
Sign up to save your podcasts
Or


แมลงวันลาย ไม่ใช่แมลงวันที่บินว่อน ร้องเสียงหึ่งๆๆๆ วนเวียนกับการตอมอาหารและเป็นพาหะนำโรค แต่เป็นแมลงที่มีประโยชน์สารพัดอย่าง กินก็ได้ ย่อยขยะอินทรีย์หรือเศษอาหารในครัวเรือนก็ได้ เป็นอาหารสัตว์ก็ได้ หรืออาจจะเป็นแหล่งโปรตีนสูงของผู้คนในอนาคตก็ได้ หนอนแมลงวันลายกำลังได้รับความสนใจจากสถาบันวิจัยทั่วโลก นำไปพัฒนาเป็นพลาสติกชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นพลังงานชีวมวล เฉินซื่อสง(陳世雄) อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยหมิงเต้าและยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเกษตรอินทรีย์ที่ผลักดันเลี้ยงหนอนแมลงวันลายเพื่อใช้ในการย่อยสลายขยะในครัวเรือน โดยไม่นานมานี้ ท่านได้เปิดหลักสูตรอบรมวิชาการเกษตรในมหาวิทยาลัยจงซิง และสมาชิกที่เรียนได้ไปดูงานเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงหนอนแมลงวันลายที่ฟาร์มของอาจารย์เฉิน มีสมาชิกบางคนบอกว่าอยากชิมตัวหนอแมลงวันลาย อาจารย์เฉินก็เลยตอบตกลง แต่เนื่องจากเป็นครั้งแรกของการทดลองกินหนอนแมลงวันลาย ภรรยาของอาจารย์จึงไม่ยอมปรุงให้ อาจารย์เฉินจึงตัดสินใจเข้าครัวเอาหนอนแมลงวันลายมาทอด เหยาะเกลือและพริกไทยไปเล็กน้อย จากนั้นโพสต์ภาพขึ้นอินเตอร์เน็ตถามว่า “ดูสิว่า มีใครกล้ากินบ้าง?” ไม่คาดคิด หนอนแมลงวันลายที่ปรุงได้ แป๊บเดียวถูกกินจนหมดเกลี้ยง อาจารย์เฉินบอกว่า จริงๆ แล้วหนอนแมลงวันลายจะไม่มีรสชาติ รสชาติส่วนใหญ่มาจากเครื่องปรุง ที่ให้ลองกินก็ไม่ได้ว่าต้องการสนับสนุนให้สมาชิกกินหนอนแมลงวันลาย เป็นเพราะว่าต้องการบ่งชี้ว่า หนอนแมลงวันลายนั้นกินได้จริงๆ
หนอนแมลงวันลายทอดกรอบ เหยาะเกลือ พริกไทยเล็กน้อย
อาจารย์เฉินซื่อสง เริ่มเลี้ยงหนอนแมลงวันลายด้วยกากถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านตัดแต่งพันธุกรรมมานานนับ 10 ปีแล้ว และนำหนอนแมลงวันลายตัวเป็นๆ นี้ไปเลี้ยงไก่ ต่อมาพบว่าหนอนแมลงวันลายสามารถสลายกากถั่วเหลือง อาหารที่เหลือจากครัวเรือน ขี้ไก่ ขี้หมู ที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ การเลี้ยงหนอนแมลงวันลายยังใช้เป็นอาหารของไก่หรือหมู แทนการใช้ผงกระดูกสัตว์หรือปลาป่นได้ด้วย ซึ่งไม่กี่ปีนี้ มีหลายมหาวิทยาลัย หน่วยงานเก็บขยะ เริ่มศึกษาทดลองนำหนอนแมลงวันลายมากำจัดเศษอาหารในครัวเรือน แม้บริษัทใหญ่ๆ ก็ยังเคยมาสอบถามหาความรู้จากอาจารย์เฉิน ซึ่งอาจารย์ก็คาดหวังส่งเสริมการเลี้ยงหนอนแมลงวันลายมากำจัดขยะครัวเรือน และต่อยอดทำเป็นอาหารสัตว์ที่ใช้เลี้ยงหมูและไก่ อาจารย์เฉินยังบอกด้วยว่า ในต่างประเทศมีฟาร์มเลี้ยงขนาดใหญ่ แม้แต่รายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) ก็ยังส่งเสริมให้เลี้ยงหนอนแมลงวันลายแทนอาหารโปรตีนจากสัตว์ด้วย และก่อนหน้านี้อาจารย์เฉินได้รับเชิญเข้าไปฟังการรายงานอาหารที่นำมาเลี้ยงสัตว์ปีก ปศุสัตว์ สัตว์น้ำ ของสภานิติบัญญัติพบว่า คณะกรรมการการเกษตรยังคงจำกัดการใช้อาหารสัตว์ที่ทำจากพืชมาเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย และนอกจากนี้ ตัวหนอนที่เลี้ยงได้จะต้องผ่านกรรมวิธีด้วยความร้อน อบให้แห้ง จากนั้นบดเป็นผงก่อน จึงจะนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ ซึ่งกรณีเช่นนี้ อาจารย์เฉินบอกว่า ขีดจำกัดที่ไม่ยืดหยุ่น ไม่เป็นผลดีต่อการผลักดันของการเลี้ยงหนอนแมลงวันลายในวงกว้าง ทั้งนี้ อาจารย์เฉินมีความเห็นว่า หลังจากที่นำหนอนแมลงวันลายอบแห้งแล้วบดเป็นผง เมื่อนำมาเลี้ยงไก่ ไก่จะไม่ชอบกิน สู้เอาหนอนตัวเป็นๆ มาเลี้ยงไก่จะดีกว่า และการนำหนอนมาแปรรูปเป็นผง ยังถือเป็นการสิ้นเปลืองพลังงาน เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการด้วย ทำให้การผลักดันไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงหวังว่าหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบไม่ควรจำกัดจนไม่มีความยืดหยุ่น
หนอนแมลงวันลาย อ.เฉิน อร่อยๆ เลี้ยงด้วยกากถั่วเหลือง Non-GMO
สำหรับการเลี้ยงหนอนแมลงวันลายเพื่อใช้สลายขยะในครัวเรือนที่ปฏิบัติได้ผล ได้แก่ ที่ทำการรัฐบาลท้องถิ่นตำบลโข่วหู เมืองหยุนหลิน ซึ่งในแต่ละวันสามารถสลายขยะในครัวเรือนของท้องถิ่นได้ 280-350 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังช่วยสลายขยะครัวเรือนในเรือนจำของเมืองหยุนหลิน สนามบินบนน้ำของหน่วยรบทหารอากาศกองที่ 4 ประจำเมืองเจียอี้ รวมแล้วมีมากถึง 200 กิโลกรัม/วัน และตัวหนอนแมลงวันลายก็ยังสามารถนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ ส่วนสิ่งปฏิกูลของหนอนแมลงวันลายก็สามารถนำมาทำปุ๋ยและยาไล่แมลง และทางรัฐบาลท้องถิ่นยังส่งเสริมให้ประชาชนนำเศษอาหารในครัวเรือนมาแลกกับวัสดุปุ๋ยหมักฟรี ทำให้การรีไซเคิลขยะในครัวเรือนได้ผลดี ทั้งนี้ ขยะถือเป็นปัญหาใหญ่ของหลายเขตเมืองและจังหวัด จากสถิติของทบวงสิ่งแวดล้อมระบุ ขยะในครัวเรือนจะเป็นเศษอาหารครองสัดส่วนสูงถึง 60% หากสามารถแยกประเภทขยะ และรีไซเคิลให้มากที่สุด จะช่วยลดปริมาณขยะได้จำนวนมาก และยังสามารถยืดอายุการใช้งานของเตาเผาได้ด้วย ซึ่งการรีไซเคิลเศษอาหารในครัวเรือนของแต่ละเมืองแต่ละจังหวัด ส่วนใหญ่เอาไปต้ม ฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง แล้วก็นำไปเลี้ยงหมู ยกตัวอย่าง เกษตรกรที่เลี้ยงหมูในเมืองหยุนหลินหลายแห่งที่ต้องการลดต้นทุนการเลี้ยง ก็มักจะไปรับเศษอาหารในครัวเรือน แล้วนำไปเลี้ยงหมู แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาคุกคามจากโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์กีบ ทำให้หลายฝ่ายตรึงเครียด และนอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2019 รัฐบาลห้ามใช้เศษอาหารจากครัวเรือนนำไปเลี้ยงหมู เศษอาหารในครัวเรือนที่รีไซเคิลได้ต้องนำไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ทั้งหมด
เลี้ยงหนอนแมลงวันลายสลายขยะในครัวเรือน
ตำบลโข่วหู เมืองหยุนหลิน เป็นตำบลเดียวที่ไม่นำเศษอาหารในครัวเรือนผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ หลินเจ๋อหลิง กำนันตำบลโข่วหูบอกว่า การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารในครัวเรือน ต้องผ่านการหมัก 3-4 เดือน ถือว่าค่อนข้างช้า แต่เนื่องจากหนอนแมลงวันลายมีวงจรชีวิตประมาณ 27-49 วัน ไข่ของหนอนแมลงวันลาย 1 กรัม สามารถกำจัดเศษอาหารในครัวเรือนได้ถึง 29 กก. และในวงจรชีวิตของไข่หนอนแมลงวันลาย 1 กรัม จะผลิตไข่ได้มากถึง 99 กรัม กล่าวได้ว่ามันแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก อีกทั้งกำจัดเศษอาหารครัวเรือนได้เร็วด้วย นอกจากนี้ เศษอาหารไม่ต้องแยกเป็นของสุกหรือว่าของดิบ ผ่านกรรมวิธีในเขตได้ และยังไม่ต้องขนส่งข้ามเขต ทำให้ประหยัดต้นทุนการขนส่งได้ หลินเจียอี้(林嘉億) หัวหน้าฝ่ายเก็บขยะของที่ทำการตำบลโข่วหูบอกว่า ขยะจากครัวเรือนทั้งสุกและดิบในตำบลโข่วหูมีประมาณ 280-350 กก./วัน หนอนแมลงวันลายกินเศษอาหารจนหมดทุกวัน และยังช่วยเหลือพื้นที่ข้างเคียงกำจัดเศษอาหารจากครัวเรือนได้ 200 กก./วันด้วย พนักงานเก็บขยะไม่ต้องขนส่งเศษอาหารเหล่านี้ไปที่ตำบลเป่ยกั่ง จวงยิวโถง(莊攸同) เลขาที่ทำการตำบลโข่วหูบอกว่า หนอนแมลงวันลายเป็นตัวย่อยสลายอาหารตัวยง ตอนที่เป็นตัวอ่อนจะย่อยเศษอาหารจากครัวเรือน มูลของสัตว์ ซากสัตว์ และมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนตัวของมันให้กลายเป็นอาหารที่คุณค่า ทางที่ว่าการตำบลโข่วหูใช้ตัวอ่อนไปผลิตเป็นอาหารของเลี้ยงสัตว์น้ำหรือปศุสัตว์ และขี้ของหนอนที่เป็นของแข็งก็นำไปทำปุ๋ย ส่วนของเหลวที่มันถ่ายออกมาก็จะนำไปรดน้ำต้นไม้ เพื่อป้องกันหนอนแมลงมากัดกิน ถือว่ามีประโยชน์นานาประการ ซึ่งไม่ว่าตัวอ่อนหรือตัวหนอนเจริญวัยล้วนไม่มาทำลายมนุษย์ด้วย
ดูงานการเลี้ยงหนอนแมลงวันลายเพื่อขจัดขยะในครัวเรือน
ตกรางวัล! รัฐให้เงินอุดหนุนเก็บไข่มวนลำไย ศัตรูสำคัญที่สุดของลิ้นจี่และลำไย มีแม่บ้านเมืองจางฮั่วเก็บไข่มวนลำไยกว่า 30,000 แผ่น ภายใน 1 เดือน รับไปเหนาะๆ 150,000 เหรียญไต้หวัน
เพื่อทำลายศัตรูพืชของลิ้นจี่และลำไยที่สำคัญซึ่งก็คือมวนลำไยหรือแมงแคงที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกร รัฐบาลท้องถิ่นหลายเมืองหลายจังหวัดที่ปลูกลำไยและลิ้นจี่ในไต้หวัน อย่างเช่น เมืองไทจง จางฮั่ว หนานโถว หยุนหลิน เกาสง ต่างงัดกลยุทธ์ให้รางวัลกับผู้ที่เก็บไข่มวนลำไย ซึ่งโครงการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม มีการกำหนดว่า ถ้าเก็บใบลิ้นจี่หรือลำไย 1 แผ่น ที่มีไข่มวนลำไยตั้งแต่ 14 ฟองขึ้นไป จะจ่ายเงินค่าตอบแทน 5 เหรียญไต้หวัน ปรากฏว่าชาวบ้านแห่กันไปเก็บไข่มวนลำไยอย่างล้นหลามจนเกินคาด เกินงบประมาณของรัฐจนทำให้ต้องหยุดโครงการให้เงินอุดหนุน
มวนลำไยเพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่มเรียงยาวเป็นแถวประมาณ 3-15 ฟอง แต่ส่วนมากพบมากกว่า 10 ฟองขึ้นไป
ยกตัวอย่าง เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ แค่ 1 เดือน ก็มีหญิงแซ่จาง ผู้ช่ำชองขยันเก็บไข่มวนลำไยอันดับ 1 ของตำบลเฟินหยวนเมืองจางฮั่วได้มากกว่า 30,000 แผ่น ได้รับเงินรางวัล 150,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งทางรัฐบาลเมืองจางฮั่วได้จัดสรรงบประมาณให้รางวัลกับผู้ที่เก็บไข่มวนลำไยทั้งหมด 660,000 เหรียญไต้หวัน ปรากฏว่าเมื่อถึงวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ระยะเวลาเพียงแค่เดือนเดียว ได้รับใบลิ้นจี่และลำไยที่มีไข่ของมวนลำไยมากถึง 260,000 แผ่น และต้องจ่ายเงินมากถึง 1,300,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านแห่ไปเก็บไข่มวนลำไยนั้นไม่เพียงแต่เกิดขึ้นที่เมืองจางฮั่ว แม้แต่เมืองเกาสงและเจียอี้ก็เช่นกัน จนทำให้คณะกรรมการการเกษตรตัดสินใจปิดโครงการ หยุดรับซื้อไข่มวนลำไยในวันที่ 19 มีนาคม ส่วนผู้ช่ำชองเก็บไข่มวนลำไยของตำบลเฟินหยวน เมืองจางฮั่ว อันดับที่ 2 ก็ตามติดมาที่จำนวน 20,000 แผ่น ได้รับรางวัล 100,000 เหรียญไต้หวัน เจ้าหน้าที่กองการเกษตรท้องถิ่นบอกว่า คนที่เก็บไข่มวนลำไยได้จำนวนมาก อาจจะไม่ใช่ฝีมือของคนเดียว คงจะมีการรวมตัวกันทำงานเป็นทีม หรือทำเป็นครอบครัวจึงจะได้จำนวนไข่มวนลำไยมากมาย ส่วนที่เมืองเกาสง มีประชาชนเข้าร่วมโครงการเก็บไข่มวนลำไยขายอย่างล้นหลามเช่นกัน ในวันที่ 22 มีนาคม ที่ยุติโครงการกำหนด ปรากฏว่ามีประชาชนเก็บไข่มวนลำไยมาขายเกินเป้า 1,000,000 กว่าแผ่น ต้องจ่ายงบเพิ่มกว่า 6,000,000 เหรียญไต้หวัน เกินงบประมาณไป 3 เท่า ทางสหกรณ์เกษตรของนครเกาสงต้องจ่ายเงินสำรองไปก่อน และรีบของบจากรัฐบาลส่วนกลาง ทั้งนี้ ในเขตนครเกาสง เป็นแหล่งปลูกลิ้นจี่และลำไยที่สำคัญ ในปีที่แล้ว ถือเป็นเขตที่รับซื้อไข่มวนลำไยได้ปริมาณมากที่สุดในไต้หวัน มีมากถึง 320,000 แผ่น มาในปีนี้ เนื่องจากมีญาติสนิทมิตรสหายร่วมด้วยช่วยกันหารายได้พิเศษ จึงทำให้ปริมาณที่ได้มากเกินคาด จางอวี้นผิง(張韻萍) ผอ.กรมการเกษตรเมืองเกาสงบอกว่า วันที่22 มีนาคม เป็นวันสุดท้ายของการยุติโครงการก่อนกำหนด ถึงเวลาเกือบเที่ยงคืนก็ยังมีคนไปต่อแถวรอคิวขายไข่มวนลำไย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนของตำบลเน่ยเหมินและฉีซาน ในพื้นที่สองแห่งนี้ ร่วมด้วยช่วยกันเก็บไข่มวนลำไยขาย จนกลายเป็นกิจกรรมร่วมของคนในท้องถิ่นไปเสียแล้ว
ประชาชนที่เก็บไข่มวนลำไยได้จะนำมาเรียงตามหมายเลข
งบประมาณที่อุดหนุนให้กับผู้ที่เก็บไข่มวนลำไยมาจากกรมสุขอนามัยและการกักกันโรคพืชและสัตว์ คณะกรรมการการเกษตร โดยเมื่อ 2 ปีก่อน รับซื้อไข่มวนลำไยแผ่นละ 3 เหรียญไต้หวัน ปรากฏว่าไม่ค่อยได้รับความสนใจจากผู้คน จนกระทั่งปีที่แล้ว เพิ่มเงินอุดหนุนเป็นแผ่นละ 5 เหรียญไต้หวัน ประกอบกับผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 ที่โรงงานลดเวลาการทำงาน จึงทำให้ประชาชนหลายคนหารายได้พิเศษ จนเกิดกระแสที่คึกคัก อีกทั้งสภาพอากาศในปีนี้เย็นสบายกว่าปีที่แล้ว มีคนจำนวนไม่น้อย ยอมสวมใส่เสื้อผ้าป้องกันตัวเพื่อขึ้นเขาไปเก็บไข่มวนลำไย ซึ่งในปีที่แล้ว ทางเมืองจางฮั่วได้รับไข่มวนลำไยจำนวน 130,000 แผ่น ใช้งบประมาณไป 610,000 เหรียญไต้หวัน มาในปีนี้ได้ใช้ยอดของปีที่แล้วมาอ้างอิง จึงจัดสรรงบประมาณไป 660,000 เหรียญไต้หวัน เปิดโครงการตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์จนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม แต่ไม่คาดคิด ประชาชนให้ความร่วมมืออย่างล้นหลาม เพียงแค่เดือนเดียวก็ต้องยุติลง เพราะว่าเกินเป้าหลายเท่าตัวแล้ว
กัวจื้อซ่าน(郭至善) รองผอ.กรมการเกษตรเมืองจางฮั่วบอกว่า การรับซื้อไข่มวนลำไยมีประสิทธิผลในการป้องกันโรคไม่น้อย ยกตัวอย่าง การเก็บไข่มวนลำไยของเมืองจางฮั่ว 260,000 แผ่น แต่ละแผ่นมีไข่มวนลำไยอย่างน้อย 14 ฟอง เพราะฉะนั้นก็จะไปลดตัวมวนลำไยได้มากถึง 3,640,000 ตัว และหลังจากที่รัฐบาลกลางยุติโครงการรับซื้อไข่มวนลำไย ก็จะเพิ่มมาตรการป้องกันด้วยสารเคมีและใช้แตนเบียนในการกำจัด สำหรับไข่ของแมงแคงหรือมวนลำไยนั้นมีลักษณะกลมเล็ก ขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร โดยมวนลำไยเพศเมียจะวางไข่ในลักษณะเป็นกลุ่มเรียงยาวเป็นแถว แต่ละกลุ่มของแถวจะมีไข่ประมาณ 3-15 ฟอง แต่ส่วนมากพบมากกว่า 10 ฟองขึ้นไป จะเริ่มวางไข่หลังผสมพันธุ์ ทั้งนี้ มวนลำไยเพศเมีย 1 ตัว จะวางไข่ได้ประมาณ 98-297 ฟอง โดยมีระยะไข่ในช่วง 11-13 วันก่อนฟักเป็นตัวอ่อน ไข่มวนลำไยหลังจากวางไข่ใหม่ๆจะมีสีเขียว จากนั้น จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวนวล และค่อยเปลี่ยนเป็นสีชมพู ตัวอ่อนเมื่อฟักออกจากไข่จะมีลำตัวทุกส่วนสีแดง จากนั้นค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำและสีเทา มวนลำไยในระยะตัวอ่อนจะมีการลอกคราบ 5 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 เมื่อลอกคราบออก ตัวอ่อนจะมีสีแดงสดลักษณะคล้ายตัวเต็มวัย แต่สีจะสดกว่า และขนาดลำตัวเล็กกว่า ทั้งนี้ ในระยะตัวอ่อนจะใช้เวลาประมาณ 61-74 วัน เมื่อตัวอ่อนลอกคราบเข้าสู่ระยะตัวเต็มวัย ตัวเต็มวัยจะอาศัยดูดน้ำเลี้ยงจากยอดไม้เป็นอาหาร และหลบอาศัยตามส่วนต่างๆของต้นไม้ เช่นต้นลิ้นจี่ ลำไย หรือต้นไม้อื่นๆที่เป็นแหล่งอาหารได้ จนเข้าสู่ระยะสืบพันธุ์ และวางไข่ ซึ่งวัฏจักรจะเป็นดังที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งหลังโครงการรับซื้อไข่มวนลำไยแล้ว ในสัปดาห์ถัดไป ทางกรมสุขอนามัยและการกักกันโรคพืชและสัตว์ คณะกรรมการการเกษตรจะเริ่มทยอยปล่อยแตนเบียนจำนวน 960,000 ตัวให้ไปทำลายไข่ของแมงแคงต่อ และหลังจากที่ลำไยและลิ้นจี่ออกดอกเต็มที่เริ่มมีผลแล้ว ก็จะเริ่มใช้สารเคมีทำลายเป็นครั้งที่ 2 เพราะว่าเป็นช่วงที่แมงแคงยังเป็นตัวอ่อนเกาะอยู่ตามกิ่งไม้ ยังบินไม่ได้ การใช้สารเคมีกำจัดถือว่ามีประสิทธิผลสูงสุด
การเพาะเลี้ยงแตนเบียนเพื่อใช้กำจัดไข่มวนลำไย
มวนลำไยหรือแมงแคง ถือเป็นศัตรูพืชของลำไยและลิ้นจี่ ซึ่งส่งผลกระทบที่สร้างความเสียหายต่อพืชผล เนื่องจากมวนลำไยในระยะตัวอ่อน และตัวเต็มวัยจะเข้าดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน จากช่อดอก และช่อผลของลำไยหรือลิ้นจี่ หรือพืชชนิดอื่นๆ จนทำให้ยอดอ่อนหยิกงอ ยอดอ่อนเหี่ยว ยอดอ่อนไม่เติบโต ดอกร่วง และไม่ติดผล หรือ ติดผลน้อย ผลผลิตลด และไม่มีคุณภาพ สร้างความเสียหายแก่ชาวสวนในที่สุด นอกจากนั้น มวนลำไยยังสามารถปล่อยของเหลว หรือฉี่ หรือ ไอของเหลวที่มีกลิ่นฉุน มีความเป็นพิษ มีฤทธิ์เป็นกรด เมื่อสัมผัสโดนผิวหนังเราจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน ระคายเคืองต่อผิวหนังได้ ซึ่งหากโดนดวงตาแล้วต้องรีบล้างออกในทันที แต่ว่ามวนลำไยจะปล่อยน้ำพิษออกมาเมื่อมีการถูกรบกวน เช่น การเขย่าลำต้น หรือการจับลำตัวของมวนลำไย โดยบางรายที่มีอาการแพ้ง่ายจะทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนังทันที แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีศัตรูในธรรมชาติของมวนลำไยอีกหลายชนิด ได้แก่ แตนเบียน หรือเชื้อราพาซิโลมัยซิส ไลลาซินัส( Paecilomyces lilacinus) เข้าทำลายเนื้อเยื่อร่างกายในระยะตัวอ่อน และตัวเต็มวัยของมวนลำไย เป็นต้น ซึ่งในไต้หวัน ที่ผ่านมาก็ยังมีศัตรูธรรมชาติของแมงแคงคือ แรงงานไทยชาวอีสานที่ทำงานอยู่ในไต้หวันส่วนหนึ่งในเมืองจางฮั่ว เมืองหยุนหลิน อาศัยวันหยุด ปั่นจักรยานไปตามสวนลำไยและลิ้นจี่ เพื่อตามจับแมงแคงมาปรุงเป็นอาหารหลากหลายวิธี เช่น นำไปย่างไฟให้สุก ทอด คั่วเกลือ หรือทำเป็นน้ำพริกแมงแคง แจ่วแมงแคง ใส่เครื่องปรุงรส พริก ตะไคร้ มะนาว รวมถึงใส่ในแกงต่างๆ อาทิ แกงหน่อไม้ แกงเห็ด หรือแม้แต่กินดิบๆ โดยเด็ดปีกทิ้ง แล้วบีบส่วนท้องให้แมงแคงฉี่ กำจัดกลิ่นฉุนออกไป จากนั้นโยนเข้าปากเคี้ยวกินแบบตัวเป็นๆ ถือเป็นไวอาก้าธรรมชาติของหนุ่มอีสานเลยทีเดียว
แตนเบียน ศัตรูธรรมชาติของมวนลำไย
ไต้หวันพัฒนากาแฟสายพันธุ์ใหม่ รสชาติหอมอร่อย แต่ความพิเศษอยู่ที่ใบกาแฟ สกัดเอากรดคลอโรจินิกที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อาหารเสริมสุขภาพที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้
“กาแฟไถหนงหมายเลข 1-台農1號” เป็นกาแฟสายพันธุ์แรกของไต้หวันที่พัฒนาจากสายพันธุ์อาราบิกา รสชาติไม่เพียงแต่อร่อย แม้แต่ใบของกาแฟสายพันธุ์นี้ยังมีส่วนประกอบของกรดคลอโรจินิก ( Chlorogenic acid ) ที่เป็น 2 เท่าของกาแฟทั่วไปด้วย ความสำเร็จของการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟนี้ ยังสอดคล้องกับการพัฒนาเทคนิค “การสกัดกรดคลอโรจินิก”จากใบกาแฟ เพื่อนำมาต่อยอดผลิตผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพด้วย ซึ่งขณะนี้กำลังขอจดสิทธิ์สายพันธุ์ใหม่ และทางกองการเกษตรเมืองเจียอี้บันทึกความจำขอถ่ายโอนเทคนิคจากสถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวัน (Taiwan Agricultural Research Institute :COA) จางสูเฟิน(張淑芬) ผู้ช่วยวิจัยและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการเกษตรเมืองเจียอี้บอกว่า กาแฟไถหนงหมายเลข 1 เป็นกาแฟสายพันธุ์อาราบิกา เอกลักษณ์พิเศษของสายพันธุ์นี้คือ ต้นกาแฟมีความแข็งแรง หลังล้างเมล็ดกาแฟแล้วนำไปอบ จะมีกลิ่นหอม เมื่อนำมาชงจะมีรสชาติอร่อย หอม กลมกล่อม เป็นกาแฟที่สามารถปลูกในพื้นที่เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางและต่ำ หากปลูกในพื้นที่ราบ เมล็ดกาแฟที่ได้รสชาติก็ไม่เลว หอม อร่อย แต่อย่างไรก็ตาม ศักยภาพหรือเอกลักษณ์พิเศษของการนำกาแฟสายพันธุ์ใหม่นี้ที่มีการนำมาใช้ประโยชน์อยู่ที่ใบกาแฟ ไม่ใช่เมล็ดกาแฟ
กาแฟไถหนงหมายเลข 1 มีส่วนประกอบของกรดคลอโรจินิกมากกว่าใบกาแฟพันธุ์ทั่วไป 2 เท่า
ทั้งนี้ ใบของกาแฟสายพันธุ์ไถหนงหมายเลข 1 ที่พัฒนาได้นั้น มีส่วนประกอบของกรดคลอโรจินิกมากกว่าใบกาแฟพันธุ์ทั่วไปถึง 2 เท่า และกรดคลอโรจินิก เป็นสารสำคัญที่ต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดตีบในหัวใจ ป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเข้าไปยับยั้งการผลิตน้ำตาลในเซลล์ตับ และหากต้องการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากกรดคลอโรจินิก กาแฟไถหนงหมายเลข 1 ถือเป็นทางเลือกที่ดี ทางสถาบันวิจัยการเกษตรมีเทคโนโลยีการเอาใบกาแฟไปใช้ประโยชน์หลายรายการ รวมทั้งเทคนิคการสกัดกรดคลอโรจินิก เทคนิคการเพิ่มปริมาณกรดคลอโรจินิกในใบกาแฟสูงถึง 7 เท่า และการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อาหารบำรุง เป็นต้น
กรดคลอโรจินิก เป็นสารสำคัญที่พบได้ในเครื่องดื่มกาแฟ ชา นอกเหนือจากคาเฟอีน แต่ว่าสารตัวนี้จะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งเมื่อผ่านกระบวนการคั่ว ซึ่งคุณสมบัติสำคัญของกรดคลอโรจินิก คือ 1. ชะลอการหลั่งกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดหลังรับประทานอาหาร ดังนั้น การดื่มกาแฟร้อนจะได้ประโยชน์จากสารนี้ แต่ต้องระมัดระวังปริมาณของคาเฟอีนด้วย 2. ยับยั้งการดูดซึมของไขมัน โดยไปยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ที่ย่อยไขมัน และช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ในเลือด 3. ยับยั้งการสะสมของไขมันในร่างกายและป้องกันการสะสมของไขมันในตับหรือไขมันพอกตับ 4. เพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย 5. ส่งเสริมให้เอ็นไซม์ คาร์นิทีน ปามิโตอิล ทรานซ์เฟอร์เลส (Carnitine Pamitoyl Transferase) ในตับให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นำไขมันที่สะสมในร่างกาย ไปใช้เป็นพลังงานได้ดีขึ้น 6. กระตุ้นการสร้างคาร์โบไฮเดรทจากสารที่ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรท โดยการสร้างจากไขมันที่สะสม ไปใช้ทดแทนเป็นพลังงานที่สูง จึงช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานอีกทางหนึ่ง
สถาบันวิจัยการเกษตรพัฒนาเทคนิคการผลิตใบกาแฟที่เพิ่มกรดคลอโรจินิกเป็น 7 เท่า
กาแฟเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาและทวีปอเมริกาใต้ ต่อมามีการปลูกไปทั่วโลก และมีการเอาเมล็ดกาแฟมาคั่วแล้วชงดื่มเป็นที่นิยมของผู้คนในปัจจุบัน ส่วนใบกาแฟนั้น เดิมก็มีการนำเอาใบกาแฟมาชงเดื่มแล้วเหมือนกัน แต่ในไต้หวันเพิ่งจะออกกฏหมายอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 เดือนมกราคมปีนี้ ที่สามารถนำใบกาแฟมาทำเป็นวัตถุดิบของอาหาร และยังจำกัดเฉพาะในการนำใบกาแฟมาชงเป็นเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเกาสงและสถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวันก็เริ่มพัฒนาเทคนิคการผลิตใบกาแฟมานานแล้ว จางสูเฟินยังบอกด้วยว่า เทคนิคการผลิตใบกาแฟของทางสถาบันวิจัยสามารถยกระดับปริมาณของกรดคลอโรจินิกได้ สามารถเลือกพันธุ์กาแฟที่เฉพาะเจาะจงได้ โดยผ่านกระบวนการผลิตช่วงของการนวดใบกาแฟ การหมักกาแฟ เพื่อเพิ่มปริมาณของกรดคลอโรจินิกให้สูงกว่า 7 เท่า นอกจากนี้ ทางสถาบันวิจัยการเกษตรยังมีเทคนิคการสกัดกรดคลอโรจินิกอีกหนึ่งรายการ สามารถสกัดได้กรดคลอโรจินิกเพิ่มเป็น 5 เท่า ซึ่งเทคนิคนี้ได้เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว(2020) แต่ยังไม่ได้ผ่านการมอบสิทธิ์เฉพาะ และทางสถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวันยังบอกด้วยว่า ปัจจุบันเทคนิคการสกัดกรดคลอโรจินิกจากใบกาแฟถือเป็นรายแรกของโลก เพราะว่าในปัจจุบันมีเพียงการสกัดกรดคลอโรจินิกจากเมล็ดกาแฟเท่านั้น นอกจากนี้ การสกัดกรดคลอโรจินิกจากใบกาแฟมีต้นทุนของวัสดุจะต่ำกว่าการสกัดจากเมล็ดกาแฟมาก ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าการนำไปใช้ประโยชน์ที่ดีด้วย
ใบกาแฟสามารถชงดื่มได้
เคยทานไหม? มะเขือเทศสุดหล่อ (帥哥番茄) สีแดง ผลกลมรี รสชาติกลมกล่อม อร่อย ไม่เปรี้ยวและไม่หวานมาก
ช่วงนี้ถือเป็นฤดูกาลของมะเขือเทศในไต้หวัน ปีนี้ผลผลิตมาก ราคาถูก มีบางสวนที่ปลูกมะเขือเทศผลใหญ่ในเมืองเจียอี้ถึงขนาดเปิดสวนให้ประชาชนเข้าไปเก็บฟรีด้วย และไต้หวันเองก็มีการเพาะปลูกมะเขือเทศทั้งผลเล็กและผลใหญ่ที่หลากหลายสายพันธุ์ รสชาติอร่อย อย่างเช่น มะเขือเทศสีดา มะเขือเทศราชินี มะเขือเทศบิ๊กบีฟหรือหนิวฟันเฉีย เป็นต้น แต่ว่าในครั้งนี้ขอนำเรื่องของมะเขือเทศผลเล็กที่ภาษาจีนเรียกว่า "เสี่ยวฟันเฉีย小番茄" ที่ปลูกในเขตเหยียนสุ่ยของนครไถหนานมาเล่าให้ฟัง ชิวจื่อเซวียน (邱子軒) ประธานสหกรณ์เกษตรเขตเหยียนสุ่ยบอกว่า ที่เขตเหยียนสุ่ยของนครไถหนานมีผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมีชื่อ 2 อย่าง ซึ่งอย่างแรกคือ ข้าวโพดเนื้อแข็งที่ใช้ทำอาหารสัตว์ ครองสัดส่วนเนื้อที่การเพาะปลูก 73% ส่วนอย่างที่ 2 คือ มะเขือเทศผลเล็ก มีเนื้อที่เพาะปลูก 120 เฮกตาร์ และในจำนวนนี้เป็นสายพันธุ์เสี่ยวหมิง (小明番茄) สูงถึง 80% ถือเป็นมะเขือดาวเด่นที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ มีชื่อเรียกทั่วไปที่หลายคนรู้จักว่า "ซ่วยเกอฟันเฉีย-帥哥番茄" ถ้าให้แปลตรงๆ ก็คือ "มะเขือเทศสุดหล่อ" สร้างมูลค่าประมาณ 130 ล้านเหรียญไต้หวัน/ปี โดยที่ผ่านมา เกษตรกรเขตเหยียนสุ่ยก็เคยปลูกมะเขือเทศหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศผลเล็กหรือผลใหญ่ มีทั้งมะเขือเทศสีดา มะเขือเทศราชินี แต่ว่าในปัจจุบัน สายพันธุ์ที่ปลูกมากที่สุดเป็นสายพันธุ์เสี่ยวหมิง (ซ่วยเกอฟันเฉีย) มีสีแดง ผลเล็กค่อนข้างกลมรี มีรสชาติอร่อย ไม่หวานมากและไม่เปรี้ยวมาก เหมาะต่อการปลูกในพื้นดินที่มีความเป็นด่างคือดินค่อนข้างเค็ม เพราะว่าเขตเหยียนสุ่ยของนครไถหนานตั้งอยู่ในช่วงปลายของเขตชลประทาน ทำให้มะเขือเสี่ยวหมิงที่ปลูกได้มีรสชาติที่เป็นพิเศษกว่าที่อื่น(บางคนบอกว่ามีรสเค็มของเกลือนิดๆ อยู่ด้วย)
พื้นดินเป็นด่างค่อนข้างเค็ม แต่มะเขือเทศที่ปลูกได้รสชาติอร่อย
หลิวอีชัง (劉依昌) ผู้ช่วยนักวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชไถหนานบอกว่า หลังปี 1980 ธุรกิจผลิตน้ำตาลเริ่มซบเซา อุตสาหกรรมการแปรรูปมะเขือเทศเริ่มได้รับความนิยม ทำให้เมืองไถหนานมีความนิยมปลูกมะเขือเทศเป็นจำนวนมาก ขายได้ราคาดีกว่าข้าว และเขตเหยียนสุ่ยถือเป็นช่วงปลายของการชลประทาน ได้รับน้ำสำหรับการเพาะปลูกน้อย เพราะฉะนั้น การปลูกข้าว อ้อย ที่ต้องการน้ำมากจึงมีจำนวนน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่เนื่องจากมะเขือเทศเสี่ยวหมิงมีความคงทน เหมาะกับสภาพอากาศที่แปรปรวน ในพื้นดินที่มีน้ำน้อยและมีความเค็มด้วย ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกกันมากขึ้น จนกลายเป็นผลผลิตที่มีชื่อเสียงของเขตเหยียนสุ่ย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม หลิวอีชังยังบอกด้วยว่า การปลูกมะเขือเทศของที่นี่จะประสบปัญหาสำคัญ 2 อย่างคือ 1.ปัญหาการควบคุมหนอนแมลง 2. ปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากการปลูกมะเขือเทศในที่กลางแจ้ง ไม่ได้แยกจากสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง แต่ว่าเกษตรกรต้องควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลงในอัตราส่วนที่เหมาะสม จึงไม่มีปัญหาของยาฆ่าแมลงตกค้าง ปี 2020 สภาพอากาศส่วนใหญ่ร้อนและแล้ง ทำให้แมลงหวี่ขาวทำลายมะเขือเทศรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ไม่กี่ปีนี้ รัฐบาลรณรงค์ให้ปลูกมะเขือเทศในโรงเรือน แต่เนื่องจากภาคใต้ของไต้หวันมีอากาศร้อน การติดตั้งอุปกรณ์ยิ่งทำให้สภาพแวดล้อมร้อนขึ้น เกษตรกรจึงหันมาเลือกเวลาเพาะปลูก จนทำให้ผลผลิตกระจุกอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาด และนอกจากนี้ การติดตั้งอุปกรณ์มีต้นทุนสูง หากพื้นที่มากหน่อยจะต้องลงทุนอย่างน้อย 600,000-700,000 เหรียญไต้หวัน ถือเป็นการลงทุนที่สูง และอีกประการหนึ่งคือ เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ หากไม่มีลูกหลานสืบทอดกิจการ ก็มักจะไม่อยากลงทุนต่อไป
สหกรณ์เกษตรเหยียนสุ่ยส่งเสริมการขายมะเขือเทศ
หลังการที่รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของการปลูกแล้ว ได้ทำให้การปลูกมะเขือเทศของเขตเหยียนสุ่ยเริ่มมีชื่อเสียง แต่ว่าถ้าเป็นช่วงฤดูกาลคือช่วงเดือนพฤศจิกายน, เดือนธันวาคม จนถึงเดือนมีนาคม, เดือนเมษายน ก็จะได้รับผลกระทบจากปริมาณที่ล้นตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังเดือนม.ค.ไปแล้วถือว่าผลิตผลมะเขือเทศมีมาก ทำให้ราคาตก ดังนั้น ทางสหกรณ์เกษตรจึงดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ด้วยการรับซื้อมะเขือเทศผลสุก นำไปผลิตเป็นมะเขือเทศแห้ง ชิวจื่อเซวียน ประธานสหกรณ์เกษตรเขตเหยียนสุ่ยบอกว่า การที่เลือกนำมะเขือเทศช่วงฤดูกาลที่ล้นตลาดนำมาทำเป็นมะเขือเทศแห้ง เหตุผลคือ หลังแปรรูปแล้ว คาดหวังรักษาความสดต่อไป เพื่อรักษาคุณค่าทางโภชนาการไว้ เนื่องจากส่วนประกอบหลักๆ ของมะเขือเทศแห้งมีเพียงเกลือและน้ำตาล ไม่เติมสารกันบูด เก็บรักษาได้นานถึง 8 เดือน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการรับประทานมะเขือเทศนอกฤดูกาลหรือช่วงที่ผลผลิตของมะเขือเทศน้อย ราคาแพง แก้ความอยากของผู้บริโภคได้ และยังได้สารอาหารไลโคปีนที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนการเรียกชื่อมะเขือเทศสายพันธุ์เสี่ยวหมิงของเขตเหยียนสุ่ยเมืองไถหนานอีกชื่อว่า "มะเขือเทศสุดหล่อ-ซ่วยเกอฟันเฉีย-帥哥番茄" ก็เพราะต้องการให้ผู้บริโภคจดจำได้ดี เป็นการสร้างแบรนด์ว่ามาจากเขตเหยียนสุ่ยที่เดียว เนื่องจากสายพันธุ์มะเขือเทศทั่วไต้หวันมีมากมาย เมื่อนำมาผลิตเป็นมะเขือเทศแห้งก็มีการใช้บรรจุห่อแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญออกแบบสไตล์ที่ไม่เหมือนกันเพื่อดึงดูดสายตาผู้บริโภคด้วย นอกจากนี้ มีการรับซื้อมะเขือเทศจากเกษตรกรในราคาท้องตลาด และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โรงงานแปรรูปยังได้รับมาตรฐาน HACCP และ ISO 22000 ด้วย อีกทั้งเพื่อรับประกันคุณภาพของมะเขือเทศสด ทางสหกรณ์เกษตรจะรับซื้อมะเขือเทศที่มีใบรับรองตรวจสอบแหล่งปลูก เพื่อตรวจสอบขั้นตอนการปลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใส่ปุ๋ย การใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 14 ราย และทางสหกรณ์เกษตรยังช่วยหาตลาดให้กับเกษตรกร มีการใช้ลังใส่มะเขือเทศที่มีตราสัญลักษณ์ของสหกรณ์เกษตร ส่งไปขายตลาดค้าส่งทางภาคเหนือ
ช่วงมะเขือเทศล้นตลาด สหกรณ์เกษตรรับซื้อมาแปรรูปเป็นมะเขือเทศแห้ง
อู๋เฉิงชง (吳承聰) เกษตรกรที่ปลูกมะเขือเทศสายพันธุ์เสี่ยวหมิงบอกว่า ที่ผ่านมาจะปลูกมะเขือเทศสายพันธุ์สีดา และมะเขือเทศราชินี แต่เนื่องจากทั้งสองสายพันธุ์เปลือกบาง ผลปริแตกง่าย หลังทราบข่าวทางสมาคมมีโครงการส่งเสริมปลูกมะเขือเทศสายพันธุ์เสี่ยวหมิงที่มีข้อดีหลายประการ จึงหันมาปลูกด้วย หากเป็นช่วงที่มีพายุไต้ฝุ่นพัดเข้ามา จะต้องปกคลุมด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันลมที่พัดแรง แต่ถ้าอากาศร้อน ก็จะเอาผ้าคลุมพลาสติกออก แล้วปูด้วยฟางข้าวไว้ที่ข้างๆ เพื่อกันแดดให้กับต้นกล้า แต่ถ้าฝนแล้ง ก็ต้องอาศัยน้ำจากเขื่อน แต่ถ้าไม่มีน้ำเหมือนสถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร นายอู๋บอกด้วยว่า ขอให้ใช้ยาฆ่าแมลงตามใบรับรองตรวจสอบแหล่งปลูก ก็จะสามารถป้องกันหนอนแมลงได้ผล และหลังเก็บเกี่ยวมะเขือเทศ อาจจะปลูกแตงโมผลเล็กหรือฟักทองจำนวนไม่มาก เพื่อเป็นการพักหน้าดิน อู๋คุนจื๋อ (吳坤值) เกษตรกรปลูกมะเขือเทศอีกท่านและยังเป็นหัวหน้ากลุ่มย่อยของสหกรณ์เกษตรเหยียนสุ่ยบอกว่า เนื้อที่ 30 ไร่เศษ ปลูกมะเขือเทศพันธุ์เสี่ยวหมิงได้ประมาณ 100 ตัน/ปี เขาได้แบ่งปันประสบการณ์ให้เกษตรกรุ่นใหม่ว่า ก่อนปลูกมะเขือเทศ จะต้องประเมินฐานะการเงินของตนเองว่า รับภาระค่าเครื่องจักรและค่าแรงเก็บผลมะเขือเทศได้หรือไม่ สำหรับคนที่ทำงานประจำและต้องการปลูกมะเขือเทศเป็นงานเสริม ก็จะกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งได้ อีกประการหนึ่งคือ ต้องถามตัวเองว่ามีความอดทนมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ตลาดที่แปรปรวน เพราะว่าไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ต้องมีความอดทนทั้งนั้น ยิ่งงานเกษตรเป็นงานที่ต้องอาศัยดินฟ้าอากาศ ปลูกแล้วมีความร่ำรวยมหาศาลคงยาก ขอเพียงแค่ให้มีความราบรื่นปลอดภัยเป็นสำคัญ ส่วนอู๋ชิวสี (吳秋習) หัวหน้ากลุ่มเกษตรของสหกรณ์เขตเหยียนสุ่ยบอกว่า ตัวเขาเองทำเกษตรในเนื้อที่ประมาณ 36 ไร่กว่า ทำมานาน 30 ปี เขาพูดปนหัวเราะว่า ถ้าจะถามถึงปริมาณการปลูกก็ไม่เคยนับตัวเลขที่แม่นยำ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะส่งมะเขือขายเป็นลัง ปัจจุบันมีลูกชายคือ นายอู๋เหอเซิ่ง ที่ช่วยดำเนินกิจการ ทำให้ตัวเขาเองกลายเป็นแนวหน้าของการปลูกมะเขือเทศ ถ้าจะถามว่า มีเคล็ดลับอะไรในการปลูกมะเขือเทศเสี่ยวหมิง เขาบอกว่า การปลูกมะเขือเทศไม่มีเคล็ดลับอะไร ข้อสำคัญอยู่ที่ว่ายอมเรียนรู้ ยอมซักถามหรือไม่ หาวิธีการปลูกที่เหมาะสมที่สุด เมื่อปลูกนานแล้วก็จะรู้ว่าช่วงไหนควรทำอะไร สรุปคือ ต้องใส่ใจจึงจะได้ผลตอบแทนนั่นเอง
อู๋ชิวสีเกษตรกรนครไถหนานและลูกชายช่วยกันปลูกมะเขือเทศอย่างมีความสุข
สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเกาสง พัฒนาปลูกเสาวรสนอกฤดูกาล ผลผลิตงาม ราคาดี แมลงศัตรูพืชน้อย
เสาวรส ภาษาจีนเรียกว่า “ไป่เซียงกั่ว百香果” หมายถึง “ผลไม้หอมร้อยกลิ่น” ทั้งนี้ เมื่อนำมาทำเป็นน้ำผลไม้ จะมีกลิ่นหอมของผลไม้มากกว่า 130 กลิ่น ดังนั้น จึงได้รับฉายาว่า “ราชาแห่งน้ำผลไม้果汁之王” ถือเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่เป็นตัวเลือกที่ดีของคนที่ใส่ใจในเรื่องของสุขภาพ หากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 3 วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี ที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีวิตามินซีสูงถึง 32 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม กล่าวได้ว่า เหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพทั้งหลายที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังสามารถนำมาดัดแปลงได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม น้ำผลไม้ โรงงานแปรรูปอาหาร สร้างมูลค่ามหาศาล ยกตัวอย่าง นำมาใช้ในเครื่องดื่มชงสดบรรจุแก้วที่สร้างโอกาสธุรกิจมากกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญไต้หวัน/ปี
ใช้ใช้เทคนิกการตัดเรือนยอดให้อากาศถ่ายเทได้ดี
เสาวรส เป็นไม้เถาเลื้อยที่มีต้นกำเนิดมาจากแถบทวีปอเมริกาใต้ ลักษณะผลเป็นทรงกลม ผลอ่อนมีสีเขียว ส่วนผลที่สุกแล้วจะมีหลายสีตามแต่ละสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสีม่วง สีเหลือง และสีส้ม รสชาติเสาวรสจะออกเปรี้ยวจัด บางสายพันธุ์มีรสออกหวาน และมีเมล็ดจำนวนมาก ชั้นในสุดของเปลือกเป็นเยื่อสีขาวที่เรียกรก ภายในมีเมล็ดสีดำจำนวนมาก อยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดเป็นถุง สำหรับในไต้หวัน แหล่งปลูกเสาวรสที่สำคัญอยู่ที่เมืองหนานโถว โดยฤดูกาลของเสาวรสที่มีผลผลิตมากจะอยู่ระหว่างเดือนกรกฏาคมจนถึงเดือนมกราคมปีถัดไป แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายนถือเป็นช่วงนอกฤดูกาลที่มีผลผลิตน้อย ดังนั้น สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเกาสงอาศัยสภาพอากาศแห้งและอบอุ่นในช่วงฤดูหนาวในพื้นที่ของเมืองเกาสงและผิงตง โดยใช้ไฟส่องและใช้เทคนิกการตัดเรือนยอด เพื่อให้เสาวรสออกผลในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ราคาขายดีกว่าช่วงฤดูกาลเสียอีก ส่วนพื้นที่เพาะปลูกเสาวรสในไต้หวันมีประมาณ 809 เฮกตาร์ ปลูกมากที่สุดอยู่ที่เมืองหนานโถวในเนื้อที่ 604 เฮกตาร์ แต่ละปีมีผลผลิตประมาณ 25,000 ตัน มูลค่าของผลไม้สดสูงถึง 1,400 ล้านเหรียญไต้หวัน เสาวรสเป็นพืชล้มลุกที่มีเถาเลื้อยและมีอายุหลายปี แต่เนื่องจากติดเชื้อโรคไวรัสง่าย ดังนั้นการปลูกเสาวรสในไต้หวันจะนิยมเปลี่ยนต้นกล้าใหม่ทุกปี หลี่เหวินหาว(李文豪) ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเกาสงบอกว่า ฤดูหนาวจะมีแสงอาทิตย์ส่องที่สั้นกว่า ทำให้เสาวรสไม่ออกดอก จึงต้องใช้หลอดไฟส่องในช่วงกลางคืนเพื่อกระตุ้นให้เสาวรสออกดอก โดยจะใช้หลอดไฟส่องในช่วงก่อนและหลังเทศกาลตงจื้อประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง แต่ละคืนส่องด้วยหลอดไฟนานประมาณ 4 ชม.จากนั้นทำการปรับแต่งเรือนยอดของเสาวรสเพื่อไม่ให้บังแสง ให้อากาศถ่ายเทได้ดี เพื่อนำมาสังเคราะห์ใช้ในการเจริญเติบโต เนื่องจากช่วงหน้าหนาวพื้นที่ในเขตเกาสงและผิงตงมีปริมาณฝนตกน้อย อากาศแห้ง เชื้อโรคมารังควานเสาวรสน้อย แต่ก็ยังมีแมลงศัตรูมาทำลาย อย่างเช่นแมลงวันผลไม้หรือแมลงวันทอง (fruit flies) และเพื่อป้องกันแมลงวันผลไม้ ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์ได้ปลูกในโรงเรือนตาข่ายที่ช่วยลดการใช้ยาฆ่าแมลงด้วย หลี่เหวินหาวยังบอกด้วยว่า การปลูกเสาวรสในช่วงฤดูใบไม้ผลิ นอกจากจะเพิ่มต้นทุนของอุปกรณ์ที่ติดตั้ง แต่หลักๆ แล้วอยู่ที่ค่าแรงคนที่ช่วยผสมเกสรและการตัดแต่งกิ่ง แต่ว่าการปลูกเสาวรสในโรงเรือนตาข่าย ถ้าใช้ผึ้งช่วยผสมเกสรก็จะช่วยลดต้นทุนของค่าแรงได้ และหลังจากที่เกษตรกรอาศัยผึ้งผสมเกสรแล้วค่อยใช้คนผสมเกสรเพิ่มเติม ก็จะช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นด้วย
ใช้ไฟส่องในช่วงก่อนและหลังเทศกาลตงจื้อประมาณ 1.5 เดือน
ไช่เหวยเฉิง(蔡濰丞) ผู้จัดการบริษัทต้นกล้าหงผู่ที่เพาะเลี้ยงต้นกล้ามะเขือเทศบอกว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เนื่องจากอยากจะทำธุรกิจขายต้นกล้าเสาวรส จึงเริ่มศึกษาวิธีการเพาะต้นกล้าเสาวรส แต่ว่าในปีแรก เขาเลียนแบบการเพาะต้นกล้าตามวิธีการเพาะปลูกเสาวรสในภาคกลาง พอถึงช่วงหน้าร้อนที่ฝนตกชุกก็ทำให้เสียหายทั้งหมด ดังนั้นเมื่อ 2 ปีก่อนจึงไปขอคำปรึกษาสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเกาสง หันมาเพาะเสาวรสแบบวิธีการที่ใช้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ นายไช่เหวยเฉิงยังบอกด้วยว่า ปลูกเสาวรสช่วงฤดูใบไม้ผลิจะติดเชื้อน้อย มีประสิทธิภาพสูง เพราะว่าช่วงฤดูใบไม้ผลิไม่ใช่ฤดูกาลของเสาวรส ขายได้ราคาดี ราคาขายส่งเฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 กว่าเหรียญไต้หวัน ราคาดีเทียบเท่ากับการปลูกเสาวรสเกรดดีที่สุดในช่วงฤดูกาลของทางภาคกลาง อย่างปีที่แล้วเขาสามารถขายเสาวรสเกรดพรีเมี่ยมราคาขายส่งกิโลกรัมละ 225 เหรียญไต้หวัน ถือว่าราคาสูงมาก และได้ผลกำไรงาม ดังนั้นในปีนี้จะขยายพื้นที่เพาะปลูกเสาวรสในโรงเรือนตาข่ายเพิ่ม
ปลูกเสาวรสในโรงเรือนตาข่าย ใช้ผึ้งช่วยผสมเกสร
เสาวรสเป็นผลไม้ที่รับประทานได้ทั้งผลสุก หรือนำไปดัดแปลงเป็นน้ำผลไม้ หรือนำไปแปรรูปต่างๆ แต่ที่ผ่านมา ค่าแรงในการแปรรูปครองสัดส่วนต้นทุน 15-20% หากใช้แรงงานคนในการคว้านเนื้อเสาวรสต้นทุนอยู่ที่กิโลกรัมละ 11 เหรียญไต้หวัน ส่วนการใช้เครื่องจักรดั้งเดิมจะทำให้เปลือก น้ำ เนื้อ ของเสาวรสปนกันจนส่งผลต่อรสชาติ ยิ่งถ้าเปลือกเสาวรสมียาฆ่าแมลง หรือสกปรก ก็อาจส่งผลต่อน้ำเสาวรสที่คั้นได้ จนทำให้ผู้ประกอบการหลายแห่งหันมาใช้แรงงานคนแทนเครื่องจักรดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถาบันวิจัยทางการเกษตรได้พัฒนาเครื่องจักรคว้านเสาวรสแทนเครื่องจักรดั้งเดิม สามารถลดต้นทุนค่าแรง มีประสิทธิภาพการคว้านสูงถึง 98% ทั้งนี้ เครื่องจักรที่ทางสถาบันวิจัยทางการเกษตรพัฒนา จะใช้เครื่องจักรตัดส่วนบนของเสาวรสให้เป็นรู จากนั้นใช้ท่อสุญญกาศดูดเนื้อและน้ำของเสาวรส ขณะเดียวกันแรงดันสูงในท่อจะทำให้เยื่อและเนื้อของเสาวรสหลุด สามารถดูดเอาเนื้อและน้ำของเสาวรสได้หมด และไม่มีปัญหาเรื่องการติดเชื้อเหมือนเครื่องจักรแบบดั้งเดิมด้วย ชิวเซียงเหวิน(邱相文) รองนักวิจัยสถาบันวิจัยทางการเกษตรชี้ว่า เนื่องจากปัจจุบันที่มีการใช้แรงงานคนในการคว้านเนื้อและน้ำเสาวรสที่ต้องการความเร่งด่วน มักใช้มีดปาดส่วนบนของผลเสาวรสนิดหน่อย จากนั้นคว้านเอาเนื้อและน้ำในส่วนที่ใหญ่กว่า โดยทิ้งส่วนบนที่เล็กกว่า เพราะฉะนั้นการคว้านแบบนี้จะได้เนื้อและน้ำเสาวรสประมาณ 75% เท่านั้น ส่วนที่เหลือถูกทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย แต่ถ้าใช้เครื่องจักรแบบใหม่ที่ทางสถาบันวิจัยพัฒนาจะมีประสิทธิภาพสูง เครื่องจักรดูดน้ำและเนื้อเสาวรสหนึ่งผลใช้เวลาประมาณ 20 วินาที แม้ใช้แรงงานคว้านเพียงแค่ 5 วินาทีเท่านั้น แต่การใช้เครื่องจักรที่มีสายดูด 4 สายก็จะใช้เวลาเท่ากับแรงงาน 1 คน และจำนวนของสายดูดสามารถเพิ่มได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ ดังนั้น เครื่องจักรนี้จึงเหมาะกับผู้ประกอบการแปรรูปอาหาร หรือว่าผู้ประกอบธุรกิจเครื่องดื่มชงสดบรรจุแก้วหรือโส่วเหยาอิ่นเลี่ยว ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต ขณะนี้ผ่านการจดทะเบียนลิขสิทธิ์แล้ว ราคาของเครื่องจักรแบบพื้นฐานที่มีสายดูด 2 สายประมาณ 280,000 เหรียญไต้หวัน และปัจจุบันมีผู้ประกอบการอาหาร โรงงานผลิตน้ำผลไม้ได้ซื้อไปใช้แล้วด้วย
สถาบันวิจัยทางการเกษตรพัฒนาเครื่องจักรใช้ท่อสุญญกาศดูดเนื้อและน้ำของเสาวรส
มารู้จักส้มชีกวาซา (香檬) หน้าตาคล้ายมะนาว กลิ่นหอม สรรพคุณเลิศ เป็นที่สุดผลไม้ตระกูลส้มที่ปลูกในไต้หวันและโอกินาวะเท่านั้น!!
ส้มซีกวาซา (Shikuwasa) ภาษาจีนเรียกว่า เซียงเหมิง "香檬" ถ้าแปลตรงๆ คือมะนาวหอม แต่จริงๆ ไม่ใช่มะนาวหรือบางคนเรียก "ส้มชีกัวซา" หรือ "ส้มชิคุวาซา-Shikuwasa”เป็นผลไม้ตระกูลส้ม (citrus fruit) ผลส้มมีขนาดเล็ก กลมแป้น มีเปลือกบาง ผลแก่มีเปลือกเขียวเข้มคล้ายมะนาว ผลสุกมีเปลือกสีเหลือง แม้ จะมีความเปรี้ยวมากๆ แต่มีประโยชน์มากมาย มีสารอาหารหลายอย่างที่ถือเป็นเคล็ดลับทำให้อายุยืนยาว จนบางคนเรียกว่า "ยาอายุวัฒนะ" ของคนญี่ปุ่นเลยทีเดียว แหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ที่จังหวัดโอกินาวะของญี่ปุ่นและในไต้หวัน คนโอกินาวะนิยมนำผลแก่ของส้มชนิดนี้มาใช้ปรุงแต่งรสอาหารและนำน้ำส้มมาใช้ประโยชน์มากมาย ส่วนในไต้หวัน แม้นส้มซีกวาซาจะเป็นแหล่งปลูกดั้งเดิมมาก่อน แต่เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีรสขมและเปรี้ยว ทำให้คนไต้หวันไม่นิยมบริโภคและไม่ค่อยรู้จักสรรพคุณตลอดจนการนำไปประกอบอาหาร ทำให้หลายปีที่ผ่านมา เหลือเพียงส้มซีกวาซาที่ขึ้นในป่าในเขา ในพื้นที่ราบแทบจะหาไม่เจอ จนกระทั่งเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน เนื่องจากปริมาณการปลูกส้มซีกวาซาของโอกินาวะไม่เพียงพอ พ่อค้าคนกลางญี่ปุ่นเดินทางมาหาพันธุ์ดั้งเดิมในไต้หวัน ซึ่งขณะนั้นพ่อค้าคนกลางไต้หวันคิดว่าพ่อค้าญี่ปุ่นต้องการส้มจี๊ด จึงไปหานายชิวหย่งฟง (邱永豐) ซึ่งเป็นหัวกลุ่มเกษตรกรปลูกส้มจี๊ดและเป็นประธานสหกรณ์หย่งซิ่น นายชิวบอกว่า ขณะที่คนญี่ปุ่นมาถามนั้น พวกเรายังไม่รู้เลยว่าส้มซีกวาซาคืออะไร? ยังคิดว่าเป็นส้มจี๊ดสายพันธุ์ใหม่ด้วยซ้ำ และหลังจากที่ส่งข้อมูลกลับไปให้คนญี่ปุ่นดูก็บอกว่าไม่ใช่ และต่อมาชาวญี่ปุ่นได้เดินทางมาไต้หวันด้วยตนเองอีกครั้ง แต่ก็ต้องกลับประเทศด้วยความผิดหวัง
ส้มชีกวาซา(香檬) หน้าตาคล้ายมะนาว กลิ่นหอม สรรพคุณเลิศ
หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นไปแล้ว ทำให้นายชิวหย่งฟงเกิดความกังขา เกิดรู้สึกในความลึกลับของส้มชนิดนี้เป็นอย่างมาก เขาได้หาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตจึงทราบว่า ไม่เพียงแต่ไต้หวันที่มีสายพันธุ์ดั้งเดิมของส้มซีกวาซา ยังพบว่าส้มชนิดนี้เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ถือเป็นสุดยอดของพืชตระกูลส้ม นายชิวหย่งฟงมีความคิดว่า ส้มซีกวาซามีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย หากสูญพันธุ์ไปก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก และถ้าหากสามารถฟื้นฟูกลับมาปลูกใหม่ ปลูกในเชิงพาณิชย์ก็คงไม่เลวเลยทีเดียว จึงทำให้นายชิวจากเดิมที่เป็นเกษตรกรปลูกส้มจี๊ดและมะนาวเป็นหลัก ตัดสินใจหันมาหาข้อมูของพันธุ์ส้มซีกวาซาที่ใกล้จะสูญพันธุ์ไปแล้ว หลังจากนั้นเขาได้สืบถามจากเพื่อนที่อยู่ในป่าในเขา และอีกช่องทางหนึ่งคือสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ เขาได้ใช้เวลาเกือบครึ่งปี เพิ่งจะพบตัวอย่างของส้มที่คล้ายคลึงกับส้มซีกวาซา 3 ต้น จากนั้นส่งไปที่สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเกาสง เพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นพันธุ์ดั้งเดิมหรือไม่ และหลังจากนั้นได้ใช้เวลาอีก 1 ปีในการเอาส้มตัวอย่าง 1 ต้นจากจำนวน 3 ต้นที่มีอยู่ ทำการเพาะเลี้ยงจนกระทั่งออกดอกออกผล จากนั้นนำส้มตัวอย่างนี้ส่งไปตรวจสอบที่ประเทศญี่ปุ่น ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปว่าเป็นพันธุ์ส้มซีกวาซาดั้งเดิมของไต้หวันที่คนญี่ปุ่นต้องการ จากนั้นเขาจึงเริ่มงานเพาะเลี้ยงและวิจัยอย่างเป็นทางการ ปี2006 เขาได้เป็นผู้นำร่องการปลูกส้มชีกวาซาในพื้นที่ 15 เฮกตาร์ ขณะเดียวกันคำนึงถึงสภาพแวดอากาศที่เหมาะต่อการปลูกพันธุ์ดั้งเดิม และต้องทนต่อโรคพืชที่มาทำลายด้วย เขาเลยตัดสินใจปลูกส้มชีกวาซาอินทรีย์ตั้งแต่แรกเริ่มเลย แม้ส้มชีกวาซาจะทนต่อโรคพืชแต่ก็ยังมีแมลงศัตรูทางธรรมชาติซึ่งก็คือด้วงหนวดยาวที่มาทำลายส้มด้วย ซึ่งเขาได้ทดลองด้วยวิธีการต่างๆ มากมายในการป้องกันตามหลักฟิสิกส์ ในที่สุดเขาพบว่า ใช้ถุงเท้าเนื้อฝ้ายหรือแหปลาตาข่ายขนาดเล็กห่อต้นส้มชีกวาซาไว้ เมื่อด้วงหนวดยาวคลานขึ้นไปบนต้นส้มเพื่อวางไข่ ถุงเท้าเนื้อฝ้ายหรือแหปลาตาข่ายเล็กก็จะเกี่ยวขาของด้วงหนวดยาวไว้ ซึ่งวิธีการนี้ช่วยลดจำนวนของด้วงหนาวยาวได้ดี
ใช้แหตาข่ายขนาดเล็กห่อต้นส้มกันด้วงหนวดยาวคลานขึ้นไปวางไข่
หลังผ่านความพยายาม 3 ปี นายชิวหย่งฟงก็ค่อยๆ หาวิธีการปลูกส้มชีกวาซาที่ลงตัวมากขึ้น ธุรกิจของสหกรณ์หย่งซิ่นก็เลยหันมาทำกิจการที่เกี่ยวกับส้มชีกวาซาเป็นหลัก ส่งเสริมเกษตรกรหันมาปลูกส้มชีกวาซา และมีการทำพันธสัญญากับเกษตรกร ประกันราคาซื้อขาย หากเกษตรกรที่ยินยอมเข้าร่วมโครงการพันธสัญญา ทางสหกรณ์ก็จะไปตรวจสอบสภาพพื้นดินที่ใช้เพาะปลูก แต่ถ้าพบว่าเกษตรกรมีการปลูกพืชอื่นที่ใช้สารเคมีพร้อมๆ กัน นายชิวก็จะขอให้ออกจากกลุ่มสหกรณ์ เพราะเกรงว่าการปลูกพืชอื่นที่มีการใช้สารเคมีอยู่ใกล้ๆ จะสร้างมลภาวะต่อการปลูกส้มด้วย เนื่องจากในอนาคตเขาต้องการให้เกษตรพันธสัญญาปลูกส้มชีกวาซาอินทรีย์ที่มีคุณภาพ สามารถตรวจสอบแหล่งปลูกได้ ถือเป็นการยืนหยัดคุณภาพและยกระดับธุรกิจการปลูกด้วย ซึ่งไม่เพียงเข้มงวดเกี่ยวกับการปลูกของเกษตรพันธสัญญาเท่านั้น ทางสหกรณ์หย่งซิ่นยังมีการกำหนดเวลาสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง ตรวจดูสารเคมีตกค้างสอดคล้องกับมาตรฐานหรือไม่ และเพื่อยกระดับคุณภาพของสินค้า นอกจากนั้น ยังช่วยเหลือเกษตรเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการปลูก เช่นการใส่ปุ๋ย การรดน้ำ การเก็บเกี่ยว เป็นต้น ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล เพื่อสะดวกในการทำงานและยกระดับคุณภาพสินค้า
ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติในสายการผลิตคั้นน้ำส้มชีกวาซา
ส้มชีกวาซาเป็นส้มที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่เนื่องจากออกรสขมและเปรี้ยว เพราะฉะนั้นนายชิวหย่งฟงตัดสินใจนำไปแปรรูปตั้งแต่แรกเริ่ม น้ำของส้มชีกวาซาที่คั้นได้ก็จะนำไปขาย เพื่อใช้ในการปรุงอาหารที่หลากหลาย สามารถเพิ่มรสชาติวัตถุดิบเดิมของอาหารได้ดี คนโอกินาวะนิยมบริโภคส้มชีกวาซาเพราะเล็งเห็นว่ามีสารอาหารหลายอย่างถือเป็นเคล็ดลับทำให้อายุยืนยาว นอกจากนั้นแล้ว สหกรณ์หย่งซิ่นยังทุ่มเงินนับสิบล้านสร้างโรงงานแปรรูปอาหารที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO 22000 และ HACCP มีการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติในสายการผลิตคั้นน้ำส้มชีกวาซา ไม่ว่าจะในเรื่องของการล้างทำความสะอาดส้ม การคั้นน้ำส้ม การฆ่าเชื้อ การบรรจุขวด ล้วนมีความเข้มงวดสูงสุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคที่ซื้อสินค้า ซึ่งโดยหลักๆ แล้วจะคั้นเป็นน้ำผสมเนื้อส้มขายสู่ท้องตลาด ส่วนเปลือกส้มมักเป็นกากที่นำไปทิ้ง แต่ชิวฉือเหว่ย ซึ่งเป็นบุตรสาวคนโตของชิวหย่งฟงบอกว่า เนื่องจากคุณค่าสารอาหารอยู่ที่เปลือกส้มมากกว่าเนื้อส้ม มีสารโนบิเลติน (Nobiletin) เฮสเพอริดิน(Hesperidin) ฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ซึ่งล้วนแต่เป็นแร่ธาตุที่โดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารโนบิเลติน (Nobiletin) มีมากที่สุดอันดับ 1 เป็นสารยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งรวมไปถึงการเกิดกระบวนการตายของเซลล์มะเร็ง จึงช่วยชะลอความชรา มีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid)ที่มากกว่าส้มชนิดอื่นๆ ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อร่างกายเสื่อมหรือถูกทำลาย เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย หัวใจ และหลอดเลือด ลดคลอเสเตอรอลในเลือด หากทิ้งเปลือกไปโดยไม่ใช้ประโยชน์ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะฉะนั้น ในเวลาต่อมามีการพัฒนาใช้เทคนิกการคั้นทั้งเปลือกที่ไม่ให้มีรสขมฝาด ซึ่งจากช่วงเริ่มต้นที่มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เช่น ถุงชาส้มชีกวาซาที่ใช้ชงดื่ม ผงส้มชีกวาซา ผลไม้แห้ง ขนมชีสเค้ก ป๊อปคอร์น ชีสเส้น เป็นต้น จนทุกวันนี้ได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น ชิวฉือเหว่ย บอกว่า ปีที่แล้วทางสหกรณ์ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยปศุสัตว์(Livestock Research Institute)คณะกรรมการการเกษตร นำเศษที่เหลือจากการคั้นส้มชีกวาซา พัฒนาเป็นวัตถุดิบที่เติมในอาหารสัตว์ นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับบริษัทไบโอเทคโนโลยี บริษัทผลิตครีมบำรุงผิว บริษัทอาหาร ซึ่งขณะนี้มีการร่วมมือกับบริษัทไบโอเทคและบริษัทผลิตครีมบำรุงผิว พัฒนาเป็นสินค้าบำรุงสุขภาพ สินค้าบำรุงผิว อย่างเช่น ครีมอาบน้ำ โลชั่น เป็นต้น ส่วนในด้านการร่วมมือกับบริษัทผลิตอาหารนั้น ขณะนี้ได้พัฒนาเป็นถุงซอสปรุงรสของปลาเก๋ามังกรแช่แข็ง ที่ผู้บริโภคสามารถนำไปอุ่นร้อนและรับประทานได้เลย ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ล้วนแต่เป็นการพัฒนาสินค้าที่มีการใช้ส้มชีกวาซา ที่สามารถเพิ่มมูลค่าและเพิ่มความอร่อยของผลิตภัณฑ์ ปัจจุบันคนไต้หวันที่ใส่ใจในเรื่องของสุขภาพก็นิยมบริโภคเช่นกัน ผลิตภัณฑ์ส้มชีกวาซามีวางขายในประเทศและยังส่งออกไปขายต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และฮ่องกงด้วย
ผลิตภัณฑ์ส้มชีกวาซา
ต้องร่วมด้วยช่วยกัน!! แม้เลี้ยงหอยนางรมสร้างชีวิต สร้างรายได้ แต่ก็สร้างมลภาวะทางทะเลด้วย...
รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการเลี้ยงหอยนางรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งหอยนางรมถือเป็นอาหารทะเลที่ผู้คนนิยมบริโภค สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย รสชาติอร่อย รับประทานได้ทั้งแบบสดๆ และแบบปรุงสุก โดยเอาไปอบ นึ่ง ปิ้งย่าง ผัด ทอดก็ได้ อย่างตามตลาดนัดกลางคืนมีเมนูหอยทอดหรือออส่วน และหอยนางรมใส่ในหมี่ซั่วที่คนไต้หวันชื่นชอบ เนื่องจากหอยนางรมเป็นอาหารทะเลที่มีไขมันและแคลอรี่ต่ำ แต่อุดมไปด้วยสารโภชนาการต่าง ๆ คนจึงเชื่อว่าการรับประทานหอยนางรมอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพด้านต่าง ๆ รักษาหรือป้องกันโรคภัยบางชนิด และยังมีความเชื่อที่ว่าการบริโภคหอยนางรมดิบอาจช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย คนญี่ปุ่นถือว่าหอยนางรมคืออาหารราชา(帝王食品) ส่วนคนยุโรปถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์นมวัวจากทะเล นอกจากนี้ หอยนางรมเป็นแหล่งสารอาหารสำคัญของวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น สังกะสี ทองแดง วิตามินบี 12 วิตามินดี โปรตีน และโอเมก้า 3 เป็นต้น
หอยนางรมปิ้งย่าง หวาน สด อร่อยๆ
หอยนางรมภาษาจีนเรียกว่า “หมู่ลี่牡蠣” หรือเรียกว่า “เคอ蚵” หรือ “หาว蠔” เป็นอาหารทะเลที่คนไต้หวันนิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยนางรมตั้งแต่ยุคญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน นอกจากนี้ ยังเป็นอาหารทะเลที่สร้างรายได้อย่างดี มักเลี้ยงกันบริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก แถบเมืองซินจู๋ ไถจงไถหนาน เกาสง หรือแม้แต่ทางภาคเหนือแถบแม่น้ำตั้นสุ่ย ซึ่งวิธีการเลี้ยงอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง อย่างเช่น เขตชายฝั่งทะเลเมืองเจียอี้ มักใช้ไม้ไผ่ที่ยาวประมาณ 2 ฟุต แล้วก็ผ่าบริเวณหัวไม้ไผ่ จากนั้นเอาเปลือกหอยนางรมเปล่าหนีบไว้ในไม้ไผ่ เพื่อให้ลูกหอยเกาะอาศัยและเจริญเติบโต หรืออาจจะเจาะรูบนเปลือกหอย แล้วก็ผูกติดกับไม้ไผ่ จากนั้นปักในบริเวณที่มีน้ำขึ้น และยังมีบางส่วนบางท้องที่ของเมืองเจียอี้ใช้วิธีโยนเปลือกหอยนางรมเปล่าลงไปในน้ำเลย เพื่อให้ลูกหอยนางรมเกาะเจริญเติบโต แต่วิธีการนี้ทำกันน้อยมาก ส่วนแหล่งเลี้ยงหอยนางรมที่สำคัญของเมืองไถหนานจะใช้วิธีการเลี้ยง 2 แบบ แบบแรกเป็นการทำโครงแขวนในแนวราบ บริเวณชายหาดตื้นๆ เพื่อใช้เป็นที่ยึดเกาะของหอยนางรม และไม่ต้องอาศัยตัวช่วยพยุง โดยตัวโครงที่ใช้ยึดไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกปี ส่วนแบบที่สอง ใช้โครงไม้ไผ่ทำเป็นแพลอยและอาศัยโฟมจำนวนมากช่วยพยุงตัว โดยผูกโฟมให้ติดอยู่ด้านล่างของแพลอย เลี้ยงห่างจากฝั่ง 1.5 ไมล์ทะเล ในเขตอันหนาน เขตอันผิง และเขตใต้ของเมืองไถหนาน โดยทั้ง 3 เขตรวมเนื้อที่เกือบ 1,400 เฮกตาร์ โครงที่ใช้ยึดหอยนางรมมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปี และสถิติปี 2020 มีชาวประมงลงทะเบียนเลี้ยงหอยนางรมแบบแพลอยใน 3 เขตมีทั้งหมด 9,639 แพ เพราะฉะนั้นโครงและโฟมที่ใช้พยุงจึงกลายเป็นขยะหลักทางทะเลที่ถูกทิ้งเรี่ยราดบริเวณชายฝั่ง ทั้งนี้ โฟมเป็นวัสดุที่อ่อน กุ้ง หอย ปู อาจชอบไปยึดเกาะอาศัย หากโฟมเหล่านี้ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ อาจจะแตกเป็นเศษย่อย ชิ้นเล็กๆ ทำให้ กุ้ง หอย ปู กินเข้าไปในท้องเพราะคิดว่าเป็นอาหาร จากนั้นเกิดการสะสมในร่างกาย เมื่อมนุษย์จับไปกินเป็นอาหารก็เหมือนกับกินพลาสติกชิ้นเล็กๆเข้าไปในร่างกายด้วย นอกจากนี้ ถ้าโฟมที่ลอยอยู่ในทะเลนานๆ เมื่อถูกน้ำทะเลกัดเซาะ เศษโฟมก็กลายเป็นขยะที่ลอยไปกองอยู่บริเวณชายฝั่ง หรือไม่ก็มีชาวประมงที่เลี้ยงหอยนางรมเอาซากโฟมที่ไม่ใช้แล้วทิ้งเรี่ยราดตามชายฝั่ง หากมีลมหรือไต้ฝุ่นพัดก็จะลงสู่ทะเลอีกครั้ง หรือไม่ก็มีการกำจัดซากโฟมด้วยการเผา เอาเศษเหล็กไปขายและทิ้งโฟมไว้เรี่ยราด จึงกล่าวได้ว่าล้วนแต่เป็นการสร้างมลภาวะทั้งนั้น
โครงไม้ไผ่ที่ใช้ทำแพลอยเลี้ยงหอยนางรม
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีที่แล้ว รัฐเริ่มมีมาตรการเข้มงวดห้ามเผาทำลายขยะที่มาจากการเลี้ยงหอยนางรม และเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ข้างต้นให้เบาบางลง รัฐบาลจัดหาสถานที่เก็บรวบรวมโครงแพลอยชั่วคราวขึ้น 6 แห่งใน 3 เขตที่มีการเลี้ยงหอยนางรม ช่วงเดือนมี.ค.ถึงเดือนมิ.ย.ของทุกปีที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิต สมาคมการประมงจะส่งพนักงานไปทำการบันทึกจำนวนของแพลอยที่ต้องการทิ้ง จากนั้นใช้เครื่องจักรลากโครงของแพลอยขึ้นบก รวบรวมไว้ในสถานที่จัดเก็บชั่วคราว และทางรัฐบาลยังมีการว่าจ้างผู้ประกอบการทำการแยกชิ้นส่วนของแพลอยที่ไม่ต้องการใช้แล้ว มีการนำวัสดุที่ได้ส่งเข้าโรงงานที่จัดการอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ทำการแปรรูปต่อไป ส่วนโฟมที่แยกได้จะนำไปทำความสะอาด บด แยกวัสดุที่ไม่ต้องการแล้วหลอมเป็นวัตถุดิบโฟมเกรด C เพื่อนำไปใช้ใหม่ สามารถลดต้นทุนการจัดการได้ครึ่งหนึ่ง
ปี 2022 รัฐบาลตั้งเป้าเลิกใช้โฟมในการพยุงแพลอยที่ใช้เลี้ยงหอยนางรม
นอกจากนี้ ปี 2022 รัฐบาลตั้งเป้าให้มีการเลิกใช้โฟมในการทำแพลอยสำหรับการเลี้ยงหอยนางรม โดยมีการมอบหน้าที่ให้กับสมาคมการประมงทำการลงทะเบียนชาวประมงที่เลี้ยงหอยนางรม ชาวประมงที่ผ่านการลงทะเบียนถูกต้องตามกฏหมายแล้วก็จะมอบธงเป็นสัญลักษณ์ จากนั้นเจ้าหน้าที่ท่าเรือและสมาคมการประมงร่วมกันลาดตระเวน ตรวจดูว่าชาวประมงได้ปฏิบัติตามกฏระเบียบหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่เลี้ยงหอยนางรมใหญ่มาก เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ดังนั้น คณะกรรมการกิจการทางทะเล คณะกรรมการการเกษตรจึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเฉิงกงและมหาวิทยาลัยจงซัน ร่วมกันพัฒนาระบบจัดการอัจฉริยะที่ใช้แผ่นชิปอาร์เอฟไอดี (RFID - Radio frequency identification) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นวิทยุ (Radio frequency) ในการเก็บข้อมูล ระบุตัวตน จำนวน 130 ชิ้น ติดไว้ที่โครงแพลอย หากแพลอยอยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติเมื่อไหร่ ก็จะส่งสัญญาณแจ้งชาวประมง การทำเช่นนี้ทำให้ประหยัดแรงงานและเวลาในการตรวจสอบ และยังเป็นการป้องกันมลภาวะจากการทิ้งแพลอยที่ไม่ใช้แล้วด้วย อู๋เจินลี่(吳真利) เลขาธิการสมาคมปลาเขตใต้ของเมืองไถหนานบอกว่า ชาวประมงส่วนใหญ่ไม่ถนัดในการใช้คอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน สำหรับการจัดการโดยการฝังชิปนั้น จำเป็นต้องได้รับการแก้ปัญหาต่อไป นอกจากนี้ แผ่นชิปที่ฝัง 1 กลุ่ม ราคา 2,000 กว่าเหรียญไต้หวัน หากชาวประมงมีแพลอยเลี้ยงหอยนางรม 100 แห่ง ก็ต้องลงทุนสูงถึง 200,000 เหรียญไต้หวัน คิดว่ารัฐบาลน่าจะต้องให้เงินสนับสนุน ชาวประมงจึงยินดีที่จะนำไปปฏิบัติ ส่วนผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามก็จะมีบทลงโทษ อย่างเช่น ปรับลงโทษชาวประมงที่ไม่รีไซเคิลแพลอย 3,000 เหรียญไต้หวัน/แพ ให้เงินสนับสนุนสำหรับผู้ที่รีไซเคิล 250 เหรียญไต้หวัน/แพ ให้เงินอุดหนุนเปลี่ยนการใช้โฟมลอยที่ผ่านการปรับปรุงแล้วจำนวนเงิน 40 เหรียญไต้หวัน/ชิ้น จากมาตรการดังกล่าวข้างต้น ทำให้ในปี 2020 มีชาวประมงลงทะเบียนใช้แพลอยเลี้ยงหอยนางรมจำนวนมากถึง 9,639 แพ มีอัตราการรีไซเคิลสูงถึง 98% และในปี 2017 มีการรีไซเคิลโฟมมากที่สุดมีจำนวนมากถึง 12,258 ชิ้น นอกจากนี้ ในช่วง 3 ปีนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนไปใช้ทุ่นลอยชนิดใหม่ ทำให้อัตรารีไซเคิลลดลงเหลือ 8,696 ชิ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ 5 ปีก่อน รัฐบาลและสมาคมประมงเขตใต้ พยายามหาเครื่องทุ่นลอยแทนการใช้โฟม ด้วยการร่วมมือกับผู้ประกอบการผลิตทุ่นลอยที่ทำจากพลาสติกPEและEPPที่มีความคงทนสูง เพื่อให้ชาวประมงเลือกใช้ แต่เนื่องจากพลาสติกPE ผิวเรียบ จึงไม่เหมาะต่อการติดตั้งขณะที่อยู่ในทะเลที่มีลมแรง ทำให้ต่อมามีการพัฒนาเพิ่มร่องและลาย ส่วนEPP มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับโฟม แต่ความทนทานในการใช้งานยังไม่เด่นชัด คาดว่าใช้งานทนกว่าโฟม และได้รับการปรับปรุงแก้ปัญหาในเรื่องของการใช้งานแล้ว นายหลินชิงเฉวียน(林清泉) ชาวประมงเลี้ยงหอยนางรมแบบแพลอยนานกว่า 20 ปี และขณะนี้ยังเป็นตัวแทนสมาคมประมงเขตใต้ของเมืองไถหนานบอกว่า ปัจจุบันกำลังทดลองใช้ทุ่นลอยปรับปรุงใหม่ที่ทำจากพลาสติกPE เขาชี้ว่า แม้มีการออกแบบร่องบนทุ่นลอย แต่การผูกมัดไว้ใต้แพต้องแข่งกับเวลา ที่ผ่านมาถ้าผูกมัดโฟมจะใช้เวลาแค่ 10 นาทีเท่านั้น แต่ถ้าเป็นทุ่นลอยพลาสติกPE จะต้องใช้เวลา 20 นาที นอกจากนี้ ในเรื่องของราคา หากเป็นโฟมลอยแค่ 150 เหรียญไต้หวัน/ชิ้น แต่ถ้าเป็นทุ่นพลาสติกPE ราคา 600-800 เหรียญไต้หวัน/ชิ้น หากคำนวณแพลอยเลี้ยงหอยนางรม 1 แพจะต้องใช้เครื่องทุ่นลอย 12 ชิ้น เพราะฉะนั้นต้นทุนอย่างน้อยต้องจ่ายเพิ่ม 5,400 เหรียญไต้หวัน และนายหลินยังบอกด้วยว่า ชาวประมงส่วนใหญ่คิดว่า แม้ทุ่นลอยพลาสติกPEไม่สะดวกในการใช้งาน ใช้งานไม่ดี แต่ถ้าไม่ต้องจ่ายเงิน โดยรัฐให้การอุดหนุน ก็ยังยอมที่จะนำไปใช้ต่อไปได้...
ทุ่นลอยที่ทำจากพลาสติกPEและEPPที่มีความคงทนสูง แทนการใช้โฟม
รับประทานปลาอย่างไรจึงได้ทั้งประโยชน์และได้รับสารโลหะหนักตกค้างให้น้อยที่สุด....
ช่วงอากาศหนาวเย็นถือเป็นฤดูกาลของปลาที่ส่วนใหญ่ตัวปลาจะอ้วนท้วนสมบูรณ์ มีความสด รสชาติอร่อยปลา ทำให้นักชิมทั้งหลายไม่พลาดที่จะซื้อปลามารับประทานกัน นอกจากนี้ หลายๆ คนอาจมองว่ากุ้ง หอย ปู จะมีคลอเลสเตอรอลสูง จึงเลือกรับประทานปลามากกว่าอาหารทะเลอย่างอื่น และช่วงเทศกาลตรุษจีน คนจีนก็ไม่พลาดที่จะรับประทานปลาด้วย เพราะในภาษาจีน “ปลา” (อวี๋魚) ออกเสียงพ้องกับคำว่า “ความเหลือเฟือ(อวี๋餘)” ดังนั้นการรับประทานปลาจึงเป็นสื่อความนัยได้ว่ามีกินมีใช้เหลือเฟือ จนร่ำรวยมีเงินทองนั่นเอง และปลาก็ยังสามารถนำมาปรุงเป็นเมนูได้หลายอย่าง ทั้งต้ม นึ่ง ย่าง หรือทอด ซุ่งหมิงฮั่ว(宋明樺) นักโภชนาการชี้ว่า การรับประทานปลามีประโยชน์มากมาย เพราะว่าปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที นอกจากนี้ในเนื้อปลายังมีไขมันที่ดีต่อร่างกายประมาณ 1 ถึง 10% ของน้ำหนักปลา ขึ้นอยู่กับชนิดของปลา ในบรรดาไขมันที่ดีต่อร่างกายและพบได้มากในเนื้อปลา คือ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวกลุ่มโอเมก้า-3 ได้แก่ กรดไขมันดีเอชเอ (DHA) และกรดไขมันอีพีเอ (EPA) ซึ่งมีประโยชน์มากมายต่อร่างกาย เช่น ป้องกันโรคหัวใจ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคภูมิแพ้หอบหืด อีกทั้งยังบำรุงสมองเส้นประสาทและสายตา รวมถึงการพัฒนาสมองของทารกให้สมบูรณ์ จึงมีคนมักจะพูดว่ารับประทานปลาแล้วจะทำให้ฉลาด เพราะฉะนั้นในนมผงมักจะเติมส่วนประกอบของ DHA เป็นกรดไขมันสายพันธุ์โอเมกา 3 ที่ช่วยในการพัฒนาด้านสายตาและสมองของทารก และโปรตีนจากปลายังช่วยซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอ ทำให้บาดแผลหายเร็ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า-3 มีประโยชน์ช่วยลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด เนื้อปลาเหมาะสำหรับคนสูงอายุหรือเด็กเพราะว่าเคี้ยวง่ายกว่าเนื้อชนิดอื่น แต่ข้อเสียคือปลามีก้างที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆ คนที่ปกป้องลูกมากเกินไป กลัวว่าก้างจะติดคอลูก และขณะเดียวกันอาหารกลางวันในโรงเรียนก็มักหลีกเลี่ยงการทำอาหารเมนูปลาเพราะเกรงจะเกิดปัญหาก้างติดคอเด็ก ซึ่งสหกรณ์การประมงไต้หวันเปิดเผยสถิติการบริโภคปลาในประเทศในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาลดลง 32% สาเหตุสำคัญมาจากภาวะมีบุตรน้อยและผู้ปกครองกลัวก้างปลาติดคอเด็ก ส่งผลให้เด็กไม่ชอบรับประทานปลา
ผู้ปกครองกลัวก้างปลาติดคอเด็ก ส่งผลให้เด็กไม่ชอบรับประทานปลา
การรับประทานปลามีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีคำถามว่า รับประทานปลาทะเลน้ำลึกดีกว่าหรือรับประทานปลาน้ำจืดดีกว่า? ซุ่งหมิงฮั่ว นักโภชนาการกล่าวว่า ไม่ว่าปลาทะเลน้ำลึกหรือปลาน้ำจืด ล้วนเป็นแหล่งโปรตีน วิตามินดี และแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกายมากมายต้องการปริมาณน้อย เพียงแต่ว่าในปลาทะเลน้ำลึกจะมีปริมาณที่สูงกว่า ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมจึงมีคนจำนวนไม่น้อยแนะนำให้รับประทานปลาทะเลน้ำลึกมากกว่าปลาน้ำจืด ทั้งนี้ ปลาทะเลน้ำลึกจะมีกรดไขมันดีเอชเอ (DHA) และกรดไขมันอีพีเอ (EPA)ที่สูงกว่า จึงเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีไขมันมากกว่า แต่ว่าถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องร่วงหรือระบบย่อยไม่ดี ส่วนปลาน้ำจืดจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี ปลาน้ำจืดจะมีก้างเล็กมากกว่า จะต้องเสียเวลาในการเอาก้างออก จึงบอกได้ว่า ทั้งปลาทะเลน้ำลึกและปลาน้ำจืดต่างมีข้อดีข้อเสียที่ไม่เหมือนกัน นักโภชนาการซ่งหมิงฮั่วจึงแนะนำว่า วันหนึ่งควรรับประทานปลาทะเลน้ำลึก และอีกวันควรรับประทานปลาน้ำจืด เพื่อให้เกิดความสมดุลในการได้รับสารอาหาร เธอยังบอกด้วยว่า แม้อาหารต่างๆ ล้วนมีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แต่ถ้าใครก็ตามที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์ ก็ควรรับประทานปลาแทนเนื้อสัตว์จะได้ไม่เกิดปัญหาเป็นโรคอ้วนหรือโรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนปริมาณที่เหมาะสมนั้น ควรรับประทานสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แต่ละครั้งก็ไม่ควรเกิน 1 กำมือ หรือประมาณ 150 กรัม ขณะเดียวกันก็ควรรับประทานโปรตีนจากแหล่งอื่นอย่างเช่น ไข่ นม เนื้อ ที่มีปริมาณไม่มากก็จะไม่มีปัญหาว่าได้รับโปรตีนมากเกินไป สรุปคือ รับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะดีที่สุด ไม่มากไม่น้อยเกินไป นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่ควรพิจารณาอีกอย่างก็คือวิธีการปรุงอาหาร อย่างปลาที่มีโครงสร้างของโปรตีนที่สั้นกว่าเนื้อสัตว์ หากนำไปทอด โปรตีนจะถูกทำลายง่ายกว่า DHAและEPA จะถูกความร้อนสูงทำลายง่ายกว่า เพราะฉะนั้นการนำไปใช้ประโยชน์จึงน้อยกว่า ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ปลาดิบที่นำมารับประทานกันจะมีคุณค่าทางโภชนการสูงสุด รองลงมาคือนำไปย่าง นึ่ง หรือต้ม ไม่เหมาะที่สุดคือการนำไปทอดนั่นเอง ยิ่งทอดนานยิ่งให้คุณค่ากับร่างกายน้อยลงด้วย
หากยังกังวลเรื่องโลหะหนักตกค้างในปลาอีกก็ให้รับประทานแต่เนื้อปลา
อย่างไรก็ตาม แม้การรับประทานปลามีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย แต่ปัจจุบันปลาก็มีสารโลหะหนักตกค้างไม่น้อย ทำให้หลายคนมีความกังขาต่อการบริโภคปลา ซ่งหมิงฮั่ว นักโภชนาการบอกว่า ปัญหาโลหะหนักตกค้างส่วนใหญ่เป็นธรรมชาติของปฏิกิริยาตอบสนองของสิ่งมีชีวิต ปลาน้ำลึกก็จะมีความเด่นชัดกว่า ยิ่งถ้าเป็นปลาตัวใหญ่ ยิ่งมีมาก หากต้องการแก้ปัญหาโลหะหนักตกค้างในปลา ทางที่ดีควรบริโภคปลาทะเลสลับกับปลาน้ำจืด และไม่ควรเกินปริมาณที่กล่าวมาข้างต้น และถ้ารับประทานอย่างนี้แล้ว ยังคงกังวลเรื่องโลหะหนักตกค้างในปลาอีกก็ให้รับประทานแต่เนื้อปลาก็พอ เพราะว่าโลหะหนักตกค้างปริมาณมากส่วนใหญ่อยู่ที่หนังปลา หรือไข่ปลา และก็ยังมีคำถามว่า ถ้าซื้อปลาแช่แข็งมารับประทานจะมีความสดหรือไม่? หลี่เจียเลี่ยง(李嘉亮) นักกินปลาตัวยงบอกว่า จะฟันธงว่าปลาแช่แข็งไม่สดนั้นไม่เสมอไป เพราะว่าปลาแช่แข็งส่วนใหญ่อาจจะสดกว่าปลาที่จับสดเสียอีก เนื่องจากชาวประมงที่จับปลาได้ แต่เพื่อต้องการรักษาความสด ก็มักจะฆ่าปลา ควักเครื่องในและก้างปลาออกทันที จากนั้นเอาแต่เนื้อปลาแล้วทำการบรรจุห่อสุญญากาศและแช่เก็บรักษาด้วยอุณหภูมิต่ำทันที แต่ก็มีข้อแม้คือต้องเลือกซื้อปลาแช่แข็งจากผู้ประกอบการที่เชื่อถือได้ และเวลาซื้อต้องดูว่าถุงบรรจุยังคงเป็นสุญญากาศหรือไม่ มีน้ำแข็งเกาะหรือน้ำส่วนอื่นเพิ่มหรือไม่ ถ้ามีก็แสดงว่าผ่านการละลายฟีซแล้วนำไปแช่แข็งใหม่ ปลาแบบนี้จะไม่สดใหม่ ก็ไม่ควรซื้อด้วย นอกจากนี้ วิธีการละลายปลาแช่แข็ง ทางที่ดีที่สุดคือเปิดน้ำก๊อกให้น้ำไหลค่อยๆคลายฟีซ ไม่แนะนำคลายฟีซด้วยการนำไปวางไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา เพราะอาจส่งผลต่อรสชาติ หรืออาจคลายฟีสก่อนคืนหนึ่ง แล้วหยดเหล้าดับคาว จากนั้นเก็บไว้ในตู้เย็นช่องแช่ธรรมดา ก็จะทำให้รสชาติของปลาอร่อยขึ้น
ปลาสดนำมาผัด เจี๋ยน ต้ม ตุ๋น แต่ทอดน้อยหน่อยจะห่างไกลโรคมะเร็ง
หวงเช่อหยวน(黃徹源) ผู้ประกอบการเลี้ยงปลาบอกว่า ไม่ว่าตลาดสดหรือซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ขายปลา จะได้ปลาจากแหล่งกำเนิดในช่วงเวลาเช้ามืด โดยปลาที่จับได้จะทำการแช่เย็นด้วยน้ำแข็งทันทีและถือว่าเป็นปลาสดทั้งหมด แต่หลังจากนั้น สิ่งแวดล้อมของการเก็บรักษาปลาอาจเปลี่ยนไปจนส่งผลต่อความสดของปลา ยิ่งถ้าเป็นหน้าร้อน ปลาก็จะสดน้อยกว่าถ้าเก็บรักษาไม่ดี ซึ่งหวงเช่อหยวนแนะนำวิธีการเลือกซื้อปลาที่สดใหม่มี 5 ข้อด้วยกัน
เวลาซื้อปลาให้สังเกตที่วางปลามีการแช่เย็นที่เพียงพอหรือไม่
อีกทางเลือกท้อหวานอร่อย!! ไต้หวันเปิดตัวท้อหวานสายพันธุ์ใหม่ ซิ่งเถา (杏桃) คล้ายผลแอพริคอต และสายพันธุ์เจินชุ่ย (珍翠) สุกกรอบ มีความหวานใกล้เคียงกับพุทราหวาน
ลูกท้อภาษาจีนเรียกว่า "เถาจื่อ-桃子" และลูกท้อที่ปลูกในไต้หวันส่วนใหญ่จะมีรสหวาน ฉ่ำน้ำ เนื้อนิ่ม เพราะฉะนั้นจะเรียกว่า "สุ่ยมี่เถา-水蜜桃" ส่วนภาษาอังกฤษเรียกว่า "พีช-peach" เป็นผลไม้เมืองหนาวที่คาดว่ามีถิ่นกำเนิดในจีน มีเปลือกสีส้มอมชมพูและมีขนอ่อน ๆ ปกคลุมทั่วผล เนื้อด้านในมีสีขาวหรือสีเหลือง รสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัว จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้เมล็ดแข็งที่มีเมล็ดเดี่ยวขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางผลเช่นเดียวกับเหมย ลูกพลัม เอพริคอท เชอร์รี่ ซากุระ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ท้อพื้นเมืองมักจะมีผลเล็ก เนื้อน้อยและรสชาติไม่ค่อยอร่อย จึงนิยมนำมาดองหรือแปรรูปเป็นท้อแช่อิ่มหรือทำเป็นแยม แต่ต่อมามีการพัฒนาพันธุ์และนิยมนำไปปลูกในต่างประเทศ ทำให้มีผลขนาดใหญ่ อร่อย ฉ่ำน้ำ ให้ผลผลิตสูง มีรสชาติและคุณภาพดีกว่าพันธุ์ดั้งเดิมมาก สามารถรับประทานผลสดได้เลย จากนั้นก็มีการเปลี่ยนมาเรียกชื่อท้อพันธุ์ดีว่า "พีช-peach" ตามภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นกล่าวได้ว่า ท้อและพีชก็เป็นผลไม้ชนิดเดียวกัน
ท้อหวานบนภูเขาลาลาซัน แหล่งปลูกที่สำคัญ
ในไต้หวันมีท้อหวานหรือสุ่ยมี่เถาปลูกกันหลายสายพันธุ์ ฤดูกาลท้อหวานหรือสุ่ยมี่เถาจะอยู่ในช่วงเดือนกรกฏาคม แหล่งปลูกท้อหวานที่สำคัญในไต้หวันได้แก่ ลาลาซันของนครเถาหยวน เจียนสือของเมืองซินจู๋ และหลีซันของนครไถจง เป็นต้น หากแบ่งตามพื้นที่เพาะปลูกก็แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือปลูกบนภูเขาสูงและปลูกในพื้นที่ราบ สุ่ยมี่เถาที่ปลูกบนภูเขาสูงจะมีผลผลิตช่วงเดือนกรกฏาคม เนื่องจากท้อหวานเป็นผลไม้เขตอบอุ่นที่เหมาะในการปลูกบนพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล ส่วนท้อหวานที่ปลูกในพื้นที่ราบจะมีผลผลิตประมาณเดือนพฤษภาคม สายพันธุ์ที่พบเห็นทั่วไปได้แก่ ชุนมี่ เซี่ยมี่ หงอวี้ และเถียนซิน ซึ่งล้วนมีรสชาติหวานอร่อย แต่ผลจะเล็กกว่าท้อหวานที่ปลูกบนภูเขาสูง อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางสถาบันวิจัยทางการเกษตรไต้หวัน(Taiwan Agricultural Research Institute ,TARI ) ได้พัฒนาลูกพีชหรือท้อหวานสายพันธุ์ใหม่ รูปร่าง สีผิว เนื้อในคล้ายเอพริคอต เรียกว่า ซิ่งเถา-杏桃 (พีชเอพริคอต) หรือมีชื่อทางการว่า "ไถหนงหมายเลข 11" เมื่อดูจากรูปลักษณ์ภายนอก ขนาดผล มีความใกล้เคียงกับผลเอพริคอตมาก นอกจากนี้ ท้อหวานพันธุ์ใหม่นี้ ไม่ต้องการปลูกในที่อุณหภูมิต่ำมาก ไม่ต้องปลูกในพื้นที่ภูเขาสูง ในภาคเหนือและกลางของไต้หวันก็ปลูกได้ ผลท้อหวานมีคุณภาพดี ไม่เละ ไม่บอบช้ำง่าย ทนต่อการกระแทกระหว่างขนส่งได้ ทั้งนี้ เอพริคอตไม่เหมาะต่อสภาพแวดล้อมในไต้หวันที่อากาศค่อนข้างชื้น แม้จะปลูกบนภูเขาสูง แต่ผลแตกปริง่าย เพราะฉะนั้นไม่มีการปลูกในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น สถาบันวิจัยทางการเกษตรไต้หวัน จึงนำพีชหรือท้อหวานสายพันธุ์ของบราซิลและรัฐฟลอริด้าของสหรัฐผสมพันธุ์ หลังคัดเลือกพันธุ์ได้แล้วสามารถปลูกในพื้นที่ราบของไต้หวัน และมีการตั้งชื่อว่า "ไถหนงหมายเลข 11" แต่เนื่องจากรูปร่างภายนอกมีสีเหลืองและเนื้อก็ยังสีเหลืองคล้ายกับเอพริคอตมาก ดังนั้น จึงตั้งชื่อว่า "ซิ่งเถา杏桃" มีขนาดของน้ำหนักผลเฉลี่ย 86 กรัม มีความหวานประมาณ 13 บริกซ์ ความเปรี้ยว 0.3% สอดคล้องกับรสชาติท้อหวานที่คนไต้หวันชื่นชอบ
ท้อหวานสายพันธุ์ใหม่ ซิ่งเถา (杏桃) คล้ายผลเอพริคอต
นอกจากนี้ ยังมีท้อหวานอีกสายพันธุ์หนึ่งนั่นก็คือ สุ่ยมี่เถาเจินชุ่ย (水蜜桃-珍翠) มีชื่อทางการว่า "ไถหนงหมายเลข 10" เพิ่งจะมีการตั้งชื่อเมื่อปลายปีที่แล้ว ทั้งนี้ ท้อหวานหรือสุ่ยมี่เถาส่วนใหญ่จะต้องสุกจึงจะหอมหวานและรสชาติอร่อย ดังนั้น ทางสถาบันพัฒนาการเกษตรจึงพัฒนาท้อหวานสายพันธุ์ใหม่ที่กินแบบกรอบๆ โดยเฉพาะซึ่งก็คือสายพันธุ์เจินชุ่ย เหมาะต่อการนำไปปลูกในพื้นที่ราบทางภาคกลางและภาคเหนือของไต้หวันได้ เมื่อผลสุกและยังแข็งอยู่จะมีความหวานถึง 11 บริกซ์ มีความหวานใกล้เคียงกับพุทรา สาลี กรอบอร่อย ฉ่ำน้ำ มีเนื้อสีขาว รูปร่างผลค่อนข้างกลม เมื่อสุกประมาณ 70% เปลือกของผลจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อน ขนาดน้ำหนักต่อผลประมาณ 115 กรัม เป็นสายพันธุ์ท้อหวานที่ผ่านการพัฒนาและคัดเลือกได้ตั้งแต่ปี 2004 แต่เพิ่งได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว เวินอิงเจี๋ย (溫英杰) หัวหน้าฝ่ายเพาะพันธุ์ดั้งเดิมบอกว่า เนื่องจากช่วงแรกที่พัฒนาได้คิดว่าสีของผลท้อไม่ค่อยแดง เกรงว่าจะไปแข่งขันในตลาดไม่ได้ เพราะฉะนั้นช่วงแรกก็เลยไม่มีการตั้งชื่อ แต่ว่าต่อมาพบว่า ผลสุกที่ยังแข็งอยู่มีรสชาติอร่อย มีความแตกต่างจากท้อหวานหรือสุ่ยมี่เถาทั่วไป คิดว่าสามารถปลูกเป็นท้อหวานที่มีเนื้อกรอบขายสู่ท้องตลาดได้ ดังนั้นจึงเพิ่งจะตั้งชื่ออย่างเป็นทางการในปี 2020ซึ่งขณะนี้มีการมอบสิทธิ์ให้เกษตรกรปลูกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ท้อหวานสายพันธุ์เจินชุ่ย เนื้อกรอบหวานใกล้เคียงกับพุทราหวาน
เคยลิ้มลองบ้างไหม? เลือดเป็ดนุ่มๆ อร่อย หนึบๆ หนึ่งในวัตถุดิบที่ใส่สุกี้หมาล่า เต้าหู้เหม็น ผลิตเข้มงวด ส่งขายต่างประเทศด้วย
หากพูดถึงเลือดเป็ดแล้วหลายๆ คนที่กินสุกี้ก็คงต้องบอกว่า เลือดเป็ดที่นำมาใส่ในสุกี้หมาล่า ที่มีความนุ่มๆ หนึบๆ ไม่คาว เดือดปุดๆ..อยู่ในหม้อ อร่อยมากๆ.. หรือไม่ก็เลือดเป็ดเต้าหู้เหม็นก็อร่อยไม่แพ้เช่นกัน ซึ่งสุกี้หมาล่าเลือดเป็ดก็ถือเป็นอาหารของคนไต้หวันที่ชื่นชอบอย่างหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวไต้หวันก็ชื่นชอบไม่น้อยเช่นกัน ยิ่งเป็นช่วงหน้าหนาวแล้วสุกี้ร้อนๆ แซบๆ เผ็ดๆ แบบชาลิ้นสำหรับคนที่ชอบรสจัด รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนเลย ดังนั้นในวันนี้ก็เลยอยากนำเรื่องของเลือดเป็ดที่นิยมนำมาใส่ในสุกี้หม่าล่า ตลอดจนวิธีการผลิตที่เข้มงวดในเรื่องความถูกสุขอนามัยมาเล่าให้ฟัง ซึ่งเชื่อว่าเลือดเป็ดก็ยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้อีกหลายๆ เมนูที่นับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะใส่ในขนมจีนน้ำยา แกงเขียวหวาน ก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ ผัดถั่วงอก เป็นต้น ถือว่าอร่อยไม่แพ้เช่นกัน ซึ่งเลือดเป็ด ภาษาจีนก็เรียกว่า “ยาเสี่ย鴨血” ซึ่งคำว่า “ยา鴨” แปลว่าเป็ด ส่วนคำว่า “เสี่ย血” ก็แปลว่าเลือด แต่ในความเป็นจริงแล้วเลือดเป็ดที่คล้ายก้อนเต้าหู้นุ่มๆ ของไต้หวันนี้ก็ไม่ใช่ทำมาจากเลือดของเป็ด 100% แต่เกิดจากการนำเลือดของสัตว์ปีกผสมกับน้ำจึงได้เลือดเป็ด โดยส่วนใหญ่อัตราส่วน 70% เป็นเลือดไก่ และอีก 30% เป็นเลือดเป็ด วิธีการผลิตเช่นนี้คงเป็นสูตรที่ค้นพบแล้วว่าอร่อย แต่เหตุผลส่วนหนึ่งคือ เลือดเป็ดมีปริมาณน้อย ในแต่ละปี ไต้หวันมีการฆ่าเป็ดขายประมาณ 30 ล้านตัว คิดเป็นเลือดเป็ดบริสุทธิ์แล้วมีเพียงประมาณ 5,400,000 กก.เท่านั้น เป็นเลือดเป็ดที่ครองสัดส่วนตลาดแค่ 10% เพราะฉะนั้นถือว่าน้อยมากไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ดังนั้น ทางผู้ประกอบการจึงมีการผสมเลือดไก่ เลือดห่าน และเลือดเป็ดเข้าด้วยกัน เมื่อเติมน้ำก็ทำให้เกิดความนุ่ม และเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนหรือถูกกล่าวหาว่าหลอกลวงผู้บริโภค ดังนั้น หน่วยงานด้านสุขอนามัยการผลิตอาหารจึงให้ทางโรงงานที่ผลิตเลือดเป็ดเปลี่ยนชื่อเป็น “เลือดน้ำหรือสุยเสี่ย水血” แต่อย่างไรก็ตาม ก็ขอเรียกเลือดเป็ดเพื่อง่ายต่อการเรียกก็แล้วกัน และมีคนบอกว่าดูจากรูปตร่างภายนอก สีสัน ความนุ่ม หรือดมกลิ่นแล้วก็จะรู้ว่าเป็นเลือดเป็ด100% หรือไม่ อันนี้ขอบอกว่าไม่ค่อยแน่ใจ เพราะนักวิชาการบอกว่า ถ้าต้องการตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นเลือดเป็ด 100% หรือไม่ ต้องใช้วิธีตรวจสอบ DNA ส่วนขั้นตอนการผลิตเลือดเป็ดในไต้หวันนั้น จะต้องมีความเข้มงวดในเรื่องของสุขอนามัยและกระบวนการแช่เย็นเพื่อรักษาความสดให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกรมการตรวจสอบและกักกันสัตว์และพืชด้วย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประมาณเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เคยมีโรงงานที่ผลิตเลือดเป็ดมีปัญหาด้านสุขอนามัยและผลิตเลือดเป็ดที่ไม่สอดคล้องกับความปลอดภัยด้านอาหาร จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนว่ากินแล้วปลอดภัยหรือไม่ เพราะว่าในไต้หวันเองไม่เพียงแต่มีเลือดเป็ดอย่างเดียว ยังมีเลือดหมู เลือดไก่ อาหารแปรรูปข้าวเหนียวเลือดหมูต่างๆ ที่ผู้คนนิยมกินกัน จึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ดังนั้น หลังจากที่หน่วยงานรัฐบาลและผู้ประกอบการร่วมกันแก้ไขปัญหากันอย่างจริงจังแล้ว มาในปัจจุบันต้องบอกได้ว่าไม่มีปัญหาดังกล่าวแล้ว
เลือดเป็ดเต้าหูเหม็น
ปัจจุบันในไต้หวันมีโรงงานที่ผลิตเลือดเป็ดขนาดใหญ่อยู่ 3 แห่งด้วยกัน แต่มีโรงงานหาวหมั่นอี้(好滿鎰) ผลิตเลือดเป็ดครองสัดส่วนประมาณ 50% ของตลาดไต้หวัน และเป็นโรงงานเดียวในปัจจุบันที่ส่งเลือดเป็ดขายต่างประเทศ โรงงานผลิตเลือดเป็ดหาวหมั่นอี้หลังจากที่มีการจัดตั้งในปี 2015 แล้ว ก็มีการติดตั้งอุปกรณ์ในการเก็บเลือดจากสัตว์ปีกที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์อาหาร เผิงกวงอี้(彭光謚) ผจก.โรงงานหาวหมั่นอี้บอกว่า หลังปรับปรุงระบบและติดตั้งเครื่องไม้เครื่องมือในโรงฆ่าสัตว์ปีกแล้ว ทุกขั้นตอนของการขนส่งเลือดจากต้นสายจนกระทั่งถึงโรงงานแปรรูปล้วนมีการใช้อุณหภูมิต่ำในการเก็บรักษา และปัจจุบันมีการขยายตลาด ส่งเลือดเป็ดไปขายต่างประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ทั้งนี้ เนื่องจากอานิสงส์ของผู้คนนิยมกินสุกี้หมาล่า ซึ่งในไต้หวันเองก็มีความนิยมกินสุกี้หมาล่ามานานกว่า 20 ปี และต่อมามีผู้ประกอบการสุกี้หมาล่าขยายตลาดต่างประเทศ และจำเป็นต้องมีวัตถุดิบ ซึ่งฮ่องกงถือเป็นตลาดต่างประเทศที่อยู่ใกล้ไต้หวัน การขนส่งง่ายและรวดเร็ว โดยเลือดเป็ดที่ส่งไปขายฮ่องกงก็จะต้องมีการแนบเอกสารตรวจรับรองจากคณะกรรมการการเกษตร กรมการตรวจสอบและกักกันสัตว์และพืช (Bureau of Animal and Plant Health Inspection and Quarantine) และเลือดเป็ดที่ส่งขายฮ่องกงจะอยู่ในลักษณะที่ต้องแช่เย็น เก็บรักษาไว้ได้นาน 1 เดือน อย่างไรก็ตาม สำหรับการส่งขายประเทศญี่ปุ่นนั้นจะมีข้อกำหนดที่แตกต่างออกไป เพราะว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเข้มงวดมาก ทางประเทศญี่ปุ่นขอให้ส่งออกเลือดเป็ดในรูปแบบของการบรรจุในกระป๋อง มีอายุเก็บรักษาได้นาน 2 ปี และจะต้องแนบใบรับรอง 3 อย่าง ได้แก่ 1. หลักฐานการฆ่าเชื้อที่ผ่านความร้อน 121℃(Heat penetration data) และใบรับรองต้องออกโดยสถาบันวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร 2. ใบรับรองขั้นตอนการผลิตเลือดเป็ด 3. ใบรับรองสุขอนามัยการฆ่าสัตว์ปีก ซึ่งทางผู้ประกอบการจะต้องเตรียมเอกสารในขั้นตอนต่างๆ ตามที่ทางประเทศญี่ปุ่นกำหนด ดังนั้น ตั้งแต่ปี 2018 จนกระทั่งเดือนเม.ย.ปี 2020 เพิ่งจะส่งสินค้าล็อตแรกจำนวน 100 กว่าลัง (ประมาณ 1 ใน 4 ของตู้คอนเทนเนอร์) ไปที่ประเทศญี่ปุ่นได้ อีกทั้งยังต้องรอตรวจสอบจากทางราชการของญี่ปุ่นอีก 2 เดือน ทางกรมศุลกากรจึงจะอนุญาตนำไปขายในท้องตลาดได้ ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว แต่ก็ยังดีที่อยู่ในรูปแบบของการบรรจุในกระป๋องที่เก็บรักษาได้นาน 2 เดือน เก็บในอุณหภูมิปกติได้โดยไม่ต้องแช่เย็น และขนส่งในตู้คอนเทนเนอร์ธรรมดาก็ได้
เลือดเป็ดที่รวบรวมได้ต้องผ่านตะแกรงกรองถึง 3 ชั้น
เลือดสัตว์ทุกชนิดมีฤทธิ์ช่วยสร้างเม็ดเลือดได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเลือดหมู เลือดไก่ เลือดเป็ด เลือดวัว ล้วนอุดมด้วยธาตุเหล็ก นอกจากนี้ยังมีโปรตีนที่เป็นสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่เนื่องจากเลือดถือเป็นสารอาหารที่เลี้ยงจุลินทรีย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าได้ดี เพราะฉะนั้น การผลิตเลือดเป็ดของโรงงานจะต้องพิถีพิถันและมีความเข้มงวดในทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่เป็ดหรือไก่ที่เข้าไปโรงฆ่าเพื่อเก็บรวบรวมเอาเลือดแล้วส่งไปยังโรงงานแปรรูปอาหาร จะต้องใช้สายโซ่ความเย็น(Cold chain) ควบคุณอุณหภูมิให้ต่ำกว่า 7 ℃ ตลอดกระบวนการ ซึ่งบอกได้ว่ามีความเข้มงวดในการควบคุมความเย็นที่ต่ำกว่ากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์นมที่เก็บรวบรวมน้ำนมจากฟาร์มโคเสียอีก นอกจากนี้ เพื่อป้องกันสิ่งเจอปนในขณะที่เก็บรวบรวมเลือดของสัตว์ปีก อย่างเช่น ขนหรือมูลของสัตว์ปีก เป็นต้น ก็จะต้องมีฉากกั้นไม่ให้สิ่งปฏิกูลตกลงไปด้วย ส่วนเลือดที่รวบรวมลงในภาชนะที่รองรับก็จะต้องผ่านตะแกรงกรองถึง 3 ชั้น จากนั้นจะดูดผ่านสายโซ่ความเย็นที่ควบคุมอุณหภูมิต่ำกว่า 7 ℃ไปยังภาชนะรองรับของรถที่ควบคุมอุณหภูมิเช่นเดียวกัน แล้วก็ส่งต่อไปยังโรงงานแปรรูปเป็นเลือดเป็ด ซึ่งทางโรงฆ่าสัตว์ปีกจะร่วมมือกับโรงงานแปรรูปเลือดเป็ด โดยค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์ติดตั้งสำหรับการรวบรวมเลือดสัตว์ปีกจะมีโรงงานแปรรูปเป็นผู้รับผิดชอบ
การเก็บรวบรวมเลือดเป็ดไปยังโรงงานแปรรูปควบคุมอุณหภูมิต่ำกว่า 7 ℃ ตลอดกระบวนการ
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน