบกรอบ หรือว่าเอาไปชุบไข่ขาวลงทอดในน้ำมันร้อนๆ สัก 3 นาที แล้วก็เอาไปแจมบนจานอาหารรวม ไม่เพียงแต่ดูแล้วสวยงาม เวลากินยังหอมกรอบของเฟิร์นด้วย และเพราะความอร่อยนี้เองที่ทำให้เจ้าเฟิร์นข้าหลวงได้รับความนิยมและเป็นผักราคาสูง เป็นอาหารขึ้นเหลาหรือร้านอาหารหรูไปเลย และนอกจากนี้แล้ว เฟิร์นข้าหลวงหรือซานซู เป็นผักมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบไปด้วยโปรตีนหยาบ ไขมันหยาบ คาร์โบไฮเดรต เส้นใยหยาบวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรแตสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก เป็นต้น มีอย่างละนิดอย่างละหน่อยที่มีประโยชน์กับร่างกาย แต่ที่มีมากที่สุดคือเส้นใยอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
ยอดเฟิร์นข้าหลวงบรรจุกล่องอย่างทะนุถนอม
เกาจูหลาน(高珠蘭) เกษตรกรชนพื้นเมืองที่มีเชื้อสายเผ่าทาโรโกะบอกว่า อย่าคิดว่าซานซูหรือเฟิร์นข้าหลวงที่ชอบขึ้นในป่านั้นปลูกง่าย เนื่องจากพืชประเภทเฟิร์นมีลักษณะพิเศษคือต้องการความชื้นและใต้ร่มเงา จะปลูกในที่โล่งแจ้งแสงแดดจ้าไม่ได้ ดังนั้นชนพื้นเมืองของไต้หวันที่นำเฟิร์นข้าหลวงมาเพาะปลูกจึงต้องปลูกในที่มีร่มเงา และพบว่าต้องปลูกไว้ใต้ต้นหมากจึงจะเหมาะสมที่สุด ในบางครั้งเกรงว่าเฟิร์นข้าหลวงจะได้รับความร้อนมากเกินไป ยังจำเป็นต้องเอาของมากำบังแดดเสียอีก อย่างเช่น เอาตาข่ายสีดำมากำบังแดด ซึ่งเกาจูหลานบอกด้วยว่า เฟิร์นข้าหลวงก็คล้ายๆ กับคนนั่นแหละที่ต้องใส่ใจในดูแล ต้องให้ความชุ่มชื้น ไม่ให้แดดเผา การปลูกเฟิร์นข้าหลวงของเกษตรกรตำบลว่านหรงนั้นจะใช้วิธีการปลูกแบบธรรมชาติเป็นหลัก ประมาณ 3-5 วันก็ต้องเข้าสวนถอนหญ้าหรือวัชพืช การเก็บยอดเฟิร์นมักจะใช้เวลาในช่วงเช้า เพื่อจะได้ส่งมอบสินค้าในช่วงบ่าย และขั้นตอนการเก็บเกี่ยวก็จะใช้มือทั้งหมด ถ้าเข้าไปดูที่สวนก็จะเห็นเกษตรกรแบกตะกร้าไว้ที่หลังแล้วก็ก้มๆ เงยๆ ตัดยอดเฟิร์น ถ้าให้นึกภาพก็มีบรรยากาศคล้ายๆ กับการดำนาในสมัยก่อน นอกจากนี้ การดูแลต้นเฟิร์นก็เป็นสิ่งสำคัญและถือเป็นงานที่ลำบากและเสี่ยงอันตรายหลายๆ อย่าง เพราะว่าต้องไปปลูกบนเขา ความชื้นก็ต้องเพียงพอ อีกทั้งยังต้องมีร่มเงากำบังแดด เกษตรกรแต่ละคนจะเสี่ยงต่อการถูกผึ้งต่อยแทบทุกๆ วัน บางครั้งโชคร้ายหน่อยอาจจะถูกผึ้งต่อยวันละ 3 ครั้งก็ยังมี เนื่องจากผึ้งชอบหลบอยู่ใต้ใบเฟิร์น พอเอามือไปเด็ด ก็จ๊ะเอ๋กับผึ้ง เจ้าผึ้งตกใจก็เลยต่อยคนเลย มันคงต้องป้องกันตัวเองด้วยนะ มีคนงานบางคนที่ถูกผึ้งต่อยกลัวจนไม่กล้ามารับจ้างเก็บยอดเฟิร์น และการเก็บเกี่ยวในช่วงหน้าร้อนสิ่งที่ต้องกลัวมากที่สุดนอกจากผึ้งแล้วก็คืองูพิษทั้งหลาย เช่น งูกะปะ งูกระดิ่ง งูเกอะลอ เป็นต้น แม้แต่คนที่มีประสบการณ์เก็บเกี่ยวมาหลายปีก็ยังกลัว เพราะฉะนั้น การเด็ดยอดเฟิร์นจึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เนื่องจากยอดเฟิร์นข้าหลวงอ่อนมาก เกษตรกรที่ปลูกไม่กล้าที่จะใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยว ต้องใช้มือเด็ดทีละยอด ต้องอาศัยต้นทุนของแรงงานคนมากหน่อย เพราะต้องการรักษาคุณภาพของผักไม่ให้บอบช้ำ จึงบอกได้ว่า เฟิร์นข้าหลวงหรือซานซูเป็นผักที่มีสายใยสายสัมพันกับคนมากจริงๆ และหลังจากที่เก็บยอดเฟิร์นได้แล้ว ก็จะนำกลับบ้าน รวมตัวกันแพคบรรจุกล่อง เพื่อส่งให้กับภัตตาคารหรือร้านอาหาร และในบางครั้งที่เป็นช่วงฤดูกาล เถ้าแก่ร้านอาหารจำนวนไม่น้อยจะเดินทางไปรอที่ตีนเขาเพื่อรับสินค้าเอง หรือแม้แต่พ่อค้าคนกลางบางคนขับรถจากกรุงไทเปไปรับผักถึงที่เลยก็มี ก็ต้องบอกว่าเป็นยอดผักที่ฮอตฮิตจริงๆ
ยอดเฟิร์นผัดน้ำมันหอยหวานกรอบอร่อย ๆ
ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2563 - อาหารเสริมสุขภาพจากเก๋ากี้ใบและเห็ดที่มีสรรพคุณเริด ช่วยเพิ่มน้ำหนักลูกแกะ 18% ไก่บ้าน 3%
ไม่เพียงแต่คนเท่านั้นที่หันมาเลือกกินอาหารที่ได้จากธรรมชาติหรือผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติ ในเรื่องของอาหารสัตว์เลี้ยงก็เช่นกัน จำเป็นต้องเลือกสรรวัสดุจากธรรมชาติเพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดีด้วย ล่าสุด สถาบันวิจัยด้านปศุสัตว์และศูนย์วิจัยการเกษตร ร่วมกับสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเหมียวลี่ นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์ อย่างเช่น โคนของเห็ดชนิดต่างๆ หรือการเอาส่วนต่างๆ ของเก๋ากี้หรือโกจิเบอรี่ที่ปลูกได้ในไต้หวันมาผลิตเป็นอาหารเสริมช่วยเสริมสร้างสุขภาพของสัตว์ เพราะอาหารเสริมเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จากการวิจัยทดลองพบว่า อาหารเสริมนี้จะช่วยเพิ่มน้ำหนักของแกะเลี้ยงได้ถึง 18% เพิ่มน้ำหนักของไก่บ้านประมาณ 3 % และไก่จะมีอัตราการออกไข่เพิ่มขึ้น 6% ส่วนเป็ดเลี้ยงก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 1.5% ด้วย สำหรับการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาใช้ประโยชน์นี้ ทางสถาบันวิจัยได้เลือกใช้บริเวณโคนของเห็ด ไม่ว่าจะเป็นโคนของเห็ดเข็ม เห็ดออรินจิ เป็นต้น ทั้งนี้ โคนเห็ดเหล่านี้ที่ถูกตัดทิ้งจากโรงงานแปรรูปมีมากถึง 14,000 ตัน/ปี หากมีการนำมาผสมกับเห็ดถั่งเช่าที่เพาะเลี้ยงจากเมล็ดข้าว (蟲草米) ผลิตเป็นอาหารเสริมจะช่วยให้สัตว์ที่กินแล้วเพิ่มเนื้อ เพิ่มน้ำหนัก อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพสัตว์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แกะที่หย่านมแล้วจะช่วยเพิ่มน้ำหนักได้สูงถึง 18% ซึ่งทางสถาบันวิจัยด้านปศุสัตว์บอกว่า เห็ดเป็นพืชที่มีเซลลูโลสสูง มีโปรตีนสูง อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญหลายชนิด โดยเฉพาะ วิตามิน บี 1 และบี 2 และ ขั้นตอนการเพาะเห็ดก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง เห็ดถือว่าเป็นอาหารที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพทั้งคนและสัตว์ และถ้านำเห็ดถั่งเช่าที่เพาะเลี้ยงจากเมล็ดข้าวผสมกับส่วนของรากโคนเห็ดออรินจิแล้วเอาไปเลี้ยงไก่บ้านก็จะทำให้ไก่บ้านมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 3% และถ้านำเห็ดถั่งเช่าที่เพาะเลี้ยงจากเมล็ดข้าวผสมลงไปในอาหารของไก่ไข่ที่เลี้ยงในกรง แม้ว่าจะเป็นช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าว ก็ยังทำให้มีอัตราของการออกไข่เพิ่มสูงขึ้นถึง 6% และนอกจากนี้ จากการทดลองยังพบว่า ไข่ไก่ที่ได้นั้นยังสามารถเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิห้องนานถึง 2 สัปดาห์โดยไม่ต้องแช่เย็นด้วย
โคนเห็ดเข็ม
นอกจากนี้ ทางสถาบันวิจัยด้านปศุสัตว์ยังร่วมมือกับสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองเหมียวลี่ นำวัสดุจากต้นเก๋ากี้หรือต้นโกจิเบอรี่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของใบ กิ่งก้าน ลำต้นของเก๋ากี้ นำไปแปรรูปบดละเอียดให้เป็นผงแห้ง ใช้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพของสัตว์เลี้ยง ซึ่งผลการทดลองพบว่า อาหารสัตว์ที่ผสมเก๋ากี้บดผง จะช่วยเพิ่มน้ำหนักของห่านที่เลี้ยงได้ 1.5% อัตราการเพิ่มเนื้อห่านประมาณ 5.6% ทั้งนี้ ต้นเก๋ากี้หรือต้นโกจิเบอรี่ที่ปลูกในไต้หวันมีการเพาะปลูก 2 สายพันธุ์ด้วยกัน สายพันธุ์หนึ่งจะใช้ประโยชน์จากผล จะให้ผลดก เมื่อผลสุกจะมีสีแดงสด นำมาตากแห้งจะใช้เป็นสมุนไพรที่เป็นเครื่องยาจีน มีรสหวาน บำรุงเลือด ไต สายตา และบำรุงผิวพรรณ เป็นยาอายุวัฒนะ มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม 500 เท่า ซึ่งสายพันธุ์นี้ปลูกในไต้หวันไม่มาก ส่วนใหญ่หรือสูงถึง 99% ของผลเก๋ากี้ตากแห้งที่ขายตามท้องตลาดจะนำเข้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่งจะเป็นเก๋ากี้ที่ใช้ประโยชน์จากใบ นำมาใช้เป็นผักสำหรับรับประทานไม่ว่าจะผัด ต้มซุป หรือนำใบกิ่งตากแห้งชงดื่มก็ได้ และต้นเก๋ากี้สายพันธุ์นี้จะปลูกกันมากในไต้หวัน ปลูกได้ประมาณ 500-600 ตัน/ปี และตั้งแต่ปี 2001 ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเหมียวลี่เริ่มรณรงค์ปลูกเก๋ากี้ที่ใช้ประโยชน์จากใบแบบออร์แกนิก ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้าหรือวัชพืช เพราะว่าเก๋ากี้หรือโกจิเบอรี่ถือเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก ใช้ได้ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นผล ใบ กิ่ง ก้าน ลำต้น หรือแม้กระทั่งราก เพราะเป็นพืชที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเป็นส่วนประกอบมากมาย อาทิ มีโพลิฟีนอล ฟลาโวนอยด์ รูติน เควอซิทีน เป็นต้น
เห็ดถั่งเช่าที่เพาะเลี้ยงจากเมล็ดข้าว (蟲草米)
หวงเจิ้นฟาง (黃振芳) ผอ. สถาบันวิจัยทางด้านปศุสัตว์ ชี้ว่า ขณะนี้ทางศูนย์วิจัยกำลังทำโครงการเสริมสร้างสุขภาพของสัตว์ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยใช้ประโยชน์จากโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ขนาดเล็กและจัดเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ชนิดดี และไฟโตเจนนิก (Phytogenic)ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากส่วนของพืชสมุนไพรเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตที่ได้จากธรรมชาติ (Natural growth promoter) หรือ เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ (Non- antibiotic growth promoter) ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะได้ 100% และยังมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ การทำอย่างนี้จะช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์เลี้ยงได้ ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีหลายๆ ประเทศยกเลิกการเติมยาปฏิชีวนะลงในไปในอาหารสัตว์แล้ว อย่างในสหภาพยุโรป ตั้งแต่ปี 2006 ก็ห้ามเติมยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์ ปี 2011 ประเทศเกาหลีใต้ก็ปฏิบัติตาม และในปี 2018 เวียดนามและอินโดนีเซียก็ห้ามเติมยาปฏิชีวนะในอาหารสัตว์เช่นกัน แม้ว่าในไต้หวันเอง ปัจจุบันยังคงมีการใช้ยาปฏิชีวนะที่ถูกกฏหมายอีก 9 ชนิดได้ แต่ว่าไม่กี่ปีนี้ เนื่องจากความปลอดภัยของอาหาร ผู้บริโภคก็มีกระแสเรียกร้องให้มีการลดการใช้ยาปฏิชีวนะหรือการงดการใช้ยาปฏิชีวะไปเลย
เห็ดออรินจิ
ไต้หวันมีการเลี้ยงแกะเนื้อประมาณ 60,000 ตัว/ปี ในขั้นต้นคาดว่าจะได้รับผลประโยชน์มากถึง 26 ล้านเหรียญไต้หวัน ส่วนในเรื่องของการเลี้ยงห่านเนื้อนั้น หากเลี้ยงห่านเนื้อ 10,000 ตัว/ปี จะช่วยลดค่าอาหารได้ปีละ 72,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนปริมาณเนื้อของห่านที่เพิ่มขึ้นคิดเป็นรายได้ก็ประมาณ 3,000 เหรียญไต้หวัน และถ้าเลี้ยงไก่ไข่ที่เติมซากโคนเห็ดกับเห็ดถั่งเช่าที่เพาะเลี้ยงจากเมล็ดข้าวผสมในอาหาร ถ้าคำนวณจากไก่ไข่ 10,000 ตัว จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 100,000 เหรียญไต้หวัน/ปี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำหนักของแกะเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นเห็นได้อย่างเด่นชัด หวงเจิ้นฟาง ผอ.สถาบันวิจัยปศุสัตว์คิดว่า ผู้ประกอบการเลี้ยงแกะจะมีความสนใจอาหารเสริมที่ทำจากโคนเห็ดผสมเห็ดถั่งเช่าเพาะมากที่สุด หากผ่านการตรวจสอบ และการประเมินราคาแล้ว คาดว่าเร็วที่สุดในครึ่งปีจะสามารถโอนถ่ายสิทธิ์ให้กับผู้ประกอบการ 1-2 ปีสามารถผลิตนำไปขายสู่ท้องตลาดได้
สายพันธ์ุเก๋ากี้หรือโกจิเบอร์รี่ที่ใช้ประโยชน์จากใบและลำต้น
ที่นี่ไต้หวัน –03 พ.ย. 63- เพิ่มมูลค่าสินค้า!! สกัดหน่อไม้ฝรั่งแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวด้วยแนวคิดอุตสาหกรรมขั้นที่ 6
ไต้หวันถือเป็นประเทศผลิตเครื่องสำอาง สกินแคร์ที่ไม่แพ้เกาหลี ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ไทย แต่ละปีสร้างรายได้จากการขายสินค้าทั้งในและต่างประเทศนับหมื่นล้านเหรียญไต้หวัน และยังมีการดึงดูดผู้ประกอบการมาลงทุนในธุรกิจนี้จำนวนไม่น้อย ทั้งนี้ เครื่องสำอางเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลไต้หวันให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก จากสถิติของกระทรวงเศรษฐการไต้หวันชี้ว่า สินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นสินค้าที่ครองสัดส่วนมากที่สุดคือประมาณ 50-60% ของบรรดาสินค้าในหมวดยา เวชภัณฑ์และเครื่องสำอางของไต้หวัน แม้แต่สินค้าเกษตรก็ยังนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ยกตัวอย่าง หน่อไม้ฝรั่งซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่ทางสมาคมพัฒนาธุรกิจหน่อไม้ฝรั่งของเขตเจียงจวิน นครไถหนาน ร่วมมือกับคณะวิจัยของมหาวิทยาลัยเฉิงกง สกัดเอาสารพอลิแซ็กคาไรด์จากหน่อไม้ฝรั่งนำมาผลิตเป็นเอสเซนส์บำรุงผิว เจลอาบน้ำ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ผ่านการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์มานาน 2 ปีแล้ว ขณะนี้ผลิตเป็นสินค้าและมีการวางจำหน่ายที่สมาคมเกษตรเขตเจียงจวินของนครไถหนานแล้วด้วย
หน่อไม้ฝรั่งสดประกอบอาหารหลากหลาย
สมาคมเกษตรเขตเจียงจวินชี้ว่า ที่ผ่านมา มักจะขายหน่อไม้ฝรั่งสดเพื่อใช้ประกอบอาหารเป็นหลักด้วยการลวก ต้ม ผัด ทำสลัด เป็นต้น และปัจจุบันยังมีการแปรรูปหน่อไม้ฝรั่งเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น หน่อไม้ฝรั่งหยองสำหรับคนกินเจ(หมูหยองเจที่ทำมาจากหน่อไม้ฝรั่ง) และยังมีชาซองชงที่ทำจากหน่อไม้ฝรั่ง ทั้งนี้ หน่อไม้ฝรั่งนั้นมีเส้นใยค่อนข้างหยาบ หากมีการนำเอาส่วนที่ค่อนข้างหยาบหรือส่วนที่จะทิ้งไปมาใช้ประโยชน์ ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ ดังนั้น ทางสมาคมได้ร่วมมือกับคณะวิจัยของมหาวิทยาลัยเฉิงกง นำหน่อไม้ฝรั่งที่มีตำหนิหรือที่ต้องการทิ้ง สกัดเอาสารพอลิแซ็กคาไรด์ที่มีคุณสมบัติแอนตี้ออกซิแดนท์ หรือที่บางคนรู้จักในชื่อของสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่เกิดขึ้น นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวพรรณ สำหรับการสกัดหน่อไม้ฝรั่งแล้วแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวนั้น มีการใช้แนวคิดการรวมกลุ่มอุตสาหกรรมขั้นที่ 6 (Sixth-Order Industry) ซึ่งหมายความว่ามีการผนึกกำลังสร้างเครือข่ายระหว่างขั้นที่ 1 ซึ่งก็คือภาคการเกษตร ขั้นที่ 2 คือภาคอุตสาหกรรมแปรรูป และขั้นที่ 3 คือการกระจายสินค้า (1 x 2 x 3 = 6) การทำเช่นนี้ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนชนบท โดยวงจรทั้งหมดจะเริ่มจากภาคเกษตรเป็นหลัก และมีการเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่ จะขาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งไปไม่ได้ การรวมกลุ่มอุตสาหกรรมขั้นที่ 6 ของสมาคมเกษตรเขตเจียงจวินในครั้งนี้ ก็ถือเป็นการเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ชนบท สร้างความร่วมมือระหว่างภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้า เพื่อความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกว่าการซื้อขายแบบปกติทั่วไป มีการร่วมมือกับบริษัทไบโอเทคโนโลยี เปิดคอร์สฝึกอบรมการดูแลผิวพรรณให้กับแม่บ้านในชุมชนเพื่อนำไปประกอบเป็นอาชีพประเภทเสริมความงาม นวดหน้า หรือสปาร์
สกัดหน่อไม้ฝรั่งแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิว
อู๋หมิงเฉิง(吳明成) ประธานสมาคมเขตเจียงจวินบอกว่า ที่เขตเจียงจวินมีพื้นที่เพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่งประมาณ 45 เฮกตาร์ ปริมาณการเพาะปลูก 1,200 ตัน/ปี มูลค่าการผลิตประมาณ 140 ล้านเหรียญไต้หวัน ในจำนวนนี้เป็นการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในโรงเรือนครองสัดส่วนมากที่สุดมากในไต้หวันประมาณ 18 เฮกตาร์ ปริมาณการผลิต 550 ตัน และสามารถเก็บเกี่ยวส่งหน่อไม้ฝรั่งขายสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี ส่วนการเพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่งในที่โล่งแจ้งนั้น แบ่งเป็นช่วงดูแลการเพาะปลูกตั้งแต่เดือน ส.ค.จนถึงเดือน ก.พ.ของปีถัดไป ส่วนช่วงที่มีผลผลิตมากคือตั้งแต่เดือน มี.ค.จนถึงเดือน มิ.ย. ซึ่งการปลูกหน่อไม้ฝรั่งจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในรูปแบบของเกษตรพันธสัญญาหรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง พื้นที่ 0.2 เฮกตาร์/ครัวเรือน(หรือประมาณ 1.25ไร่) ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรพันธสัญญาอยู่ประมาณ 30 ครัวเรือนในเนื้อที่ 6.5 เฮกตาร์
หน่อไม้ฝรั่งสดที่ขายตามท้องตลาด
ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2563 - ถั่วแระฉายา“ทองคำสีเขียว”สรรพคุณเริด ไร้คอเลสเตอรอล แปรรูปเป็นเครื่องดื่มเพิ่มมูลค่า 6 เท่า
ถั่วแระภาษาจีนเรียกว่า“เหมาโต้ว-毛豆” จริงๆ แล้วก็คือถั่วเหลืองนั่นเอง แต่เป็นถั่วเหลืองฝักสดที่มีความสุกประมาณ 80% ถั่วแระมีลักษณะเป็นฝักเล็กๆ มีขนเล็กๆอยู่ที่ฝัก มีสีเขียวสด มีเมล็ดถั่วอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ดต่อฝัก เมื่อนำมาต้มหรือนึ่งทั้งฝักแล้วโรยด้วยเกลือเล็กน้อย จะมีรสชาติหวานมันอร่อย หรือไม่ก็แกะฝักเอาเมล็ดออกมาแล้วโรยด้วยพริกไทยดำเล็กน้อย ก็จะเป็นกับแกล้ม เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาคอเหล้า-เบียร์หรือคนที่กินซูชิ ที่ให้ความรู้สึกว่ายิ่งกินยิ่งมัน สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง ยิ่งคนที่กินอาหารเจหรือมังสวิรัติยิ่งเหมาะมาก เนื่องจากมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีกากใยอาหารมาก ถั่วแระได้รับสมญานามว่า “ทองคำสีเขียว-綠金”ของไต้หวัน เนื่องจากเป็นสินค้าส่งออกและสร้างรายได้มูลค่าสูงสุดในบรรดาธัญพืชบริโภค การส่งออกถั่วแระของไต้หวันผ่านมา 50 ปีแล้ว ในปี 2019 ส่งออกสร้างรายได้มูลค่ากว่า 2,610 ล้านเหรียญไต้หวัน และสูงสุดในรอบประวัติการณ์ 29 ปี ปัจจุบันไต้หวันส่งออกถั่วแระไปขาย 25 ประเทศทั่วโลก แต่ประเทศส่งออกหลักๆ กว่า 80% ก็คือญี่ปุ่น และครองแชมป์ของการส่งออกไปขายที่ญี่ปุ่นติดต่อกันมานานถึง 12 ปีแล้ว สามารถเอาชนะประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างจีนแผ่นดินใหญ่และไทยได้อย่างสบายๆ แต่อย่างไรก็ตาม ถั่วแระแช่แข็งที่สามารถส่งออกได้มีเพียง 60% ที่เหลืออีก 40% เป็นถั่วแระที่มีรูปลักษณ์ไม่สวย จำเป็นต้องแกะออกจากฝักเพื่อขายในรูปเมล็ดถั่วเป็นส่วนใหญ่ และขายได้ราคาไม่ดีเท่ากับถั่วฝักแช่แข็ง ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าฝักถั่วแระสด 2 กิโลกรัม แกะออกจากฝักเป็นเมล็ดถั่วแระแล้วได้ไม่ถึง 1 กิโลกรัม และขายในราคากิโลกรัมละ 60 เหรียญไต้หวันเท่านั้น แต่ว่าถ้าเป็นฝักถั่วแระสดแช่แข็งที่ส่งขายต่างประเทศสามารถขายได้กิโลกรัมละ 65-75 เหรียญไต้หวัน
ถั่วแระต้มโรยเกลือเล็กน้อย หวานอร่อย ยิ่งเคี้ยวยิ่งมัน
และเพื่อแก้ปัญหาถั่วแระที่มีรูปลักษณ์ไม่สวยที่ครองสัดส่วนของถั่วแระถึง 40% อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเกาสงได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการ นำถั่วแระที่มีรูปลักษณ์ไม่สวยเหล่านี้ ใช้เทคโนโลยีการทำแห้งเยือกแข็งแบบสูญญากาศ หรือที่เรียกว่า “ฟรีซดราย” (Freeze dried Technology) จากนั้นนำมาบดเป็นถั่วแระผง กลายเป็นเครื่องดื่มถั่วแระชง บรรจุเป็นซองสำหรับชงดื่มได้เลย มีคุณประโยชน์เฉพาะ (Functional Drink) ซึ่งการทำอย่างนี้ไม่เพียงแต่เป็นการคงกลิ่น รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการ อย่างเช่น ไม่มีคลอเรสเตอรอล มีโปรตีนสูง มีเส้นใยอาหารสูงไว้ได้ ยังสามารถคงสภาพของสีสันของถั่วแระผงที่มีความเขียวสดใกล้เคียงกับชาเขียวผงหรือที่เราเรียกกันว่ามัทฉะด้วย และจากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนการพบว่า ในถั่วแระผง 100 กรัม ประกอบด้วยโปรตีน 41.4 กรัม เส้นใยอาหาร 16.6 กรัม และยังมีสารอาหารอื่นๆ กว่า 30 ชนิด เช่น เลซิติน อินอซิทอล ไอโซฟลาโวน กรดโฟลิค เป็นต้น
ถั่วแระบดผงที่ผ่านกรรมวิธีฟรีซดราย ยังคงกลิ่น รสชาติ สีสันเขียวสด และคุณค่าทางโภชนาการ
ไต้ซุ่นฟา (戴順發) หัวหน้าสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเกาสงบอกว่า พันธุ์ถั่วแระของไต้หวันมีการพัฒนาอย่างไม่ขาดสาย สามารถพัฒนาพันธุ์ถั่วแระที่ถูกปากผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวญี่ปุ่น ทำให้มูลค่าการส่งออกถั่วแระของไต้หวันดีมาก ถือเป็นความสำเร็จในความร่วมมือระหว่างภาคการผลิต ภาครัฐ ภาคการศึกษาด้านวิจัยพัฒนา แต่ว่าถั่วแระที่เก็บเกี่ยวได้ในไร่ที่เป็นวัตถุดิบ นำมาแปรรูปแช่แข็งและได้มาตรฐานการส่งออกครองสัดส่วนแค่ 60% เท่านั้น ที่เหลืออีก 40% จะเป็นถั่วแระที่มีรูปลักษณ์ไม่สวย คิดเป็นปริมาณแล้วมีประมาณ 12,000 ตัน/ปี ถ้าหากมีการนำมาแปรรูปเป็นถั่วแระผงในรูปเครื่องดื่ม สามารถขายได้กิโลกรัมละ 1,500 เหรียญไต้หวัน ภายใน 5 ปีจะสามารถสร้างมูลค่าตลาดนับร้อยล้านเหรียญไต้หวัน โดยโครงการนี้เริ่มมีการวิจัยพัฒนามาตั้งแต่ปี 2017 ใช้เวลาปรับปรุงพัฒนา 3 ปี ขณะนี้สามารถผลิตเป็นเครื่องดื่มของคนรักษาสุขภาพได้แล้ว และจากการสำรวจ 95% ของผู้บริโภคบอกว่ารสชาติอร่อย สามารถเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบได้ถึง 6 เท่าตัว และยังมีการมอบให้มหาวิทยาลัยการแพทย์ไทเปทำการตรวจสอบสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังให้สถาบันค้นคว้าและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร(FIRDI) ทำการวิเคราะห์อาหารฟังก์ชัน( Functional Foods) และพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิผลดีแล้วด้วย ขณะนี้ ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเกาสงได้ถ่ายโอนสิทธิ์และเทคนิกการผลิตให้กับบริษัทอาหารแช่แข็งนำไปผลิตเป็นสินค้าจำหน่ายได้แล้ว
ถั่วแระรูปลักษณ์ไม่สวยนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม
หลิวสูหัว (劉淑華) ผู้จัดการบริษัทอาหารแช่แข็งหย่งเซิงบอกว่า ตั้งแต่ปี 1985 ทางบริษัทก็มีเทคโนโลยีการบรรจุแบบสุญญากาศแล้ว ในช่วงแรกใช้เพื่อใช้บรรจุเครื่องปรุงของบะหมี่สำเร็จรูป ผ่านกรรมวิธีฟรีซดรายที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียส ในครั้งนี้มีการนำเอาถั่วแระที่มีรูปลักษณ์ไม่สวย เป็นถั่วแระสายพันธุ์เกาสงหมายเลข 11 ที่มีกลิ่นหอมของเผือกอ่อนๆ เมล็ดของถั่วแระมีสีชา หลังจากที่ใช้เครื่องจักรแกะฝักกลายเป็นเมล็ดถั่วแระแล้วจะมีน้ำหนักเหลือ 27% จากนั้นนำมาผ่านกรรมวิธีฟรีซดรายบดเป็นผง จะเหลือน้ำประมาณ 1 ใน 4 ของเมล็ดถั่วแระ ถั่วแระบดเป็นผงเพื่อใช้ชงเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางอาหารเข้มข้นสูง อุดมด้วยโปรตีน เลซิติน(Lecithin) เส้นใยและที่สำคัญคือไม่มีคอเลสเตอรอล และเธอยังบอกด้วยว่า ถั่วแระบดผงนี้ ในน้ำหนัก 20 กรัม หากนำมาชงและดื่มจะมีคุณค่าทางโภชนาการเท่ากับถั่วแระฝักที่มีน้ำหนัก 200 กรัม แถมยังดื่มง่าย ชงง่าย ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายง่ายด้วย และขณะนี้ทางบริษัทก็ได้เริ่มจำหน่ายทางเว็บไซด์แล้ว นอกจากนี้ ยังจะวางแผนส่งขายตลาดญี่ปุ่น และยุโรปอเมริกา เพราะว่าคนประเทศเหล่านี้มีการกินถั่วแระเพิ่มขึ้น มีความเห็นว่าเป็น Super Food ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพ
คณะกรรมการการเกษตรส่งเสริมผู้ประกอบการร่วมงานนิทรรศการ Health Ingredients Japan 2019 ณ กรุงโตเกียว
ที่นี่ไต้หวัน วันที่ 20 ตุลาคม 2563 - มารู้จักหนานฟางอ้าว!! แหล่งจับปลาซาบะ กำลังสร้างสะพานข้ามท่าเรือแห่งใหม่ มีกำหนดสร้างเสร็จในปี 2022
สะพานข้ามท่าเรือหนานฟางอ้าว (南方澳跨港大橋) ที่ตำบลซูอ้าวในเมืองอี๋หลานที่มีประวัติการสร้างมานาน 21 ปี ต่อมาวันที่ 1 ต.ค. ปี 2019 เกิดเหตุการณ์สยองขวัญสะพานถล่ม ทำให้ลูกเรือประมงเสียชีวิต 6 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 12 คน จนในที่สุดวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้จัดพิธิวางศิลาฤกษ์เพื่อสร้างสะพานหนานฟางอ้าวแห่งใหม่ และลักษณะหน้าตาของสะพานแห่งใหม่นี้มีการออกแบบโดยใช้รูปลักษณ์ของปลาซาบะที่เป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นด้วย สะพานหนานฟางอ้าวแห่งใหม่คาดว่าจะใช้เวลาในการสร้าง 2 ปีและสร้างเสร็จในปี 2022 เน้นความปลอดภัย สวยงาม และการสร้างที่รวดเร็ว ความยาวของสะพาน 600 เมตร ความกว้าง 13 -14.6 เมตร มีอายุใช้งานนานถึง 100 ปี ทนต่อการกัดกร่อนของเกลือ สามารถทนต่อแผ่นดินไหวระดับ 7 ทั้งนี้ สะพานหนานฟางอ้าว เป็นสะพานข้ามท่าเรือประมงซูอ้าว ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ท่าเรือประมงที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน และยังเป็นท่าเรือที่จับปลาซาบะได้ปริมาณมากที่สุดในไต้หวันด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ วันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่หนานฟางอ้าวยังจัดงานเทศกาลปลาซาบะ และเทศกาลเซ่นไหว้ปลาซาบะ ดังนั้น การออกแบบสะพานหนานฟางอ้าวแห่งใหม่นี้จึงมีการใช้ห้วข้อหลัก 2 อย่าง คือ ปลาซาบะและคลื่นทะเล โดยมีการนำหัวปลา ครีบหลัง และลายเส้นของตัวปลาซาบะออกแบบไว้ที่ตัวสะพาน
เทศกาลเซ่นไหว้ปลาซาบะหนานฟางอ้าวปี 2020
ปลาซาบะ ภาษาจีนเรียกว่า“ชิงอวี๋-鯖魚”คำว่า“ซาบะ”ป็นภาษาญี่ปุ่น จัดเป็นปลาแมคเคอเรลจำพวกหนึ่ง มีรูปร่างเรียวยาวคล้ายกระสวยหรือจรวด เป็นปลาผิวน้ำ อาศัยอยู่เป็นฝูง เพราะฉะนั้นเวลาที่ถูกจับก็จะถูกจับทั้งฝูง ว่ายน้ำได้รวดเร็ว โดยมากเป็นปลาที่พบกระจายพันธุ์ในมหาสมุทรและน่านน้ำเขตหนาว ปลาซาบะที่จับได้ในไต้หวันมี 2 ชนิด ซึ่งชนิดที่ 1 คือ Blue mackerel ภาษาจีนเรียกว่า“ฮัวฟู่ชิง-花腹鯖” ส่วนคนญี่ปุ่นเรียกว่า“โกมาซาบะ”(Goma Saba) ลักษณะของปลาซาบะชนิดนี้จะมีจุดดำตามท้องและลำตัว ความอร่อยของปลาซาบะชนิดนี้อยู่ที่ไขมันและน้ำมันที่อยู่ตามผิวและลำตัว มีประโยชน์เพราะมีไขมันดี พบแพร่กระจายอยู่ในบริเวณน่านน้ำของเม็กซิโก หมู่เกาะฮาวาย ในเขตทะเลแดงรวมทั้งอ่าวเปอร์เซีย ยังพบมากในแถบประเทศญี่ปุ่น ตอนใต้ของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไต้หวัน(จับได้แถบเกาะกุยซานหรือชายฝั่งตะวันออก) ส่วนปลาซาบะชนิดที่ 2 ภาษาจีนเรียกว่า“ไป๋ฟู่ชิง-白腹鯖”คนญี่ปุ่นเรียกว่า“มะซาบะ”(Ma Saba) บางคนเรียกว่า Pacific mackerel ลักษณะของปลาซาบะชนิดนี้ลำตัวสีน้ำเงินท้องสีขาวและมีจุดสีดำตามลำตัว อาศัยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก พบว่ามีแหล่งแพร่กระจายเป็นพื้นที่กว้างกว่าชนิดแรก อยู่แถบอเมริกาทางฝั่งตะวันตกคือด้านที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก และเรียงลงมาทั้งแถบของทวีปอเมริกาใต้ มหาสมุทรอินเดีย ซีกตะวันออกของทวีปแอฟริกาเลาะไปจนถึงแถบทะเลอาราเบียรวมทั้งปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา และยังพบมากรอบเกาะออสเตรเลีย รวมทั้งแถบชายฝั่งด้านตะวันออกของจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น จนจรดฝั่งตะวันออกของรัสเซียด้วย
ปลาซาบะที่จับได้ในไต้หวัน
ปลาซาบะสามารถนำมาประกอบอาหารได้สารพัดอย่าง ไม่ว่าจะนำมาเจี๋ยนหรือทอดกินกับน้ำพริก ย่างซีอิ๊ว ทอดซอสซีอิ๊ว ย่างเกลือ นึ่งซีอิ๊วก็ได้ หรือแกะเนื้อปลามาผัดกะเพรา ผัดพริกแกง ผัดพริกขิง หรือทำลาบปลาซาบะ เป็นต้น ปลาซาบะเป็นปลาที่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่น เป็นอาหารคนยาก มากด้วยคุณค่าทางสารอาหาร เป็นโปรตีนย่อยง่าย มีไขมันไม่อิ่มตัว EPA และ DHA ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ทุกฐานะ
ปลาซาบะย่าง
ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2563 กินกระจับ!! อนุรักษ์นกอีแจว สมญานาม“ราชินีแห่งนกน้ำ” สีสันสวยสดงดงามราวไก่ฟ้า...
ช่วงนี้เป็นช่วงของฤดูใบไม้ร่วงซึ่งก็เป็นฤดูกาลของกระจับ (菱角) ในไต้หวัน และเจ้านกอีแจวซึ่งเป็นนกที่มีความสวยงามได้ฉายาว่า "เป็นราชินีแห่งนกน้ำ" ก็เป็นนกที่ชอบอาศัยอยู่ในบึงที่ปลูกกระจับ บึงบัว หรือเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยมันจะทำรังวางไข่อยู่บนต้นกระจับที่ลอยเหนือน้ำ และชอบหากินเมล็ดพืชตามกอกระจับ หรือสัตว์น้ำบางชนิดที่ลอยอยู่บนกอวัชพืช ความงามของนกอีแจวในฤดูผสมพันธุ์สวยงามราวกับไก่ฟ้า สีสันสดใสขึ้น และหางก็ยาวกว่าปกติ แต่หากไม่ใช่ช่วงผสมพันธุ์สีขนของมันจะกลมกลืนไปกับธรรมชาติแทน นกอีแจวตัวเมียสวยและตัวใหญ่กว่านกอีแจวตัวผู้ แม่นกสาวเป็นฝ่ายเกี้ยวพาราสีนกหนุ่ม ทั้งยังเป็นฝ่ายสร้างรังเองก่อนที่จะวางไข่ประมาณ 3-4 ฟอง จากนั้นก็ทิ้งให้ตัวผู้กกไข่อยู่ในรัง ส่วนเธอนั้นก็แจวไปจีบนกหนุ่มตัวใหม่ ผสมพันธุ์ สร้างรังและวางไข่อีกครั้ง ซึ่งในปีหนึ่งๆ เจ้านกอีแจวตัวเมียอาจจะจับคู่กับตัวผู้ได้ถึง 4 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่พ่อนกกกไข่ แม่นกก็จะคอยดูแลอยู่ห่างๆ หึงสามีและลูก ไม่ให้นกอีแจวสาวตัวอื่นเข้ามาก่อกวนทำลายไข่หรือแย่งสามีไป นอกนั้นก็เป็นหน้าที่ของพ่อนก โดยหลังกกไข่จนได้ลูกน้อยออกมาแล้ว เจ้าพ่อนกอีแจวก็จะเป็นผู้อนุบาลสอนและหาอาหาร คอยส่งเสียงร้องเตือนให้ลูกนกดำน้ำลงไปซ่อนตัวเมื่อมีภัย ทำอย่างนี้จนกว่าลูกๆ โตพอที่จะดูแลตัวเองได้และแยกย้ายออกไปตามวิถีของนก แต่ว่าช่วง 20 ปีมานี้ ปริมาณของนกอีแจวในไต้หวันได้ลดลงจำนวนมาก เพราะว่าพื้นที่ชุ่มน้ำที่จะให้นกอีแจวอาศัยอยู่มีจำนวนน้อยลง อีกทั้งเกษตรกรยังใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันนกมาจิกกินผลผลิต จนทำให้จำนวนนกอีแจวทั่วไต้หวันลดลงไปเหลือแค่ประมาณ 50 ตัวเท่านั้น และบึงที่ปลูกกระจับเขตกวนเถียน ของนครไถหนานดูเหมือนจะเป็นสถานที่แห่งเดียวที่จะเป็นความหวังที่จะให้นกอีแจวเป็นที่พักพิงได้ ทำให้ในเวลาต่อมาทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมด้วยช่วยกันพัฒนาเขตพื้นที่ชุ่มน้ำเพิ่มขึ้น จำนวนนกอีแจวของนครไถหนานก็เพิ่มขึ้นไปด้วย ถึงกระนั้นก็ตาม นกอีแจวยังคงประสบปัญหาคือจำนวนของบึงที่ปลูกกระจับที่ค่อยๆ น้อยลง เพราะว่าคนยุคปัจจุบันกินกระจับน้อยลง เกษตรกรผู้ปลูกกระจับเข้าสู่วัยชราและปัญหาขาดแรงงานที่ส่งผลต่อธุรกิจการปลูกกระจับ
กระจับมีประโยชน์ มากคุณค่าทางโภชนาการ
เพื่อส่งเสริมให้คนไต้หวันหันมากินกระจับมากขึ้น ทางซุปเปอร์มาร์เก็ตเฉวียนเหลียน(PX Mart) จึงมีโครงการเพิ่มช่องทางการขายกระจับอินทรีย์ 100 สาขาทั่วไต้หวันในปริมาณจำกัด ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2016 พีเอ็กซ์มาร์ทหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตเฉวียนเหลียนนำร่องอนุรักษ์ระบบนิเวศช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกถั่วแดงไม่ใช้ยาฆ่าแมลงฆ่านกที่มากินถั่วแดง ทำให้ผู้บริโภคได้รับความไว้วางใจในความปลอดภัยของการบริโภคจนประสบความสำเร็จแล้ว ในครั้งนี้ทางพีเอ็กซ์มาร์ทยังร่วมมือกับเกษตรกรผู้ปลูกกระจับเขตกวนเถียนช่วยอนุรักษ์นกอีแจวที่ไปหากินที่บึงปลูกกระจับด้วย โดยขายสินค้ากระจับ 2 ชนิดคือ กระจับที่แกะเปลือกแล้ว เพื่อสะดวกในการนำไปประกอบอาหารหรือต้มน้ำซุปได้เลย ราคาแพคละ 135 เหรียญไต้หวัน และอีกชนิดหนึ่งเป็นกระจับพร้อมเปลือก เหมาะสำหรับนำไปนึ่งและแกะเปลือกกินได้เลย ขายแพคละ 75 เหรียญไต้หวัน และในอนาคตยังจะเพิ่มสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จากกระจับเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย
กระจับที่วางขายใน PX Mart อนุรักษ์นกอีแจว
นายหลินปิ่งหั่ว (林丙火) เกษตรกรผู้ปลูกกระจับที่กวนเถียนเป็นเกษตรที่ยืนหยัดการปลูกกระจับโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยเคมี ซึ่งนอกจากจะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังให้นกอีแจวเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยด้วย ปัจจุบันเขาได้ปลูกกระจับอินทรีย์ส่งขายซุปเปอร์มาร์เก็ตเฉวียนเหลียน เขากล่าวว่า หากเป็นการปลูกกระจับที่ใช้ยาฆ่าแมลงจะสามารถปลูกกระจับได้มากที่สุดปีละ 6 ครั้ง แต่ว่าถ้าปลูกกระจับอินทรีย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงจะปลูกได้เพียงปีละ 3 ครั้งเท่านั้น นายหลินปิ่งหั่วยังคงยืนหยัดปลูกกระจับที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงและในปีนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว แม้รายได้ลดลง แต่ก็พบว่าช่วงของการปลูกกระจับได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจหลายๆ อย่าง อาทิ นกอีแจวที่ต้องการปกป้องรัง เมื่อมีคนเข้าไปใกล้รัง มันก็จะบินกระพือปีก ร้องแจ้ว..วนไปวนมาเพื่อเรียกร้องความสนใจในตัวมัน โดยไม่ให้คนเข้าไปทำลายรังของมัน ซึ่งพฤติกรรมนี้ก็ได้ทำให้นายหลินมีความรู้สึกเกิดความรักความอาทรและเข้าใจนกอีแจวมากขึ้นด้วย นายหลินปิ่งหั่วยังบอกด้วยว่า ความผูกพันธ์ที่มีต่อผืนแผ่นดินที่ปลูกกระจับและนกอีแจวที่เพิ่มขึ้น ทำให้เขาไม่อาจที่จะหันกลับไปใช้ยาฆ่าแมลงอีกแล้ว
นายหลินปิ่งหั่ว (林丙火) เกษตรกรผู้ยืนหยัดปลูกกระจับอินทรีย์เพื่อช่วยอนุรักษ์นกอีแจว
นายเหยาจื้อวั่ง (姚志旺) ผอ.สำนักการเกษตรและอาหารเขตภาคใต้เล่าให้ฟังว่า ช่วงกลางเดือนส.ค.ตนเองได้เดินทางไปเยี่ยมชมเกษตรกรที่ปลูกกระจับในเขตกวนเถียน และเป็นเวลประจวบเหมาะที่ได้เห็นลูกนกอีแจวกำลังหัดเดิน แต่ด้วยความไม่ระวังเจ้าลูกน้อยได้ตกจากใบกระจับลงไปในน้ำ นกอีแจวผู้เป็นพ่อรีบเอาปากคาบช่วยลูกน้อยแต่ก็ไม่ทันเพราะถูกปลาที่อยู่ในบึงกินเข้าท้องเสียแล้ว เสียงร้องของพ่อนกที่เสียใจยังคงกึกก้องอยู่ในใจของเขา แม้มีความสงสารแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทำให้ตัวเขาเองรู้สึกขอบคุณเกษตรกรผู้ปลูกกระจับที่ยังมีความโอบอ้อมอารี ให้ที่พำนักกับนกอีแจว นายเหยาจื้อวั่งยังบอกด้วยว่า ทุกปีในช่วงเทศกาลตวนอู่หรือเทศกาลขนมบ๊ะจ่างถือเป็นฤดูกาลของกระจับ 4 เขา ส่วนช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็จะเป็นฤดูกาลของกระจับ 2 เขา การที่เขตกวนเถียนนครไถหนานเป็นแหล่งปลูกกระจับที่เป็นมิตรกับนกอีแจว ให้นกอีแจวมีแหล่งพักพิงที่ปลอดภัย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้บริโภคจะให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลกกระจับ
นายเหยาจื้อวั่ง (姚志旺) ผอ.สำนักการเกษตรและอาหารเขตภาคใต้ (ภาพกลาง) เชิญชวนให้กินกระจับอินทรีย์
ที่นี่ไต้หวัน–06 ต.ค. 63-รับมือสภาพอากาศสุดโต่ง!! ไต้หวันใช้เวลา 9 ปี พัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ “ไถหนานหมายเลข 19” ประหยัดน้ำ 15%
สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานชี้ว่า ไม่กี่ปีมานี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ทำให้ปริมาณน้ำฝนที่ตกน้อยลง เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำที่เพิ่มขึ้น และปัจจุบันไต้หวันต้องการใช้น้ำในการปลูกข้าวมากถึง 44% ของทรัพยากรน้ำทั้งหมด เพื่อเป็นการประหยัดน้ำในการเพาะปลูกข้าว สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานร่วมมือกับคณะเกษตรของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันหรือไถต้า ใช้เทคนิคการใช้เครื่องหมายโมเลกุลช่วยคัดเลือกพันธุ์ข้าว หลังผ่านการปรับปรุงและทดลองปลูกเป็นเวลานาน 9 ปี ได้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ตั้งชื่อว่า “ไถหนานหมายเลข 19” มีกลิ่นหอมของเผือก สุกก่อนเวลา และประหยัดน้ำด้วย
ข้าวไถหนานหมายเลข 19 หลังหุงสุกปล่อยไว้ให้เย็นยังมีความหนึบ มีกลิ่นหอมของเผือก เหมาะในการทำข้าวซูชิ
ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ไถหนานหมายเลข 19 เป็นพันธุ์ข้าวที่ร่นเวลาในการเพาะปลูกน้อยลงประมาณ 20 วันเมื่อเทียบกับพันธุ์ข้าวไถหนานหมายเลข 11 ที่มีการเพาะปลูกมากที่สุดในไต้หวัน สามารถประหยัดน้ำในการเพาะปลูกได้ประมาณ 9-15% และมีความต้านทานโรคดี คุณภาพของเมล็ดข้าวอยู่ในเกณฑ์ดี ข้าวมีกลิ่นหอมของเผือก เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เป็นข้าวที่มาจากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวไถหนานหมายเลข 16 และข้าวไถหนานหมายเลข 13 ถือเป็นข้าวคุณภาพดีที่ได้ข้อดีของข้าวทั้งสองสายพันธุ์ที่มีความลงตัวหรือเติมเต็มในสิ่งที่ขาด คือได้ข้อดีของข้าวไถหนานหมายเลข 16 ที่มีความหนึบ หลังหุงสุกและปล่อยให้เย็นแล้วก็ยังมีความหนึบที่ไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนได้ข้อดีของข้าวไถหนานหมายเลข 13 คือมีความหอมของกลิ่นเผือก ทนต่อโรคพืช และยังมีคุณสมบัติคือสุกก่อนเวลา อีกทั้งปริมาณของผลผลิตคงที่ และข้าวไถหนานหมายเลข 19 เริ่มทดลองปลูกตั้งแต่ปี 2011 และปี 2016 มีการทดลองปลูกในสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเกือบทุกภาค ทั้งทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ หลังทดลองปลูกพบว่า ข้าวที่ปลูกจากสถานีปรับปรุงพันธุ์ไถหนานจะได้รับการยอมรับของผู้บริโภคมากที่สุด และนอกจากนี้ ยังให้เกษตรกรทำการทดลองปลูกหลายครั้งว่าเป็นพันธุ์ที่เหมาะต่อการเพาะปลูกด้วย จนในที่สุดปี 2019 จึงได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ
ข้าวไถหนานหมายเลข 19 บรรจุถุงขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต
นอกจากนี้ ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานยังใช้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ไถหนานหมายเลข 19 ที่มีกลิ่นหอม สุกเร็ว ประหยัดน้ำนี้ พัฒนาเทคนิคการปลูกข้าวด้วยการเคลือบเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงเหล็กด้วย โดยนายหยางหงอิง(楊宏瑛) ผอ.สถานีปรับปรุงพันธุ์เขตไถหนานชี้ว่า ที่เขตกวนเถียนของนครไถหนานซึ่งเป็นแหล่งปลูกกระจับที่สำคัญ และมีการปลูกกระจับสลับกับการปลูกข้าว โดยช่วงหน้าร้อนเกษตรกรเขตกวนเถียนจะปลูกกระจับ แต่พอถึงหน้าหนาวเกษตรกรจะสลับไปปลูกข้าว แต่เนื่องจากการปลูกข้าวในเขตกวนเถียนพื้นดินมีความชื้นแฉะ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถใช้เครื่องไม้เครื่องมือในการปรับพื้นดิน หรือไม่เหมาะต่อการใช้เครื่องดำนา จึงใช้วิธีหว่านข้าว แต่การหว่านข้าวทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวติดอยู่ที่ผิวดิน เนื่องจากเมล็ดข้าวน้ำหนักเบา ทำให้เมล็ดข้าวอาจไหลไปตามน้ำ หรือบรรดานกอีแจวหรือนกอพยพหนีหนาวจิกกินเมล็ดข้าวไปจำนวนไม่น้อย ดังนั้น เกษตรกรจึงใช้ยาฆ่าแมลงเคลือบกับเมล็ดพันธุ์ข้าว เมื่อนกอีแจวหรือนกอพยพมาจิกเมล็ดข้าวก็ตายไปจำนวนไม่น้อย และเพื่อเป็นการอนุรักษ์นก หรือสร้างสิ่งแวดล้อมที่พักอาศัยให้กับสัตว์ป่าประเภทนกที่อพยพหนีหนาวหรือนกอีแจว ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานจึงร่วมมือกับสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเจียอี้ ใช้เทคนิคการปลูกข้าวด้วยการเคลือบเมล็ดข้าวด้วยผงเหล็กที่มีการนำเข้าเทคโนโลยี่นี้จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เมล็ดข้าวที่จะปลูกนั้นมีสีเข้มใกล้เคียงกับสีของดิน อำพรางไม่ให้นกเห็น ลดโอกาสไปจิกกิน และยังลดปริมาณการไหลไปกับน้ำ
เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ยังไม่เคลือบด้วยผงเหล็ก(ภาพซ้าย) เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผ่านการเคลือบด้วยผงเหล็ก (ภาพขวา) สามารถอำพรางนกมาจิกกินและกันข้าวไหล
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีการเคลือบเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงเหล็กที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นมีราคาค่อนข้างสูง ต้นทุนในการเคลือบเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงเหล็กตกกิโลกรัมละ 360 กว่าเหรียญไต้หวัน และเมื่อนำมาทดลองใช้กับพันธุ์ข้าวในไต้หวันแล้วยังทำให้อัตราการงอกของเมล็ดข้าวต่ำด้วย ดังนั้น สถานีปรับปรุงพันธ์พืชเขตไถหนานจึงปรับปรุงเทคโนโลยีการเคลือบเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงเหล็กที่เหมาะกับพันธุ์ข้าวในไต้หวันเอง ราคาประหยัดกว่าเหลือเพียงกิโลกรัมละ 80 กว่าเหรียญไต้หวัน และยังมีการทดสอบว่าไม่มีเรื่องของโลหะหนักตกค้างที่ไม่สร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมด้วย และสามารถผลิตให้เกษตรกรในไต้หวันได้ใช้กว้างขวางขึ้นได้ เซี่ยเหย้าชิง(謝耀清) ผอ.สำนักการเกษตรไถหนานชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2018 เริ่มมีการทดลองปลูกข้าวด้วยเทคโนโลยีการเคลือบเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยผงเหล็กในพื้นที่ 5 เฮกตาร์ ปี 2019 เพิ่มพื้นที่ทดลองเป็น 20 เฮกตาร์ ผลปรากฏว่าได้รับความเสียหายจากนกจิกกินน้อยลง ผลการปลูกก็ดีด้วย และในปีนี้ยังคงผลักดันโครงการนี้ต่อเนื่อง และยังบริการฟรีสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเคลือบเมล็ดข้าวด้วยผงเหล็ก แต่ว่าจะอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรเขตกวนเถียนเป็นอันดับแรกก่อน
ไต้หวันปรับปรุงเทคโนโลยีการเคลือบเมล็ดข้าวด้วยผงเหล็กเอง
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์เขตไถหนานยังทำนโยบายที่สอดคล้องกับการเพิ่มผลผลิตยุ้งฉางธัญพืช โดยปลูกธัญพืชเป็นหลัก ปลูกข้าวเป็นรอง มีการปลูกธัญพืชประเภทถั่วดำและข้าวโพดหวาน สลับกับการปลูกข้าวสายพันธุ์ใหม่ไถหนานหมายเลข 19 โดยช่วงฤดูใบไม้ผลิปลูกถั่วดำและข้าวโพดหวาน จากนั้นในเดือนพ.ค.ถึงเดือน ส.ค.ปลูกข้าวไถหนานหมายเลข 19 ซึ่งการปลูกสลับแบบนี้ไม่เพียงแต่ลดปริมาณการใช้น้ำ30-40% ของการปลูกข้าว ยังลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของการกำจัดศัตรูพืชด้วย
ที่นี่ไต้หวัน –29 ก.ย. 63-ปลาซันมะ(ชิวเตาอวี๋-秋刀魚) “ปลาดาบแห่งฤดูใบไม้ร่วง” รสชาติหวานมันอร่อย!!
วันนี้มีเรื่องของปลาซันมะมาเล่าสู่กันฟังค่ะ ปลาซันมะภาษาจีนเรียกว่า “ชิวเตาอวี๋-秋刀魚” เป็นปลาที่นิยมรับประทานในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ของไต้หวันนิยมนำมาปิ้งย่างหรือบาร์บิคิว ทั้งนี้ กิจกรรมที่คนไต้หวันนิยมทำในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ นอกจากจะกินส้มโอกินขนมไหว้พระจันทร์ชมจันทร์แล้ว ยังมีอีกกิจกรรมหนึ่งก็คือการปิ้งย่างหรือบาร์บีคิวหรือภาษาจีนเรียกว่า “เข่าโร่ย-烤肉”เข่า-烤แปลว่า ปิ้งย่าง โร่ย-肉แปลว่าเนื้อ แต่ว่าช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่มีการปิ้งย่างก็ไม่เพียงแต่เป็นเนื้อสัตว์ อย่าง หมู วัว ไก่ เท่านั้นนะคะ ยังมีอาหารทะเลทั้งหลาย เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ปลาหมึก เป็นต้น แล้วก็ยังมีผักอีกหลายชนิดที่แก้เลี่ยนหรือเพิ่มเส้นใยอาหาร อย่างเช่น พริกหยวกสีต่างๆ หน่อไม้น้ำ ข้าวโพด หรือผักอื่นๆที่สะดวกในการปิ้งย่าง ซึ่งกิจกรรมปิ้งย่างหรือบาร์บีคิวก็เป็นวัฒนธรรมการกินอาหารที่ส่งเสริมให้คนในครอบครัวรับประทานอาหารพร้อมกัน นั่งวงล้อมเตา ปิ้งย่างไปด้วย กินไปด้วย คุยไปด้วย ทาซอสไปด้วย และมีเสียงหัวเราะไปด้วยที่ช่วยสร้างอรรถรสความอร่อยของการกิน
ชาวประมงที่จับปลาได้จะทำการแช่แข็งทันทีเพื่อเป็นการรักษาความสด
อย่างไรก็ตาม เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ราคาของปลาซันมะหรือชิวเตาอวี๋ที่จับได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแพงขึ้น ราคาแพงปรับสูงขึ้น 55% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งนี้ปริมาณที่จับได้น้อยลง แต่ก็มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของตลาด สำหรับการย่างหรือปิ้งปลาซันมะนั้น จะใช้ทั้งตัวโดยไม่ต้องควักไส้ออก จะมีกลิ่นเฉพาะตัว ถ้ากินถูกไส้ปลาจะออกรสขมนิดๆ กลิ่นค่อนข้างคาว แต่ว่าย่างแล้วก็อร่อยเพราะมีไขมันเยอะ ขณะย่างจะมีไขมันไหลเยิ้ม หวานธรรมชาติ เนื้อละเอียด ปลาซันมะเป็นปลาที่มีประโยชน์กับร่างกายมากมาย มีวิตามินหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียมและธาตุเหล็กก็มีเยอะ มีกรดไขมันโอเมกา-3 ที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ตับ และระบบประสาท มีไขมันปลาที่ประกอบไปด้วย EPA และ DNA ที่มีส่วนช่วยป้องกันการอุดตันของเลือด และบำรุงสมอง เรียกว่าเป็นปลาที่มีประโยชน์ต่อคนทุกวัย ไม่จำกัดเพศจริงๆ และที่สำคัญราคาถูกเมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่นๆ
ปลาซันมะย่าง
สำหรับเรือประมงที่จับปลาซันมะของไต้หวันก็คล้ายๆ กับเรือประมงที่จับปลาหมึก โดยส่วนใหญ่ประมาณเดือนมิ.ย.หรือก.ค.ชาวประมงทั่วไปก็จะกลับไต้หวันหลังจากการจับปลาไปแล้วครั้งหนึ่ง จากนั้นประมาณเดือนส.ค.ก็จะเตรียมตัวออกทะเลรอบใหม่เพื่อไปจับปลาซันมะที่มหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ จนกระทั่งเดือนพ.ย.หรือเดือนธ.ค.ก็จะกลับไต้หวันและเตรียมเปลี่ยนตาข่ายจับปลา จากนั้นชาวประมงจะเดินเรือไปยังหมู่เกาะฟอล์กแลนด์หรือหมู่เกาะมัลบีนัส ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะตั้งอยู่ในหมู่เกาะแอตแลนติกใต้บนไหล่ทวีปปาตาโกเนียเพื่อจับปลาหมึก การจับปลาซันมะหรือชิวเตาอวี๋นั้น ชาวประมงที่จับปลาได้ก็จะทำการแช่แข็งทันทีเพื่อเป็นการรักษาความสด จากนั้นจะมีเรือบรรทุกมาถ่ายปลาซันมะที่จับได้นำกลับมายังไต้หวัน ส่วนเรือประมงที่จับปลายังคงจับปลาต่อไป ซึ่งกล่าวได้ว่าปลาซันมะแช่แข็งที่ชาวประมงจับได้และขายตามท้องตลาดไต้หวันตั้งแต่เดือนส.ค.เป็นปลาสดที่อยู่ในช่วงฤดูกาล
หลังจับปลาซันมะที่แช่แข็งแล้วบรรทุกกลับมายังท่าเรือ
จางจื้อเซิ่ง(張致盛) อธิบดีกรมประมงชี้ว่า ปีนี้ปริมาณปลาซันมะที่จับได้ถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนส.ค.จนกระทั่งปัจจุบัน ปริมาณที่จับได้มีเพียง 20-30% ของปีที่แล้ว ราคาขายขายในท้องตลาดไต้หวันประมาณกิโลกรัมละ 70-80 เหรียญไต้หวัน แต่เนื่องจากฤดูการจับปลาซันมะยังไม่หมด ปริมาณที่จับได้ในปีนี้มีเท่าไหร่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด จางจื้อเซิ่งยังกล่าวด้วยว่า ไซเคิลหรือวงจรชีวิตของปลาซันมะสั้น ปริมาณที่จับได้จะไม่แน่นอน แต่อาจจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอากาศ น้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้ปลาซันมะเปลี่ยนเส้นทางการว่ายน้ำกลับ และยังมีผู้ประกอบการประมงบอกว่า ปัจจุบันปลาที่จับได้ส่วนใหญ่ เป็นปลาซาร์ดีนที่อยู่ในน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงกว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงต้องอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่กำลังอยู่ในช่วงของการสำรวจด้วย นอกจากนี้ ราคาของปลาซันมะในประเทศญี่ปุ่นเองก็เช่นกัน ปีนี้แพงขึ้นมากๆ และอยู่ในภาวะขาดแคลนปลาซะด้วย ปลาซันมะถือเป็นปลาที่นิยมบริโภคในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของประเทศญี่ปุ่นมาก เพราะว่ารสชาติอร่อยที่สุดในช่วงนี้ มีความมัน ตัวอวบอ้วน เนื้อนุ่ม ปลาซัมมะเป็นหนึ่งในปลาไม่กี่ชนิดที่มีไขมันมากกว่าโปรตีน เนื่องจากมีการสะสมไขมันไว้มากเพื่อใช้ในหน้าหนาว จนมีการกล่าวว่าเป็น “ปลาราชาแห่งฤดูใบไม้ร่วง” หากนำไปปิ้งย่างหรือบาร์บิคิวด้วยเตาถ่านก็ยิ่งส่งกลิ่นหอมที่เรียกน้ำย่อยได้ดีเลยทีเดียว คนญี่ปุ่นนิยมนำมาย่างมากที่สุด โดยย่างกับเกลือหรือย่างกับซีอิ๊วก็ได้ หรือว่าจะกินดิบๆ ก็ได้เช่นกัน แต่ว่าปีนี้ญี่ปุ่นจับได้ปริมาณน้อยมากๆ ราคาแพงหูฉี่ แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ปลาซันมะขายในญี่ปุ่นสูงสุดคิดเป็นเงินไต้หวันตัวละ 1,700 เหรียญไต้หวัน ทำให้ร้านขายอาหารซีฟูดหรือร้านซูชิต้องหยุดขายเมนูที่ใช้ปลาซันมะ เปลี่ยนไปใช้ปลาอื่นที่ถูกกว่า
ข้าวปลาซันมะย่าง
ที่นี่ไต้หวัน –22 ก.ย. 63-มารู้จักส้มโอ ผลไม้อร่อยๆ ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์กันดีกว่า…
ใกล้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้วผลไม้ที่พบเห็นมากในช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลาดสด ร้านขายผลไม้ ก็คือส้มโอ และส้มโอภาษาจีนเรียกว่า “อิ้วจื่อ-柚子” แต่บางคนก็จะเรียกว่า “เหวินต้าน-文旦” ซึ่งความเป็นจริงแล้วจะเรียก อิ้วจื่อหรือเหวินต้านก็ล้วนแต่เป็นส้มโอทั้งนั้น แต่ว่าเหวินต้านเป็นสายพันธุ์หนึ่งของส้มโอและได้รับความนิยมกินในไต้หวันมาก เพราะว่ารสชาติอร่อย เนื่อละเอียด หวานฉ่ำน้ำอมเปรี้ยวเล็กน้อย นอกจากนี้เหวินต้านมีชื่อทางการว่า “หมาโต้วเหวินต้าน-麻豆文旦” เป็นสายพันธุ์ส้มโอที่นำเข้าจากมณฑลฝูเจี้ยนมาปลูกทางภาคใต้ของไต้หวันตั้งแต่ยุคฮ่องเต้คังซีแห่งราชวงค์ชิง ต่อมามีการปรับปรุงพันธุ์และนำไปปลูกที่ตำบลหมาโต้วของนครไถหนานจนประสบความสำเร็จด้วย ดังนั้นหลายคนคิดว่าหมาโต้วเหวินต้านเป็นส้มโอที่ปลูกในตำบลหมาโต้วของนครไถหนานเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ จึงทำให้ในเวลาต่อมามีการระบุสถานที่เพาะปลูกส้มโอ อย่างเช่น ส้มโอที่ปลูกที่เฮ่อกังของตำบลรุ่ยซุ่ยเมืองฮัวเหลียนก็จะเรียกว่า “เฮ่อกังเหวินต้าน-鶴岡文旦” ส้มโอที่ปลูกเขตปาหลี ตั้นสุ่ยของนครนิวไทเปจะเรียกว่า “ปาหลีเหวินต้าน-八里文旦” เป็นต้น
เฮ่อกังเหวินต้าน-鶴岡文旦 ส้มโอปลูกที่ตำบลรุ่ยซุ่ยเมืองฮัวเหลียน
จางเหวินจ้าว(張汶肇) รองเจ้าหน้าที่วิจัยส้มโอสถานีปรับปรุงพันธุ์ส้มโอไถหนานชี้ว่า หมาโต้วเหวินต้านเป็นสายพันธุ์ส้มโอที่ปลูกมากที่สุดในไต้หวัน เนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 4,000 เฮกตาร์ ครองสัดส่วนสูงถึง 90% มีการเพาะปลูกตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ และจากภาคตะวันตกถึงภาคตะวันออก ซึ่งทางภาคเหนือพื้นที่เพาะปลูกมีตั้งแต่เขตปาหลี ตั้นสุ่ยของนครนิวไทเปไปถึงเมืองโต่วลิ่วของจังหวัดหยุนหลิน และลงไปภาคใต้ที่ตำบลหมาโต้วของนครไถหนาน ส่วนทางภาคตะวันออกปลูกที่หมู่บ้านเฮ่อกังของตำบลรุ่ยซุ่ยเมืองฮัวเหลียนไปจนถึงตำบลตงเหอของเมืองไถตง เนื่องจากผลผลิตของส้มโอจะมีมากในช่วงกลางเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน หรือว่าช่วงก่อนและหลังเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทำให้คนไต้หวันนิยมนำส้มโอเป็นของฝากในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ เพราะฉะนั้นเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรีบขายส้มโอให้ได้ปริมาณมากที่สุดในช่วงก่อนที่จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ เพราะว่าถ้าเลยเทศกาลไหว้พระจันทร์ไปแล้วจะขายส้มโอได้น้อยลง จางเหวินจ้าว ยังวิเคราะห์ให้ฟังว่า หากคำนวณความสุกงอมของส้มโอที่เพาะปลูกในไต้หวันแล้ว โดยส่วนใหญ่จะสามารถเก็บผลส้มโอได้ตั้งแต่ก่อน "ไป๋ลู่-白露" หรือน้ำค้างขาวของช่วงการเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศทั้ง 24 ตามปฏิทินจีนประมาณ 10 วัน หากว่าไป๋ลู่กับเทศกาลไหว้พระจันทร์ใกล้กันมาก ก็จะทำให้การแพคกล่องเพื่อขายส้มโอค่อนข้างเร่งรีบหน่อย ปีนี้ถือว่าโชคดีหน่อยที่ไป๋ลู่กับเทศกาลไหว้พระจันทร์ห่างกันเกือบ 4 สัปดาห์ จึงทำให้ส้มโอสุกงอม รสชาติดี ชุ่มฉ่ำ อร่อย
ปีนี้โชคดีที่ไป๋ลู่กับเทศกาลไหว้พระจันทร์ห่างกันเกือบ 4 สัปดาห์ ทำให้ส้มโอสุกงอมรสชาติดีฉ่ำอร่อย
สำหรับในปีนี้หลายๆ พื้นที่ในไต้หวันที่มีการปลูกส้มโอต่างก็งัดกลยุทธ์เพื่อโปรโมทสินค้าของตน เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสมไม่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นทำให้ปริมาณของส้มโอมีมาก มีผลผลิต 75,429 ตัน เทียบกับปริมาณผลผลิตเฉลี่ย 70,671 ตัน เพิ่มขึ้น 7% และเพื่อเพิ่มช่องทางการขาย คณะกรรมการการเกษตรได้ส่งเสริมเกษตรกรส้มโอขยายช่องทางตลาดเพิ่มขึ้น โดยสมาคมเกษตรรุ่นใหม่โต่วลิ่วเมืองหยุนหลิน(雲林縣斗六青農分會)ได้ร่วมมือกับร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ทเป็นครั้งแรกเปิดตัวกล่องของขวัญส้มโอด้วย
เฉินจี๋จ้ง (陳吉仲) ประธานคณะกรรมการการเกษตร บอกว่า ปีนี้ตั้งเป้าส่งออกส้มโอ 5,000 ตัน นับเป็นปีแรกที่ขยายตลาดไปญี่ปุ่น ส่วนการขายในประเทศวางแผนจัดกล่องของขวัญ เกินกว่า 50,000 กล่องให้ประชาชนสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ต ผู้ซื้อจะได้คูปองเป็นของแถม คาดว่าการขยายตลาดส่งออกประกอบกับการขยายช่องทางจำหน่ายในประเทศมากขึ้น จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาส้มโอได้
ส้มโอบรรจุกล่องส่งขายต่างประเทศ
และในวันนี้ก็ยังมีเรื่องราวของส้มโอน่ารักๆ ที่ปลูกที่เขตปาหลีของนครนิวไทเปมาฝากกันค่ะ เพราะว่าเขตปาหลีของนครนิวไทเปมีพื้นที่เพาะปลูกส้มโอหมาโต้วเหวินต้านอยู่จำนวนไม่น้อยเช่นกัน และที่นี่ก็มีฟาร์มเกษตรแห่งหนึ่งชื่อ “เถาเล่อซือเซินหลิน(桃樂絲森林)” ที่ต้องการปลูกส้มโอมีรูปร่างหน้าตาต่างจากเกษตรสวนอื่น ก็เลยปิ๊งไอเดียปลูกส้มโอที่เป็นรูปหัวใจ(心型柚) โดยเริ่มปลูกตั้งแต่ปี 2004 แล้ว และและมีผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกปี จนกระทั่งปัจจุบันปลูกได้ประมาณ 1,000 ลูก/ปี สาเหตุที่ปลูกได้ไม่มากนักก็เพราะว่าการปลูกส้มโอที่เป็นรูปหัวใจต้องใช้กำลังทรัพย์และกำลังใจมากกว่าการปลูกส้มโอทั่วไป อัตราส่วนของการประสบความสำเร็จเฉลี่ยที่ 20%-30% เท่านั้น นายหลินปิ่งชัง(林炳昌) ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของสวนส้มโอและยังเป็นหัวหน้ากลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตบอกว่า นอกจากจะต้องใส่ใจต่อการปลูกแล้ว ยังต้องเลือกส้มโอที่ผลใหญ่และสุกก่อนเวลา เพราะว่าถ้าส้มโอไม่โตพอ หลังจากที่เป็นรูปเป็นร่างแล้วจะดูไม่สวย ไม่สมประกอบ ต้องระวังหนอนชอนไชด้วย และยังต้องหาผู้ประกอบการผลิตโมเดลรูปหัวใจ จึงราคาของส้มโอรูปหัวใจที่ขายจึงค่อนข้างสูง ตกลูกละประมาณ 380 เหรียญไต้หวัน โดยส้มโอรูปหัวใจเริ่มมีขายตั้งแต่ช่วงวันแห่งความรักของชาวจีนหรือชีซี่กันแล้ว ขณะนี้เริ่มมีตัวหนังสือบนส้มโอเป็นคำว่า ซวงสี่(囍)หรือคำว่า “I LOVE U” ด้วย และในอนาคตยังมีตัวหนังสือที่นิยมในโลกออนไลน์เพื่อดึงดูดให้ผู้คนได้รู้จักมากขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตามเนื่องจากส้มโอมีความพิเศษและมีความหมายดี จึงขอแนะนำว่าเหมาะในการมอบเป็นของขวัญ เก็บเอาไว้ชมเชยมากกว่าเอาไว้กิน และสามารถเก็บไว้ได้นาน 1-2 เดือน
ส้มโอรูปหัวใจ
ที่นี่ไต้หวัน –15 ก.ย. 63-“อีโต้มอญ”(鬼頭刀) ปลาหน้าตาคล้ายมีดอีโต้ ปลาเศรษฐกิจเมืองไถตง เนื้อหวาน สด อร่อย...
วันนี้มีเรื่องปลาแปลกๆ ที่ไม่ค่อยได้พบเห็นในท้องตลาดมากนักนำมาเล่าสู่กันฟังนั่นก็คือปลาอีโต้มอญค่ะ สาเหตุที่ไม่ค่อยพบเห็นปลาอีโต้มอญขายตามท้องตลาดหรือร้านอาหารหรือภัตตาคารทั่วไปก็เพราะว่า 90% ส่งออกขายต่างประเทศ และไต้หวันเองก็จับปลาอีโต้มอญครองสัดส่วนมากถึง 10% ของทั่วโลก และยังเป็นปลาเศรษฐกิจของเมืองไถตงซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกของของไต้หวันอีกด้วย เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ทางภาคตะวันออกอย่างเช่นเมืองฮัวเหลียน เมืองไถตงจะคุ้นเคยกับปลานี้ สาเหตุที่เรียกปลาชนิดนี้ว่าปลาอีโต้มอญ เนื่องจากหน้าตาของปลานี้คล้ายกับมีดอีโต้มอญ จึงเป็นที่มาของชื่อปลานี้ ภาษาจีนเรียกว่า “กุ่ยโถวเตา-鬼頭刀” ส่วนภาษาอังกฤษเรียกว่า Common dolphinfish ซึ่งก็คือปลาโลมาธรรมดา เนื่องจากตัวผู้มีโหนกหัวนูนออกไปข้างหน้าเป็นแนวตั้งฉากกับปากคล้ายกับโลมา แล้วก็ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีกมากมาย อย่างเช่น ปลาหน้ามอม ปลาอีโต้ ปลามงเจ้าเลือด ปลาโต้มอญ เป็นต้น ส่วนภาษาฮาวายจะเรียกว่า " ปลามาฮิ มาฮิ-Mahi-mahi" แปลว่าแข็งแกร่ง ในขณะที่ภาษาสเปนจะเรียกว่า "โดราโด-Dorado" ที่แปลว่าทองคำ และภาษาท้องถิ่นโอกินาว่าเรียกว่า Manbika แปลว่า จี้หรือปล้น สรุปแล้วปลาอีโต้มอญเป็นปลาที่หน้าตาแปลกยังไม่พอ ยังมีชื่อเรียกต่างๆ นานาอีกด้วย
ปลาอีโต้มอญขนาดโตเต็มวัยลำตัวมีสีน้ำเงินปนเขียว ข้างตัวมีจุดดำเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วลำตัว
ช่วงนี้ถือเป็นฤดูกาลของการจับปลาอีโต้มอญในไต้หวัน ซึ่งแหล่งที่จับปลานี้ก็อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของไต้หวัน แต่เนื่องจากปีนี้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด19 การซื้อปลาของตลาดภายในประเทศที่ลดลง ประกอบกับค่าขนส่งขายต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น เหราชิ่งหลิง(饒慶鈴)ผู้ว่าเมืองไถตง และ จางจื้อเซิ่ง(張致盛) อธิบดีกรมประมง จึงขอร้องให้ประชาชนช่วยกันรับประทานปลาอีโต้มอญที่รสชาติอร่อยให้มากๆ เพื่อช่วยเหลือชาวประมงให้มีรายได้
จางจื้อเซิ่งชี้ว่า 90% ของปลาอีโต้มอญของไต้หวันจะส่งขายประเทศยุโรปและอเมริกา เป็นปลาเศรษฐกิจ ซึ่งเขตที่จับปลาอีโต้มอญได้มากอยู่ที่ตำบลเฉิงกงของเมืองไถตง ทั้งนี้บริเวณทะเลแถบเมืองไถตงมีมลภาวะน้อย น้ำทะเลลึก มีความอุดมสมบูรณ์ ปลาอีโต้มอญที่จับได้รสชาติอร่อย เนื้อสด ตัวใหญ่ และขณะนี้ก็จับได้ปริมาณมาก ราคาเป็นมิตร และในช่วง 3 ปีนี้ การจับปลาอีโต้มอญของเมืองไถตงเฉลี่ยปีละประมาณ 1,900 ตัน มูลค่าเกือบ 170 ล้านเหรียญไต้หวัน/ปี ทางรัฐบาลเมืองไถตงและสมาคมการประมงส่งเสริมให้ชาวประมงเข้าร่วมโครงการ FIP (Fishery Improvement Project) ที่มุ่งเน้นหลักสำคัญของการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน มีการจัดตั้งระบบตรวจสอบแหล่งหาปลา ปลาอีโต้มอญที่ส่งขายยุโรปและอเมริกากิโลกรัมละ 140 เหรียญไต้หวัน แต่ว่าเนื่องจากปีนี้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 ทำให้ร้านอาหารรับซื้อปลาน้อยลง อีกทั้งค่าขนส่งขายต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาขายของปลาอีโต้มอญลดลง ขายกิโลกรัมละ 90-100 เหรียญไต้หวัน
ปลาอีโต้มอญนิยมตกเป็นเกมกีฬา(ภาพจากวิกิพีเดีย)
สมาคมการประมงยังช่วยเพิ่มช่องทางการขายปลาอีโต้มอญ มีการเชิญเชฟชื่อดังมาสาธิตวิธีการปรุงอาหารจากปลาอีโต้มอญ อย่างเช่น ปลาอีโต้มอญอบเกลือ เบอร์เกอร์อีโต้มอญ ซูชิอีโต้มอญ สเต็กปลาอีโต้มอญ เป็นต้น ส่วนเหราชิ่งหลิง ผู้ว่าเมืองไถตงบอกว่า ชาวประมงตำบลเฉิงกงใช้เบ็ดราวในการตกปลาอีโต้มอญ เป็นวิธีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ หลังจับปลาได้มีการเก็บรักษาความสดโดยไม่มีการแช่แข็ง มีความสด เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค
ปลาอีโต้มอญ เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่ง นิยมตกเป็นเกมกีฬาและนิยมจับเพื่อการประมงเชิงพาณิชย์ด้วย มีลำตัวยาวเรียว แต่เมื่อเจริญเติบโตขึ้นลำตัวจะกว้างขึ้นและแบนข้างเล็กน้อย หัวงุ้มลง มีเกล็ดเล็กละเอียด ปากกว้างและเฉียงขึ้น ฟันเล็กละเอียด ครีบหลังยาวเริ่มตั้งแต่บริเวณโหนกหัวไปจนถึงโคนหาง ครีบหางใหญ่เว้าลึกรูปส้อม ตัวผู้มีโหนกหัวนูนออกไปข้างหน้าเป็นแนวตั้งฉากกับปากคล้ายกับโลมา ส่วนตัวเมียจะมีโหนกหัวลาดลง ปลาขนาดโตเต็มวัยลำตัวมีสีน้ำเงินปนเขียว ข้างตัวมีจุดดำเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วลำตัว มีความยาวตั้งแต่ 40-100 ซ.ม.หรือมีความยาวถึง 150 ซ.ม.ก็ยังมี อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำลึก และมักขึ้นมาหากินบริเวณผิวน้ำ กระจายพันธุ์อยู่ทั่วไปในทะเลเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก เป็นปลาปราดเปรียวว่องไว ว่ายน้ำได้เร็วมาก กินปลาขนาดเล็กและสัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ เป็นอาหาร
ตัวผู้มีโหนกหัวนูนออกไปข้างหน้าเป็นแนวตั้งฉากกับปากคล้ายกับโลมา ส่วนตัวเมียจะมีโหนกหัวลาดลง
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน