
Sign up to save your podcasts
Or


ไต้หวันใช้เวลา 13 ปี ผ่านนักวิจัยพัฒนา 5 คน ได้พุทราสายพันธุ์ใหม่ “เสวี่ยลี่雪麗(Shirley)” หวานกรอบ อร่อย ฉ่ำน้ำ เหมาะเป็นของขวัญวันตรุษจีนและส่งขายต่างประเทศ
ช่วงนี้ถือเป็นฤดูกาลของพุทราในไต้หวัน พบเห็นมีขายตามท้องตลาด ร้านผลไม้ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต ล้วนเป็นพุทราหวาน กรอบ อร่อย มีสีเขียวสดใสคล้ายแอปเปิลขนาดย่อม ใครก็ตามที่อยู่ในไต้หวันคงได้ซื้อมากินกันแล้ว แต่ถ้ายังไม่ได้ซื้อมากินก็ลองซื้อมาชิมดู รับรองว่าต้องติดใจกับความหวานกรอบอร่อยของพุทราแน่นอนเลย แต่ละปีสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไต้หวันประมาณ 2,100 ล้านเหรียญไต้หวัน เป็นผลไม้ที่สำคัญในช่วงเทศกาลตรุษจีน ไม่ว่าจะเอาไปเป็นของขวัญส่งมอบให้กับญาติสนิทมิตรสหายหรือเซ่นไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษก็เหมาะมาก เพราะว่ารูปลักษณ์สวย อร่อย ถูกปากผู้บริโภค แต่ว่าพุทราที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่จะออกผลผลิตมากในช่วงหลังเทศกาลตรุษจีน และถ้าขายช่วงหลังตรุษจีนไปแล้วราคาของพุทราจะตกลงมาครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นล่าสุดในวันที่ 20 มกราคม 2564 สถาบันวิจัยทางการเกษตร คณะกรรมการการเกษตรได้เปิดตัวพุทราสายพันธุ์ใหม่ที่ต้องบอกว่าอร่อยที่สุดในบรรดาสายพันธุ์พุทราที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ นั่นก็คือ “พุทราเสวี่ยลี่-雪麗(Shirley)” มีชื่อทางการว่า “ไถหนงหมายเลข 13 ” ซึ่งใช้เวลานานถึง 13 ปีในการปรับปรุงพันธุ์ และผ่านนักวิจัยพัฒนานำไปเพาะปลูกถึง 5 คน จึงประสบความสำเร็จได้พุทราสายพันธุ์ที่สามารถปลูกออกมาขายสู่ท้องตลาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ เก็บรักษาไว้ได้นาน มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย แค่ผลสุกประมาณ 70% ก็จะมีความหวานมากกว่า 14 บริกซ์แล้ว แม้จะหวานมากแต่ก็ไม่หวานเลี่ยนเพราะว่ามีความเปรี้ยวในสัดส่วนที่เหมาะสม เนื้อพุทรากรอบไม่มีรสฝาด ฉ่ำน้ำ เนื้อละเอียด มีน้ำหนักประมาณ 150 กรัม/ผล หากเปรียบเทียบกับพุทราสายพันธุ์จงเยี่ย(中葉) ที่มีความหวาน 12 บริกซ์และปัจจุบันครองสัดส่วนตลาด 70 % ถือว่าเลิศกว่าเยอะเลยทีเดียว
พุทราหวานสายพันธุ์จงเยี่ย-中葉 (ซ้ายมือ)ความหวาน 12 บริกซ์ ส่วนสายพันธุ์เสวี่ยลี่-雪麗 (ขวามือ) ความหวานมากกว่า 14 บริกซ์และผลใหญ่กว่า
สำหรับราคาที่ขายในท้องตลาดขณะนี้ ถ้าเป็นพุทราสายพันธุ์จงเยี่ยซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีมากในท้องตลาดครองสัดส่วน 70% นั้น จะขายกันประมาณชั่งละ 40 เหรียญไต้หวัน( 1 ชั่งเท่ากับ 600 กรัม) แต่ว่าถ้าเป็นสายพันธุ์เสวี่ยลี่จะขายมากกว่า 60 เหรียญไต้หวัน/ชั่ง ยิ่งถ้าเป็นตลาดการประมูลผลไม้เกรดดีจะขายกันในราคามากกว่า 300 เหรียญไต้หวัน/กิโลกรัม หยางตงเจี๋ย(楊東杰) ประธานสมาคมเกษตรเกาสงบอกว่า ผลพุทราเสวี่ยลี่ขนาดใหญ่ กล่องที่บรรจุพุทราน้ำหนัก 3 กิโลกรัม ใส่พุทรา 10-12 ผล จะขายได้ราคา 1,500-2,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งเท่ากับว่ามีราคาประมาณ 150 เหรียญไต้หวัน/ผล นายหยางยังบอกอีกว่า ก่อนหน้านี้ พุทราไต้หวันก็ส่งไปขายที่สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง มาเก๊าและแคนาดา ล้วนได้รับความนิยมจากผู้บริโภคสูง และในสัปดาห์ถัดไปจะทดลองส่งไปขายที่ประเทศเนเธอแลนด์น้ำหนัก 250 กิโลกรัมเพื่อดูว่าผู้บริโภคชื่นชอบหรือไม่
พุทราเสวี่ยลี่น้ำหนักประมาณ 150 กรัม/ผล ขนาดลูกแอปเปิล
พุทราสายพันธุ์เสวี่ยลี่นี้ ไม่เพีงแต่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคที่ดีแล้ว กิ่งและลำต้นของพุทราก็ยังแข็งแรง และที่สำคัญกิ่งก้านมีหนามสั้นและน้อย เวลาเก็บผลก็สะดวก อีกทั้งกิ่งก้านแข็งแรง หลังจากที่ติดผลแล้วจะไม่หักง่าย และทนต่อลมพัดที่แรง แม้ถูกลมพัดแรงแต่ก็ฟื้นคืนสภาพได้เร็ว เหมาะต่อการเพาะปลูก เกษตรกรดูแลง่าย กัวจั่นหง(郭展宏) ผู้ช่วยนักวิจัยพัฒนาสาขาย่อยของสถานีปรับปรุงพันธุ์ฟ่งซานเมืองเกาสงบอกว่า ช่วงเวลาที่สถานีปรับปรุงพันธุ์ทดลองปลูกเป็นเวลา 6-7 ปี แม้จะเจออากาศหนาวเย็น แต่ผลผลิตของพุทราเสวี่ยลี่ก็ยังคงที่ ผลพุทราไม่สุกในช่วงเวลาที่พร้อมกัน เกษตรกรค่อยๆ เก็บเกี่ยวผลผลิตตามความเหมาะสม นอกจากนี้ นายหูจิ้นเฉิง(胡進成) เกษตรกรผู้ปลูกพุทราสายพันธุ์เสวี่ยลี่ยังบอกว่า โดยปกติแล้ว เวลาที่พุทราออกผลมากเกินไป คุณภาพของผลพุทราก็จะด้อยลง แต่สำหรับพุทราเสวี่ยลี่แล้ว เนื่องจากต้นและกิ่งก้านแข็งแรง แม้จะออกผลเยอะ แต่คุณภาพของผลก็ไม่ได้แย่ลง ปริมาณการผลิตสูงถึง 80% หากเปรียบเทียบกับพุทราสายพันธุ์เจินอ้าย(珍愛)แล้ว พุทราเจินอ้าย 1 ต้นจะให้ผลผลิตประมาณ 120 กก./ปี แต่ถ้าเป็นพุทราสายพันธุ์เสวี่ยลี่จะให้ผลผลิตประมาณ 180-240 กก./ปี ถือว่าผลผลิตของพุทราสายพันธุ์เสวี่ยลี่สูงกว่ามากเลยทีเดียว และนอกจากนี้ ยังไม่มีปัญหาว่าผิวของพุทราจะเปลี่ยนเป็นลายจุดสีน้ำตาลที่อาจทำให้ผู้บริโภคไม่อยากซื้อด้วย สวีหมิ่นจี้(徐敏記) ผู้ช่วยนักวิจัยพัฒนาสถานีปรับปรุงพันธุ์เขตกวนซีบอกว่า จากการทดลองการส่งออกพุทราเสวี่ยลี่ไปตะวันออกกลาง แคนาดา สามารถขนส่งทางเรือที่เก็บรักษาในอุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียสได้นานประมาณ 3 สัปดาห์ ก็ไม่ส่งผลต่อคุณภาพของพุทรา แต่ถ้าส่งพุทราเสวี่ยลี่ไปขาสถาบันวิจัยทางการเกษตรยที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิต่ำกว่า 1 องศาเซลเซียสนานถึง 14 วัน จากนั้นผ่านการตรวจโรคของหน่วยงานญี่ปุ่น แล้วค่อยขนส่งไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 5 วัน คุณภาพของพุทราก็ไม่เปลี่ยน เช่นเดียวกัน ดังนั้นสรุปได้ว่า พุทราสายพันธุ์เสวี่ยลี่เหมาะในการส่งออกไปขายต่างประเทศมาก
กิ่งก้านพุทราเสวี่ยลี่แข็งแรง มีหนามสั้นและน้อย
พุทรา ภาษาจีนเรียกว่า “จ่าว棗” หรือ “จ่าวจื่อ棗子” แต่เนื่องจากมีความหวานดุจน้ำผึ้งก็เลยเรียกพุทราว่า “มี่จ่าว-蜜棗” คำว่า “มี่蜜” ก็แปลว่าหวานแบบน้ำผึ้ง ส่วนคำว่า “จ่าว”ก็แปลว่าพุทรา เพราะฉะนั้นมี่จ่าวก็คือพุทราหวานนั่นเอง และมี่จ่าวก็เป็นสายพันธุ์หนึ่งของพุทราไต้หวันด้วย ทั้งนี้ ไต้หวันเองก็มีการพัฒนาสายพันธุ์ของพุทรามากมาย นอกจากสายพันธุ์มี่จ่าวแล้ว ก็ยังมีจูเป่า เจินอ้าย เจินมี่ เสวี่ยมี่ จงเยี่ย ซานมู่ เป็นต้น ต้องบอกว่าไต้หวันมีการพัฒนาสายพันธุ์พุทราหลากหลายชนิดมาก ที่มีชื่อเสียงก็เกินกว่า 20 สายพันธุ์แล้ว พุทราเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ มากคุณค่า มีเส้นใยอาหารสูง กินแล้วให้ความรู้สึกอิ่มเร็ว ช่วยระบบขับถ่าย มีแคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส วิตามินซีสูง สำหรับวิตามินซีแล้วจะสูงกว่าสาลี 9 เท่า และสูงกว่าแอปเปิล 20 เท่า
สวนพุทราเสวี่ยลี่
ไม่หวั่นโควิด!! ไต้หวันเดินหน้าส่งออกกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสไปต่างประเทศต่อเนื่อง
ไต้หวันถือเป็นประเทศที่ได้รับสมญานาม“อาณาจักรกล้วยไม้” เป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล้วยไม้สกุลฟาแลนนอปซิสที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาถือเป็นดาวเด่นในหมู่กล้วยไม้ กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสเกรด A คุณภาพดีส่วนใหญ่จะส่งขายต่างประเทศ แต่ละปีส่งออกกว่า 80 ล้านต้น มูลค่าการส่งออกเกือบ 6,000 ล้านเหรียญไต้หวัน และเพื่อการส่งออกและขยายตลาดกล้วยไม้อย่างต่อเนื่อง ในวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลเมืองผิงตงร่วมกับผู้ประกอบการกล้วยไม้หย่งหง(永宏蘭業) ได้แถลงข่าวการส่งออกกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสไปยังสหรัฐฯ พันเมิ่งอัน(潘孟安) ผู้ว่าเมืองผิงตงบอกว่า เทคนิกการปลูกกล้วยไม้ของไต้หวันได้รับการสะสมประสบการณ์มานานและมีความแข็งแกร่ง ในภาวะการระบาดของโควิด 19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ แต่การส่งออกกล้วยไม้ของไต้หวันยังคงมีความต่อเนื่องไม่หยุดอยู่กับที่
กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสที่ส่งขายต่างประเทศ
สำหรับในครั้งนี้ ผู้ประกอบการกล้วยไม้หย่งหงได้ส่งออกต้นกล้าของกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส น้ำหนักเกือบ 8 ตัน จำนวน 33,152 ต้น บรรจุลงตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตไปขายยังสหรัฐ อีกทั้งในอนาคตวางแผนส่งออกกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสไปยังสหรัฐฯและแคนาดาเดือนละ 2 ครั้งด้วย ซึ่งหลังจากที่ต้นกล้าของกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสส่งถึงสหรัฐแล้ว จะมีผู้ประกอบการดอกไม้ในท้องถิ่นทำการเพาะเลี้ยงต่อ จากนั้นจึงค่อยนำไปจำหน่ายในท้องตลาด ผู้ประกอบการกล้วยไม้หย่งหงกล่าวว่า ครึ่งปีแรกของปีที่แล้วที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด 19 ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการส่งออก ใบสั่งซื้อเดือนมี.ค.ถูกยกเลิกไปหมด สูญเสียไม่น้อย แต่ทางผู้ประกอบการหย่งหงนำกล้วยไม้ที่ส่งออกไม่ได้จำนวน 1,800 ต้น บริจาคให้กับที่ว่าการท้องถิ่นตำบลเฉาโจวเพื่อนำไปประดับประดาตามสวนสาธารณะต่างๆ ให้เกิดความสวยงาม อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของครึ่งปีหลังในปีที่แล้วค่อยๆ ดีขึ้นอย่างไม่คาดคิด ยอดการส่งออกทั้งปีเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้นลดลงเล็กน้อย และมาในปีนี้ แม้การระบาดของโควิด 19 ที่ทั่วโลกยังประสบความรุนแรงอยู่ แต่ใบสั่งซื้อขณะนี้มีจนถึงปี 2022 แล้ว หลักๆ เป็นประเทศสหรัฐและแคนาดา ถึงกระนั้นก็ตาม ต้นทุนการขนส่งสำหรับการส่งออกนั้นสูงขึ้นกว่าหลายเท่าตัว ทำให้ผู้ประกอบการยังคงมีความวิตกกังวลที่ผลประกอบการลดลง และอีกประการหนึ่งคือ เดิมทีไต้หวันมีคู่แข่งเพียงประเทศเนเธอแลนด์ แต่ไม่กี่ปีนี้ก็มีคู่แข่งที่กำลังเร่งสปีดตามติดมาคือจีนแผ่นดินใหญ่และเวียดนาม ทำให้ผู้ประกอบการกล้วยไม้ในไต้หวันไม่หยุดที่จะพัฒนาและคงความมีศักยภาพไว้ ซึ่งนอกจากการส่งกล้วยไม้ไปขายต่างประเทศแล้ว ยังต้องเพิ่มช่องทางการจำหน่ายกล้วยไม้ในประเทศให้มากขึ้น อย่างเช่น บุกเบิกหรือพัฒนากล้วยไม้กระถางเพื่อสะดวกในการส่งมอบเป็นของขวัญของฝาก เป็นต้น
โรงเรือนปลูกกล้วยไม้
พันเมิ่งอัน ผู้ว่าเมืองผิงตงกล่าวว่า ที่เมืองผิงตงมีผู้ประกอบการกล้วยไม้อยู่หลายเจ้าที่มีการส่งออกไปขายต่างประเทศ อย่างเช่น ญี่ปุ่น เนเธอแลนด์ เวียดนาม แคนาดา สิงคโปร์ เป็นต้น การขยายตลาดส่งออกหลากหลายประเทศและมีความต่อเนื่องก็เพื่อให้ชาวโลกได้ชื่นชมความงดงามของกล้วยไม้ไต้หวัน ผู้ว่าพันยังกล่าวด้วยว่า ไต้หวันส่งออกกล้วยไม้หลักๆ แล้วเป็นกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสที่ครองสัดส่วนเกิน 90% ที่ยิ่งไปกว่านี้ สัดส่วนการส่งออกเกือบ 50% มาจากเมืองผิงตง จึงกล่าวได้ว่า เมืองผิงตงเป็นฐานการวิจัยพัฒนาและเพาะต้นกล้าของกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสที่สำคัญแห่งหนึ่งของไต้หวัน และยังเป็นผู้นำการวิจัยพัฒนากล้วยไม้พันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของกล้วยไม้ตลาดโลกได้อย่างทันท่วงที ถือเป็นเมืองที่เป็น 1 ไม่มี 2 ของฐานการผลิตกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส โดยมีผู้ประการที่พัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ต่อเนื่อง มีการบุกเบิกตลาดหาลูกค้าใหม่ มีการผนวกผู้ประกอบการดอกไม้และผู้ประการในท้องถิ่นเข้าด้วยกัน มีทั้งนักธุรกิจ มีทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้อง จนทำให้ธุริกิจดอกไม้ของเมืองผิงตงในวันนี้มีความแข็งแกร่ง
กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสเมืองผิงตงส่งออกครองสัดส่วนเกือบ 50% ของทั้งประเทศ
และก็ยังมีอีกตัวอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการกล้วยไม้ในไต้หวันที่ส่งกล้วยไม้ไปขายต่างประเทศ แต่ว่าขณะนี้ได้หันมาขยายตลาดในประเทศด้วย ซึ่งบริษัทนี้ชื่อ “ก้วนเฉิน冠辰蘭業” ที่ต้องการให้ผู้บริโภคในไต้หวันได้ซื้อกล้วยไม้คุณภาพดี แม้ปัจจุบันตลาดกล้วยไม้ในประเทศของไต้หวันถือว่าไม่ใหญ่มาก ความยืดหยุ่นของราคากล้วยไม้ก็ค่อนข้างตายตัว กล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสเกรด A ส่วนใหญ่จะส่งออกไปขายต่างประเทศ คนไต้หวันเองจะมีโอกาสซื้อกล้วยไม้เกรดดีได้ค่อนข้างน้อย ยิ่งไปกว่านั้น หลายๆ คนในไต้หวันมีความเห็นว่าคุณภาพของกล้วยไม้อยู่ในระดับกลางเท่านั้น ดังนั้นผู้ประกอบการกล้วยไม้ก้วนเฉินก็เลยปิ๊งไอเดีย และมองการไกลที่อยากจะให้คนไต้หวันได้ชื่นชมและภูมิใจกับความงามของกล้วยไม้ จึงขยายตลาดกล้วยไม้เกรด A ในประเทศ บริษัทก้วนเฉิงจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2010 ทำการเพาะเลี้ยงต้นกล้าของกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส หลักๆ แล้วจะประกอบธุรกิจแบบ B2B มีการส่งไปยังตลาดสหรัฐและญี่ปุ่น โดยได้รับใบสั่งจองจากทั้ง 2 ประเทศดังกล่าว มีผลประกอบการมากกว่า 90% ปี 2019 บริษัทก้วนเฉินได้ตั้งระบบสารสนเทศลูกค้า(CIS) และในปีนี้วางแผนทำแพลตฟอร์มสำหรับตลาดออนไลน์ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิส เพราะฉะนั้นจากเดิมที่ทำธุรกิจ B2B เพื่อส่งออกต่างประเทศอย่างเดียว ได้เพิ่มช่องทางการจำหน่าย ประกอบธุรกิจ B2C เป็นรูปแบบทางธุรกิจที่มีการส่งมอบสินค้าจากผู้ประกอบการถึงมือผู้บริโภคโดยตรงด้วย
บริษัทก้วนเฉินปลูกกล้วยไม้ฟาแลนนอปซิสกว่า 300 สายพันธุ์
เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพจากแหล่งปลูกสู่โต๊ะอาหาร เพื่อความยั่งยืนและสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่น
ปัจจุบันที่เทรนด์การรักสุขภาพกำลังมาแรง หลายคนหันมาใส่ใจกับอาหารที่ตัวเองรับประทานกันมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องการรับประทานให้เกิดความอร่อยเท่านั้น ที่สำคัญยังต้องมีความไว้วางใจ ไว้วางใจว่าสิ่งที่ตนเองรับประทานนั้นมีความปลอดภัยหรือไม่ รับประทานแล้วดีต่อสุขภาพหรือไม่ เพราะฉะนั้น ทำให้หลายๆ คนพยายามที่จะสรรหาอาหารที่ปลอดภัย อย่างเช่น อาหารออร์แกนิกหรืออาหารอินทรีย์ ส่วนผู้ประกอบการร้านอาหารก็เช่นกัน พยายามสรรหาแหล่งที่มาของอาหารที่ปลอดภัยเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความไว้วางใจ นอกจากนี้ คณะกรรมการการเกษตรของไต้หวันพยายามยกระดับการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มมูลค่าและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร จึงได้ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดสารพิษ ส่งผลให้ชาวไต้หวันตื่นตัวในการบริโภคผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์มากขึ้น ดังนั้นในปัจจุบันมีเทรนด์การร่วมมือระหว่างเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์กับร้านอาหาร ซึ่งในวันนี้ก็ขอยกตัวอย่าง ร้านอาหารจีนฮากกาเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงที่ตั้งอยู่ในเขตจงลี่ของเมืองเถาหยวนและเปิดดำเนินกิจการมานานกว่า 40 ปี ปัจจุบันสืบทอดกิจการถึงรุ่นที่ 3 แล้ว ร้านนี้ชื่อว่า“ซินไป่หวัง-新百王” ได้ร่วมมือกับเพ่ยฟางออร์แกนิกฟาร์ม (Peifang Organic Farm) รวบรวมสมาชิกเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์และร้านอาหารที่มีอุดมการณ์ร่วมกันประกอบกิจการเพื่อสังคม นายเจี่ยนจิ้งหง (簡境宏) เถ้าแก่ร้านอาหารซินไป่หวังและยังเป็นพ่อครัวหลักของร้านบอกว่า หลายปีมานี้ได้พยายามเปลี่ยนแนวของร้านอาหารจากเดิมๆ ในอดีต โดยตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา เมนูอาหารในร้านกว่า 50 อย่าง ล้วนแต่ใช้วัตถุดิบที่เป็นเกษตรอินทรีย์ที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ง่ายเลยทีเดียว นายเจี่ยนเล็งเห็นว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่เพียงแต่ชอบอาหารอร่อย ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องการรับประทานอาหารที่ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็เลยค่อยๆ เพิ่มเมนูในร้านที่มีการใช้วัตถุดิบที่เป็นเกษตรอินทรีย์และวัตถุดิบที่ใช้นั้นต้องอยู่ในอาณาบริเวณของเมืองเถาหยวนด้วย โดยในปัจจุบันวัตถุดิบที่ใช้ในร้านอาหารเป็นประจำได้แก่ ข้าวอินทรีย์ต้าเฮ่อตำบลต้าหยวน คีนัวและเห็ดหูหนูอินทรีย์เขตต้าซี ข้าวกล้องอินทรีย์เขตหลงถัน ผักอินทรีย์เขตผิงเจิ้น เป็นต้น ซึ่งบอกได้ว่าแต่ละรายการล้วนเพิ่มต้นทุนการประกอบการ และต้นทุนก็เป็นสิ่งที่คนเปิดร้านอาหารต้องคำนึงถึงมากที่สุดด้วย แต่อย่างไรก็ตาม นายเจี่ยนบอกว่า เพื่อต้องการให้ลูกค้าได้ลิ้มรสดั้งเดิมของอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ บางสิ่งบางอย่างประหยัดไม่ได้ นายเจี่ยนเชื่อว่าหากมีการใช้วัตถุดิบที่สดใหม่จากท้องถิ่นและปลอดสาร นอกจากจะทำให้ผู้บริโภคเกิดวามไว้วางใจแล้ว ยังถือเป็นการตอบแทนเกษตรกรที่ตั้งใจปลูกได้ดีที่สุด
เมนูอาหารในร้านซินไป่หวังกว่า 50 อย่าง ล้วนใช้วัตถุดิบเกษตรอินทรีย์ที่อยู่ในพื้นที่
การทำเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรออร์แกนิกนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าจะผ่านการรับรองผลิตภัณฑ์นั้นต้องมีการตรวจที่เข้มงวดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การลงเมล็ดพันธุ์ปลูก ขั้นตอนการดูแล สภาพแวดล้อมที่ปลูก การใส่ปุ๋ย การป้องกันโรคหรือหนอนแมลงที่มากัดกิน ตลอดจนการขนส่ง ล้วนแต่มีความละเอียดลออ จึงจะได้ใบรับรองว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยที่ผู้บริโภคเองก็ไม่ทราบว่าใบรับรองนี้ได้มาด้วยความยากลำบาก นายเจี่ยนเจ้าของภัตตาคารซินไป่หวัง ผู้ริเริ่ม “ร้านอาหารสีเขียว” ได้เชิญร้านอาหารและภัตตาคารในเมืองเถาหยวนกว่า 10 แห่งเข้าร่วมโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้วัตถุดิบที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ นายเจี่ยนจิ้งหงบอกว่า ร้านอาหารหรือภัตตาคารควรที่จะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการใช้วัตถุดิบในการประกอบอาหารมากว่าผู้บริโภค และต้องด้วยความจริงจังและโปร่งใส ตั้งแต่แหล่งผลิตจนกระทั่งไปอยู่บนโต๊ะอาหาร เพราะฉะนั้นการเลือกใช้ผลิตผลของเกษตรอินทรีย์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยที่ผ่านมาร้านอาหารมักจะเน้นแต่เรื่องของฝีมือการประกอบอาหาร และเลือกวัตถุดิบที่ราคาถูก จากนั้นปรุงให้ได้รสชาติที่อร่อยที่สุด
ภายในร้านมีมุมขายวัตถุดิบที่เป็นมิตรให้กับลูกค้า
นายอู๋เฉิงฟู่ (吳成富) เจ้าของเพ่ยฟางออร์แกนิกฟาร์ม ปัจจุบันอายุ 43 ปี และเพิ่งได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นในเดือนต.ค.ปี 2020 เดิมทีก็มีแนวความคิดที่เหมือนกับนายเจี่ยนจิ้งหง หลังจากที่ได้ทำงานร่วมกัน ผลักดันโครงการร้านอาหารสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เชิญชวนร้านอาหารและเกษตรกรอินทรีย์เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ครบวงจรตั้งแต่ผู้ปลูกจนถึงร้านอาหารและผู้บริโภค โดยใช้วัตถุดิบที่ปลูกในท้องถิ่น สำหรับร้านอาหารหรือภัตตาคารที่เข้าร่วมโครงการของเมืองเถาหยวนนั้น นอกจากจะใช้วัตถุดิบที่เป็นของสดจากท้องถิ่นแล้ว ภายในร้านยังจัดมุมขายวัตถุดิบที่เป็นมิตรให้กับลูกค้าด้วย หากแม่บ้านที่ไม่มีเวลาไปซื้อผักที่ตลาดก็สามารถสั่งซื้อผักจากทางร้านได้เลย สามารถซื้อผักที่ทางร้านล้างและหั่นให้เรียบร้อยได้เลย หรือแม้แต่เครื่องปรุงก็สามารถเตรียมให้ได้ นายอู๋เฉิงฟู่และนายเจี่ยนจิ้งหง ผู้ริเริ่มโครงการความร่วมมือระหว่างร้านอาหารและฟาร์มเกษตรอินทรีย์ มีความคาดหวังนำสิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์ ถ่ายทอดให้กับโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในที่ห่างไกลชุมชน อย่างเช่น นำผู้ร่วมโครงการไปที่โรงเรียนประถมเป่ยหู เขตซินอู ของนครเถาหยวน จัดกิจกรรมร่วมกัน อย่างเช่น เล่นเกมส์ ห่อเกี๊ยวซ่า กินเกี๊ยวซ่า เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจผลิตภัณฑ์เกษตร เนื่องจากได้รับการตอบรับจากเด็กๆ และมีเสียงหัวเราะมากมาย สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ทำโครงการไม่น้อย นายเจี่ยนจิ้งหงจึงตั้งชื่อเกี๊ยวซ่านี้ว่า “เกี๊ยวซ่ากินอิ่ม(Si Bao)ที่ตรวจสอบแหล่งผลิตได้"
เกี๊ยวซ่ากินอิ่ม (Si Bao) ที่ตรวจสอบแหล่งผลิตได้
ที่นี่ไต้หวัน –05 ม.ค. 63-มารู้จักซันเย่า(山藥) พืชสมุนไพรบำรุงสุขภาพแห่งเหมันตฤดูที่นิยมในไต้หวัน
ซานเย่า(山藥) คืออะไร? หลายคนอาจรู้จักแต่หลายคนอาจไม่คุ้นหรือว่าเคยกินแต่ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้เรามาทำความรู้จักพร้อมๆ กันเลยนะคะ ซานเย่าภาษาอังกฤษเรียกว่า “ไชนีสแยม-Chinese yam” บางคนก็เรียกว่า “หวายซาน-淮山” แต่ว่าหวายซานแหล่งปลูกจะอยู่ที่จีนแผ่นดินใหญ่ คนแต้จิ๋วจะเรียกว่า “ฮ่วยซัว” มีขายตามร้านขายยาจีน เป็นรูปแบบแห้งใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องตุ๋นยาจีน หรือนำไปต้มกับน้ำซุปบำรุงสุขภาพ ต้มกับกระดูกหมูหรือไก่ก็ได้ อาจจะใส่เก๋ากี้หรือโกจิเบอร์รี่ที่ช่วยบำรุงสายตาไปด้วย หรือใส่พุทราแดงแห้งตุ๋นกับน้ำซุป หรือจะนำมาผัดก็ได้ สามารถกอบอาหารได้สารพัดอย่าง หรือนำไปทำเป็นขนมหวานต้มกับน้ำขิงก็ได้ หรือนำไปบดทำเป็นขนม หรือแปรรูปอาหารต่างๆ ได้ ซึ่งซานเย่ามีสรรพคุณมากมายบำรุงเกือบทุกอวัยวะไม่ว่าจะเป็น ปอด ม้าม ไต กระเพาะ บำรุงลมปราณ เป็นต้น ทั้งซานเย่าและห่วยซัวต่างก็เป็นประเภทมันเสา เป็นพืชมีหัวในวงศ์กลอย ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั่วโลกมีมากกว่า 200 พันธุ์
ซันเย่าต้มซุปไก่
สำหรับในครั้งนี้ก็ขอแนะนำให้รู้จักกับซันเย่าสายพันธุ์ที่ปลูกในไต้หวันก็แล้วกัน ซึ่งปลูกกันหลายแห่ง ทางภาคเหนือปลูกที่เมืองจีหลง แถวๆ ใกล้กับอุทธยานแห่งชาติหยางหมิงซานก็ปลูก ส่วนภาคใต้แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ที่เมืองหนานโถว ซึ่งซานเย่าที่ปลูกในไต้หวันหากแบ่งตามลักษณะรูปร่างหน้าตาแล้วก็แบ่งเป็น 2 ชนิด ชนิดแรกมีรูปร่างเป็นหัวใหญ่ท่อนสั้นๆ และอีกชนิดมีรูปร่างท่อนยาวขนาดเล็กกว่า ส่วนถ้าดูลักษณะของเนื้อซานเย่าก็มีทั้งเนื้อสีขาว สีเหลือง และสีม่วงแดง ปัจจุบันเนื้อที่เพาะปลูกซันเย่าปริมาณมากและคุณภาพดีเป็นพันธุ์มันเลือดนก(大汕山藥) สีของรูปร่างภายนอกออกสีดำน้ำตาล เนื้อสีขาวออกเหลืองเล็กน้อย หัวมีความยาวประมาณ 62-150 ซม. แหล่งผลิตที่สำคัญของซันเย่าพันธุ์นี้อยู่ที่ตำบลหมิงเจียน ผูหลี่ จู๋ซาน จี๋จี๋ ของเมืองหนานโถว แต่ที่ตำบลหมิงเจียนจะเป็นแหล่งปลูกซานที่มีชื่อเสียงมาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม ได้รับแสงอาทิตย์เพียงพอ พื้นดินเป็นดินแดง ไม่ขังน้ำ และในอดีตเคยปลูกมาก 500-600 เฮกตาร์ เพียงแค่ที่บ้านของนายหยางฉางเหว่ย(楊長維) หัวหน้าสหกรณ์การผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรเมืองหนานโถวก็มีเนื้อที่เพาะปลูกซานเย่ามากกว่า 20 เฮกตาร์ นายหยางบอกว่า เนื่องจากที่ตำบลหมิงเจียนเคยได้รับอิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่นพัดกระหน่ำ ทำให้ในเวลาต่อมามีพื้นที่เพาะปลูกซานเย่าน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่เพาะปลูกซันเย่ามากกว่า 200 เฮกตาร์ ครองสัดส่วนการปลูกซานเย่า 60 %ของประเทศ ถือเป็นแหล่งปลูกซันเย่าที่สำคัญ
ใช้ท่อพลาสติกปลูกซานเย่า หัวที่ปลูกได้สวย ยาว ตรง เวลาขุดจะไม่เสียหาย
ซันเย่าเป็นพืชประเภทหัว คือมีรากหรือลำต้นอยู่ใต้ดินที่ใช้สะสมอาหารคล้ายๆ ประเภทมันเทศ ชาวบ้านทั่วไปคิดว่าไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรมากมายก็สามารถปลูกได้หัวใหญ่สวย แต่ในความเป็นจริง ซานเย่าเป็นพืชหัวที่ปลูกและเก็บเกี่ยวปีละครั้ง ปลูกไม่ง่ายอย่างที่คิด ในสมัยก่อนจะปลูกซานเย่าในดินปนทรายที่ยกตัวสูง เนื่องจากซานเย่าจะฝังหัวอยู่ในดินที่ลึกมากกว่า 1 เมตรขึ้นไป เมื่อต้องการขุดหัวจึงมักเกิดความเสียหายง่าย แต่ว่าต่อมามีการนำเข้าท่อพลาสติกสำหรับใช้ปลูกจากประเทศญี่ปุ่น โดยฝังท่อพลาสติกที่ยาวประมาณ 1.3-1.5 เมตรแบบเฉียงๆ ลงในดิน เพื่อแก้ปัญหาความเสียหายจากการขุดหัวเมื่อมันโต การทำเช่นนี้ยังทำให้ซานเย่าที่ปลูกได้มีความสวยงาม มีรูปร่างยาวและตรง ซึ่งการปลูกซานเย่าจะต้องปรับหน้าดินให้เสร็จก่อนช่วงเทศกาลเชงเม้ง จะต้องเรียงท่อพลาสติกลงไปในดิน ใส่ปุ๋ย และเอาหัวพันธุ์ซานเย่าที่ผ่านการฆ่าเชื้อวางลงในท่อที่วางเฉียงๆ จากนั้นพลิกดิน กลบดิน ปูหน้าดินด้วยพลาสติก และสร้างค้างไม้สำหรับซานเย่าเลื้อย และหลังจากเทศกาลเชงเม้งไปแล้ว ซานเย่าที่ปลูกลงดินจะเริ่มแตกหน่อ ขั้นตอนการปลูกถ้านับตั้งแต่การปรับหน้าดินจนกระทั่งเก็บเกี่ยวได้นั้นจะต้องผ่านการทำงานถึง 28 ขั้นตอนซึ่งถือว่าไม่ง่ายเลยทีเดียว นอกจากนี้ ในช่วงการเจริญเติบโตนั้นก็ต้องระมัดระวังในเรื่องของการดูแลจัดการ อย่างเช่น ต้องกำจัดเชื้อฆ่าแมลง ต้องรดน้ำเป็นช่วงๆ ต้องใช้แรงงานและต้นทุนการปลูกไม่น้อย
สร้างค้างไม้เลื้อยให้ซานเย่า
ซานเย่าถือเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่กี่ปีนี้คนไต้หวันให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ กินอาหารที่ปลอดภัยมีประโยชน์กับร่างกาย ทำให้ซานเย่าที่เป็นอาหารสุขภาพเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น นายหยางฉางเหว่ยบอกว่า ในสมัยก่อนคนยากจนไม่มีเงินซื้อเนื้อไก่ หญิงอยู่เดือนหลังคลอดบุตรของตำบลหมิงเจียนล้วนแต่ใช้ซานเย่าในการบำรุงสุขภาพ เพราะฉะนั้น ซานเย่าจึงได้รับฉายาว่า “โสมของคนจน” นายหยางยังบอกด้วยว่า ที่ผ่านมาคนตำบลหมิงเจียนปลูกซานเย่า กินซานเย่า แม้จะกินทุกวัน แต่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องของอาหารบำรุงสุขภาพ ไม่เคยคิดที่จะพัฒนาเป็นอาหารบำรุงสุขภาพ เนื่องจากซานเย่าสดเก็บได้ไม่นาน จำเป็นต้องแปรรูป จึงตั้งสหกรณ์แปรรูปสินค้าเกษตรเมืองหนานโถวขึ้น เพื่อรวมพลัง เพิ่มช่องทางการขายให้กับเกษตรกร ซานเย่าตำบลหมิงเจียนเหมาะต่อการนำไปแปรรูปมาก นอกจากปรุงสุกจากซานเย่าสดแล้ว สามารถแปรรูปเป็นซานเย่าแห้ง บะหมี่ซานเย่า หรือทำเป็นไส้ขนม หรือทำเป็นขนมขบเคี้ยว หรือแม้แต่นำไปหมักเป็นเหล้าซานเย่า สามารถพัฒนาแปรรูปได้หลากหลายรูปแบบอีก อย่างเช่น ในปี 2019 ภายใต้คำแนะนำของรัฐบาลเมืองหนานโถวและคณะกรรมการการเกษตร ผลักดันทำเครื่องดื่มซานเย่าผสมเห็ดหูหนูขาว และใส่พุดทราแดงทั้งผล เครื่องเคียงที่ใส่ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น รสชาติไม่หวานมาก ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไม่น้อย และเพื่อเพิ่มช่องทางการขาย ในปีนี้ยังได้ร่วมมือกับเว็บไซด์ขายสินค้า MOMO ขายผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพดีให้ผู้บริโภคได้ซื้อด้วย
แปรรูปซันเย่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ
ที่นี่ไต้หวัน –29 ธ.ค. 63-ชอบดื่มไหม? นมถั่วเหลืองไต้หวันNo.1 คุณภาพดี ไม่ตัดต่อพันธุกรรม เจาะตลาดญี่ปุ่นและเป็นเครื่องดื่มของโรงเรียนหลายร้อยแห่งในไต้หวัน
วันนี้มีเรื่องราวดีๆ ของนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ที่ผลิตจากถั่วเหลืองไม่ตัดต่อพันธุกรรมและปลูกในไต้หวันมาเล่าสู่กันฟัง นมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ก็คือเครื่องดื่มที่ทำมาจากถั่วเหลืองนั่นเอง นมถั่วเหลืองภาษาจีนเรียกว่า “โต้วเจียง-豆漿” และบางคนก็เรียกว่า “โต้วหน่าย-豆奶” การเรียกทั้ง 2 อย่างมีความแตกต่างกันอย่างไร55 ก็คล้ายกับการเรียกในภาษาไทยค่ะที่มีการเรียกว่าน้ำเต้าหู้ หรือว่านมถั่วเหลือง ซึ่งทั้งสองอย่างก็เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองเหมือนกัน แต่ว่ามีความแตกต่างกันในกระบวนการผลิต น้ำเต้าหู้ผลิตแล้วขายดื่มได้เลย ทำสดขายวันต่อวัน หรืออาจจะบรรจุกล่องขายแบบแช่เย็นในอุณหภูมิตู้เย็นที่เก็บได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ซึ่งมีขายหลากหลายยี้ห้อในไต้หวันตามร้านสะดวกซื้อหรือไฮเปอร์มาร์เก็ต ซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่นมถั่วเหลืองมีการผลิตเพื่อพาสเจอร์ไรซ์แล้วนำวางขายในรูปของกล่องหรือขวด เพราะฉะนั้นเวลาซื้อดื่มก็ให้ดูฉลากส่วนผสมหรือคำอธิบาย ซึ่งหลายๆ คนบอกว่าน้ำเต้าหู้สดที่ทำวันต่อวันอร่อยที่สุด แต่เพื่อความสะดวกอาจเลือกซื้อน้ำเต้าหู้สดที่แช่เย็นได้ ซึ่งคุณค่าของนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ก็ถือว่ามีมากไม่ต่างกันนัก ล้วนมีประโยชน์กับร่างกายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้โปรตีนสูง หลายคนอาจคิดว่าผลิตภัณฑ์จากพืชย่อมต้องมีโปรตีนน้อยกว่าสัตว์ แต่ความเข้าใจนี้อาจไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะนมถั่วเหลือง 1 แก้วหรือประมาณ 240 มิลลิลิตรมีโปรตีนมากถึง 7 กรัม ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณโปรตีนจากนมวัวในปริมาณเดียวกัน อีกทั้งการได้รับโปรตีนจากพืชยังดีต่อสุขภาพหัวใจมากกว่าโปรตีนจากสัตว์อีกด้วย ส่วนในเรื่องไขมันและพลังงาน มีความแตกต่างโดยประมาณครึ่งต่อครึ่ง เพราะนมมีไขมันจึงให้พลังงานมากกว่า แต่ไขมันจากนมนั้นส่วนหนึ่งเป็นไขมันอิ่มตัว ผู้ที่มีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลหรือคนที่มีปัญหาเรื่องไขมันจึงต้องระวัง ส่วนน้ำเต้าหู้มีไขมันคุณภาพดีอยู่สูง และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว น้ำเต้าหู้ที่ขายโดยทั่วไปมักจะใส่น้ำตาลจนหวานมากทำให้ได้พลังงานมากเกินไป ใครที่คิดว่าจะกินน้ำเต้าหู้เพื่อลดความอ้วนจึงต้องเลือกใส่น้ำตาลน้อยหรือไม่ใส่เลยก็ยิ่งดี และเพราะข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกันนี้เอง ปัจจุบันจึงมีคนผลิตน้ำเต้าหู้ผสมธัญพืชเพื่อเพิ่มแคลเซียมและหวานน้อยเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในรูปแบบน้ำเต้าหู้ยูเอชทีใส่กล่องดีไซน์สวย ดื่มง่าย พกพาสะดวก
งานแถลงข่าวผลสำเร็จความร่วมมือระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองและผู้ประกอบการ
สำหรับในไต้หวันแล้ว ถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตนมถั่วเหลืองหรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอื่นๆ เกือบ 90% ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เพื่อสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่อยากให้มีสุขภาพดี ปลอดภัย และไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม ไม่กี่ปีนี้ คณะกรรมการการเกษตรไต้หวันได้ผลักดันโครงการยุ้งฉางธัญพืช(大糧倉計畫)ที่ผลิตในประเทศ แนะนำเกษตรกรที่ปลูกข้าวหันมาปลูกธัญพืชมากขึ้น นอกจากนี้ ยังผลักดันโครงการนมถั่วเหลืองที่ผลิตจากถั่วเหลืองปลูกในประเทศ ผ่านการรับรองมาตรฐาน ตรวจสอบแหล่งเพาะปลูกได้ให้กับโรงเรียนประถมและมัธยมต้นได้ดื่มกัน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการแปรรูปสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้รางวัลดีเด่นนมถั่วเหลืองคุณภาพดี เป็นต้น ทั้งนี้ กรมการเกษตรและอาหารชี้ว่า ถั่วเหลืองเป็นราชาแห่งถั่ว เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ถั่วเหลืองมีโปรตีนสูงที่สุดในบรรดาถั่วทุกชนิด นอกจากนั้นยังประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต วิตามินบี ธาตุเหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระ โอเมก้า 3 กรดอะมิโน เส้นใยอาหาร และเกลือแร่ มีประโยชน์กับร่างกายมากมาย จากสถิติของกรมศุลกากรระบุ ไต้หวันนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐ บราซิล ประมาณ 2,600,000 ตัน/ปี นอกจากการขนส่งที่ต้องใช้เวลานาน อาจทำให้คุณภาพของถั่วเหลืองเปลี่ยนไปแล้ว ถั่วเหลืองที่นำเข้าเกือบ 90% ยังผ่านการตัดต่อพันธุกรรม ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา รัฐบาลผลักดันโครงการยุ้งฉางธัญพืช ให้ความสำคัญกับการปลูกถั่วเหลือง ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกถั่วเหลืองที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัย ขณะเดียวกันส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่ผลิตในประเทศ โดยตั้งแต่ปี 2019 ผลักดันโครงการนมถั่วเหลืองที่ผลิตจากถั่วเหลืองที่ปลูกในประเทศเข้าไปในโรงเรียน มีการให้เงินอุดหนุนค่าขนส่งนมถั่วเหลืองออร์แกนิก 2 เหรียญไต้หวัน/ขวด ให้เงินอุดหนุนค่าขนส่งนมถั่วเหลืองที่สามารถตรวจสอบแหล่งเพาะปลูกได้ 1.5 เหรียญไต้หวัน/ขวด เพื่อให้ทางโรงเรียนยินดีที่จะซื้อนมถั่วเหลืองเป็นเครื่องดื่มอาหารกลางวันของนักเรียนมากขึ้น กรมการเกษตรและอาหารยังกล่าวด้วยว่า ในปีนี้หลังจากที่รัฐบาลส่งเสริมให้สหกรณ์เกษตรนครนิวไทเปและฟาร์มเกษตรสือเหล่ย(หรือบริษัท Jacksoy) ผลิตนมถั่วเหลืองจากถั่วที่ปลูกในประเทศ จนถึงสิ้นเดือนพ.ย. มีผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด ได้แก่นมถั่วเหลืองและนำถั่วดำที่สามารถตรวจสอบแหล่งปลูก ได้ขายให้กับโรงเรียนทั่วไต้หวัน 395 แห่ง ใน 13 อำเภอจังหวัด จำนวนมากกว่า 1,000,000 ขวด นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสอดคล้องกับโรงเรียนที่ต้องการลดการใช้พลาสติกในเขตนครเถาหยวนและเมืองซินจู๋ ให้นักเรียนดื่มนมถั่วเหลืองที่บดสดในแต่ละวัน กล่าวได้ว่าล้วนแต่เป็นโครงการดีๆ ที่สนับสนุนให้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่ปลูกในประเทศ ปลูกจิตสำนึกนิยมชมชอบผลิตภัณฑ์ในประเทศ แถมยังทำให้สุขภาพแข็งแรงด้วย กรมการเกษตรและอาหารยังชี้ด้วยว่า ธัญพืชของไต้หวันปลูกในสิ่งแวดล้อมที่ดี เทคนิกการแปรรูปอาหารมีความก้าวหน้า มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น
ส่งเสริมให้นักเรียนดื่มนมถั่วเหลืองที่ไม่ตัดต่อพันธุกรรม
ยกตัวอย่าง กลุ่มสหกรณ์เกษตรการผลิตเขตภาคกลางที่จัดตั้งโดยบริษัท Food & Beverage ที่มีพันธสัญญากับเกษตรกรขนาดเล็ก มีทั้งยุวเกษตรกรและเกษตรกรอาวุโส ตั้งแต่เขตกวนอินของเมืองเถาหยวนจนถึงภาคใต้ในเขตซ่านฮั่วของเมืองไถหนานมีพื้นที่เกือบ 300 เฮกตาร์ สามารถผลิตถั่วเหลืองได้ 500 ตัน/ปี ในจำนวนนี้เป็นถั่วเหลืองที่ปลูกในตำบลเป๋ยกั่งเมืองหยุนหลินประมาณ 80 ตัน ครองสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูก 16% ในวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา กรมการเกษตรและอาหารได้จัดงานขอบคุณการเก็บเกี่ยวผลผลิตของตำบลเป๋ยกั่งเมืองหยุนหลิน ในงานมีการมอบรางวัลเกษตรกรดีเด่นและผู้ประกอบการที่ใช้ถั่วเหลืองปลูกในประเทศ เช่น บริษัท Jacksoy ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตนมถั่วเหลืองในประเทศและสามารถส่งนมถั่วเหลืองเจาะตลาดค้าปลีกแฟรนไชส์ในประเทศญี่ปุ่นได้สำเร็จ และยังมีบริษัท Milkshop ที่ใช้ถั่วเหลืองปลูกในประเทศ เป็นต้น หม่าอวี้อัน(馬聿安) ประธานบริษัท Food & Beverage บอกว่า ปัจจุบันได้รับความร่วมมือจากโรงงานแปรรูปและผู้ประกอบการที่ใช้ถั่วเหลืองที่ปลูกในไต้หวันมากขึ้น เช่น สหกรณ์เกษตรตำบลหลัวตงเมืองอี๋หลาน, ซุปเปอร์มาร์เก็ตเฉวียนเหลียน, ซุปเปอร์เจสันส์, Jacksoyโรงงานผลิตนมถั่วเหลืองขนาดใหญ่, KALDI COFFEE FARM เป็นร้านขายเมล็ดกาแฟที่มีสาขามากมายทั่วประเทศญี่ปุ่น, มหาวิทยาลัยผิงตงเทคโนโลยีสาขา Bioscience เป็นต้น และผู้ประกอบการอาหารจำนวนมากต้องการเครื่องหมายการผลิตถั่วเหลืองในประเทศ เพื่อแยกออกจากถั่วเหลืองที่นำเข้าจากต่างประเทศ หวงเหรินจื้อ(黃仁志) หัวหน้ากลุ่มเกษตรถั่วเหลืองของสหกรณ์เกษตรเป๋ยกั่งเชิญชวนให้เกษตรกรเข้าร่วมระบบเกษตรพันธสัญญา นายหวงได้แบ่งปันประสบการณ์การปลูกถั่วเหลืองว่า ประหยัดน้ำและประหยัดแรงงาน การปลูกและการเก็บเกี่ยวล้วนแต่ใช้เครื่องจักร การดูแลสวนมีความง่าย นอกจากมีรายได้แล้ว ยังได้รับเงินอุดหนุนจากกรมการเกษตรและอาหาร รายได้ดีกว่าการปลูกข้าว
ถั่วเหลืองและถั่วดำไม่ตัดแต่งพันธุกรรม
นอกจากนี้ ยังขอยกตัวอย่างที่เมืองอี๋หลานทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน สหกรณ์เกษตรตำบลหลัวตงร่วมมือกับเกษตรกรปลูกถั่วเหลือง “ฮัวเหลียนหมายเลข 1 ” นำมาเป็นวัตถุดิบผลิตนมถั่วเหลือง ล็อตแรกที่ผลิตได้ รัฐบาลเมืองอี๋หลานซื้อและส่งมอบให้กับนักเรียนในโรงเรียนประถมและมัธยมต้นจำนวนกว่า 30,000 ขวดได้ดื่มกัน หลินจือเมี่ยว(林姿妙) ผู้ว่าเมืองอี๋หลานบอกว่า เพื่อสอดคล้องกับนโยบายการผลักดันปลูกธัญพืชในประเทศของรัฐบาลส่วนกลาง ยินดีที่สหกรณ์เกษตรร่วมมือกับเกษตรกรปลูกถั่วเหลืองที่ปลอดภัยเพื่อนำมาผลิตเป็นนมถั่วเหลือง และจะให้ความร่วมมือต่อไปพร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการการปลูกถั่วเหลืองให้มากขึ้น ทั้งนี้ ถั่วเหลืองสายพันธุ์ฮัวเหลียนหมายเลข 1 เป็นถั่วเหลืองคุณภาพดี เมล็ดใหญ่ ปริมาณการผลิตสูง รสชาติดี เหมาะต่อการปลูกแบบออร์แกนิก แต่เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกยังมีไม่มาก แต่ว่าขณะนี้มีการทำพันธสัญญากับเกษตรตำบลซานซิง สหกรณ์เกษตรเขตซูอ้าว ปลูกถั่วเหลือง ในพื้นที่ 17 เฮกตาร์ ตู้ลี่หัว(杜麗華)หัวหน้าสถานีปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองเมืองฮัวเหลียนบอกว่า การปลูกถั่วเหลืองจะต้องใส่ใจ นอกจากต้องกำจัดวัชพืชที่ต้องใช้แรงงานแล้ว การเลือกเมล็ดถั่วด้วยคนยังต้องเสียเวลามาก ดังนั้น ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์จึงผลักดันการใช้เครื่องจักรในการเลือกเมล็ดถั่วเหลืองและกำจัดวัชพืช ทำให้ลดต้นทุนให้กับเกษตรกรได้ 50,000 เหรียญไต้หวัน/เฮกตาร์
ถั่วงอกออร์แกนิกได้รับความนิยมจากผู้บริโภค
ธุรกิจปศุสัตว์เจาะตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงสุนัขและแมว เล็งเห็นคนเลี้ยงฟูมฟักเหมือนลูก ทุ่มเงินจ่ายไม่อั้น
สถิติคณะกรรมการการเกษตรไต้หวันระบุ ปี 2018 ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสุนัขและแมวในประเทศมีจำนวน 140,000 ตัน (รวมทั้งอาหารแห้ง อาหารกระป๋อง อาหารสด อาหารแช่แข็ง และประเภทอาหารขบเคี้ยว) ประมาณ 70%นำเข้าจากต่างประเทศ และส่วนใหญ่นำเข้ามาจากสหรัฐ ไทย ที่เหลืออีก 30% ผลิตในประเทศ ซึ่งในส่วนที่นำเข้านั้นเป็นอาหารเสริมมีมากถึง 80% สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า อาหารสัตว์เลี้ยงรวมทั้งอาหารเสริมสุขภาพล้วนแต่นำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับในอดีต อัตราส่วนการนำเข้าจาก 90% มีแนวโน้มลดลง และมีการผลิตในประเทศครองสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากเหตุการณ์ที่สุนัขกินอาหารสัตว์ที่นำเข้าและเกิดปัญหาไตวายเกิดการล้มตายเป็นจำนวนมากในปี 2014 หลังจากเหตุการณ์นี้แล้ว ทำให้ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงสุนัขและแมวเริ่มมีการล้างไพ่ใหม่ หน่วยงานเกษตรมีการจัดระเบียบความปลอดภัยของอาหารสุนัขและแมว หลายคนพบว่ายี่ห้อของอาหารสุนัขและแมวมีความหลากหลายขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นในไต้หวันจากผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อมเริ่มมีมากขึ้นด้วย และเริ่มมีการกำกับที่ฉลากว่าใช้วัตถุดิบในประเทศ ไม่ว่าอาหารกระป๋องหรือขนมขบเคี้ยว มีการใช้วัตถุดิบที่ทำมาจากเนื้อหลากหลายเหนือคาดคิด เพราะว่าในอดีตส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบที่เป็นเนื้อไก่ เนื้อวัวเป็นหลัก แต่ตอนนี้มีเนื้อจรเข้ เนื้อห่าน เนื้อกวาง เนื้อแกะ เนื้อไก่งวง หรือแม้แต่เนื้อของสัตว์ป่าทั้งหลาย อย่างเช่น เนื้อกระต่าย เนื้อกบ หนอนแมลง เป็นต้น ที่ยิ่งไปกว่านี้ หลายๆ ยี่ห้อที่ติดฉลากว่าผลิตในประเทศจะมีเลขทะเบียน CAS พร้อมระบุด้วยว่าเป็นอาหารในเกรดที่คนบริโภคได้ มีไขมันต่ำ เป็นต้น สือซื่อจง(石世琮) ประธานสมาคมการค้าผลิตภัณฑ์เครื่องใช้และอาหารสัตว์เลี้ยงไต้หวันกล่าวว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงสุนัขและแมวในไต้หวันยังสามารถขยายตัวได้อีก เหตุผลคือ ถ้าเปรียบเทียบการเลี้ยงสุนัขและแมวกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย หรือประเทศในยุโรป อเมริกา อย่างประเทศญี่ปุ่น เฉลี่ยทุก 6 คนจะมี 1 คนที่เลี้ยงสุนัขหรือแมว แต่ในไต้หวันนั้นเฉลี่ยทุก 9 คนจะมี 1 คนที่เลี้ยงสุนัขหรือแมว (อัตราส่วนการเลี้ยงในปี 2017 ประมาณ 16%) ส่วนในออสเตรเลียเฉลี่ยทุก 2 คนจะมี 1 คนที่เลี้ยงสุนัข กล่าวได้ว่า สุนัขหรือแมวเป็นมิตรที่ดีที่สุดของมนุษย์ ไต้หวันได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย หนุ่มสาวจำนวนมากไม่แต่งงาน ไม่อยากมีลูก หรือถ้ามีลูกก็มีน้อย ก็เลยชอบที่จะเลี้ยงสุนัขหรือแมวไว้เป็นเพื่อน ทำให้สัตว์เลี้ยงเป็นมากกว่าแค่สัตว์เลี้ยง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของคำว่าครอบครัว คาดว่าจำนวนของผู้ที่เลี้ยงสุนัขหรือแมวไว้เป็นเพื่อนจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ในจำนวนนี้พบว่า การเลี้ยงสุนัขจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่า แต่การเลี้ยงแมวมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า สือซื่อจงคาดว่า ภายใน 5 ปี คนไต้หวันจะเลี้ยงแมวเพิ่มขึ้นจนมีจำนวนใกล้เคียงกับสุนัข ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเกษตรจะสำรวจจำนวนประชากรของสุนัขและแมว 2 ปี/ครั้ง และผลการสำรวจล่าสุดพบว่า จำนวนของสุนัขและแมวรวมกันแล้วมีมากกว่า 2,510,000 ตัว อัตราการเลี้ยงดู 10.64% เกือบ 90% ของประชากรยังไม่มีการเลี้ยงสุนัขหรือแมว แม้ในเกือบ 90% นี้คิดว่าในอนาคตอาจจะไม่เลี้ยงสุนัขหรือแมวตลอดชั่วชีวิตเลยก็ได้ แต่ว่าองค์กรทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสมาคมผู้ค้าอาหารสุนัขและแมว ต่างก็เชียร์ว่าการเลี้ยงสุนัขหรือแมวมีประโยชน์ ไม่เพียงแต่ช่วยบำบัดจิตใจมนุษย์เท่านั้น ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาล ทำให้สุขภาพดีขึ้น และยังมีผลพลอยได้ในการช่วยสร้างสัมพันธภาพภายในครอบครัวและเป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีขึ้นด้วย ช่วยให้สุนัขและแมวมีบ้าน มีคนรัก มีชีวิตที่มีความสุข ลดความทุกข์จากการถูกทอดทิ้ง
ผู้ประกอบการขายอาหารสุนัขและแมวที่เจ้าของเลี้ยงร่วมกินได้ด้วย
ปัจจุบัน แนวโน้มการเติบโตของอาหารสัตว์เลี้ยงสุนัขและแมวเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ยกตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์อาหารยี่ห้อ MEIMEI小食堂 ที่ผลิตอาหารขบเคี้ยวเป็นหลัก ติดฉลากว่าใช้เนื้อวัวในประเทศที่ไม่ผ่านการแช่แข็ง เน้นการคงไว้ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการ ผลิตในห้องไร้ฝุ่น เซี่ยเจียซิน(謝嘉心) ผู้จัดการบริษัทบอกว่า แม้ว่าต้นทุนของเนื้อที่ผลิตในประเทศจะสูงกว่า แต่มีความสดใหม่ รสชาติดีกว่าเนื้อที่นำเข้า ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ทั้งนี้ ทางบริษัทมีการร่วมมือกับฟาร์มเลี้ยงวัวในไต้หวัน โดยทางบริษัทจะเป็นผู้ผลิตอาหารขบเคี้ยวจากเนื้อวัวเป็นหลัก แม้เนื้อจรเข้ เนื้อเป็ด เนื้อหมูที่ใช้ก็ยังผลิตในประเทศ แต่ว่าเนื้อกวางนำเข้าจากต่างประเทศ อนาคตจะหันมาใช้เนื้อกวางในประเทศซึ่งขณะนี้กำลังเล็งหาแหล่งที่มา หากจะถามว่าแหล่งของวัตถุดิบจากในประเทศหรือนำเข้าคุณภาพมีความต่างกันหรือไม่ ผจก.เซี่ยบอกว่า อยู่ที่การตัดสินใจของเจ้าของสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตาม คุณภาพของอาหารสัตว์เลี้ยงในไต้หวันมีการยกระดับสูงขึ้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากนิยมใช้ของสดใหม่ คุณภาพดี
อาหารแห้งที่หลากหลาย
ในช่วง 10 ปีนี้ เริ่มมีอาหารสัตว์เลี้ยงที่เป็นของดิบ แต่เจ้าของสัตว์เลี้ยงหลายคนไม่คุ้นเคย ผู้ประกอบการอาหารสัตว์เลี้ยงบอกว่า สาเหตุหลักคือต้องการให้สุนัขและแมวได้รับน้ำที่มาจากอาหารธรรมชาติ อาหารดิบจะสอดคล้องกับความต้องการทางสรีระ อาหารดิบย่อยง่ายและดูดซึมได้ง่ายกว่า คล้ายๆ กับซาซิมิที่คนกิน ยกตัวอย่าง DogCatStar เป็นผู้ประกอบการที่เลือกใช้อาหารดิบเป็นหลัก มีการระบุฉลากใช้วัตถุดิบในประเทศ ใช้ไก่ของบริษัทต้าเฉิงที่ได้มาตรฐาน ใช้เป็ดซากุระจากหุบเขาฮัวตง ไข่ไก่คุณภาพดีจากฟาร์ม ซึ่งผ่านการรับรองCAS เป็นต้น หากมีการใช้เนื้อวัวหรือเนื้อแกะที่นำเข้า ก็จะระบุแหล่งที่มา เลี้ยงเป็นมิตรกับสัตว์และสิ่งแวดล้อม ปลอดสาร เป็นต้น ซึ่งอาหารดิบไม่เพียงแต่ต้องแช่แข็ง ยังต้องถูกสุขอนามัย เนื้อดิบต้องผ่านการฆ่าเชื้อด้วยเทคนิก HPP:High Pressure Processing ซึ่งก็คือเทคโนโลยียืดอายุการเก็บรักษาโดยไม่ใช้ความร้อน ปราศจากสารกันบูด ช่วยรักษารส กลิ่น สีและคุณค่าทางอาหาร เมื่อซื้อกลับบ้านแล้วให้แบ่งเป็นห่อเล็กเพื่อใช้แต่ละครั้ง แช่แข็งไว้ เมื่อต้องการก็คลายฟรีซ และหลังคลายฟรีซแนะนำกินให้หมดภายใน 1-2 ชม. อาหารดิบแช่แข็งเก็บได้นาน 10 เดือน หลังเปิดใช้หากเก็บไว้ในอุณหภูมิตู้เย็นปกติมีอายุแค่ 3 วัน ส่วนอาหาร ฟรีซดรายเก็บได้ในอุณหภูมิห้องได้
สายการผลิตอาหารสุนัข
นอกจากอาหารดิบแล้ว อาหารสัตว์เลี้ยงในไต้หวันยังมีอาหารสดที่หลากหลายด้วย มีทั้งแบบบรรจุกระป๋อง อาหารสุกที่เป็นเนื้อบดสำหรับทำเบอร์เกอร์ เป็นต้น อย่าง บริษัทเหมาต้าซู่(毛大廚) จะขายเบอร์เกอร์เป็นหลัก มีทั้งเนื้อไก่ เนื้อวัว หรือเนื้อปลา และเน้นว่าใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อเกรดเดียวกับคนกิน มีผักสดผสมสมุนไพรอยู่ในเบอร์เกอร์ด้วย เป็นเบอร์เกอร์เนื้อสุก นำไปอุ่นไมโครเวฟ หรือนึ่งในหม้อหุงข้าวหรือคลายฟรีซก็กินได้เลย และถ้าต้องการใส่อาหารเสริมหรือยาเม็ด ก็ใส่เข้าไปในเบอร์เกอร์ได้เลย กลบกลิ่นยาได้ เบอร์เกอร์ลูกหนึ่งหนัก 95 กรัม ราคาเท่ากับข้าวกล่องไก่ทอดของคนกิน อย่างไรก็ตาม อาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศของไต้หวันที่ครองสัดส่วนสูงสุดเป็นของบริษัทฝูโซ่ว(福壽) มีประมาณ 35% มียี่ห้อ 9-10 อย่างขายปลีกในประเทศ หงเหยาคุน(洪堯昆) ประธานบริษัทบอกว่า ความสดของอาหารสัตว์ที่ผลิตในไต้หวันดีกว่าของนำเข้า เพราะว่าไม่ต้องขนส่งนาน การควบคุมอุณหภูมิขณะขนส่งยาก หากผลิตในประเทศ วันนี้ผลิต พรุ่งนี้ก็ขายได้เลย ได้รับความนิยมจากลูกค้า คาดว่าในอนาคตจะแทนที่การนำเข้ามากขึ้น แต่ว่าเนื่องจากการแข่งขันในประเทศสูง ทางบริษัทจึงใช้หลายยี่ห้อเพื่อสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ตลาดอาหารสดของสัตว์เลี้ยงในประเทศครองสัดส่วนแค่ 1-2% มีไม่มาก ราคายังแพงอยู่ ส่วนใหญ่ยังคงเป็นอาหารแห้งมากกว่า ประธานหงยังบอกด้วยว่า ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกปี 2018 มีมูลค่าสูงถึง 91,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ของใช้สัตว์เลี้ยงสูงถึง 33,900 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้เศรษฐกิจไต้หวันปี 2019 อัตราการเจริญเติบโตลดลง 2% แต่ธุรกิจสัตว์เลี้ยงยังคงเติบโต คาดว่าในอนาคต ภาพรวมตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงในไต้หวันไม่ว่าจะเป็นของใช้หรืออาหารของสุนัขและแมวจะเพิ่มสูงถึง 50,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
วัตถุดิบใช้เนื้ออกไก่(ภาพซ้าย) เนื้อบดสำหรับทำเบอร์เกอร์ มีทั้งเนื้อไก่ ปลา วัว เกรดเดียวกับคนกิน(ภาพขวา)
ที่นี่ไต้หวัน –15 ธ.ค. 63-ไต้หวันใช้เวลา 6 ปี พัฒนา”ฟักข้าว-มู่เปียกั่ว-木虌果” พืชมหัศจรรย์ชนพื้นเมือง สีสดสวย มากคุณค่า เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ
วันนี้มีเรื่องของฟักข้าวซึ่งเป็นพืชผักที่มีสีสันสดสวยของชนพื้นเมืองไต้หวันมาเล่าสู่กันฟัง หากพูดถึง “ฟักข้าว” หลายคนอาจไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จัก แต่หลายคนอาจจะเคยเห็นและเคยกินกันเพราะว่าในเมืองไทยก็มีให้เห็นบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอายุมากหน่อยก็อาจจะคุ้นเคยกัน แต่ไม่เป็นไรสำหรับคนที่ไม่รู้จักหรือไม่คุ้นเคย เราก็ไปทำความรู้จักพร้อมๆ กัน ฟักข้าวเป็นไม้เลื้อยตามต้นไม้หรือตามรั้วบ้าน อยู่ในวงศ์แตงประเภทคล้ายๆ มะระขี้นก มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป อย่างเช่น คนปัตตานีจะเรียกว่า “ขี้กาเครือ” สตูลและสงขลา เรียก “ขี้พร้าไฟ” เป็นต้น ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้ตั้งแต่จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ และในไต้หวันก็พบเห็นเช่นกันแต่เป็นพืชที่ชนพื้นเมืองคุ้นเคยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตเมืองไถตงที่อยู่ทางภาคตะวันออก โดยมีการใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของฟักข้าวในหลายๆ ประเทศข้างต้น อย่างเช่น บางแห่งนำเมล็ดมาบีบทำน้ำมันใช้จุดตะเกียง หรือใช้เป็นน้ำมันซักแห้ง (drying oil) ที่มาเลเซียใช้น้ำมันจากเมล็ดฟักข้าวรักษามะเร็งตับ ที่ฟิลิปปินส์ใช้รากฟักข้าวสระผม กำจัดเหา รากเอาไปบดหมักผมกระตุ้นให้ผมดก ที่จีนใช้เป็นยามีการใช้เมล็ดแก่บำบัดอาการอักเสบบวม กลาก เกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำดำเขียว เป็นต้น ที่เวียดนามนิยมใช้เยื่อฟักข้าวสีส้มแดงจากผลพร้อมทั้งเมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียวใช้เป็นอาหารบำรุงสายตาได้อย่างดี ที่ไทยนิยมนำผลอ่อนและยอดใช้เป็นผักโดยนำไปนึ่งหรือลวกให้สุกกินเป็นผักเครื่องเคียงน้ำพริก ส่วนไต้หวันในสมัยก่อนคนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักฟักข้าวเท่าไร แต่ชนพื้นเมืองคุ้นเคยมักเก็บจากป่าเอาใบอ่อนยังไม่สุกมาต้มกินพร้อมกับซุปหอยทาก
สถานีปรับปรุงพันธุ์พัฒนาเครื่องมือแยกเยื่อสีส้มแดงและเมล็ดออกจากกัน
ฟักข้าวภาษาจีนเรียกว่า “มู่เปียกั่ว-木虌果” ได้รับยกย่องว่า “ผลไม้จากสวรรค์-來自天堂的果實” เป็นพืชที่มีความมหัศจรรย์มาก พรั่งพร้อมด้วยคุณประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟักข้าวเป็นพืชที่มีแคโรทีนมากที่สุดในบรรดาพืชผักผลไม้ที่มีสีแดง ส้ม เหลือง และเขียวทั้งหลาย มีไลโคปีนและเบต้าแคโรทีนเยอะมาก ผลฟักข้าว 100 กรัม ให้พลังงาน 28 กิโลแคลอรี มีสารอาหารมากมาย อย่างเช่นเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง ไนอะซิน วิตามินซี เป็นต้น ไม่กี่ปีนี้ ผู้คนในไต้หวันให้ความสำคัญเรื่องของการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ฟักข้าวเริ่มได้รับความสนใจจากผู้คนมากขึ้น สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถตงใช้เวลา 6 ปี พัฒนาพันธุ์ฟักข้าวใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับเกษตรในท้องถิ่นของเมืองไถตง โดยตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ไถตงหมายเลข-臺東1號 ” เฉินซิ่นเหยียน(陳信言) หัวหน้าสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถตงบอกว่า ตัวเองเคยเห็นผู้ร่วมงานล้างเยื่อสีส้มแดงของฟักข้าว น้ำที่ล้างได้นั้นสีแดงส้มที่สดใสมาก ทำให้เริ่มศึกษาหาข้อมูลของฟักข้าว และพบว่าในเยื่อสีส้มแดงของฟักข้าว มีสารเบตาแคโรทีนมากกว่าแครอต 10 เท่า มีสารไลโคฟีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า จึงตัดสินใจทำการศึกษาวิจัยเรื่องของฟักข้าวอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ของฟักข้าวไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย เซียหมิงโถง(薛銘童) ผู้ช่วยที่ทำงานวิจัยฟักข้าวของไต้หวันบอกว่า ภาระกิจเริ่มต้นคือการรวบรวมพันธุ์ฟักข้าวจากที่ต่างๆ ตั้งแต่แถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก หุบเขาตอนกลางด้วยการร่วมมือกับชนพื้นเมืองที่ล่าสัตว์ เข้าไปในป่าเพื่อเก็บตัวอย่างของฟักข้าวธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังนำเข้าฟักข้าวจากเวียดนามมาเปรียบเทียบ ซึ่งพบว่าแม้พันธุ์ฟักข้าวของเวียดนามมีผลใหญ่กว่า แต่พันธุ์ดั้งเดิมของไต้หวันให้ผลผลิตต่อต้นที่มากกว่า และถ้าเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ทั้งพันธุ์ของเวียดนามและของพื้นเมืองไต้หวันมีไลโคปีนมากน้อยขึ้นอยู่กับฤดูกาล ส่วนในเรื่องของรสชาติแล้ว ฟักข้าวพันธุ์ของเวียดนามจะมีกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันเล็กน้อย แต่ว่าพันธุ์เมืองของไต้หวันมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของผล ผลสรุปแล้ว ฟักข้าวพันธุ์พื้นเมืองของไต้หวันมีข้อได้เปรียบกว่าหลายๆ อย่าง ทำให้ทีมวิจัยเกิดความมั่นใจต่อการพัฒนายิ่งขึ้น
ฟักข้าวสุกต้มซุปก็อร่อย ปั่นเป็นน้ำผลไม้ หรือแปรรูปได้สารพัดอย่าง
สำหรับในไต้หวันแม้ว่าชนพื้นเมืองมีการเพาะปลูกฟักข้าวมานาน แต่ถ้าต้องการเพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ให้มีปริมาณมากๆ ยังมีความท้าทายไม่น้อย อย่างเช่น อัตราการงอกของเมล็ดต่ำ หากช่วงหน้าหนาวช่วงก่อนตรุษจีนไม่เพาะปลูก ก็จะผ่านพ้นช่วงเวลาทองของการเพาะปลูกไป นอกจากนี้ ฟักข้าวเป็นพืชที่มีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่คนละต้น ต้นฟักข้าวที่ยังเล็กอยู่แยกไม่ออกว่าต้นไหนเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย ต้องรอให้ออกดอกแล้วจึงจะรู้ จึงทำให้ยากต่อการควบคุมให้ได้ผลผลิตปริมาณมากๆ อย่างไรก็ตาม หลังการทดลองวิจัยของหมู่คณะใช้เทคนิกการปลูกภายใต้เงื่อนไขอุณหภูมิต่ำ และใช้วิธีทาบกิ่งขจัดปัญหาเพศผู้เพศเมีย ทำให้เริ่มปลูกฟักข้าวได้ปริมาณที่มากขึ้น จากนั้นศึกษาวิธีการสร้างโครงทำร้านไม้เลื้อยแบบต่างๆ สรุปพบว่า ทำร้านไม้เลื้อยเป็นรูปอุโมงค์เหมาะที่สุด หากตั้งร้านไม้เลื้อยแบบรูป A จะทำให้ผลฟักข้าวถูกแดดเผาได้ง่าย เป็นต้น ถึงกระนั้นก็ตาม ความสำเร็จของการวิจัยพัฒนาที่ทำให้หมู่คณะชื่นใจไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาได้ทีละเปลาะๆ แต่กลับเป็นเรื่องที่ว่า ได้ต้นฟักข้าวที่โตมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลฟักสุกในช่วงหน้าร้อนใช้เวลาสั้นกว่า ให้ผลผลิตที่ใช้เวลาเพียง 59 วันเท่านั้น ถือว่าเป็นพันธุ์ที่สุกเร็ว พื้นที่เพาะปลูก 1 เฮกตาร์จะให้ผลผลิตมากถึง 43.8 ตัน/ปี มีผลผลิตสูงกว่าฟักข้าวในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1 เท่า ปริมาณของผลผลิตมีมากกว่าฟักข้าวพันธุ์พื้นเมืองเดิมของไต้หวันถึง 2 เท่า และมีเยื่อหุ้มเมล็ดที่เหนียวข้น เมล็ดมีความแข็งเหมาะในการนำไปแปรรูปต่อไป สร้างศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้อย่างดี นอกจากนี้ สถานีปรับปรุงพันธุ์ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ เช่น น้ำผลไม้จากฟักข้าว เนื้อนำมาทำเป็นผลไม้แช่อิ่มหรือผลไม้แห้ง หรือนำมาทำเป็นแยม ไอศครีม เป็นต้น
ฟักข้าวแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม
ทำร้านไม้เลื้อยเป็นรูปอุโมงค์ได้ผลผลิตมากที่สุด
ที่นี่ไต้หวัน –08 ธ.ค. 63-ไต้หวันเจ๋ง!! ใช้เวลา 10 ปี ปรับปรุงพัฒนาทิวลิปสยามได้ 2 สายพันธุ์ใหม่ที่สวยสดงดงาม ปลูกเชิงพาณิชย์ได้
วันนี้มีเรื่องของดอกไม้สวยๆ มาแนะนำกันซึ่งก็คือดอกปทุมมา หลายๆ คนคงรู้จักและได้ยินความงามของดอกปทุมมาที่มีชื่อเรียกอันไพเราะเพราะพริ้งกันบ้าง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า “ทิวลิปแห่งสยาม” เพราะว่าปทุมมาสายพันธุ์แรกที่เปิดตัวสู่ตลาดโลกคือสายพันธุ์ “เชียงใหม่พิงค์” เนื่องจากมีลักษณะของดอกและก้านดอกมีรูปทรงคล้ายกับดอกทิวลิปของฝรั่ง ชาวต่างชาติก็เลยเรียกว่า “สยามทิวลิป”นั่นเอง ปทุมาเป็นได้ทั้งไม้ตัดดอกและไม้กระถางที่มีความสวยงามมากชนิดหนึ่ง นอกจากดอกมีรูปทรงสวยงามแล้ว ยังมีสีสันสวยงามอีกด้วย ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเกาสงของไต้หวันใช้เวลานานถึง 10 ปีในการพัฒนาพันธุ์ดอกปทุมมาที่นำเข้ามาจากเมืองไทยเมื่อ 30 ปีก่อน เพื่อให้ได้พันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศของไต้หวัน จนประสบความสำเร็จได้ดอกปทุมมา 2 สายพันธุ์ที่มีความสวยงามและตั้งชื่อว่า “เกาสงหมายเลข 1หรือเพชรสีชมพู -高雄1號-粉鑽” และ “เกาสงหมายเลข 2 หรือลิปสติกสีแดงชาด-高雄2號-胭脂” ซึ่งดอกปทุมมาทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ผ่านการปรับปรุงพันธุ์หลายครั้ง ไม่ว่าในเรื่องรูปลักษณ์ของดอกและสีสันที่มีความสดใส จนสามารถปลูกได้ในปริมาณที่มากๆ และที่สำคัญมีศักยภาพสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูก นำมาใช้เป็นไม้ตัดดอก ไม้ประดับสวนหรือส่งขายต่างประเทศได้ ขณะนี้ผ่านการจดทะเบียนได้รับสิทธิ์ของสายพันธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เกาสงหมายเลข 1หรือเพชรสีชมพู
ดอกปทุมภาษาจีนเรียกว่า “เจียงเหอฮัว-薑荷花” คำว่าเจียง-薑แปลว่าขิง เหอ-荷แปลว่าบัว ส่วนคำว่า ฮัว-花แปลว่าดอก สรุปคือดอกไม้ที่มีลักษณะคล้ายบัวอยู่ในสกุลขิงนั่นเอง พันธุ์ที่นำเข้ามาปลูกในไต้หวันช่วงแรกๆ ลักษณะดอกสีแดงคล้ายสีของดอกบัว สีไม่ค่อยสดใส มักจะนำดอกมาบูชาพระ ไม่ค่อยได้รับความนิยมของคนไต้หวันมากนัก ต่อมาจึงมีการผสมพันธุ์มากกว่า 20 ชนิด พัฒนาได้หลายสี อย่างเช่น สีขาว สีแดงแบบลูกท้อ และปลูกกันประปรายแถบเมืองอี๋หลาน เมืองฮัวเหลียน ตำบลฟงหยวนของเมืองไทจง ตำบลเฉ่าถุนของเมืองหนานโถว หรือแถบเมืองเกาสง เจียอี้ ผิงตงก็มีบ้างแต่ว่าปริมาณไม่มาก อย่างไรก็ตาม สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเกาสงเล็งเห็นความสวยงามของดอกปทุมมา กว่าจะพัฒนาได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เหมาะสมต้องใช้เวลานานถึง 10 ปีจึงประสบความสำเร็จ สำหรับปทุมมาพันธุ์ “เกาสงหมายเลข 1” สีของกลีบดอกส่วนบนส่วนใหญ่เป็นสีชมพูคล้ายกับเพชรสีชมพู ซึ่งก่อนอื่นก็ขออธิบายเรื่องดอกของปทุมาให้เข้าใจก่อนว่า ส่วนที่เห็นเป็นกลีบดอกสีสวยงามนั้นคือ กลีบประดับ ส่วนดอกจริงๆ มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย จะเป็นดอกขนาดเล็ก อยู่ต่ำลงมาจากกลีบประดับ จะมีกาบสีเขียวเป็นหลุม เมื่อมองเข้าไปจะเห็นดอกขนาดเล็ก จำนวน 8-10 ดอกย่อยๆ ลักษณะของปทุมมาพันธุ์เกาสงหมายเลข 1 จะมีลำต้นสูงประมาณ 50 ซม. ความกว้างของพืชประมาณ 40 ซม.ก้านดอกยาว 45ซม. ช่อดอกยาวประมาณ 18 ซม. กลีบประดับคล้ายดอกบัวโดยที่กลีบประดับส่วนบนจะมีสีชมพูเข้มหรือสีชมพูอ่อน ส่วนกลีบประดับส่วนล่างจะมีสีเขียว คว่ำเป็นรูปวงรี ระดับสีของช่อดอกมีประมาณ 60% ส่วนของดอกมีขนาดเล็กมีสีเหลือง ไม่มีกลิ่นหอม ใบแผ่ตั้งแข็งแรง ใบรี แผ่นใบมีสีเขียว เส้นกลางใบมีสีน้ำตาลอ่อน ส่วนปทุมมาอีกสายพันธุ์คือ “เกาสงหมายเลข 2” ลำต้นสูงประมาณ 33 ซม. ความกว้างของพืชประมาณ 47 ซม.ก้านดอกยาว 35 ซม.ช่อดอกยาวประมาณ 14 ซม. ใบแผ่ตั้งแข็งแรง ใบรี แผ่นใบสีเขียวอ่อน เส้นกลางใบมีสีน้ำตาลเล็กน้อย กลีบประดับคล้ายดอกบัวโดยที่ส่วนบนจะมีสีแดงชาด ส่วนกลีบประดับส่วนล่างจะมีสีเขียวอมเหลือง ส่วนของขอบเป็นสีแดงอ่อน คว่ำเป็นรูปวงรี ระดับสีของช่อดอกมีประมาณ 80% ดอกมีขนาดเล็กมีสีเหลือง ดอกไม่มีกลิ่นหอม หากเปรียบเทียบระหว่างปทุมมาเกาสงหมายเลข 1 และปทุมมาเกาสงหมายเลข 2 แล้ว ปทุมมาเกาสงหมายเลข 2 จะมีสีสันที่สดใสกว่า แตกหน่อเยอะกว่า ช่อดอกเยอะกว่าอีกด้วย
เกาสงหมายเลข 2 หรือลิปสติกสีแดงชาด
สำหรับการปลูกปทุมมาในสภาพแวดล้อมของไต้หวันที่เหมาะที่สุดนั้น สามารถปลูกในที่โล่งแจ้งแต่ต้องมีตาข่ายกำบังแสงแดดประมาณ 50% ถ้าหากมีการใช้ตาข่ายกำบังแดดมากเกินไปหรือว่าปลูกมิดเกินไป ก็จะทำให้ลำต้นสูงชะลูด ถ้าปลูกเป็นไม้ตัดดอกที่ต้องการก้านช่อดอกยาวก็ควรพรางแสงมาก แต่ถ้าปลูกเป็นไม้กระถางควรพรางแสงน้อยก็จะทำให้ก้านช่อดอกสั้น ดอกปทุมมาเป็นไม้ดอกหน้าร้อน สามารถเพิ่มความหลากหลายของดอกไม้ในช่วงหน้าร้อนให้ผู้บริโภคได้เลือกสรร ปลูกเป็นไม้ประดับหรือเป็นไม้กระถางก็ได้ มีความสวยงาม สามารถนำมาส่งมอบเป็นของขวัญ หรือประดับเป็นช่อดอกไม้ ใช้ได้ทั้งงานแต่ง งานรับปริญญา หรือประดับในงานศพก็ได้
ปทุมมาปลูกเป็นไม้กระถางก็สวยงาม(ภาพจาก COA ไต้หวัน)
ที่นี่ไต้หวัน –01 ธ.ค. 63-มารู้จักปลากระบอก ปลาที่ไข่แพงกว่าเนื้อกันดีกว่า...
ปลากระบอกภาษาจีนเรียกว่า “อูอวี๋-烏魚” ส่วนไข่ปลากระบอกจะเรียกว่า “อูอวี๋จื่อ-烏魚子” ช่วงนี้เป็นฤดูกาลของปลากระบอกในไต้หวัน ในทุกปีก่อนและหลังเทศกาลตงจื้อ(เทศกาลกินขนมอี๊)ประมาณ 10 วันก็ถือเป็นฤดูกาลการจับปลากระบอก ปลากระบอกธรรมชาติที่มีไข่เต็มท้องก็กำลังว่ายเข้ามาบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของไต้หวัน แต่เนื่องจากในปัจจุบันทรัพยากรทางทะเลเริ่มขาดแคลนจากการแย่งชิงกันจับทำให้มีปริมาณของสัตว์น้ำน้อยลงเรื่อยๆ ปลาจากกระบอกธรรมชาติก็เช่นกันมีจำนวนลดน้อยลง ทำให้กว่า 90% ของปลากระบอกในไต้หวันต้องอาศัยการเลี้ยงในบ่อ และช่วงเวลาของการเลี้ยงปลากระบอกเพื่อเอาไข่ปลามาขายก็จะเร็วกว่าการจับได้จากธรรมชาติประมาณเดือนเศษๆ ซึ่งก็คือช่วงปลายเดือนพ.ย. ที่กำลังจะเข้าสู่หน้าหนาว สำหรับการเลี้ยงปลากระบอกในไต้หวันนั้นต้องบอกว่า ปลากระบอกที่เลี้ยงได้ฆ่าปลาเอาไข่มาตากแห้งขายจะราคาดีกว่าเนื้อปลากระบอกเสียอีก ทั้งนี้ ไข่ปลากระบอกเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยของงานเลี้ยงโต๊ะจีน เป็นอาหารตรุษจีนที่ขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ หรือไต้หวัน ต่างใช้ไข่ปลากระบอกมาประกอบอาหาร ยิ่งไข่ปลากระบอกของไต้หวันมีคุณภาพ รสชาติอร่อย ที่ผ่านมา ดังระเบิดไปถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ออกรายการโทรทัศน์ประกอบอาหารไข่ปลากระบอก จนผู้ประกอบการจีนแผ่นดินใหญ่ต้องสั่งซื้อไปขาย นอกจากนี้ ไต้หวันมีการพัฒนาปรับปรุงวิธีการเพาะเลี้ยงในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประสบความผลสำเร็จดี คุณภาพไข่ปลากระบอกตากแห้งที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงในไต้หวันผลิตได้มีรสชาติไม่แพ้ไข่ปลาจากแหล่งธรรมชาติ จึงไม่แปลกใจเลยที่ไข่ปลากระบอกกลายเป็นอาหารรสเลิศบนโต๊ะอาหาร
ไข่ปลากระบอกสด
อย่างไรก็ตาม ในภาวะโลกร้อนหรือการที่อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศบนโลกสูงขึ้น ช่วงของการจับปลากระบอกทุกปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาจะประสบปัญหาที่ยากอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกก็คือ คุณภาพของไข่ปลากระบอกขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเป็นตัวตัดสิน เพราะว่าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี กลุ่มเซลล์ในรังไข่ของปลากระบอกก็จะเริ่มเจริญเติบโต จนกระทั่งช่วงเดือนพ.ย.ก็จะโตเต็มที่ หากช่วงที่กลุ่มเซลล์ในรังไข่กำลังโตเจอสภาพอากาศที่หนาวเย็นพอ ไข่ของปลากระบอกก็จะใหญ่และหอม แต่ถ้าอากาศไม่หนาวพอ ไข่ของปลากระบอกก็จะมีขนาดเล็กและมีความหอมน้อยกว่า ไข่ปลากระบอกขนาดเล็กแผ่นหนึ่งจะมีน้ำหนักร้อยกว่ากรัมเท่านั้น ถือว่าเล็กมาก ทั้งนี้ การที่จะเลี้ยงปลากระบอกเพื่อฆ่าเอาไข่ปลามาขายได้นั้นต้องใช้เวลาเลี้ยงนานถึง 3 ปี ถ้าหากรู้ว่าไข่ปลากระบอกมีขนาดเล็กแต่ก็ยังฆ่าปลาเพื่อเอาไข่ออกมาขาย ก็บอกได้ว่าความพยายามที่เลี้ยงปลามา 3 ปีประสบปัญหาขาดทุนแน่นอน แต่ถ้าปลากระบอกที่เลี้ยงมา 3 ปีแล้วไม่ฆ่าปลาเพื่อเอาไข่ไปขาย หากผ่านพ้นฤดูหนาวไปแล้ว ไข่ที่อยู่ในตัวปลากระบอกก็จะถูกขับออกไปจนหมด ใช่ว่าจะต้องรออีกสักเดือนหรือว่ารอให้อากาศหนาวอีกหน่อยแล้วค่อยจับปลาเพื่อจะได้ไข่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ต้องบอกว่าฤดูกาลผ่านไปแล้วไข่ปลากระบอกก็จะหายไปด้วยนั่นเอง หากเกษตรกรผู้เลี้ยงคิดว่า เลี้ยงไปอีก 1 ปีแล้วค่อยจับปลาเอาไข่ไปขาย และในเวลา 1 ปีที่เพิ่มขึ้น จะคุ้มกับค่าอาหารที่ต้องเลี้ยงปลาหรือไม่ และอีกประการหนึ่งก็ยังบอกไม่ได้ว่า ปีหน้าอากาศจะหนาวพอหรือไม่ ไม่มีใครรู้หรือทำนายได้
ไข่ปลากระบอกตากแห้งที่อัดขึ้นรูปแล้ว
สำหรับแหล่งเลี้ยงปลากระบอกในไต้หวันมีหลายแห่งด้วยกัน เลี้ยงกันบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ อย่างเช่น หยุนหลิน จางฮั่ว เจียอี้ หรือแม้แต่เมืองซินจู๋ เป็นต้น แต่ว่าแหล่งเลี้ยงปลากระบอกที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ตำบลโข่วหูเมืองหยุนหลิน ในวันนี้ขอยกตัวอย่างแหล่งเลี้ยงปลากระบอกที่เขตจู๋เป่ยของเมืองซินจู๋ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงที่มีชื่อเสียงด้วย แต่การเลี้ยงปลากระบอกที่นี่เริ่มขึ้นทีหลังราวๆ ปี 1990 ปัจจุบันเลี้ยงได้ประมาณ 150,000 ตัว/ปี ครองสัดส่วนการเลี้ยง 7% ถือว่าปริมาณไม่มากนัก แต่เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นละติจูดที่ค่อนไปทางเหนือ มีอากาศเย็นกว่า ไข่ของปลากระบอกที่เลี้ยงได้จะใหญ่และมีความหอมกว่า ทางรัฐบาลท้องถิ่นร่วมกับผู้ประกอบการผลักดันกิจกรรมการบริโภคปลากระบอกในวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการแนะนำการปรุงอาหารจากปลากระบอกและไข่ปลากระบอกที่หลากหลาย อย่างเช่น ข้าวปั้นไข่ปลากระบอก ข้าวผัดไข่ปลากระบอก กิจกรรมดีไอวายที่เกี่ยวกับปลากระบอกระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองและลูกๆ เป็นต้น โถงจิ่นเจี๋ย ปธ.สมาคมปลาเขตซิน จู๋บอกว่า ปลากระบอกแต่ละตัวต้องใช้เวลาเลี้ยงอย่างน้อย 3 ปี ถือเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง แม้เขตซินจู๋จะเลี้ยงปลากระบอกไม่มาก ในเนื้อที่ประมาณ 60 เฮกตาร์ ปีนี้ก็ยังประสบปัญหาผลกระทบจากโควิด 19 ทำให้ราคาของปลากระบอกตกไปบ้าง และผู้เลี้ยงก็เข้าสู่วัยชรา ค่าแรงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นย่อมกระทบกับความอยู่รอดของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ดังนั้นจึงเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมงาน ร่วมด้วยช่วยกันเพื่อให้ธุรกิจการเลี้ยงปลากระบอกอยู่รอดอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ทางรัฐบาลท้องถิ่นเมืองซินจู๋ สถาบันวิจัยสัตว์น้ำและหน่วยงานป้องกันโรคยังได้ผลักดันโครงการการเลี้ยงปลากระบอกที่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค สามารถตรวจสอบแหล่งเลี้ยงปลาได้ ตรวจสอบยาที่ตกค้างก่อนการจับปลาไปขาย มีการจัดการด้วยเทคโนโลยี AI เป็นการเลี้ยงปลาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีพิษ เป็นต้น
พิซซ่าไข่ปลากระบอก
ที่นี่ไต้หวัน –24 พ.ย. 63-หวั่นล้นตลาด!! สถานีปรับปรุงพันธุ์ไถหนานแนะนำการปรุงอาหารจากกะหล่ำปลีหลังเกษตรกรแห่ปลูก
กรมการเกษตรและอาหารชี้ว่า ปริมาณของกะหล่ำปลีที่ปลูกในช่วงปลายเดือนส.ค.ถึงต้นเดือนก.ย. และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนพ.ย.ยังไม่มาก ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนส.ค.จนถึงปัจจุบันสภาพอากาศร้อนเป็นส่วนใหญ่และมักถูกหนอนแมลงกัดกินจึงมีผลผลิตค่อนข้างน้อย กะหล่ำปลีขึ้นไม่สวย ทำให้ปริมาณของกะหล่ำปลีลดลงเกือบครึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้ว พื้นที่ 1 เฮกตาร์สามารถปลูกกะหล่ำปลีได้ประมาณ 30,000-40,000 ลูก ถ้าคำนวณค่าเฉลี่ยที่ 30,000 ลูก/เฮกตาร์ จะมีผลผลิตประมาณ 500,000-600,000 ต้น อย่างไรก็ตามคาดว่าราคาของกะหล่ำปลีเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติและทรงตัวในช่วงปลายเดือนพ.ย-ต้นเดือนธ.ค. หวงรุ่ยเฉิง(黃瑞呈)รองหัวหน้าฝ่ายดูแลด้านการผลิตบอกว่า การปลูกกะหล่ำปลีต้องใช้เวลาประมาณ 60-70 วันจึงสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ หากดูจากสถิติการปลูกกะหล่ำปีของคณะกรรมการการเกษตรช่วงกลางเดือนก.ย.จำนวน 6,740,000 ต้น ราคาที่เพิ่มขึ้นของกะหล่ำในระลอกนี้คาดว่าถึงช่วงปลายเดือนพ.ย.ถึงต้นเดือนธ.ค.ก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกษตรกรเห็นว่าราคาของกะหล่ำปลีดีจึงหันมาปลูกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงกลางเดือนพ.ย.เมื่อดูจากสถิติแล้วปลูกเกินอัตรามีมากถึง 7,310,000 ลูก ทางกรมการเกษตรและอาหารได้ส่งข้อมูลแจ้งเตือนเกษตรกรแบ่งช่วงการเพาะปลูก กระจายความเสี่ยง เพราะว่าหลังปลูก 70 วันที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก็จะทำให้กะหล่ำปลีล้นตลาด ราคาตกต่ำช่วงกลางเดือนม.ค.ปีหน้า ทั้งนี้ ทางการไต้หวันจัดตั้งกลไกติดตามการปลูกกะหล่ำปลี ทำการรายงานทุก 10 วัน ปริมาณปลูกต่ำกว่า 3 ล้านต้นเป็นระดับสีเขียว ปริมาณ 3.9 -5.4 ล้านต้นอยู่ในระดับสีเหลือง ปริมาณ 5.4-6.0 ล้านต้นระดับสีแดง(กำลังพอดีกับความต้องการของตลาด) และถ้าปลูกกะหล่ำปลีตั้งแต่ 6 ล้านต้นขึ้นไปจะอยู่ในระดับสีม่วงที่แสดงถึงภาวะล้นตลาด ยกตัวอย่างในบางปีที่เกษตรกรแห่กันปลูกกะหล่ำปลี ทำให้ราคาของกะหล่ำปลีตกต่ำอย่างน่าใจหาย ราคาร่วงลงมาอยู่ที่ลูกละ 5-10 เหรียญไต้หวัน จนทำให้เกษตรกรตัดสินใจเปิดสวนให้ประชาชนเข้าไปเก็บกะหล่ำปลีสดๆ ในสวนตามใจชอบ ราคากะหล่ำปลีถูกยิ่งกว่าไข่ต้มใบชาในร้านสะดวกซื้อเสียอีก เกษตรกรต้องก้มหน้ายอมรับสภาพขาดทุน เนื่องจากขายได้ไม่คุ้มต้นทุนการปลูก ค่าปุ๋ย ค่าสารกำจัดแมลง เป็นต้น
กรมการเกษตรและอาหารแจ้งเตือนเกษตรกรแบ่งช่วงปลูก
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ของกะหล่ำปลีที่กำลังจะล้นตลาดในไม่ช้าและเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานจัดงานแถลงข่าว “คุณค่าของกะหล่ำปลีและการนำมาประกอบอาหาร” ในวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ในงานยังได้เชิญ หวงฮุ่ยหลิง นักโภชนาการโรงพยาบาลไถหนานแนะนำประโยชน์ของกะหล่ำปลี และยังมีการจัดแสดงผลงานวิจัยการแปรรูปจากกะหล่ำปลี ขณะเดียวกันได้แนะนำวิธีการปรุงอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นจากกะหล่ำปลี และยังได้เชิญกลุ่มคหกรรมจากสมาคมเกษตรตำบลต่างๆในเขตหยุนหลิน เจียอี้ ไถหนาน มาร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์การปรุงอาหาร เพื่อเพิ่มมูลค่าของกะหล่ำปลีอีกทางหนึ่ง โดยใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นตามฤดูกาลนำมาปรุงกับกะหล่ำปลีที่ปลูกได้ในฤดูกาลปรุงเป็นอาหาร 10 ชนิด อย่างเช่น เจียนปิ่งหรือขนมทอดกะหล่ำปลีซีฟู้ด พิซซ่ากุ้งกะหล่ำปลี เปาะเปี๊ยะหมูกะหล่ำปลี เป็นต้น โดยแต่ละเมนูผ่านการคำนวณจำนวนแคลอลี่จากนักโภชนการและทำเป็นสูตรอาหารขึ้นมา เพื่อคาดหวังให้ประชาชนรู้จักนำวัสดุตามฤดูกาลที่มีอยู่ในท้องถิ่นนำมาประกอบอาหารในครอบครัว ให้เด็กๆ รู้จักผักในฤดูกาลและสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว สืบทอดอาหารที่อร่อยๆ ให้กับรุ่นต่อไปด้วย
แนะนำปรุงอาหารใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและกะหล่ำปลีในฤดูกาล
หยางหงอิง(楊宏瑛) หัวหน้าปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานบอกว่า กะหล่ำปลีเป็นผักที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย ประกอบด้วยเส้นใยอาหาร มีแร่ธาตุหลากหลายชนิดและมีวิตามินซีมาก เป็นผักที่นิยมบริโภคของคนไต้หวัน โดยส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับการนำมาผัด แต่ช่วงหน้าหนาวนิยมใส่ในสุกี้ ในงานแถลงข่าวยังได้เปิดตัวกะหล่ำปลีกิมจิที่ทำสำเร็จแล้ว 2 รสชาติ คือ รสเผ็ดร้อนหรือหมาล่า และรสกิมจิสไตล์เกาหลี ซึ่งทั้ง 2 รสชาตินี้แตกต่างจากกิมจิสไตล์ไต้หวัน และแนะนำให้ใช้กะหล่ำปลีแทนผักกาดขาว สูตรที่แนะนำไม่ใส่สารกันบูด ไม่เติมสารปรุงแต่งหรือสี ใช้เทคนิกหรือสูตรของนักโภชนาการ สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นนานถึง 3 เดือน เหมาะต่อการถ่ายโอนสิทธิ์ให้กับโรงงานแปรรูปอาหาร ขณะนี้สมาคมเกษตรเขตกวนเถียนกำลังพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ นอกจากนี้ ยังแนะนำการทำกะหล่ำปลีอบแห้งที่ผ่านกระบวนการดึงน้ำออกแล้ว สามารถเก็บรักษาได้นานและยังคงคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถนำมารับประทานกับข้าวต้น โจ๊ก หรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นเช่นใส่ในขนมขบเคี้ยวจากธัญพืช เป็นต้น
ข้าวผัดรวมมิตรอร่อยๆ
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน