ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2564

    พนักงานขับรถบรรทุกขนส่งผักจากเมืองหยุนหลินแหล่งเพาะปลูกผักใหญ่ที่สุดสู่ตลาดบริโภคใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือ

    วันนี้มีบทความที่น่าสนใจอีกอาชีพหนึ่งคือการขับรถบรรทุกขนส่งผักจากแหล่งปลูกไปยังตลาดค้าส่งมาเล่าสู่กันฟัง หลังจากที่ได้นำบทความประทับใจเกี่ยวกับกลุ่มแม่บ้านที่รับจ้างตัดผักขายของเมืองหยุนหลินเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงครอบครัวกันแล้ว ในครั้งนี้ก็ขอนำเรื่องประทับใจของผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องขับรถบรรทุกหามรุ่งหามค่ำ ต้องยกลังผักที่หนักกว่า 10 กก.ขึ้นไป ถือเป็นงานที่ลำบากไม่น้อยเช่นกัน นั่นก็คือพนักงานขับรถขนส่งผัก ทั้งนี้ แหล่งปลูกผักใหญ่ที่สุดในไต้หวันอยู่ที่เมืองหยุนหลินทางภาคกลางของไต้หวัน แต่ว่าตลาดบริโภคผักที่ใหญ่ที่สุดอยู่ทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยรถบรรทุกในการขนส่งจึงจะครบวงจรธุรกิจการผลิตผักจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ การได้รับประทานผักสักคำ ผักสักจาน ก็จะต้องผ่านมือผู้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พนักงานรับจ้างขนส่งผักที่ต้องมีความอดทน ทนสู้ หากมีโอกาสได้พบเห็นผู้คนเหล่านี้ก็อย่าลืมทักทาย กล่าวคำว่า หนีฮ่าว-สวัสดี ด้วยนะคะ

    การยกลังผักขึ้นไปวางซ้อนบนรถบรรทุกต้องมีประสบการณ์และเทคนิค

     ยกตัวอย่าง นายหลินจวิ้นอวี๋(林俊宇) เป็นพนักงานขับรถส่งผักของบริษัทขนส่งหวงต๋ามานาน 10 ปี(皇達貨運)  ในทุกวันที่ทำงานจะต้องรับผิดชอบขนส่งผักจากสมาคมเอ้อหลุนของเมืองหยุนหลิน ไปยังตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ทางภาคเหนือ หลักๆ แล้วเขาจะรับผิดชอบขนส่งไปยังตลาดค้าส่งผักผลไม้ในกรุงไทเปทั้งตลาดว่านหัวและว่านต้า รวมทั้งตลาดค้าส่งผักผลไม้ป่านเฉียวและซานโฉงของนครนิวไทเป หรืออาจต้องช่วยขนส่งไปยังเถาหยวนและจงลี่ในยามที่จำเป็น โดยที่ผักต่างๆ จากแหล่งปลูกจะถูกรวบรวมที่ศูนย์รวมสินค้าของสมาคมเอ้อหลุนเมืองหยุนหลิน  จากนั้นเจ้าหน้าที่จะทำการแบ่งสันปันส่วนว่าจะส่งไปยังตลาดค้าส่งที่ไหนบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นตลาดค้าส่งไทเปว่านต้าจำนวนมากที่สุด สำหรับการทำงานของเขาในแต่ละวันนั้น จะเริ่มงานตั้งแต่เที่ยงวันโดยขับรถบรรทุกที่รับน้ำหนัก 26 ตันจากบริษัทไปที่ตลาดรวมสินค้า  การขนลังผักขึ้นรถบรรทุก จะต้องมีผู้ช่วยที่เป็นหนุ่มๆอีก 2 คน โดยทั้ง 3 คนจะต้องทำงานร่วมกัน คนหนึ่งขน คนหนึ่งส่ง คนหนึ่งซ้อนวางขึ้นบนรถบรรทุก ใช้วเลาชั่วโมงกว่าๆ ทำงานที่ซ้ำๆ กัน จึงจะเอาลังผักทั้งหมดซ้อนไว้บนรถบรรทุกขนาด 26 ตันจนเต็ม ยิ่งถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าว และยังต้องยกลังผักที่มีน้ำหนักมากกว่า 10 กก.ขึ้นไป เหงื่อไหลซิกๆ ราวอาบเหงื่อต่างน้ำ เสื้อผ้าที่สวมใส่เปียกชุ่มไปหมด แต่หนุ่มๆ ทั้ง 3 ยังคงคล่องแคล่ว ว่องไว โชร์กล้ามให้ดูได้อย่างสบายๆ นายหลินบอกว่า เป็นพนักงานคนขับรถก็ต้องช่วยยกลังผักด้วย แต่ว่าการยกลังผักขึ้นไปวางซ้อนบนรถบรรทุกก็ต้องอาศัยประสบการณ์และเทคนิคจึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช่ว่าออกแรงเยอะอย่างเดียวก็พอ เพราะว่าการซ้อนลังผักก็คล้ายกับการเล่นเกมบล็อคไม้ที่ต้องซ้อนให้แน่นและแข็งแรง

    คนที่ช่วยยกลังขึ้นรถต้องไม่กลัวความสูง

    ปัจจุบัน หลินจวี้อวี๋อายุ 30 แต่มีลูก 4 คนแล้ว ลูกคนเล็กสุดยังเรียนอนุบาล 1 เริ่มเป็นพนักงานขับรถตั้งแต่หลังเกณฑ์ทหาร ทำงานเป็นพนักงานขับรถมานานกว่า 10 ปี เขาบอกว่า งานทุกอย่างล้วนลำบาก เลือกงานที่ตนเองพอจะทำได้ก็ตั้งใจทำต่อไป ช่วงเวลา 10 ปีที่เขาขับรถส่งผักรวมๆ กันแล้ว น่าจะเท่ากับการเดินทางรอบโลก 35 รอบ เพราะว่าใน 1 ปีต้องขับรถในระยะทางประมาณ 140,000 กิโลเมตร ส่วนค่าตอบแทนหรือค่าแรงของพนักงานขับรถคิดเป็นรอบ ยิ่งขยันวิ่งรถเท่าไร ก็ยิ่งได้เงินเยอะ โดยปกติได้รอบละ 2,500 เหรียญไต้หวัน แต่ถ้ามีรถพ่วงด้วยได้รอบละ 3,500 เหรียญไต้หวัน ปกติจะวิ่งรถวันละรอบ แต่ถ้าตรงกับช่วงเทศกาล อาจต้องขับรถส่งผักถึง 2 รอบ ต้องรีบส่งให้ถึงตลาดค้าส่งก่อนตี 3 ถือเป็นงานที่ลำบากมาก แต่ก็ได้ค่าตอบแทนเกือบ 80,000 เหรียญไต้หวัน/เดือน ชินกับงานแล้ว ตอนนี้มีบ้าน มีรถ เป็นของตัวเอง บ้านอยู่ตำบลซีหลัวเมืองหยุนหลิน มีลูก 4 คน สามารถเลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ

     

    ตลาดค้าส่งภาคเหนือจะมีพนักงานรับจ้างยกลังผัก

    รถบรรทุกผักจากเมืองหยุนหลินถึงตลาดค้าส่งผักไทเปประมาณบ่าย 4 โมงเย็น นายหลินจวิ้นอวี๋จึงใช้เวลาที่เหลือรับประทานอาหารกล่องมื้อเที่ยง เขาบอกว่าช่วงการระบาดของโควิดมีข้อดีคือ เส้นทางด่วนรถไม่ติด หลังจากที่รถจอดแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่ 6 คนช่วยกันขนลังลงจากรถ และจะต้องตรวจสอบหมายเลขของลังผัก จำนวนชิ้น เพื่อสะดวกในการประมูลสินค้า เจ้าหน้าที่ขนถ่ายสินค้าในไทเปมีค่าแรงตั้งแต่ 1,200-1,800 เหรียญไต้หวัน/วัน ขึ้นอยู่กับความสามารถ และส่วนหนึ่งเป็นนักเรียนรับจ้างหารายได้พิเศษที่มีอายุแค่ 16 ปีก็ยังมี สำหรับการรับประทานอาหารกล่องหรือเบนโตะนั้น จะมีพ่อค้าขาประจำขี่มอร์เตอร์ไซด์นำอาหารกล่องและเครื่องดื่มแช่เย็นมาส่งถึงสถานที่ลงสินค้าซึ่งคล้ายๆกับร้านค้าเคลื่อนที่ ส่วนค่าอาหารหรือเครื่องดื่ม เถ้าแก่จะจดบัญชีและไปคิดเงินกับบริษัทขนส่ง ถือว่าสะดวกมาก ประมาณ 5 โมงเย็น เริ่มถ่ายสินค้าลงจากรถบรรทุก ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. แต่นายหลินจวิ้นอวี๋ก็ยังไม่เสร็จธุระ เพราะยังมีผักส่วนหนึ่งที่ต้องส่งไปยังตลาดค้าส่งผักแห่งอื่นตามที่บริษัทขนส่งมอบหมายหน้าที่ อย่างเช่น ส่งไปตลาดค้าป่านเฉียว ซานฉงของนครนิวไทเป โดยให้พนักงานขนถ่ายสินค้าติดรถไปช่วยลงสินค้าด้วย ขณะที่รถบรรทุกของหลินจวิ้นอวี๋มาถึงไทเป รถบรรทุกคันที่ 2 คันที่ 3 ก็ทยอยขนส่งผักจากเมืองหยุนหลินมายังภาคเหนือด้วย หลังจากที่ลงสินค้าเสร็จสิ้นทุกที่แล้ว เขาจะขับรถบรรทุกนำลังเปล่ากลับเมืองหยุนหลินจอดที่บริษัท เวลานั้นก็ปาเข้าไปประมาณตี 1 กว่าๆ แล้ว แต่เขาบอกว่า เวลาแบบนี้ถือว่าเร็วกว่าปกติ เพราะเวลาปกติจะเสร็จงานตี 3 และกลับถึงบ้านตี 4 ตี 5 รวมเวลาทำงานประมาณ 13 ชม./วัน กลับถึงบ้านพักผ่อนไม่กี่ชั่วโมง ก็ต้องเริ่มงานวันใหม่อีก  ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแต่ว่าจะหาเงินเลี้ยงครอบครัว ตั้งใจทำงานเพื่อลูก และให้เด็กๆ ในเมืองได้บริโภคผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการด้วย

    คนขับรถขนส่งไปยังห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตไม่ต้องช่วยยกลังผัก

    อาฟู่ พนักงานรับจ้างขับรถขนส่งผักของอีกหนึ่งบริษัทที่ทำงานเช่นเดียวกับหลินจวิ้นอวี๋ งานของอาฟู่สบายกว่า แต่ต้องใช้แรงกายมากกว่า จะต้องขนส่งผักจากเมืองหยุนหลินไปยังห้างไฮเปอร์มาร์เก็ต Costco คาร์ฟูร์ และผู้ประกอบการรับเหมาทำอาหาร งานของพวกเขาจะต้องขับรถบรรทุกเล็กขนส่งผักแช่เย็นที่ผ่านการแพคห่อไปรวมกันที่ตลาดรวมสินค้า จากนั้นมีพนักงานขึ้นของบันทึกรายการ ซ้อนผักที่ต้องการขนส่ง ผักเหล่านี้จะต้องแช่เย็น พนักงานขับรถไม่ต้องช่วยยกลังขึ้นรถ รับผิดชอบขนส่งสินค้าอย่างเดียว เงินเดือนที่ได้รับจะน้อยกว่า ได้รับประมาณ 50,000-60,000 เหรียญไต้หวัน/เดือน แต่จะต้องทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการของไฮเปอร์มาร์เก็ต คือจะต้องส่งผักให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อนฟ้าสาง ดังนั้น อาฟู่จึงต้องเริ่มไปรับงานที่บริษัทตั้งแต่ 5 ทุ่ม ออกรถประมาณเที่ยงคืน ใน 1 คืน จะต้องส่งผักไปที่คาร์ฟูร์ 3-4 แห่ง เมื่อส่งผักเสร็จฟ้าก็สางแล้ว กลับเข้าไปที่บริษัทก็ประมาณ 8 โมงเช้า หลังทานอาหารเช้าจึงจะได้เข้านอน ปีนี้อาฟู่อายุ 39 ปี มีลูกชาย 2 คน กำลังเรียนชั้นประถมปีที่ 4 และ5 หลังเกณฑ์ทหารแล้วก็ไปรับจ้างขับรถส่งผัก ตอนนี้ได้เลื่อนเป็นหัวหน้างาน แม้อาฟู่จะคุ้นเคยกับการขับรถส่งผักในช่วงเวลากลางคืน แต่เขาก็ต้องอาศัยกาแฟ เคี้ยวหมากเพื่อช่วยให้ประสาทตื่นตัว มีคนถามเขาว่า ทำงานแบบนี้จะไม่มีเวลาให้กับครอบครัว อาฟู่บอกว่า ก่อนแต่งงานก็ทำอาชีพนี้ ภรรยาก็รับรู้ว่าเขามีอาชีพแบบนี้ คนในบ้านต่างคุ้นเคยกับเวลาการทำงานของเขาแล้ว

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 17 สิงหาคม 2564

    ต้นหอมที่ปลูกในไต้หวันเผชิญกับปัญหาศัตรูพืชที่มาทำลาย ภาวะภัยแล้ง ภาวะฝนตกหนัก

    ภายใต้ภาวะแปรปรวนของอากาศ ปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศที่มีความสุดโต่ง หรือลมฟ้าอากาศที่ผิดไปจากปกติมาก ไม่กี่ปีนี้ ต้นหอมที่ปลูกในไต้หวันมักเผชิญกับปัญหาศัตรูพืชที่มาทำลาย ภาวะภัยแล้ง ภาวะฝนตกหนัก จนทำให้เกิดเสียหายมาก เนื่องจากต้นหอมเป็นผักที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไต้หวัน ไม่ว่าจะใช้ในการปรุงอาหารที่เพิ่มรสชาติ  ใช้ประดับจานอาหารให้เกิดความสวยงาม ใช้ทอดไข่ก็อร่อย ใช้ทำขนมแพนเค้กต้นหอมสไตล์จีนหรือที่เรียกว่า “ชงหยิวปิ่ง-蔥油餅” หรือนำมาทำซาลาเปาอบกรอบหมูพริกไทยหรือใช้เนื้อวัวแทนหมูก็ได้ ที่คนไต้หวันเรียกว่า ” หูเจียวปิ่ง-胡椒餅” และอีกหลายๆ เมนู ล้วนต้องใช้ต้นหอมเพิ่มรสชาติให้เกิดความอร่อย เห็นเป็นผักฉุน ๆ แบบนี้แต่กลับเป็นผักที่มีความสำคัญในการประกอบอาหาร หลายคนมักให้ความสำคัญกับใบของต้นหอมที่มีสีเขียวเรียวยาว แต่อย่าเพิ่งละเลยส่วนหัวสีขาวที่ใครต่อใครก็บอกว่ารับประทานยากและฉุนกว่าส่วนอื่น ๆ เพราะส่วนหัวขาว ๆ นี้เองที่เป็นแหล่งน้ำมันหอมระเหยที่เพิ่มความอร่อยกลมกล่อมมาก ๆ เมื่อนำไปปรุงอาหารทั้งในน้ำซุป โดยตัดส่วนหัวของต้นหอมออกล้างให้สะอาด ต้มในน้ำซุป ตุ๋นในพะโล้ ใช้แทนหัวหอมใหญ่ ทำให้น้ำซุปมีความหวานจากธรรมชาติ ดีต่อร่างกายสำหรับคนทุกเพศทุกวัย

    ขนมชงหยิวปิ่ง(ซ้าย) หูเจียวปิ่ง(ขวา) ใส่หอมซอยเพิ่มรสชาติความกลมกล่อม

    ล่าสุด สถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวัน (Taiwan Agricultural Research Institute :COA) พัฒนาเทคนิคการปลูกต้นหอมที่ลดการใช้ยาฆ่าแมลง และสามารถต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่แปรปรวนได้ โดยคัดเลือกต้นกล้าของต้นหอมที่มีความแข็งแรง สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ ซึ่งเทคนิคนี้สามารถยกระดับปริมาณการปลูกต้นหอมได้มากถึง 20%  นอกจากนี้ ยังลดการใช้ยาฆ่าแมลงในช่วงเวลาปกติด้วย แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนก็จะใช้ยาฆ่าแมลงที่มีความแม่นยำ ทันท่วงที ก็จะช่วยลดความเสียหายของต้นหอมได้มากถึง 50% ในสภาพที่อากาศแปรปรวนสุดโต่ง ราคาของต้นหอมที่ปลูกในไต้หวันก็มีความแปรปรวนมาก อย่างเช่น ช่วงปกติกิโลกรัมละ 50 เหรียญไต้หวัน กลายเป็นกิโลกรัมละกว่า 200 เหรียญไต้หวันหรือมากกว่านี้ถ้าฝนตกหนักหรือแล้งจัด การขายต้นหอมเกิดความไม่สมดุล ทั้งนี้ เกษตรกรที่ปลูกต้นหอมส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับการแยกต้นกล้าไปปลูก ซึ่งวิธีการนี้เชื้อโรคที่อยู่ในกอเดิมก็จะติดไปด้วย และในภาวะปกติ ต้นหอมจะเจริญเติบโตได้ดี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอสิ่งแวดล้อมที่ผิดไปจากเดิม เชื้อโรคจะแพร่กระจายได้เร็วขึ้น ดังนั้น ทางสถาบันวิจัยการเกษตรของไต้หวันใช้เทคนิคการคัดเลือกต้นกล้าที่มีไวรัสแต่ไม่แสดงอาการออกไป หลินเสวียซือ(林學詩) ผอ.สถาบันวิจัยการเกษตรชี้ว่า เพียงแค่คัดเลือกต้นกล้าของต้นหอมที่ไม่มีเชื้อไวรัส ก็สามารถยกระดับปริมาณการปลูกได้สูงถึง 20% และในอนาคต สมาคมเกษตรซานซิงเมืองอี๋หลานจะร่วมมือกับสถาบันวิจัยการเกษตรปลูกต้นหอมที่มีความแข็งแรงด้วย

    ต้นกล้าที่ผ่านการคัดเลือกจะแข็งแรงและมีผลผลิตมากกว่า(ซ้าย) ต้นกล้าปกติทั่วไป(ขวา)

    การปลูกต้นหอมภายใต้อากาศที่แห้งแล้งเป็นเวลานาน จะทำให้หนอนกระทู้หอม (Beet armyworm)มาทำลายได้ง่าย โดยปกติในแปลงปลูกต้นหอม จะติดต้องอุปกรณ์ที่มีฟีโรโมนของหนอนกระทู้หอม เพื่อล่อหนอนตัวผู้มาฆ่า และอุปกรณ์นี้ยังสามารถตรวจวัดปริมาณของหนอนได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามปริมาณของหนอนเกินกว่าสัญญาณเตือน ให้ใช้ยาฆ่าแมลงชนิดอื่นมาควบคุม เพื่อทำลายไส้เดือนฝอยรากปม จากนั้นพ่นด้วยกรดโปคลอรัสซึ่งเป็นกรดอ่อนๆ ที่ต้นหอม เพื่อป้องกันโรคเน่าที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเทคนิคดังกล่าวเป็นการใช้วิธีผสมผสานเพื่อป้องกันโรคจากแมลงในขอบข่ายที่มีความปลอดภัย สามารถลดการใช้ยาฆ่าแมลงได้มากถึง 30% ลดความเสี่ยงจากสารเคมีตกค้างในต้นหอมได้ ทั้งนี้ ในภาวะปกติ เกษตรกรมักปลูกต้นหอมได้สวยงาม แต่หลังฝนตกหนักแล้วมักจะประสบปัญหาลำต้นเน่าและใบแห้งเป็นจำนวนมาก เกษตรกรคิดว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากน้ำฝนที่ขังแล้วทำให้มีปัญหาต่อการเจริญเติบโตของต้นหอม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จากการทดลองของสถาบันวิจัยการเกษตรพบว่า หลังฝนตกติดต่อกัน 2 วันหรือประมาณ 48 ชม. ต้นหอมจะเกิดการติดเชื้อได้ง่าย เพราะฉะนั้นก่อนฤดูฝนประมาณ 1 เดือน เกษตรกรสามารถใช้สารละลายฟอสเฟตที่เป็นกลางในการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับต้นหอม และในช่วงก่อนฤดูฝน ช่วงระหว่างฤดูฝน และหลังฤดูฝน ให้ใช้ยาฆ่าแมลงในปริมาณที่แม่นยำทันท่วงที จะช่วยป้องกันการติดเชื้อในแปลงต้นหอมได้มากกว่า 50%

    หลังฝนตกติดต่อกัน 2 วัน ต้นหอมจะเกิดการติดเชื้อและตายเป็นจำนวนมาก

     หวงจิ้นซิง(黃晉興)ผู้ช่วยวิจัยของสถาบันชี้ว่า เกษตรทั่วไปคิดว่ากำจัดต้นหอมที่ติดเชื้อทิ้งไปประมาณ 20% ที่เหลืออีก 80%จะเป็นต้นหอมที่แข็งแรงไม่มีโรค แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในจำนวนที่เหลือมีอยู่ประมาณ 50% จะมีเชื้อโรคแฝงอยู่ พอเจอสภาพอากาศที่วิปริตเชื้อโรคก็จะกำเริบขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้น ทางสถาบันแนะนำให้เกษตรเลือกปลูกต้นกล้าที่ที่มีความแข็งแรง ใส่ปุ๋ยในปริมาณที่พอเหมาะ จากนั้นใช้ยาในการรักษาช่วงฤดูฝน นายหวงบอกด้วยว่า หลังฝนตกติดต่อกัน 2-3 วัน ก็จะเกิดการติดเชื้อง่าย เพราะฉะนั้น การใช้ยาฆ่าแมลงก่อนฤดูฝนเป็นสิ่งสำคัญ เกษตรกรต้องคอยติดตามการพยากรณ์อากาศ อย่างน้อย 1 วันก่อนฝนตก ต้องรีบใช้ยา และหลังฝนตกแล้วให้ใช้ยาซ้ำอีกครั้ง จะทำให้การป้องกันการติดเชื้อได้ผลดี ซึ่งในเรื่องของการพยากรณ์อากาศ ทางสถาบันวิจัยการเกษตร ได้ออกแบบแอปพลิเคชันการพยากรณ์อากาศสำหรับเกษตรกรเพื่อใช้ในการป้องกันโรคโดยเฉพาะ สามารถติดตามสภาพอากาศ ดำเนินการป้องกันโรคในแปลงต้นหอม ทำให้การปลูกและการจัดการกับต้นหอมได้ง่ายขึ้น

    ช่วงหน้าฝน ใช้เทคนิคการป้องกันและใช้ยาฆ่าแมลงที่แม่นยำ ปริมาณเหมาะสม ปัญหาติดเชื้อจะลดลง

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2564

           วันนี้มีบทความประทับใจเกี่ยวกับกลุ่มคนที่ตรากตรำทำงาน รับจ้างตัดผัก เก็บเกี่ยวผักที่ปลูกได้เพื่อส่งไปขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือตลาดสด หรือแม้แต่เป็นผักที่มีคนสั่งซื้อส่งไปถึงบ้านโดยตรงมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งกลุ่มคนที่รับจ้างตัดผัก เก็บผักเพื่อเลี้ยงครอบครัวหรือเป็นอาชีพเสริมเพื่อเจือจุนครอบครัว ถือเป็นงานที่ต้องอดทน ต้องตากแดด สู้ฝน เพราะฉะนั้นเวลาที่เราทานผักก็อย่าลืมขอบคุณกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังการทำงานเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้ การเพาะปลูกพืชผักในแปลง เกษตรกรอาจจะมีแค่คนเดียวก็สามารถปลูกผักได้ แต่เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวจำเป็นต้องอาศัยแรงงานหลายคนในการร่วมด้วยช่วยกัน ซึ่งกลุ่มผู้เก็บผักดังกล่าวส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มแม่บ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นระดับอาม่า คุณแม่ คุณน้า และส่วนใหญ่ล้วนรับจ้างทำมาตั้งแต่อายุน้อยจนกระทั่งสูงวัย พวกเธอเป็นกลุ่มที่ถือว่าขาดไม่ได้ในธุรกิจที่เกี่ยวกับผัก แต่ว่าหลายคนอาจไม่รู้ว่าค่าแรง ค่าตอบแทนของพวกเขากลับไม่ได้มากมายเท่าไร

    กลุ่มแม่บ้านรับจ้างตัดผัก

            เวลาทำงานของกลุ่มแม่บ้านที่ต้องไปตัดผักในแปลงก็ต้องเริ่มตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง อาม่าหรือคุณน้าทั้งหลายเริ่มทยอยไปที่แปลงผัก พวกเธอจะแบ่งงานกันทำอย่างแข็งขัน บางคนดึงตาข่ายที่ล้มทับผักบุ้ง บางคนจูนวิทยุเพื่อฟังเพลงเก่า บางคนปูผ้ายางและหนังยางรัดผัก จากนั้นทุกคนจะเตรียมม้านั่งเตี้ยของตัวเองเพื่อใช้สำหรับนั่งตัดผัก ในส่วนของการเก็บเกี่ยวผักบุ้งนั้นถือว่ามีขั้นตอนยุ่งยากที่สุด สองมือต้องทำงานร่วมกัน มือซ้ายรวบ มือขวาตัด ต้องตรวจดูผักบุ้งแต่ละต้นอย่างละเอียด รากและใบเหลืองจะดึงทิ้ง จากนั้นใช้หนังสติ๊กรัดเป็นกำก็เป็นอันเสร็จสิ้น การร่วมมือกันตัดผักบุ้งทั้ง 6-7 คน อาจนั่งตัดทั้งวันก็ ตัดไม่หมด เพราะว่าพื้นที่เพาะปลูกกว้างใหญ่ ยิ่งถ้าเจอสภาพที่ฝนตกด้วย การทำงานยิ่งลำบาก ต้องเลือกใบเน่า ใบเหลือง ทำให้การทำงานล่าช้าไปอีก

    กลุ่มแม่บ้านรับจ้างตัดผัก

            ส่วนผักที่ตัดขายง่ายที่สุดน่าจะเป็นผักกาดแก้วหรือที่คนไต้หวันเรียกว่า “ต้าลู่เม่ย” เนื่องจากเป็นต้นขนาดที่ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป รวบทีเดียว ตัดได้ทีละต้น หลังตัดแล้วก็นำไปใส่ในตะกร้า ไม่ต้องจัดอะไรมากมาย และต้นผักกาดแล้วต้นหนึ่งใช้เนื้อที่ในการจัดวางเท่ากับผักบุ้งเป็นกำ เพราะฉะนั้นจะตัดได้เร็วที่สุด ถ้ามีคนตัดสัก 5 คน วันหนึ่งก็สามารถตัดได้พื้นที่เป็นผืน อย่างไรก็ตาม การตัดผักได้เร็วหรือช้า คนทำก็ทำไปเรื่อยๆ เพราะพวกเขาได้ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง ตัดได้มากได้น้อยก็จะได้ชั่วโมงละ 120 เหรียญไต้หวัน ไม่มีการปรับราคาขึ้นลง แต่ว่าคนที่เป็นเถ้าแก่ละสิกลับมีแรงกดดัน หรือต้องคำนวณแล้วว่าวันนี้ลูกน้องตัดได้มากน้อยแค่ไหน ราคาของผักวันนี้เท่าไร เป็นต้น และคนที่รับจ้างตัดผักเก็บผักส่วนใหญ่ก็จะคุ้นเคยกับงานที่ทำ มีความคล่องตัวพอสมควร ไม่ค่อยอู้งานหรือทำงานช้าๆ เพื่อให้ได้เวลาทำงานเยอะๆ และมักจะอยู่กับเถ้าแก่ขาประจำ แต่ว่างานที่รับจ้างเหล่านี้จะไม่มีบำเน็จบำนาญ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีประกันสุขภาพ และเงินค่าจ้างรายชั่วโมงก็ไม่ได้เป็นตามมาตรฐานแรงงานขั้นต่ำ เพราะค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 160 เหรียญไต้หวัน แต่สามารถเลี้ยงสมาชิกของหลายๆ ครอบครัวได้

    ตัดผักกาดแก้วง่ายกว่าผักบุ้ง

            กลุ่มแม่บ้านที่รับจ้างตัดผักเก็บผักต้องเริ่มงานตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง ทำจนถึงเวลา 10 โมงครึ่ง ก็ต้องหยุดพักแล้ว เนื่องจากอากาศร้อน ตัดผักช่วงเที่ยงจะส่งผลต่อรสชาติของผัก จากนั้นช่วงบ่ายโมงก็จะทำงานต่อ ทำจนถึง 6 โมงเย็นจึงจะเลิกงาน แต่ว่าถ้าเป็นช่วงที่มีผักเยอะอาจต้องคาดไฟที่ศีรษะ เถ้าแก่มีสวัสดิการให้ 3 อย่าง คือ อาหาร น้ำ ที่นั่ง การบริการอาหารและน้ำให้กับคนที่รับจ้างตัดผัก ถือเป็นหน้าที่ของเถ้าแก่สวนผัก และยังต้องเตรียมม้านั่งที่มีความสูงประมาณ 20 ซม.ไว้สำหรับนั่งตัดผัก แต่ว่าทำไปนานๆ ก็จะมีอาการปวดเมื่อย หลังขดหลังงอเช่นกัน เพราะฉะนั้น คนที่ทำนานๆ ก็มักจะต้องเตรียมยาแก้ปวดเมื่อยหรือพลาสเตอร์บรรเทาอาการปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อด้วย ส่วนคนที่รับจ้างตัดผักก็ต้องเตรียมพร้อม 3 อย่างเช่นกัน อย่างแรกคือ ผ้าโพกศีรษะ อย่างที่ 2 ปลอกแขนกันแดด อย่างที่ 3 คือ รองเท้าบูท ซึ่งการที่ต้องเตรียมผ้าห่อตั้งแต่ศีรษะจนถึงขานั้นก็เพราะว่าต้องการกันแดด ไม่ให้แดดเผา แต่ว่าใส่มิดชิดแบบนี้ เวลาอากาศร้อน เหงื่อชุ่ม เปียกจนแห้ง แห้งแล้วเปียก สลับกันไป อาม่า คุณแม่ คุณน้า ทั้งหลายก็ต้องอดทน เวลาที่ฝนตกฟ้าร้อง ยังต้องรีบตัด พวกเขาเหล่านี้ ขอให้ลงมือทำงาน ก็จะได้ค่าจ้าง คนนรับจ้างตัดผักจะไม่กลัวฝน กลัวแต่ว่าผักจะบอบช้ำ ตัดผักได้น้อย

    ม้านั่งเตี้ยสำหรับนั่งตัดผัก

            ยกตัวอย่าง อาม่าแซ่หวงที่รับจ้างตัดผักอายุ 80 ปี เริ่มทำงานรับจ้างตัดผักตั้งแต่อายุ 20 ปี จนกระทั่งปัจจุบัน แม้ตอนนี้อาม่าหวงได้รับเงินชราภาพเดือนละ 7,500 เหรียญไต้หวัน และเป็นทวดแล้ว แต่ก็ยังรับจ้างตัดผักเพื่ออยากช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูเหลน ส่วนมิสหลิว สาวจีนแผ่นดินใหญ่จากเมืองกุ้ยหลินที่แต่งงานมาอยู่ในไต้หวัน 25 ปีแล้ว เนื่องจากสามีเป็นอัมพฤกษ์ เธอจึงต้องออกมารับจ้างตัดผักเลี้ยงครอบครัว ในช่วงที่ไม่มีผักให้ตัด เธอก็จะไปรับจ้างทำความสะอาดฟาร์ม แม้แต่วันหยุดเธอก็ยังต้องทำงาน อีกคนหนึ่งคือ อาม่าเฉิงซิ่วหลัว อายุ 64 ปี มีลูก 6 คน สามีเกิดอุบัติเหตุทำให้เป็นอัมพาตครึ่งตัว ภาระรับผิดชอบของครอบครัวตกอยู่ที่อาม่าคนเดียว ช่วงพักระหว่างรับจ้างตัดผัก ก็ต้องกลับบ้านพลิกตัวให้สามี ต้องป้อนข้าว ป้อนน้ำ ยิ่งช่วงที่อาการหนัก กลางคืนต้องตื่น 2-3 ครั้งเพื่อดูแลสามี และอีกคนหนึ่งคือ อาม่าหง สามีมีครอบครัวใหม่ อาม่าต้องเลี้ยงลูก 4 คนด้วยการรับจ้างตัดผัก เป็นต้น ที่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเรื่องราวชีวิตของคนที่รับจ้างตัดผักในเมืองหยุนหลิน เนื่องจากเมืองหยุนหลินเป็นเมืองที่ทำการเกษตร คนที่ไม่มีความรู้ความชำนาญ ไม่ได้จบการศึกษาสูงๆและมีภาระครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบ ไม่มีทางเลือกที่จะทำอาชีพอื่น ส่วนใหญ่ก็จะทำงานรับจ้างงานเกษตร เพราะงานตัดผัก ไม่ต้องอาศัยเทคนิคอะไรมากมาย และไม่เลือกว่าจะต้องมีพละกำลังมหาศาล เพราะฉะนั้นจึงเหมาะกับแม่บ้าน อาม่า คุณน้าๆ และพวกเขาเหล่านี้มีความพอเพียงต่อการดำรงชีพ พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เห็นผักเต็มตะกร้า พวกเราก็มีความสุขแล้ว

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2564

    ล่าสุด กรมการประมงร่วมมือกับยูทูบช่องดัง foodtraveldaily ส่งเสริมโครงการขายกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งแม่น้ำหรือที่คนไต้หวันเรียกว่ากุ้งไทย(ไท่กั๋วเซีย-泰國蝦) ทั้งนี้ หลังมีมาตรการป้องกันการระบาดของโควิด 19 ในไต้หวันเป็นระดับ 3 ในช่วงกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้กุ้งก้ามกรามในไต้หวันราคาตกต่ำลงมาก เหลือเพียง 150 เหรียญไต้หวัน/น้ำหนัก 600 กรัมหรือ 1 ชั่ง เพราะมาตรการป้องกันโรคระดับ 3 ห้ามรับประทานอาหารในร้าน ไม่อนุญาตให้ตกกุ้งในบ่อเลี้ยงที่คนไต้หวันถือเป็นสันทนาการ นอกจากนี้ ยังสั่งปิดตลาดกลางคืนที่มีอาหารทานเล่นจากกุ้งก้ามกราม เป็นต้น จนทำให้ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งกร้ามกรามในไต้หวันสูญเสียไปนับร้อยล้านเหรียญไต้หวัน/เดือน ซึ่งปัญหาที่ผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้งประสบมากที่สุดคือความต้องการของตลาดลดลง การขายกุ้งต้องใช้เวลานานขึ้น ทำให้ต้นทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารเลี้ยงกุ้ง ค่าไฟ ค่าเช่า ล้วนเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รัฐมีโครงการส่งเสริมให้ขายทางออนไลน์และมีผู้คนนำกุ้งไปวางขายริมถนนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแล้ว ก็ทำให้ดึงราคากุ้งจากแหล่งเลี้ยงที่ตกต่ำเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ จนปัจจุบันขายกันชั่งละ 220-230 เหรียญไต้หวัน และถ้าหากสถานการณ์การระบาดในประเทศดีขึ้น เริ่มมีร้านอาหารเปิดให้บริการมากขึ้น ตลอดจนเมื่อถึงช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่คนไต้หวันนิยมใช้กุ้งในการบาร์บีคิว เกษตรกรเลี้ยงกุ้งคงจะไม่มีปัญหาในเรื่องการยังชีพแล้ว

    กุ้งก้ามกรามที่นำมาพัฒนาเพาะเลี้ยงในไต้หวัน

    เฉินเจี้ยนอิ้ว(陳建佑) ผอ.กองการประมงชี้ว่า ในครึ่งปีหลังทางหน่วยงานรัฐจะทยอยส่งเสริมสินค้าผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำในฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นปลา กุ้ง หอย ที่เป็นสินค้าคุณภาพดี สินค้ามีปริมาณมากพอที่สามารถจำหน่ายสม่ำเสมอ ล้วนอยู่ในโครงการผลักดันกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่เพียงแต่เป็นกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งไทย ยังมีกุ้งขาว และปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลานิล ปลานวลจันทร์ ปลากระพง ปลาเก๋า เป็นต้น สำหรับกุ้งแม่น้ำหรือกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งที่คนไต้หวันเรียกว่าไท่กั๋วเซีย ถือเป็นกุ้งที่ได้รับความนิยมเลี้ยงในไต้หวันไม่น้อย เป็นกุ้งราคาค่อนข้างแพง เป็นกุ้งเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ผลประกอบการเลี้ยงทั่วไต้หวันมีมากกว่า 2,000 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเลี้ยงกันมากที่เมืองผิงตงในพื้นที่เกือบ 1,400 เฮกตาร์ ครองสัดส่วน 80% ของประเทศ สามารถเลี้ยงได้ปีละ 2 ครั้ง ชาวประมงจะใช้วิธีแบ่งเลี้ยงเป็นช่วงๆ ประมาณเดือนมิ.ย.ถึงก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ถือเป็นช่วงฤดูกาล แต่ไม่คาดคิด เมื่อถึงช่วงต้นฤดูกาลของปีนี้ก็ประสบกับภาวะการระบาดของโควิด 19 ที่รุนแรงขึ้น ทำให้ฟาร์มตกกุ้งต้องปิดตัวลง ห้ามรับประทานอาหารในร้าน ส่งผลกระทบต่อการขายกุ้งเป็นอย่างมาก ราคาจากแหล่งเลี้ยงในช่วงที่ตกต่ำที่สุดเหลือเพียง 100 กว่าเหรียญไต้หวัน/ชั่ง แต่โชคดีตอนนี้ราคาขยับขึ้นเข้าสู่ภาวะปกติ ขายกันชั่งละ 200 กว่าเหรียญไต้หวันแล้ว ทางรัฐบาลท้องถิ่นเมืองผิงตงชี้ว่า กุ้งก้ามกรามหรือกุ้งไทยเป็นรายการหนึ่งของอาหารทะเลที่นิยมนำมาปิ้งย่างในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ นิยมตกก้งุเพื่อสันทนาการ ร้านอาหารไทยชอบใช้กุ้งก้ามกราม นำมาต้นยำ นำไปเผา ย่าง หรือทอดกระเทียมกรอบ เป็นต้น

    สถาบันเพาะเลี้ยงกุ้งที่เมืองผิงตง

    สาเหตุที่คนไต้หวันเรียกกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งแม่น้ำว่า “กุ้งไทยหรือไท่กั๋วเซีย” เพราะว่า ในปี 1970  ดร.หลินเซ่าเหวิน(林紹文) ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์น้ำที่ประจำอยู่ที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO)ได้นำกุ้งก้ามกรามประมาณ 300 ตัว จากประเทศไทยเข้ามาไต้หวัน ต่อมา ดร.เลี่ยวอีจิ่ว(廖一久) ได้นำไปทดลองเพาะเลี้ยงและทำการผสมเทียมจนประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักของคนไต้หวัน ทำให้ในเวลาต่อมามีการทยอยเลี้ยงในหมู่ประชาชน ในจำนวนนี้ มีฟาร์มเลี้ยงกุ้งไทยตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเป็นของนายหลี่เซิ่งเหลียง(李勝良)ที่อยู่ในเมืองผิงตง และนายหลินเซินจิน(林森津)ที่อยู่ในเมืองไถหนาน ซึ่งทั้ง 2 ฟาร์มสามารถเพาะเลี้ยงลูกกุ้งได้จำนวนมาก และเริ่มผลักดันให้มีการเลี้ยงในบ่อรวมทั้งปรับปรุงเทคนิคการเลี้ยงมากขึ้น มีการร่วมมือกันระหว่างผู้เลี้ยงก้ามกรามขายส่งตรงไปยังร้านอาหารทั่วไต้หวัน

    ไท่กั๋วเซียนิยมตกในบ่อเลี้ยง ถือเป็นกีฬาสันทนาการ

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 27 กรกฏาคม 2564

    วันนี้มีเรื่องของสมุนไพรที่ชาวยุโรปและอเมริกานิยมใช้เพื่อรักษาและป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียมากว่า 100 ปีแล้วมาเล่าสู่กันฟัง สมุนไพรตัวนี้มีชื่อว่า “เอ็กไคนาเซีย (Echinacea)” ภาษาจีนเรียกว่า “จื่อจุยจวี๋-紫錐菊” หากพูดถึงสมุนไพรฝรั่งแล้วก็ทำให้นึกถึงสมุนไพรไทยตัวหนึ่งที่ดังมากในขณะนี้ นั่นก็คือ “ฟ้าทะลายโจร” มีสรรพคุณทางการแพทย์แผนไทย ใช้บรรเทาอาการไข้หวัด แก้ไอและเจ็บคอ ซึ่งยาฟ้าทะลายโจรไม่ได้มีส่วนช่วยในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่มีความสามารถในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส เพราะฉะนั้นจึงมีการนำไปใช้เป็นยารักษาร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ทั้งนี้ ฟ้าทะลายโจรมีสารที่ชื่อว่า “แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide)” ที่สามารถยับยั้งการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้ ทำให้ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงมีอาการดีขึ้น และมีส่วนช่วยในการป้องกันปอดอักเสบ แต่ต้องกินในปริมาณที่ถูกต้องจึงมีประสิทธิภาพ และหลังจากฟังเรื่องราวความอัศจรรย์ของฟ้าทะลายโจรที่เป็นสมุนไพรไทยแล้ว วกกลับมาเรื่องของสมุนไพรฝรั่ง “เอ็กไคนาเซีย” ที่นำมาเล่าให้ฟังในวันนี้ต่อเลยนะคะ เอ็กคนาเซีย เป็นสมุนไพรที่เดิมทีชาวอินเดียแดงอาศัยอยู่ในอเมริกาค้นพบว่าเป็นพืชที่ช่วยรักษาโรค บรรเทาอาการป่วยต่างๆ เช่น เวลาปวดฟันก็นำดอกเอ็กไคนาเซียมาเคี้ยว อาการปวดฟันก็บรรเทาลง ต่อมามีการนำส่วนของดอกมาแช่กับเหล้าวอดก้า หรือเอากิ่ง ลำต้นทำเป็นยาดองเหล้า เพื่อรักษาโรคหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย  และต่อมาคนยุโรปที่ย้ายเข้าไปอยู่ในอเมริกาเริ่มเรียนรู้การนำมาใช้ประโยชน์จากชาวอินเดียแดง และนำกลับไปใช้ในยุโรป จนปัจจุบันกลายเป็นสมุนไพรที่ใช้กันแพร่หลายทั้งในยุโรปและอเมริกา ครองตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่สำคัญ โดยนักวิจัยพบว่า เอ็กไคนาเซีย เป็นสมุนไพรที่สามารถเพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาวกำจัดไวรัส และสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูงและไม่พบผลข้างเคียงอย่างเช่นที่พบในการใช้ยาแผนปัจจุบันที่ใช้บรรเทาอาการหวัดโดยทั่วไป ซึ่งในปัจจุบัน มีการผลิตในรูปแคปซูลเพื่อเพิ่มความสะดวกในการรับประทานมากขึ้น

    ดร.เฉินอวี้ซิง จดทะเบียนเอ็กไคนาเซียกับกระทรวงสาธารณสุขฯเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารได้

    สำหรับในไต้หวันเริ่มมีการวางแผนงานวิจัยสมุนไพรเอ็กไคนาเซียมาตั้งแต่ปี 2000 โดยมีสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชไทจงร่วมมือกับศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เกษตรเขตแปซิฟิกของแคนาดา ทยอยนำเข้าพืชสมุนไพร 46 ชนิดเข้ามาปลูกในไต้หวัน แล้วต่อมามีการคัดเลือกพืชสมุนไพรที่เหมาะต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของไต้หวัน โดยคำนึงถึงศักยภาพการพัฒนา การนำไปใช้ ในที่สุดคัดเลือกได้สมุนไพร 14 ชนิด ในจำนวนนี้ มีเอ็กไคนาเซียรวมอยู่ด้วย ต่อมาในปี 2010 ดร.เฉินอวี้ซิง(陳裕星) ที่กำลังดำรงตำแหน่ง ผอ.สถานีปรับปรุงพันธุ์ไทจงในขณะนั้น ได้นำสมุนไพรเอ็กไคนาเซีย ยื่นขอจดทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการว่าเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในอาหารได้ จากนั้นระหว่างปี 2012-2017 เริ่มทยอยให้คำแนะนำ 7 โรงงานผลิตสินค้าผลิตภัณฑ์สมุนไพรเอ็กไคนาเซียวางขายในท้องตลาดของไต้หวัน มีทั้งในรูปของถุงชาออร์แกนิกสำหรับชงดื่ม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของเอ็กไคนาเซีย มีการถ่ายโอนเทคนิคการนำไปใช้ประโยชน์ เป็นต้น

    เฉินหวนปิน(นักวิจัย)ใช้เวลา 8 ปี ปรับปรุงพันธุ์เอ็กไคนาเซียเหมาะกับอากาศของไต้หวัน 

    อย่างไรก็ตาม แม้ดร.เฉินอวี้ซิงได้ทุ่มเทและให้คำแนะนำพัฒนาเทคนิคต่างๆ อย่างเต็มศักยภาพแล้วก็ตาม แต่ในเรื่องของการเพาะปลูกสมุนไพรเอ็กไคนาเซียของไต้หวันก็ยังคงมีปัญหาที่ต้องมีการปรับปรุงอีกไม่น้อย ปี 2011 เฉินหวนปิน(陳鐶斌) ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์ไทจงได้เข้าไปทำหน้าที่ช่วยเหลือ แนะนำ สมาคมเกษตรตำบลเฉ่าถุนของเมืองหนานโถวที่ปลูกเอ็กไคนาเซียพบว่า ต้นเอ็กไคนาเซียที่ปลูกในท้องทุ่งโตไม่เท่ากัน ออกดอกน้อย ระยะห่างของการออกดอกระหว่างต้นแรกกับต้นสุดท้ายห่างกันเกือบ 2 เดือน หลังวิเคราะห์อย่างละเอียดพบว่า สายพันธุ์ของเอ็กไคนาเซียที่ขายในท้องตลาดไต้หวันส่วนใหญ่มาจากอเมริกาและเนเธอแลนด์ ไม่เหมาะต่อไต้หวันที่ช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ผลิได้รับแสงแดดส่องสั้นและต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรเอ็กไคนาเซียในไต้หวันเริ่มพัฒนาดีขึ้น แต่การเพาะปลูกเอ็กไคนาเซียที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศยังไม่ดีนัก เพราะฉะนั้น เฉินหวนปิน จึงตัดสินใจปรับปรุงพันธุ์ของสมุนไพรเอ็กไคนาเซีย โดยใช้เวลา 8 ปีในการวิจัยพัฒนาเพาะต้นกล้า คัดเลือกแบบวิธีสลับหมุนเวียนถึง 3 เจเนอเรชัน ปี 2017-2018 เริ่มทดลองปลูกในปริมาณมากและทำการวิเคราะห์องค์ประกอบที่มีประสิทธิภาพ ในที่สุดในปี 2019 รายงานผลสรุปได้เอ็กไคนาเซียสายพันธุ์ใหม่

    เปรียบเทียบเอ็กไคนาเซียพันธุ์เดิมที่เคยปลูกกับพันธุ์ใหม่ "ไทจงเบอร์1"

    ปัจจุบัน การขยายพันธุ์และเทคโนโลยีเอ็กไคนาเซียสายพันธุ์ “ไทจงเบอร์ 1 ”ได้ถ่ายโอนเทคนิคให้กับโรงงาน 3 แห่งในไต้หวัน เพื่อให้เกษตรกรสามารถปลูกเอ็กไคนาเซียคุณภาพดี ถ่ายโอนสิทธิ์ให้กับบริษัทไบโอเทคโนโลยีปลายน้ำพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ สำหรับการนำเอ็กไคนาเซียมาใช้ประโยชน์ นอกจากใช้พัฒนผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพดังกล่าวข้างต้นแล้ว ไม่กี่ปีนี้ สถานีไทจงร่วมกับแผนกเด็กของโรงพยาบาลแห่งชาติไต้หวัน ทดลองในห้องแลปพบว่า สารสกัดจากเอ็กไคนาเซียสามารถยับยั้งเอนเทอโรไวรัสหรือโรคมือ เท้า ปาก และอะดีโนไวรัสได้ จากนั้นจะนำไปจดสิทธิบัตรที่อเมริกาและแคนาดา อนาคตขอเพียงมีการนำมาใช้ทางการแพทย์ของสหรัฐและแคนาดาที่มีการยืนยันว่า เอ็กไคนาเซียยับยั้งเอนเทอโรไวรัสและอะดีโนไวรัสได้ ก็ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรให้กับไต้หวัน ดร.เฉินอวี้ซิงกล่าวปนหัวเราะว่า เอ็กไคนาเซียมีการนำมาใช้ในยุโรปและอเมริกาเป็นเวลานับร้อยปีแล้ว แต่ถ้าได้สิทธิบัตรในรายการนี้ ก็เสมือนกับไต้หวันทำกิมจิอร่อยกว่าเกาหลี ถือเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

    สถานีปรับปรุงพันธุ์ไทจงร่วมกับแผนกเด็กโรงพยาบาลไถต้า ทดลองสกัดสารในเอ็กไคนาเซีย ช่วยยับยั้งเอนเทอโรไวรัสและอะดีโนไวรัสได้

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที 20 กรกฏาคม 2564

            วันนี้มีเรื่องของผลไม้น้องใหม่จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปลูกในไต้หวันนั่นก็คือ “จำปาดะ”มาเล่าสู่กันฟัง คนไทยคงจะคุ้นเคยกับผลไม้ชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถิ่นแดนใต้หรือปักษ์ใต้ ถือเป็นผลไม้ท้องถิ่นขึ้นชื่อแถบจังหวัดสตูลและสงขลา คนใต้มักจะออกเสียงว่า “จำดะ” เป็นผลไม้ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับขนุน รสหวาน หอม มีกลิ่นเฉพาะตัว หน้าตาคล้ายขนุนมากมาก จนหลายคนสับสนแยกไม่ออกว่าเป็นขนุนหรือดำปาดะ ขณะนี้ในภาคกลางและภาคใต้ของไต้หวันก็มีการปลูกเช่นกัน ถือเป็นผลไม้น้องใหม่จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผลผลิตขายสู่ท้องตลาดแล้ว แต่ปริมาณยังไม่มากนัก ซึ่งผลไม้น้องใหม่ที่ไต้หวันนำมาปลูก นอกจากมีจำปาดะแล้ว ก็ยังมีเงาะ อะบิว เป็นต้น จำปาดะและขนุนเป็นผลไม้ที่มีส่วนละม้ายคล้ายคลึงและต่างกันมีอะไรบ้าง? จำปาดะมีรูปร่างผลเป็นทรงกระบอกยาว แต่ว่ามีขนาดเล็กกว่าขนุน ผิวของผลจำปาดะจะเรียบและสีเข้มกว่าขนุน เปลือกนอกบางและปอกง่ายกว่า เวลาที่ผลสุกหรือแก่เต็มที่แล้ว สีผิวของจำปาดะจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม และเมื่อผลสุกจะมีรสหวานและฉ่ำน้ำกว่าขนุนมาก เนื้อของจำปาดะสีขาวหรือสีแดงส้มขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีเส้นใยที่เหนียวเวลาเคี้ยวจะไม่ค่อยขาดง่าย เนื้อค่อนข้างนิ่มออกจะเละๆ ไม่แข็งกรุบกรอบเหมือนกับขนุน เพราะฉะนั้นตอนที่กลืนต้องระวังนิดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ต้องเคี้ยวให้ขาดค่อยกลืน ไม่เช่นนั้นจะติดคอง่าย ที่สำคัญมีกลิ่นค่อนข้างแรง น้องๆ ทุเรียน รวมทั้งหวานด้วย  อันเป็นที่มาของการเรียกชื่อภาษาจีนว่า “หลิวเหลียนมี่-榴槤蜜” ซึ่งคำว่า “หลิวเหลียน榴槤” ก็แปลว่า ทุเรียน ส่วนคำว่า “มี่蜜” แปลว่า หวานแบบน้ำผึ้ง ดังนั้น หลิวเหลียนมี่ ถ้าแปลตรงๆ ก็คือทุเรียนน้ำผึ้งนั่นเอง และอีกประการหนึ่งคือ จำปาดะมีความหวานมาก ความหวานมากที่สุดที่เคยวัดได้ 20-25 บริกซ์

    จำปาดะ(ขวา)และขนุน(ซ้าย)มีความละม้ายคล้ายคลึงมาก

            ที่ตำบลเกาซู่(高樹鄉)เมืองผิงตง มี 2 สามีภรรยาคู่หนึ่งคือนายหงหมิงชงและสวี่เจียหรง เป็นเกษตรกรที่ปลูกสับปะรดเป็นหลัก มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 70 เฮกตาร์ (437.5ไร่) แต่เนื่องจากสับปะรดสายพันธุ์จินจ้วนที่ปลูกมีผลผลิตอยู่ระหว่างเดือนมี.ค.-มิ.ย. นายหงจึงคิดว่า ช่วงเดือนก.ค.ถึงเดือนธ.ค.ที่เป็นช่วงว่างน่าจะหาผลผลิตเกษตรชนิดอื่นมาปลูก เขาเล็งเห็นผลไม้น้องใหม่ อย่างเช่น จำปาดะ เงาะ อะโวคาโด สามารถสร้างรายได้และให้คนงานในสวนมีงานทำช่วงหลังเก็บเกี่ยวสับปะรดไปแล้ว เพราะฉะนั้น เมื่อ 12 ปีที่แล้ว เขาเริ่มปลูกจำปาดะ แต่กว่าจะเก็บเกี่ยวได้ก็ต้องผ่านพ้นไปหลายปี ต้องลองผิดลองถูก ปลูกแล้วตาย ตายแล้วปลูกใหม่  นายหงยังบอกด้วยว่า ที่เมืองผิงตงอากาศร้อนเหมาะต่อการปลูกจำปาดะ ต้องปลูกให้แต่ละต้นห่างกัน 9 เมตร เนื่องจากไต้หวันมีปัญหาพายุไต้ฝุ่นพัดเข้ามาบ่อยๆ ประกอบกับต้นและกิ่งจำปาดะเปาะและหักง่าย ถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างดีจะส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพของปีถัดไป และเพื่อหลีกเลี่ยงถูกลมพัดหักหรือโค่นล้ม เขาจึงทำการปรับแต่งกิ่งให้ต้นเตี้ยลง เพราะฉะนั้นต้นจำปาดะของเขาจะไม่สูงเหมือนปลูกในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเก็บเกี่ยวผลก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ด้วย แต่ช่วงฤดูกาลประมาณเดือน ก.ย.-ต.ค. นายหงบอกว่า วิธีการดูว่าจำปาดะสุกหรือไม่นั้น ใช้วิธีทดสอบด้วยการเคาะ ถ้ามีเสียงดังโป๊กๆ ก็สามารถเก็บผลได้แล้ว หลังเก็บวางไว้ไม่กี่วันก็จะมีกลิ่นหอม เมื่อปอกเปลือกก็สามารถทานเนื้อที่นิ่มได้ ปัจจุบันสวนของนายหงหมิงชงปลูกจำปาดะประมาณ 100 ต้น แต่ละต้นจะออกผลประมาณ 50 ลูก ราคาที่ขาย 600 กรัม ( 1 ชั่ง) 100 เหรียญไต้หวัน สวี่เจียหรง ภรรยาของนายหงบอกว่า จำปาดะกลิ่นหอมและแรง ผู้บริโภคบางคนชอบบางไม่ชอบ มีร้านขายอาหารเจสั่งซื้อหรือจอง เธอบอกว่า หลังเก็บผลวางทิ้งไว้ 3-5 วันก็จะนิ่ม เมื่อผ่าแล้วใช้ช้อนควักก็สามารถนำมาทานได้เลย ถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิประมาณ 12 องศาเซลซียส จะเก็บได้นาน 2-3 สัปดาห์ ส่วนเมล็ดจำปาดะก็เอาไปต้มน้ำซุปไก่หรือกระดูกหมู รสชาติเหมือนเกาลัด ไม่เหมือนคนไทยแค่เอาเมล็ดไปต้มก็อร่อยแล้ว หรือเอาไปแกงไตปลา หรือจะเอาไปทอดคล้ายๆ กล้วยแขกทอด

    ผลไม้น้องใหม่ที่เกษตรกรปลูกเสริมรายได้ เช่น จำปาดะ เงาะ อะโวคาโด

            ปัจจุบัน ผลไม้เมืองร้อนหรือกึ่งร้อนมักจะหาได้ไม่ยาก ทั้งนี้สิ่งแวดล้อมที่ใช้เพาะปลูกไม่ค่อยจะมีปัญหา เหยียนชังรุ่ย(顏昌瑞) ศต.เชี่ยวชาญด้านผลไม้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีการเกษตรผิงตงชี้ว่า ไต้หวันเป็นเกาะที่ปลูกผลไม้มากมาย เมื่อ 200-300 ปีก่อน ได้นำเข้ามะม่วง ชมพู่ ฝรั่ง น้อยหน่า ที่เป็นผลไม้ต่างถิ่นมาปลูกในไต้หวัน จากนั้นวิจัยพัฒนาให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศและดินของไต้หวันและทำการเพาะปลูกจนมีผลผลิตที่สม่ำเสมอ เนื่องจากอิทธิพลของภาวะโลกร้อน ผลไม้น้องใหม่จากเขตร้อนที่นำมาปลูกในไต้หวันมีทั้งปรับตัวได้และปรับตัวไม่ได้กับสภาพอากาศในไต้หวัน ยกตัวอย่าง จำปาดะที่มีถิ่นกำเนิดจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย เหมาะต่อการปลูกในสภาพอากาศอุณหภูมิระหว่าง 27-31 องศาเซลเซียส จากการคาดการณ์สภาพอากาศของไต้หวันพบว่า สถานีตรวจสภาพอากาศของเขตเหิงชุนที่อยู่ทางภาคใต้ในปี 2015 มีอุณหภูมิทะลุ 26 องศาเซลเซียสเป็นครั้งแรก ทำให้ในเวลาต่อมาเกษตรกรหลายตำบลหลายหมู่บ้านในเขตภาคกลางและภาคใต้ของไต้หวันทยอยปลูกผลไม้เมืองร้อนเพิ่มขึ้น

    จำปาดะน้ำหนักเฉลี่ย 1-2 กก./ลูก ขายชั่งละ(600 กรัม) 100 เหรียญไต้หวัน

            อดีต ประมาณยุคแรกๆ ของปี 1990 สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชโฟ่งซานก็เริ่มมีการนำเข้าจำปาดะมาปลูกในไต้หวันแล้ว แต่เนื่องจากบางช่วงที่มีลมหนาวพัดเข้าสู่ไต้หวัน ต้นกล้าทนหนาวไม่ได้ ทำให้ปลูกไม่ขึ้น ทดลองปลูก 2 ปี ต้นกล้าของจำปาดะล้วนตายหมด แต่ไม่กี่ปีนี้ อาศัยเทคนิคการต่อกิ่ง โดยใช้ขนุนเป็นต้นตอที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของไต้หวันอย่างดีแล้ว จากนั้นเอากิ่งของจำปาดะไปต่อ จึงทำให้การปลูกจำปาดะประสบความสำเร็จ และผ่านการปรับปรุงพันธุ์หลายปี เกษตรกรเริ่มมีการปลูกและมีผลผลิตมากขึ้น เนื่องจากจำปาดะมีหน้าตาคล้ายกับขนุนมาก แต่ว่าขนุนมีผลใหญ่ ถ้าน้ำหนักเยอะก็มีมากกว่า 20 กก. ไม่เหมาะกับครอบครัวเล็กสำหรับการบริโภค แต่จำปาดะผลเล็กกว่า น้ำหนักประมาณ 700 กรัมถึง 5 กก. ครอบครัวที่มีสมาชิกน้อยจึงบริโภคง่ายกว่า การปลูกผลไม้น้องใหม่จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีการผลักดันในโครงการเกษตรหลัก ในตำราก็ไม่มีการบันทึกไว้ เกษตรที่สนใจปลูก ต้องค้นหาและลงทุนเอง การทุ่มเททั้งทุนทรัพย์และแรงกายแรงใจ หลังจากที่ออกดอกออกผล เกษตรกรที่ปลูกบอกว่า ภูมิใจและดีใจมาก ยิ่งในช่วงที่มีผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่หรือแรงงานข้ามชาติมาพบเห็นผลไม้บ้านเกิดของตัวเอง ต่างยกนิ้วโป้งและบอกว่ารสชาติอร่อย อย่างสาวเวียดนามที่แต่งเข้ามาอยู่ในไต้หวัน เมื่อเห็นจำปาดะ ดีใจมาก บอกว่านี่คือผลไม้บ้านเกิด เป็นเวลา 20 ปีแล้วที่ไม่ได้เห็นผลไม้นี้ เพราะฉะนั้น การคัดเลือกพันธุ์ดีเพื่อนำปลูกเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ว่ากว่าจะคัดเลือกได้พันธุ์ดี รสชาติอร่อย ถูกปากผู้บริโภค ต้องใช้เวลา 10-20 ปี เกษตรกรต้องมีความอดทนจริงๆ

    จำปาดะต้มซุปกระดูกหมูใส่สมุนไพรจีน บำรุงสุขภาพ

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 13 กรกฏาคม 2564

    มะม่วงเป็นตัวแทนผลไม้หน้าร้อนของไต้หวันก็ว่าได้ พอถึงช่วงหน้าร้อน ร้านหรือแผงขายผลไม้ก็จะเห็นมะม่วงวางขายมากมายและมีหลากหลายสายพันธุ์ด้วย ยิ่งในปีนี้เกิดการระบาดในไต้หวันที่มีมาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวด ทำให้ราคาของมะม่วงถูกกว่าปีอื่นๆ มะม่วงที่พบเห็นบ่อย ได้แก่ มะม่วงพื้นเมือง อ้ายเหวิน จินหวง อวี้เหวิน เซี่ยเสวี่ย หงหลง เฮยเซียง ไข่เท่อ เฮเดน.....ที่ทยอยออกมาขายในท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง แม้มะม่วงไม่ใช่เป็นผลไม้พันธุ์ดั้งเดิมของไต้หวัน แต่หลังจากที่มีการนำพันธุ์ดีเข้ามาปลูกในประเทศ ผ่านการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ จนได้สายพันธุ์ใหม่ๆ มีมากกว่า 130 ชนิด และไม่กี่ปีนี้ ไต้หวันมีการปลูกมะม่วงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ละปีมีปริมาณการปลูกเกือบ 170,000 ตัน หรือถ้าคำนวณเป็นผลก็เกือบ 500 ล้านลูก/ปี หรือถ้าจะเฉลี่ยต่อประชากรแล้ว คนไต้หวันกินมะม่วง 21 ลูก/คน/ปี ซึ่งมะม่วงเป็นผลไม้ที่ส่วนใหญ่มีรสหอมหวานอร่อย เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค แต่ก็ยังมีอีกหลายคนไม่รู้ว่า มะม่วงส่วนใหญ่ที่ปลูกนั้นไม่ได้ใช้เมล็ดในการเพาะแล้วค่อยๆ ให้ต้นโตจนออกดอกออกผล แต่เกิดจากการต่อกิ่งมะม่วงพันธุ์ดีๆ บนยอดของมะม่วงพันธุ์พื้นเมือง

    การต่อกิ่งมะม่วงพันธุ์ดีๆ บนยอดของมะม่วงพันธุ์พื้นเมือง ได้มะม่วงคุณภาพดี ต้นไม่สูง ดูแลและเก็บผลง่าย

    สำหรับประวัติการปลูกมะม่วงในไต้หวันนั้น เริ่มมีการนำเข้ามะม่วงมาปลูกประมาณศตวรรษที่ 16-17 โดยชาวฮอลันดาที่มาตั้งอาณานิคมในไต้หวัน โดยสายพันธุ์แรกที่ปลูกก็คือมะม่วงเบาหรือมะม่วงสายพันธุ์พื้นเมืองของอินเดีย ต่อมาในยุคญี่ปุ่นปกครองไต้หวันก็มีการนำเข้ามะม่วงจากประเทศแถบคาบสมุทรอินโดจีนมาปลูกหลายสายพันธุ์เช่นกัน จากนั้นผ่านการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศของไต้หวัน แต่หลังปี 1950 หน่วยงานเกษตรเริ่มนำเข้า

    มะม่วง 3 สายพันธุ์ที่มีรสชาติอร่อยจากรัฐฟอลิดาของอเมริกามาปลูกในไต้หวัน จนมีการขยายวงกว้างขึ้น ได้แก่ มะม่วงอ้ายเหวิน(Irwin) มะม่วงไข่เท่อ (Keitt) มะม่วงไห่ตุ้น(Haden) จากนั้นสถาบันวิจัยการเกษรและสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเกาสงก็พัฒนาสายพันธุ์มะม่วงใหม่ๆ เพิ่มขึ้น จนกระทั่งปัจจุบัน ไต้หวันมีพื้นที่เพาะปลูกมะม่วงประมาณ 16,000 เฮกตาร์ สายพันธุ์มะม่วงที่ปลูกกันมากในลำดับต้นๆ ได้แก่ มะม่วงอ้ายเหวิน มะม่วงพันธุ์พื้นเมือง มะม่วงจินหวง มะม่วงไข่เท่อ มะม่วงเฮเดน เป็นต้น รวมๆ แล้วมีมากกว่า 20 สายพันธุ์ที่ผู้คนรู้จักชื่อเรียก แต่อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์ที่สถาบันวิจัยด้านการเกษตรของไต้หวันได้เก็บรักษาและปลูกไว้ในสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชในพื้นที่ต่างๆ รวมๆ แล้วมีมากกว่า 130 สายพันธุ์ ซึ่งช่วงฤดูกาลของมะม่วงในไต้หวันจะอยู่ระหว่างเดือนเม.ย.ถึงเดือนก.ย. แต่จะทยอยกันออกสู่ท้องตลาด โดยสายพันธุ์ที่ออกสู่ท้องตลาดช่วงแรกๆ ประมาณเดือนมี.ค.-เม.ย. ส่วนใหญ่เป็นมะม่วงพื้นเมือง ส่วนช่วงปลายของฤดูมะม่วงประมาณเดือนส.ค.ถึงเดือนก.ย.ส่วนใหญ่เป็นมะม่วงไข่เท่อที่มีรสชาติอร่อยไปอีกแบบ ซึ่งแหล่งปลูกมะม่วงมากที่สุดอยู่ที่นครไถหนาน รองลงมาคือเมืองผิงตง และยังปลูกที่นครเกาสงด้วย สายพันธุ์มะม่วงที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นอ้ายเหวินที่ครองสัดส่วนเกินครึ่ง เพราะว่ารูปลักษณ์สวย ผิวมะม่วงสีแดงสด เนื้อหอม หวาน อมเปรี้ยวเล็กน้อย ขนาดของผลกำลังพอเหมาะไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค และยังปลูกง่าย ให้ผลผลิตค่อนข้างสม่ำเสมอ และยังเป็นสายพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกด้วย

    มะม่วงไข่เท่อ(บนซ้าย) มะม่วงไห่ตุ้น(ล่างซ้าย )มะม่วงอ้ายเหวิน(ขวา)ทั้ง 3 สายพันธุ์นำเข้าจากรัฐฟลอริดา

     มะม่วงที่ขายในท้องตลาดไต้หวันตั้งแต่ปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผล ส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยเมล็ดมะม่วงในการปลูก แต่เกิดจากการทาบกิ่งหรือการต่อกิ่งทั้งนั้น ทั้งนี้เนื่องจากมะม่วงกลายพันธุ์ง่าย หากใช้เมล็ดในการปลูกอาจจะกลายพันธุ์ที่ผิดไปจากสายพันธุ์เดิม กลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่อาจจะเป็นสายพันธุ์ดีหรือสายพันธุ์ที่เลวลงไปกว่าเดิมก็ได้ อีกทั้งต้องใช้เวลานาน 3-4 ปีจึงเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ บางทีอาจจะนาน 6-7 ปีก็ยังมี เพราะฉะนั้นจึงนิยมใช้เทคนิคการเสียบกิ่งหรือการต่อกิ่ง โดยต้นตอที่ใช้ในการต่อกิ่งนั้นเป็นมะม่วงพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกมานานที่ปรับเข้ากับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในไต้หวันได้ดี จากนั้นเอาสายพันธุ์ดีๆ มาต่อหรือเสียบที่ยอดก็จะได้มะม่วงสายพันธุ์ดี ไม่ทำให้กลายพันธุ์ได้ง่าย และเมื่อถึงช่วงที่มะม่วงออกดอกก็ต้องผ่านการผสมเกสรจึงจะติดผล ได้มะม่วงที่มีรสชาติหวานอร่อย ซึ่งมีแมลงมากมายที่เป็นตัวกลางช่วยผสมเกสรมะม่วงได้ แต่เนื่องจากดอกมะม่วงมีกลิ่นพิเศษที่ไม่ดึงดูดใจผึ้ง ทำให้ผึ้งไม่ค่อยชอบ ทางตรงข้ามมีแมลงวันเท่านั้นที่ชอบกลิ่นของดอกมะม่วงมากกว่า จากการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญด้านมะม่วงพบว่า แมลงวันหัวเขียว(Blow fly)ที่ชอบสิ่งปฏิกูลจะช่วยผสมเกสรมะม่วงได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น เกษตรกรที่ปลูกมะม่วง เมื่อถึงช่วงที่มะม่วงออกดอกต้องการผสมเกสรดอกมะม่วง ก็จะแขวนเครื่องในหมู หรือปลาตาย หรือนำมาใส่ถังวางไว้ใต้ต้นมะม่วง เพื่อดึงดูดให้แมลงวันหัวเขียวไปวางไข่ เพิ่มปริมาณของแมลงวัน หลังจากที่แมลงวันตอมเศษเนื้อหรือปลาเน่าแล้ว มันก็จะบินไปกินน้ำหวานที่เกสรเพศเมียของมะม่วง จากดอกหนึ่งไปยังอีกดอกหนึ่ง ลักษณะเช่นนี้ถือเป็นการช่วยผสมเกสรให้ดอกมะม่วงอย่างดีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม การแขวนเครื่องในหมูหรือปลาที่ตายแล้วก็มักจะส่งกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ที่หลายๆ คนไม่ชอบ ที่ผ่านมา หน่วยงานเกษตรเคยพัฒนาเอาผงถั่วเหลืองผสมกระดูกปลาป่นในอัตราส่วน 4 ต่อ 1 เพื่อนำมาเลี้ยงแมลงวันหัวเขียว แต่ว่าเกษตรกรที่ปลูกมะม่วงคิดว่าประสิทธิภาพของการดึงดูดแมลงวันหัวเขียวสู้เครื่องในหมูหรือปลาตายไม่ได้

    แมลงวันหัวเขียวช่วยผสมเกสรดอกมะม่วง

    หากพูดถึงมะม่วงสุกแล้ว ความหวาน ความสุก ของมะม่วงถือเป็นความชื่นชอบของผู้บริโภค เพราะว่ามะม่วงยิ่งสุกก็ยิ่งหอมหวานอร่อย แต่อย่างไรก็ตาม มีมะม่วงบางสายพันธุ์เมื่อรอให้สุกบนต้นแล้วค่อยเก็บผล จะส่งผลให้เนื้อของมะม่วงเปลี่ยนได้ง่าย ทั้งๆ ที่ดูจากภายนอกของมะม่วงแล้วยังปกติ แต่ถ้าผ่าดูเนื้อข้างในแล้วอาจจะฉ่ำน้ำมากเกินไป อย่างมะม่วงอ้ายเหวิน และเซี่ยเสวี่ย ต้องรอให้สุกบนต้นประมาณ 90% แล้วค่อยเก็บผล แต่มะม่วงจินหวง ไข่เท่อ ไถหนงเบอร์ 1 ถ้าปล่อยให้สุกบนต้น เนื้อปริแตกง่ายและฉ่ำน้ำเกินไป คุณภาพของเนื้อเปลี่ยนได้ง่าย ส่วนใหญ่เก็บผลตอนที่สุกประมาณ 70-80% จากนั้นค่อยนำไปบ่มต่อและขาย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงสายพันธุ์ไหน ถ้ามะม่วงเริ่มนิ่ม ส่งกลิ่นหอม ก็เหมาะในการนำไปกินได้แล้ว และมะม่วงสุกมากๆ บางครั้งจะมีจุดดำอยู่ที่ผิว จุดดำเหล่านี้เกิดจากโรคแอนแทรคโนสที่เกิดจากเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย แต่ว่าโรคทั้งสองจะไม่ติดต่อมายังคน เพียงแต่อยู่ที่ผิว ถ้าจุดดำมีไม่มากหรือไม่กินเข้าไปในเนื้อมะม่วง ถึงขนาดที่เนื้อเน่า กลิ่นเปรี้ยว ปาดทิ้งก็สามารถกินได้ ไม่มีปัญหา นอกจากนี้ ที่เปลือกผิวนอกของมะม่วงจะมีผงสีขาวบางๆ ปกคลุมทั่วผิวอยู่ชั้นหนึ่ง ซึ่งแบบนี้เกิดจากธรรมชาติของมะม่วงเอง ซึ่งคล้ายๆ กับองุ่นที่มีสีผงสีขาวบางๆ ปกคลุม ไม่ต้องตกอกตกใจคิดว่าเป็นสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงตกค้าง เพราะถ้าเป็นยาฆ่าแมลงก็จะมีจุดขาวบางๆ ที่กระจายแบบไม่ทั่วทั้งผล และในบางครั้งหลังเก็บผลมะม่วงมักจะผ่านขั้นตอนการล้างน้ำด้วย จึงทำให้มะม่วงบางสายพันธุ์ที่มีคุณภาพดี จะไม่เห็นจุดขาวบางหลงเหลืออยู่ที่ผิวมะม่วง นอกจากนั้นแล้ว บางคนคิดว่ามะม่วงเป็นผลไม้ที่มีพิษ กินแล้วคันตามผิวหนัง ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามะม่วงจัดเป็นผลไม้ที่มียางที่สร้างความระคายเคืองได้ ยางมะม่วงมีสารประกอบฟีนอลที่บางทีส่งผลถึงเปลือกและเนื้อของมะม่วง คนที่แพ้ง่ายจึงควรระมัดระวังในการบริโภค

    ใช้เครื่องในหมูหรือปลาตายดึงดูดแมลงวันหัวเขียว

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 6 กรกฏาคม 2564

    มะละกอเป็นผลไม้ที่สามารถนำมารับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก นิยมนำมาปรุงเป็นอาหารหรือนำมาแปรรูป และอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ในมะละกอสุกมีเอนไซม์ปาเปน ( Papain ) และเส้นใยอาหารมากมายช่วยในเรื่องกายย่อยโปรตีนในร่างกาย ช่วยล้างสำไส้ให้สะอาดขจัดไขมันตามผนังของลำไส้ มะละกอสุกจึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก สำหรับในไต้หวันเอง มีสายพันธุ์มะละกอหลากหลายชนิด แต่เพื่อต้องการคัดเลือกสายพันธุ์ดีๆ เพิ่มผลผลิต ลดความเสียหาย และให้ได้มะละกอที่มีรสชาติถูกปากผู้บริโภค ล่าสุด มีการพัฒนามะละกอสายพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 3 สายพันธุ์ ได้แก่ TSS_A39, TSS_A43 และ TSS_A46  ซึ่งทั้ง 3 สายพันธุ์ล้วนให้ผลผลิตสูง โดยมีข้อดีคือมีอายุการเก็บรักษานานและรักษาความสดใหม่ไว้​ได้นานขึ้น

    มะละกอสายพันธุ์ TSS_A46 ผลค่อนข้างกลม น้ำหนักประมาณ 700 กรัม/ผล ความหวานประมาณ 12 บริกซ์ เนื้อแน่น หวาน อร่อย

    อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์มะละกอที่ปลูกในไต้หวันส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ “ไถหนงเบอร์ 2 ” แต่เนื่องจากสายพันธุ์นี้มีคุณภาพสู้สายพันธุ์รึเซิง(มะละกอฮาวาย sunrise solo日陞) ที่เป็นข้อเด่นไม่ได้  แต่มะละกอฮาวายมีข้อเสียคือ ผลค่อนข้างเล็ก ให้ผลผลิตค่อนข้างต่ำ เพราะฉะนั้น ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์จึงทำการพัฒนามะละกอสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ คือ TSS_A39, TSS_A43 และ TSS_A46 และทั้ง 3 สายพันธุ์นี้ล้วนได้ข้อดีของมะละกอสายพันธุ์ฮาวายคือ มีความหอม หวาน เนื้อละเอียด อร่อย ผลผลิตสูง เก็บรักษาความสดได้นานขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ มะละกอฮาวายเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกในไต้หวันยุคแรกๆ แต่ต่อมายุคที่เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง มีความต้องการสายพันธุ์มะละกอที่ให้ผลผลิตสูง ผลโต ไม่บอบช้ำง่ายระหว่างการขนส่ง เพราะฉะนั้นมะละกอสายพันธุ์ฮาวายจึงมีการปลูกน้อยลง ส่วนมะละกอสายพันธุ์ไถหนงเบอร์ 2 ซึ่งเป็นมะละกอสายพันธุ์หลักที่นิยมปลูกในไต้หวัน เป็นมะละกอที่เกิดจากการพัฒนาพันธุ์ระหว่างมะละกอเมืองไทยกับมะละกอฮาวาย(รึเซิง) รุ่นที่ 1 ให้ผลผลิตสูง ลูกดก ผลใหญ่ น้ำหนักต่อผล 1-1.2 กก. แต่ละต้นให้ผลผลิต 33 กก./ปี ผิวเขียวเข้ม เนื้อแดง ฉ่ำ อร่อย มีความหวาน 11-12 บริกซ์ ปัจจุบันเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกมากที่สุดในไต้หวัน ครองสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูก 90 % สุกง่าย แต่มีข้อเสียคือเก็บรักษาไว้ไม่นาน เวลาขนส่งบอบช้ำง่าย แต่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น

    มะละกอฮาวาย(ซ้าย) มะละกอไถหนงเบอร์ 2 (ขวา)

     

    ชิวจั่นไถ(邱展臺) ผอ.ศูนย์วิจัยพัฒนาพันธุ์พืชเมืองผิงตงชี้ว่า ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์คัดเลือกมะละกอสายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ TSS_A39, TSS_A43 ล้วนเป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการผสมพันธุ์ และยังมีข้อดีของมะละกอฮาวายรวมอยู่ด้วย แต่ว่าผลมะละกอใหญ่กว่าและให้ผลผลิตมากกว่ามะละกอฮาวาย โดยที่สายพันธุ์ TSS_A39 มีผลผลิตประมาณ 138 ผล/ต้น ลักษณะของผลจะยาวรี มีน้ำหนักประมาณ 700 กรัม/ผล ความหวาน 13-15 บริกซ์ ส่วนมะละกอสายพันธุ์ TSS_A43 นั้นจะให้ผลผลิตประมาณ 146 ผล/ต้น ลักษณะของผลจะกลมยาว น้ำหนักประมาณ 600 กรัม/ผล ความหวานมีประมาณ 13.8 บริกซ์  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นมะละกอสายพันธุ์ฮาวายหรือไถหนงเบอร์ 2 หลังจากเก็บเกี่ยวและผ่านการบ่มสุกแล้ว วางไว้แค่ 2-3 วันก็ต้องรีบกิน ถือว่าระยะเวลาการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น และไม่เหมาะต่อการขนส่งระยะไกล และนอกจากนี้ มะละกอส่งออกของไต้หวันหลักๆ แล้วเป็นสายพันธุ์ไถหนงเบอร์ 2 ส่งออกปริมาณไม่มาก ไม่ถึง 200 ตัน/ปี และมะละกออีกสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นใหม่คือ TSS_A46 ให้ผลผลิตประมาณ 121 ผล/ต้น ลักษณะของผลค่อนข้างกลม น้ำหนักประมาณ 700 กรัม/ผล ความหวานประมาณ 12 บริกซ์ เนื้อแน่น หวาน อร่อย หลังบ่มจนสุกแล้วสามารถเก็บรักษาได้นาน 5-6 วัน มีศักยภาพส่งขายต่างประเทศได้ หลังจดสิทธิ์สายพันธุ์แล้ว อนาคตจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรเพาะปลูก

    มะละกอที่นิยมปลูกในไต้หวัน หวาน อร่อย

    มะละกอ ภาษาจีนเรียกว่า “มู่กวา木瓜” ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 มีการนำเข้าพันธุ์มะละกอจากหมู่เกาะอินเดียตะวันตกเข้าไปปลูกในเอเชีย ปลายราชวงศ์ชิง มีการนำเข้าจากจีนมาปลูกในไต้หวัน ประมาณปี 1907 เริ่มมีการปลูกกันแพร่หลายขึ้น ปัจจุบันมีเนื้อที่เพาะปลูกมะละกอประมาณ 3,553 เฮกตาร์ ปริมาณการผลิตประมาณ 140,000 ตัน/ปี พื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของไต้หวัน บริเวณเมืองผิงตง ไถหนาน เกาสง และเจียอี้ และกระจัดกระจายปลูกบริเวณเมืองหนานโถว หยุนหลิน ฮัวเหลียนและไถตง เพื่อป้องกันหนอนแมลงและโรคไวรัสจุดวงแหวน ปัจจุบันกว่า 85% นิยมปลูกมะละกอในโรงเรือนมุ้งตาข่าย ช่วงฤดูกาลมะละกอคุณภาพดี รสชาติอร่อยประมาณ เดือน 8-11 ส่วนมะละกอสายพันธุ์อื่น เช่น มะละกอไถหนงเบอร์ 1 ไถหนงเบอร์ 3 ไถหนงเบอร์ 5 ไถหนงเบอร์ 6 ไถหนงเบอร์ 9 ไถหนงเบอร์ 10  สายพันธุ์ หงเฟย เป็นต้น การปรับปรุงพันธุ์มะละกอในไต้หวันไม่หยุดอยู่กับที่ ตั้งแต่ยุคญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภค และการต่อยอดสายพันธุ์ที่ดีต่อไป

    เพื่อป้องกันหนอนแมลงและโรคไวรัสจุดวงแหวน 85% ของมะละกอในไต้หวันนิยมปลูกในโรงเรือนมุ้งตาข่าย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 29 มิถุนายน 2564

    ไม่นานที่ผ่านมา สถานีปรับปรุงพันธุ์เขตไทจง จดสิทธิ์พันธุ์พืชสาลี่สายพันธุ์ใหม่ “ไทจงเบอร์ 5 ” ลักษณะของผลสาลี่โต รูปร่างภายนอกสวย เนื้อละเอียด หวานฉ่ำ ความหวานเฉลี่ยมากกว่า 12.5 บริกซ์ หวานสุดมีมาก 14-15 บริกซ์ มีความเปรี้ยวประมาณ 0.25% เมื่อรับประทานแล้วจะให้รสชาติที่ไม่ใช่มีความหวานอย่างเดียวแต่ปนความเปรี้ยวเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังมีข้อดีอีกหลายประการ อย่างเช่น ระยะเวลาเก็บเกี่ยวนาน ประมาณ 20 วันจนถึง 1 เดือน และที่สำคัญที่เป็นจุดเด่นของสาลี่สายพันธุ์นี้คือไม่ปริแตกง่าย จึงเป็นข้อดีที่เกษตรกรนำไปปลูกเพราะดูแลง่าย

    สาลี่เหิงซาน

     สาลี่สายพันธุ์ “ไทจงเบอร์ 5 ” เป็นสายพันธุ์ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างสาลี่หยก(玉梨)ใช้เป็นแม่พันธุ์ ส่วนพ่อพันธุ์เป็นสาลี่เหิงซาน(橫山梨) ข้อดีของสาลี่หยกคือ เนื้อหวาน ละเอียด โดยสาลี่หยกเกิดจากการต่อกิ่งบนสายพันธุ์สาลี่ซินซิง แต่ว่าสาลี่หยกมีข้อเสียคือผลปริแตกง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่ฝนตกหรือมีน้ำมาก หากผลปริแตกรุนแรงจะมีสัดส่วนมากกว่าครึ่ง เพราะฉะนั้น สาลี่สายพันธุ์ไทจงเบอร์ 5 ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์นี้จึงได้ข้อดีของสาลี่สายพันธุ์หยกที่มีความหวาน แต่อัตราของผลปริแตกน้อยลง ซึ่งถ้าได้รับการดูแลจัดการที่เหมาะสมก็จะไม่ทำให้ผลปริแตกเลย แต่ถ้าจะเปรียบเทียบข้อเด่นและข้อด้อยระหว่างสาลี่สายพันธุ์ไทจงเบอร์ 5 กับสาลี่สายพันธุ์โฟงสุ่ย(豐水梨) ในเรื่องของความหวานที่มีระดับ 11 บริกซ์ขึ้นไป ถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่ดี เพราะว่าสาลี่สายพันธุ์ไทจงเบอร์ 5 มีความหวานเฉลี่ยมากกว่า 12.5 บริกซ์ นอกจากนี้ ในเรื่องของน้ำหนักต่อผล สาลี่ในตลาดโลกน้ำหนักต่อผลมีมากกว่า 300 กรัมจัดเป็นผลโตแล้ว แต่ถ้าน้ำหนักต่อผลมีมากกว่า 500 กรัมขึ้นไปถือว่าโตมาก ซึ่งสาลี่ไทจงเบอร์ 5 นี้ น้ำหนักต่อผลเฉลี่ย 400-500 กรัม หรือมากกว่านี้ด้วยซ้ำ จึงจัดเป็นสาลี่ที่มีผลโตมาก

    สาลี่นิวเซนต์จูรี

    สาลี่เป็นผลไม้ที่ปลูกในเขตอบอุ่น เป็นไม้ยืนต้น ทรงพุ่ม ที่จำเป็นต้องมีอุณหภูมิต่ำระยะหนึ่งสำหรับการพักตัวก่อนการออกดอก เช่นเดียวกับแอปเปิล ท้อ พลัม แต่เนื่องจากปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของภาวะโลกร้อน จึงมีแนวโน้มใหม่ที่จะต้องพัฒนาสายพันธุ์พืชที่ทนความร้อนมากขึ้น สำหรับสาลี่สายพันธุ์ไทจงเบอร์ 5 จำเป็นต้องมีอุณหภูมิต่ำ 500-700 ชม. ไม่ใช่เป็นพืชที่ต้องการอุณหภูมิต่ำแต่ทนร้อน แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าปลูกในพื้นที่ระดับกลางและระดับต่ำเหนือน้ำทะเล ในช่วงฤดูใบไม้ผลิใช้แคลเซียมไซยาไมด์เร่งการเจริญเติบโต ก็ยังสามารถทำให้ออกดอกติดผลได้เช่นกัน

    สาลี่โฟงสุ่ย

     สวีจิ่นมู่(徐錦木)ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชไทจงชี้ว่า สาลี่สายพันธุ์ไทจงเบอร์ 5 ทดลองนำไปปลูกในสถานีปรับปรุงพันธุ์เหนือระดับน้ำทะเล 19 เมตร ช่วงการเจริญเติบโตค่อนข้างด้อย แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ หลังเร่งให้แตกยอด แต่ละกิ่งจะออกดอก 3-5 ดอก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถปลูกในพื้นที่ราบได้ แต่ถ้านำไปปลูกในสิ่งแวดล้อมค่อนข้างเย็นอย่างที่ภูเขาหลีซานที่อยู่ในระดับสูงเหนือน้ำทะเล ก็จะเจริญเติบโตได้ดี แต่ละกิ่งออกดอก 7-11 ดอก คุณภาพของผลคงจะดีกว่า ซึ่งช่วงนี้ก็ยังอยู่ในช่วงของการทดลองที่ยังไม่มีผลสรุป แต่ถ้านำไปปลูกในพื้นที่ของเมืองจางฮั่ว ตั้งแต่ต่อกิ่งจนกระทั่งออกดอกต้องใช้เวลา 25 วัน และตั้งแต่ออกดอกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลใช้เวลา 135-150 วัน(4.5-5เดือน) แต่เวลาที่ดีที่สุดคือ 145 วัน อย่างไรก็ตาม สาลี่สายพันธุ์ไทจงเบอร์ 5 แม้จัดเป็นสาลี่คุณภาพดี แต่มีข้อเสียคือการเก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำหลังเก็บเกี่ยวมีประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบกับสาลี่สายพันธุ์อื่นอย่างเช่น สาลี่โฟงสุ่ย เก็บในอุณหภูมิต่ำได้นาน 1.5 เดือน สาลี่ซินซิง สามารถเก็บได้นาน 3 เดือน ข้อดีของการเก็บไว้อุณหภูมิต่ำนานก็สามารถค่อยๆ ขาย อย่างไรก็ตาม สวีจิ่นมู่บอกว่า สาลี่ไทจงเบอร์ 5 จะใช้วิธีการปลูกและวิธีการขายเหมือนกับสาลี่หิมะ 4029 คือปลูกในเนื้อที่ไม่มาก ขายตรงตามเขต ซึ่งขณะนี้ สาลี่ไทจงเบอร์ 5 ผ่านการจดสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว อนาคตจะถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกให้กับผู้ประกอบการ เกษตรกร เพื่อนำไปเพาะปลูก แต่เนื่องจากขณะนี้ยังมีขีดจำกัดอยู่ในช่วงการระบาดของโควิด 19 เพราะฉะนั้นยังไม่ได้กำหนดวันเวลาที่ชัดเจนของการถ่ายทอดเทคโนโลยี

    สาลี่หิมะน้ำผึ้ง

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 22 มิถุนายน 2564

    วันนี้มีเรื่องราวการผลิตดาบไม้ไผ่ของบริษัทหงต๋า(HON DAR BAMBOO SWORDS CO., LTD.) ที่มีชื่อเสียงและมีฝีมือการผลิต มีประสบการณ์การผลิตดาบไม้ไผ่นานกว่า 50 ปี เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้รักศิลปะการต่อสู้ด้วยดาบแบบญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟัง  หากจะพูดถึงธุรกิจการแปรรูปไม้ไผ่ในไต้หวันแล้ว สิ่งแรกที่ทำให้คนนึกถึงคืออะไร? ก็อาจจะเป็นไม้จิ้มฟัน ตะเกียบ จักสานไม้ไผ่ หรือว่าการแกะสลักไม้ไผ่... แต่ถ้าเดินทางไปที่ตำบลจู๋ซานของเมืองหนานโถว ก็จะพบว่ามีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไม้ไผ่ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ กลับเป็นดาบไม้ไผ่ที่หลายคนไม่คุ้นเคย หรือถ้าคนที่รู้จักดาบไม้ไผ่ก็อาจจะมองว่าเป็นสุดยอดเทคโนโลยีของธุรกิจแปรรูปไม้ไผ่ ซึ่งบริษัทดาบไม้ไผ่หงต๋า ก่อตั้งในปี 1968 มีการถ่ายทอดฝีมือการผลิตมาตั้งแต่ยุคญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน เนื่องจาก เคนโด (Kendo) เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ต้องใช้ดาบไม้ไผ่ในการฝึก แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา การผลิตดาบไม้ไผ่ในไต้หวันได้พัฒนาวิจัยวิธีการผลิตที่ต่างจากญี่ปุ่น และยังถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ดีที่สุดที่พัฒนาจากงานฝีมือกลายเป็นสินค้า หลินซิ่นหง(林信宏) เจ้าของบริษัทหงต๋าและเป็นผู้สืบทอดกิจการรุ่นที่ 2 มีประสบการณ์และมีเทคนิคการผลิตดาบไม้ไผ่พูดประโยคหนึ่งว่า “หากไม่มีดาบไม้ไผ่ ธุรกิจไม้ไผ่ของตำบลจู๋ซานคงจะสูญหายไปแล้ว”

    ไผ่กุ้ยจู๋คุณภาพดีเข้าสู่ขั้นตอนการล้าง

    ปัจจุบันบริษัทหงต๋าจัดอยู่ใน 2 โรงงานที่ยังมีการผลิตดาบไม้ไผ่ในตำบลจู๋ซาน และยังคงการผลิตดาบไม้ไผ่ที่มีเทคนิคละเอียดลออ เป็นโรงงานผลิตดาบไม้ไผ่ที่สำคัญของโลก จากรุ่นที่ 1 ที่มีโรงงานเรียบง่ายเป็นโครงไผ่ หลังคามุงสังกะสี เมื่อถึงรุ่นที่ 2 มีการสร้างโรงงานและคลังเก็บสิ่งของที่สมบูรณ์ขึ้น ไม่กี่ปีนี้ บริษัทหงต๋าต้องประสบปัญหากำลังคนและค่าแรงที่สูงขึ้น มีการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ จนปัจจุบันดาบไม้ไผ่หงต๋ากลายเป็นโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ดาบไม้ไผ่ที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น เฉลี่ย 2 เล่ม จะมี 1 เล่มที่ผลิตในไต้หวัน นายหลินซิ่นหงกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ตั้งแต่สืบทอดกิจการต่อจากคุณพ่อ และปัจจุบันได้สืบทอดให้ลูกชาย 2 คนที่เป็นรุ่นที่ 3 ลูกชายคนโตรับผิดชอบในเรื่องของการขาย ตั้งบริษัทอยู่ที่ญี่ปุ่น ขายสินค้าแบรนด์ของตัวเองโดยตรง ส่วนลูกชายคนเล็กรับผิดชอบเป็นผู้ผลิต ก่อนการระบาดของโควิด 19 จะบินไปมาจัดการเรื่องการผลิตระหว่างไต้หวันกับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายหลินยังบอกด้วยว่า ตั้งแต่เล็กจนโต ได้เห็นการพัฒนาธุรกิจดาบไม้ไผ่จากที่ไม่รู้อะไรเลยจนกระทั่งมีกิจการ เขายังจำได้ว่า ตอนที่เรียนชั้นมัธยมต้น มีอาจารย์สอนศิลปะดาบไม้ไผ่จากเมืองเจียอี้ท่านหนึ่ง รู้จักผู้ประกอบการดาบไม้ไผ่ของญี่ปุ่นที่รู้ว่าไต้หวันมีไม้ไผ่คุณภาพดีที่เรียกว่า กุ้ยจู๋ เป็นจำนวนมาก ก็เลยให้อาจารย์ท่านนี้เป็นนายหน้าหาผู้ประกอบการในตำบลจู๋ซานรับจ้างผลิตดาบไม้ไผ่ และในขณะนั้น ที่ตำบลจู๋ซานมีโรงงานทำธุรกิจแปรรูปไม้ไผ่ 200-300 แห่ง เมื่อทุกคนได้ข่าวว่าการทำดาบไม้ไผ่ 1 เล่มราคา 16 เหรียญไต้หวัน เมื่อเทียบกับค่าแรง 1 วันที่ได้รับเพียง 9 เหรียญไต้หวันรู้สึกว่าสูงกว่ามากมาย ก็เลยมีผู้แย่งรับจ้างผลิตกันมาก หลินมู่ชัง(林牧倉)ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานรุ่นแรกของหงต๋าและเป็นคุณพ่อของหลินซิ่นหง เดิมทีเป็นเภสัชกรทำงานในโรงพยาบาล ยุคญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ธุรกิจไม้ในเมืองหนานโถวกำลังรุ่งเรือง หลินมู่ชังจึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพลงทุนกิจการไม้ แต่เนื่องจากบริหารงานไม่ดี สุดท้ายผู้ร่วมทุนต่างแยกย้ายกันไป หลินมู่ชังได้ส่วนแบ่งเฉพาะรถบรรทุก 1 คน ดังนั้นในเวลาต่อมาจึงทำธุรกิจขนส่งสินค้า จากนั้นหันมาค้าขายวัสดุ แล้วค่อยๆ เข้าสู่ธุรกิจแปรรูปไม้ไผ่  เมื่อถึงช่วงที่ธุรกิจผลิตดาบไม้ไผ่กำลังบูม หลินมู่ชังก็ได้เริ่มพัฒนาเทคนิคการผลิตดาบไม้ไผ่ด้วย และพบว่า ดาบไม้ไผ่ญี่ปุ่นเป็นงานศิลปะที่มีการสืบทอดจากอาจารย์ที่มีฝีมือ และการที่จะกลายเป็นอาจารย์ช่างที่มีฝีมือไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจารย์ช่างฝีมือ 1 คนจะผลิตดาบไม้ไผ่ได้สักเล่มจะต้องใช้เวลานาน หลินมู่ชังคิดว่า ถ้าจะผลิตดาบไม้ไผ่แบบดั้งเดิมจะไม่เหมาะต่อการพัฒนาธุรกิจ ดังนั้นจึงนำวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมนี้แยกเป็นขั้นเป็นตอน แต่ละขั้นตอนจะมีผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบโดยเฉพาะ ดีกว่าที่คนเดียวทำทุกขั้นตอน และยังสามารถผลิตดาบไม้ไผ่คุณภาพดีเป็นที่ต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งถ้าคุณดูดาบไม้ไผ่ 1 เล่ม คุณอาจคิดว่าทำง่าย แต่ว่าถ้าจะทำให้เป็นที่ถูกใจของทุกๆ คนนั้นไม่ใช่ง่าย ประการแรก ผู้บริโภคที่เรียนรู้ขั้นพื้นฐานมักจะไม่ค่อยเข้าใจเรื่องดาบไม้ไผ่มากนัก ส่วนผู้เรียนรู้ขั้นสูงแล้ว มักจะเลือกสรรอย่างละเอียด เพราะฉะนั้น ราคาและคุณภาพจึงเป็นสิ่งท้าทายต่อการผลิตมากที่สุด

    ไผ่กุ้ยจู๋มีความแข็งแรง เหนียว ใช้ทำดาบ เป็นที่ชื่นชอบของคนญี่ปุ่น

    ในสายตาของผู้ประกอบการแปรรูปไผ่ในท้องถิ่น มักจะมองว่า การผลิตดาบไม้ไผ่เป็นเทคโนโลยีสุดยอดของธุรกิจ แต่หลินซิ่นหงกลับมองว่า ดาบไม้ไผ่เป็นวัสดุธรรมชาติ ไม่ใช่วัสดุความละเอียดสูง แต่ว่าในดาบไม้ไผ่ 1 เล่มจะประกอบด้วยแผ่นไผ่ 4 ชิ้น และทั้ง 4 ชิ้นนี้อาจมาจากส่วนของไม้ไผ่ที่ไม่เหมือนกัน และไผ่แต่ละชิ้นอาจจะต่างกันที่ความหนาบาง ความโค้งงอ มีข้อไผ่ และสี แต่ถ้าแผ่นไผ่ทั้ง 4 ชิ้น สามารถนำมาประกอบกันก็จะเกิดความสวยงาม ซึ่งสิ่งนี้เองที่จะทดสอบความแม่นยำของการผลิตได้ แต่ถ้าจะแยกแยะขั้นตอนการผลิตดาบไม้ไผ่ ตั้งแต่ไผ่ดิบสีเขียวที่ขนส่งจากบนภูเขา ประการแรกต้องคัดเลือกขนาดของลำไผ่และทำการขจัดเปลือกผิวสีเขียวของไผ่ จากนั้นคัดเกรดตามน้ำหนักและดูสภาพภายนอก จากนั้นจึงจะเข้าสู่กกระบวนการแปรรูป ในขณะที่ทำการแปรรูป จะต้องดัดความโค้งงอ จากนั้นผ่านขั้นตอนการตัด การขัด การปรับ การขูด เป็นต้น หลังจากได้รูปแบบที่ต้องการแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการจัดหมวดหมู่ โดยแต่ละขั้นตอนล้วนมีความสำคัญ ลำไผ่สีเขียว 1 รถบรรทุก หลังจากที่ผ่านการคัดสรรเบื้องต้นแล้ว นำไปใช้งานได้มีเพียง 15-18% และหลังจากนำไปคัดเลือกอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็จะมีส่วนที่เสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก 10-20% เพราะฉะนั้นกล่าวได้ว่า คุณภาพของดาบไม้ไผ่ที่ดีต้องอาศัยคนในการเลือกสรร ก็มีคำถามว่า คุณต้องการพัฒนาให้เป็นงานศิลปะหรือว่าเป็นสินค้า? สิ่งนี้เป็นปัจจัยแรกที่จะต้องแยกแยะให้ชัดเจน หลินซิ่นหงหวลคิดถึงอดีต ทิศทางที่คุณพ่อเลือกเป็นตัวตัดสินอนาคตของธุรกิจดาบไม้ไผ่หงต๋า การผลิตที่มีขนาดเดียวกัน ปริมาณการผลิต สินค้าราคาสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของห่วงโซ่ธุรกิจแปรรูปดาบไม้ไผ่ที่สามารถยืนหยัดต่อไปได้ หลินซิ่นหงยังบอกด้วยว่า มาตรฐานการเลือกดาบไม้ไผ่ นอกจากในเรื่องของความยาว ข้อไผ่ และสีแล้ว สิ่งที่ควบคุมได้ยากที่สุดคือน้ำหนัก ขนาดของดาบไม้ไผ่และการใช้งานที่ต่างกัน น้ำหนักก็จะต่างกัน เพราะฉะนั้นแต่ละขั้นตอนการผลิตจะต้องชั่งน้ำหนัก หากเจอช่วงที่ฝนตก ความชื้นก็จะสูง แผ่นไผ่จะมีน้ำเพิ่มขึ้น 4-8 กรัม เมื่อนำมาประกอบเข้าด้วยกันก็จะคาดเคลื่อนจากสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

    ทุกขั้นตอนต้องใช้แรงงานคนในการคัดสรร

    ดาบไม้ไผ่ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนเทคโนโลยีชั้นสูง แต่ยังทำให้ห่วงโซ่การแปรรูปไม้ไผ่ต้นน้ำและปลายน้ำมีความครบถ้วน ซึ่งมีคนมักจะกล่าวว่า ไผ่ 1 ลำ จะมีเถ้าแก่ถึง 3 คน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าการนำไปแปรรูปที่ไม่เหมือนกัน คนที่ซื้อก็ต่างกันด้วย ยกตัวอย่าง ส่วนหัวของไผ่จะดีที่สุด จะนำมาทำเป็นดาบไม้ไผ่ ส่วนกลางเหมาะในการทำมู่ลี่ ถักทอเสื่อ ส่วนปลายของไผ่คุณภาพแย่ที่สุด ได้แต่นำมาทำเป็นไม้ปิ้งเนื้อ หากไม่มีดาบไม้ไผ่ที่ขายได้ราคาสูงมาช่วยแบ่งเบ่าต้นทุน สินค้าแปรรูปปลายน้ำก็จะขาดศักยภาพการแข่งขัน และถ้าเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานด้านข้าง ก็จะเห็นอาม่ากลุ่มหนึ่งกำลังควบคุมสายการผลิต นำไผ่ที่เป็นลำตัดให้เป็นท่อนๆ หรือไม่ก็นำแผ่นไผ่ตัดให้เป็นไม้จิ้มฟัน ส่วนที่ไม่สามารถแปรรูปก็จะนำไปกองไว้อีกที่ ผู้ประกอบการที่ต้องการก็จะมาคัดเลือกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เช่น เอาไปทำเป็นโครงสำหรับเลี้ยงหอยนางรม เป็นแผงกั้นลม เป็นต้น แต่ว่าผลกำไรที่ได้จากการแปรรูปปลายน้ำน้อยมาก ผลประกอบการหลักต้องอาศัยการผลิตดาบ หลินซิ่นหงบอกว่า ทั่วโลกล้วนมีทรัพยากรป่าไผ่ แต่ว่าไต้หวันพิเศษกว่าคือมีไผ่สายพันธุ์กุ้ยจู๋ ประกอบกับไต้หวันมีสภาพอากาศที่เป็นเกาะมีความชุ่มชื้น ทำให้ไผ่กุ้ยจู๋มีเส้นใยละเอียดและมีความแข็งแรง รวมทั้งประสบการณ์แปรรูปที่มีความสุกงอม แม้จะต้องแข่งขันกับสินค้าราคาต่ำจากจีน แต่ดาบไม้ไผ่ไต้หวันก็ยังคงอยู่ได้ในตลาดโลก

    คนงานตัดไผ่เป็นชิ้นเล็ก แบ่งเกรดการใช้งาน

    15 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน