ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2564

    เดือนมิ.ย.ถือเป็นฤดูกาลของแคนตาลูปสายพันธุ์นิวเซนต์จูรีของตำบลจ้วงเหว่ย เมืองอี๋หลานที่มีความอร่อย เพราะว่าเกษตรกรปลูกด้วยฝีมือประณีต ใส่ใจต่อการปลูก แคนตาลูปที่ปลูกได้มีคุณภาพดี ขายดีทุกปี ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ก่อนหน้านี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือจำนวนไม่น้อยขับรถตรงไปยังถิ่นปลูกเพื่อเลือกซื้อแคนตาลูป โดยไม่หวั่นไหวว่ายังอยู่ในช่วงที่การระบาดของโควิด 19 ที่มีมาตรการป้องกันระดับ 3 หากมีผู้บริโภคแห่กันไปซื้อ มีการรวมกลุ่ม ย่อมเสี่ยงต่อการติดเชื้อแน่นอน แม้ว่าจะอยู่ในที่กลางแจ้งก็ตาม เฉินอวี้หัว(陳玉華)ประธานสมาคมเกษตรตำบลจ้วงเหว่ยบอกว่า ไม่กี่วันมานี้ มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยที่ขับรถจากทางภาคเหนือหาซื้อแคนตาลูปอร่อยๆ แม้แต่สมาชิกของสมาคมเกษตรเห็นแล้วยังรู้สึกหวาดกลัวต่อการติดเชื้อเลย เพราะฉะนั้นเฉินอวี้หัว จึงแนะนำผู้บริโภคสั่งซื้อแคนตาลูปทางออนไลน์ส่งตรงไปถึงที่บ้านดีกว่าเดินทางมาซื้อเอง นอกจากสั่งซื้อทางเว็บไซด์ของสมาคมเกษตรแล้ว ทางสมาคมยังเป็นคนกลางแนะนำเกษตรกรผู้ปลูกแคนตาลูปคุณภาพดีให้กับผู้บริโภคได้ด้วย

    แคนตาลูปสายพันธุ์นิวเซนต์จูรี ผลใหญ่ น้ำหนัก 2 กก.กว่า หวานฉ่ำ ความหวานสูงสุด 17 บริกซ์

            แคนตาลูปสายพันธุ์นิวเซนต์จูรีเป็นแคนตาลูปที่ปรับปรุงพันธุ์มาจากสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีรสชาติอร่อยของซินเจียง รูปร่างหน้าตาของแคนตาลูปทรงยาวรี ผิวลายเป็นตาข่าย และเอกลักษณ์พิเศษของสายพันธุ์นี้คือมีเนื้อหวานกรอบ โดยแหล่งปลูกสำคัญและมีปริมาณมากที่สุดอยู่ที่ตำบลจ้วงเหว่ย เมืองอี๋หลาน ปีที่แล้ว เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน บางช่วงร้อนมาก บางช่วงหนาวมาก บางช่วงฝนตกมากจนเกิดภัยพิบิติจากน้ำท่วม ส่งผลทำให้ผลเก็บเกี่ยวของแคนตาลูปน้อยมาก แต่มาในปีนี้ โดยเฉพาะช่วงเดือนมี.ค.ถึงเดือนพ.ค. สภาพอากาศทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งในพื้นที่ของเมืองอี๋หลานไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ เดิมผลเก็บเกี่ยวแคนตาลูปจะเริ่มในช่วงกลางเดือนมิ.ย. แต่ปรากฏว่าในปีนี้เก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าประมาณครึ่งเดือนคือประมาณกลางเดือนพ.ค.ก็มีผลผลิตทยอยออกสู่ท้องตลาดแล้ว หลินเหวินหัว(林文華) เจ้าหน้าที่ช่วยงานวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชสาขาหลานหยางเขตฮัวเหลียนชี้ว่า การปลูกแคนตาลูปของเกษตรกรตำบลจ้วงเหว่ยดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อให้ได้คุณภาพดี ใน 1 เถาจะเหลือแค่ 1 ผลเท่านั้น เน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ สำหรับในปีนี้ผลผลิตค่อนข้างดี สวนที่ปลูกแต่ละแห่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 50-80% ความหวานของแคนตาลูปเฉลี่ยแล้วมีมากกว่า 14-15 บริกซ์ และหวานที่สุดจะมากถึง 17 บริกซ์ อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่ออกก่อนอาจจะมีขนาดของผลเล็กไปนิดหนึ่ง แต่หลังจากเดือนมิ.ย.ไปแล้ว ผลจะโตเป็นส่วนใหญ่ ด้วยความหวาน ความกรอบ ความอร่อย ผู้บริโภคที่ได้ลิ้มลองแล้วต่างบอกว่าสุดยอดจริงๆ

    ปลูกแคนตาลูปเน้นคุณภาพ 1 เถา 1 ผล

            ช่วงต้นเดือนมิ.ย.เป็นช่วงเริ่มต้นที่มีผลผลิตมาก ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยจากทางภาคเหนือเกรงว่าการสั่งสินค้าส่งถึงบ้านที่ต้องใช้อุณหภูมิต่ำล่าช้าเพราะมีผู้คนสั่งเป็นจำนวนมาก หรือบางบริษัทขนส่งรวมตัวกันงดส่งสินค้าอุณหภูมิต่ำไปทางภาคเหนือ ก็ทำให้หลายคนขับรถส่วนตัวไปซื้อแคนตาลูปที่ตำบลจ้วงเหว่ยโดยตรง (แต่อย่างที่บอกแล้วค่ะว่า ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงของมาตรการป้องกันโรคโควิดระดับ 3 ) แม้ช่วงวันหยุดของเทศกาลบ๊ะจ่างรัฐบาลก็ยังเรียกร้องให้ประชาชนอย่าเดินทางกลับภูมิลำเนา เพราะกลัวการระบาดขยายวงกว้าง เพราะฉะนั้น ทางสมาคมเกษตรจ้วงเหว่ยต้องประกาศทางเว็บไซด์แจ้งผู้บริโภคว่า สามารถสั่งซื้อผ่านเว็บไซด์ของสมาคมได้ หรือก่อนหน้านี้ ให้ไปเลือกซื้อจากเกษตรกรที่วางขายริมทางข้างตลิ่งของถนนซินหนาน หมู่บ้านซินหนาน เพราะ เกษตรกรวางขายในที่โล่งแจ้ง แต่ว่าไม่กี่วันนี้ได้เห็นประชาชนไปซื้อกันมากมาย เกรงว่าการรวมกลุ่มจะไม่เป็นผลดีต่อการป้องกันโรค ดังนั้นในเวลาต่อมา มีการปรับเปลี่ยนการประกาศของสมาคมเกษตร คาดหวังให้ผู้บริโภคสั่งซื้อทางออนไลน์หรือโทรศัพท์ส่งซื้อตรงจากทางสมาคม ทั้งนี้ ราคาของแคนตาลูปที่ขายเป็นราคามาตรฐาน หากบรรจุใส่กล่องจะใส่ 2 ลูก/กล่อง แต่ละลูกมีน้ำหนักประมาณ 3-4 ชั่งหรือถ้าใหญ่หน่อยหนัก 2 กก.กว่า ทางสมาคมซื้อจากเกษตรกรประมาณ 90 เหรียญไต้หวัน/ชั่ง ต้องเสียค่าขนส่งต่างหาก ถ้าส่งด้วยอุณหภูมิปกติกล่องละ 100-120 เหรียญไต้หวัน หากขนส่งด้วยอุณหภูมิต่ำค่าส่งจะแพงกว่าประมาณ 200-240 เหรียญไต้หวัน/กล่อง แต่ถ้าซื้อครบ 100 กล่อง ทางสมาคมจะส่งถึงที่เลย เฉินอวี้หัวบอกด้วยว่า ถ้าต้องการสอบถามราคาสามารถสอบถามจากเจ้าหน้าที่สมาคมได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถรับประกันได้ว่า สั่งซื้อวันนี้ พรุ่งนี้สินค้าจะส่งถึง หากผู้บริโภคเกรงว่าอากาศร้อนจะทำให้คุณภาพผลไม้ไม่ดี ทางสมาคมแนะนำว่าให้ส่งแบบเก็บรักษาอุณหภูมิต่ำดีกว่า หลินเหวินหัวยังบอกอีกว่า แคนตาลูปพันธุ์นิวเซนต์จูรี ถ้าเก็บในอุณหภูมิปกติไม่แช่เย็นจะเก็บได้นาน 1 สัปดาห์ โดยทั่วไปนิยมเก็บไว้อุณหภูมิต่ำ เพราะสามารถเก็บได้นานถึง 2 สัปดาห์ และการขนส่งที่ใช้อุณหภูมิปกติส่งถึงบ้านต้องใช้เวลาประมาณ 3 วัน แต่หากส่งสินาสค้าไม่ทัน ต้องเสียเวลา 5 วัน อาจจะเสี่ยงต่อคุณภาพของผลไม้ได้ และขอแนะนำว่า หากผู้บริโภคสั่งซื้อแคนตาลูปและได้รับสินค้าเร็วเพียงแค่วันเดียว ให้วางไว้ในอุณหภูมิห้องประมาณ 1-2 วันก่อน เพื่อให้ผลสุกมากขึ้น รอให้ผลมีกลิ่นหอมนิดหนึ่ง ความหวานกำลังพอดี แล้วค่อยนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น เมื่อนำมารับประทานจะได้รสชาติที่อร่อยยิ่งขึ้น

    สั่งซื้อแคนตาลูปอร่อยๆ ได้ที่สมาคมเกษตรจ้วงเหว่ย เมืองอี๋หลาน

    ทำไมตำบลจ้วงเหว่ยของเมืองอี๋หลานจึงปลูกแตงชนิดนี้ได้ทั้งหวานทั้งอร่อย นอกจากมีพันธุ์แตงที่ดีแล้ว ก็ยังมีเรื่องของภูมิประเทศที่เหมาะสม ซึ่งก็คือดินดีด้วย เพราะว่าตำบลจ้วงเหว่ยตั้งอยู่ส่วนล่างของแม่น้ำหลานหยาง มีความอุดมสมบูรณ์ พื้นดินเป็นดินร่วนปนทราย น้ำไม่ขัง ได้รับแสงแดดเพียงพอ มีความแตกต่างอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืน เหมาะต่อการเพาะปลูกแคนตาลูปเป็นอย่างยิ่ง มีสภาพดินฟ้าอากาศคล้ายกับเมืองทูลูฟานของซินเจียง ผู้ที่นำแคนตาลูปสายพันธุ์นี้เข้ามาปลูกในไต้หวันคือ จวงเยี่ยนซื่อ(蔣彥士) ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรในปี 1971 แต่เริ่มมีโครงการผลักดันให้เกษตรกรปลูกตั้งแต่ปี 1982 มีการพัฒนาสายพันธุ์และวิธีการปลูกเรื่อยมา จนได้แคนตาลูปรสชาติหอมหวาน กรอบอร่อย กลายเป็นของฝากให้กับญาติสนิทมิตรสหายในช่วงเทศกาลบ๊ะจ่าง

    แคนตาลูปอร่อยๆ เป็นของฝากให้กับญาติสนิทมิตรสหาย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 8 มิถุนายน 2564

    ช่วงหน้าร้อนของไต้หวันประมาณปลายเดือนพ.ค.เป็นต้นไป ถือเป็นช่วงที่นักเรียน นิสิตนักศึกษาฉลองจบการศึกษา แต่เนื่องจากปีนี้ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ระลอกใหม่ที่มีมาตรการยกระดับป้องกันโรคเป็นระดับ 3  งานรับปริญญา งานฉลองจบการศึกษาของนักเรียนนักศึกษา ต้องหันมาจัดทางออนไลน์ ส่งผลทำให้ยอดขายของธุรกิจร้านดอกไม้ยอดตกถึง 80% ยกตัวอย่าง เกษตรกรที่ปลูกดอกทานตะวัน เมื่อนำส่งขายตลาดค้าส่ง จำนวน 1 ช่อประมาณ 10 ดอก ได้รับเงินแค่ 15 เหรียญไต้หวัน(ราคาเท่ากับ 1.5 เหรียญไต้หวัน/1ดอก) นอกจากนี้ การส่งไปขายที่ตลาดค้าส่งยังต้องเสียค่าขนส่งด้วย และถ้าส่งไปขายแล้วขายไม่หมด ก็มีแต่ทำลายทิ้งอย่างเดียว เพราะฉะนั้นในขณะนี้ เกษตรกรผู้ปลูกดอกไม้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าขอให้ได้แค่ต้นทุนก็เพียงพอแล้ว เหยียนเหวินหลิง(顏雯玲) ผอ.กองภายใต้กรมการเกษตรและอาหารบอกว่า จากเดิมทางคณะกรรมการการเกษตรมีการให้เงินอุดหนุนดอกไม้ให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ แต่หลังจากที่โรงเรียนต้องปิดเพราะการระบาดของโควิด ทางคณะกรรมการการเกษตรได้สั่งให้รัฐบาลท้องถิ่นสำรวจสภาพการใช้ดอกไม้ ให้จัดดอกไม้ที่เหลือจากการให้นักเรียนที่เรียนทางออนไลน์ ส่งมอบให้กับหน่วยงานทหาร ตำรวจ หน่วยงานแพทย์พยาบาล หรือไม่ก็นำดอกไม้ไปจัดตามสถานที่สาธารณะที่ไม่มีคนหนาแน่นหรือมีการรวมกลุ่ม นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ผู้ประกอบการขายดอกไม้ทางออนไลน์โดยส่งตรงไปถึงบ้าน

    ส่งมอบช่อดอกทานตะวันให้บัณฑิตที่จบการศึกษา แสดงถึงความโชคดีและทรงพลัง

    หลังเทศกาลวันแม่ไต้หวัน(วันแม่ไต้หวันตรงกับวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพ.ค.) ถือเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ดอกไม้น้อยลง ประจวบกับปีนี้มีการระบาดของโควิดระลอกใหม่ ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการดอกไม้ยิ่งแย่กว่าเดิมเหมือนผีซ้ำด้ำพลอยจริงๆ ยกตัวอย่าง ตลาดดอกไม้กรุงไทเป ปี 2019 ที่เริ่มเกิดการระบาดของโควิด 19 ราคาของดอกไม้ประมาณกลางเดือนพ.ค.เฉลี่ยช่อละ 70 เหรียญไต้หวัน แต่มาในปีนี้ ช่วงกลางเดือนพ.ค.ที่เป็นช่วงเวลาเดียวกัน ดอกไม้ช่อละ 56.6 เหรียญไต้หวัน แต่เมื่อถึงช่วงปลายเดือนพ.ค. เหลือแค่ช่อละ 50 เหรียญไต้หวันเท่านั้น หงจื่อเจี๋ย(洪子傑) รองหัวหน้าฝ่ายวางแผนตลาดดอกไม้ไทเปกล่าวว่า หลังจากที่มีการยกระดับการป้องกันการระบาดของโควิดเป็นระดับ 3 แล้ว โรงเรียนทั่วไต้หวันหยุดเรียน การเรียนการสอนดอกไม้ในโรงเรียนก็หยุดไปด้วย แม้แต่การใช้ดอกไม้จัดงานนอกสถานที่ก็งดจัดกิจกรรมทั้งหมด ทำให้ผู้ประกอบการต้องสอนทางออนไลน์เพียงวิธีเดียว ขายวัสดุจัดดอกไม้ได้ไม่มากนัก ทำให้ธุรกิจดอกไม้ได้รับผลกระทบหนัก เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เนื่องจากการระบาดของโควิด 19 ในไต้หวันไม่รุนแรงมาก ผู้ประกอบการมีเวลาในการเตรียมรับมือได้เร็ว แต่มาปีนี้ การระบาดของโควิด 19 รุนแรง ทำให้รับมือไม่ทัน กิจกรรมที่มีการใช้ดอกไม้ต่างหยุดกะทันหัน

    ส่งมอบดอกไม้ให้กับเจ้าหน้าที่แนวหน้าป้องกันโรค ช่วยหล่อเลี้ยงกำลังใจ และยังช่วยเหลือเกษตรผู้ปลูกด้วย

    ซูอี๋หรู(蘇怡如) ผู้ประกอบการขายส่งดอกไม้ และยังเปิดร้านขายดอกไม้เองอยู่ที่เมืองเจียอี้บอกว่า ที่เมืองเจียอี้ส่วนใหญ่นิยมนำดอกไม้ไปไหว้เจ้าตามศาลเจ้า ตามวัด หรือใช้ในโบสถ์ และในช่วงเดือนมิ.ย.เป็นช่วงฉลองจบการศึกษาของนักเรียนนักศึกษา มีความต้องการดอกไม้สูง แต่มาปีนี้ กิจกรรมต่างๆ ล้วนถูกยกเลิก วัด ศาลเจ้าก็ไม่เปิด เหลือเพียงการใช้ดอกไม้ไหว้พระในบ้านและคนที่คุ้นเคยกับการเอาดอกไม้ประดับบ้านมีไม่มาก อย่างยอดขายปีก่อนๆ เฉพาะวันพระจีนคือวันที่ 1 และวันที่ 15 ตามปฏิทินจีน ยังมีรายได้ 70,000-80,000 เหรียญไต้หวัน/วัน แต่มาตอนนี้มียอดขายเหลือแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น ซูอี๋หรูจึงอยากจะแนะนำรัฐบาลทำเหมือนปีที่แล้ว คือให้จัดดอกไม้มอบให้กับเจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาล ช่วยกันระบายดอกไม้ เพราะว่าดอกไม้ช่วยรักษาจิตใจ ดอกไม้ช่วยหล่อเลี้ยงกำลังใจและสร้างความสุขให้กับหลายๆ คนได้ และทางที่ดีที่สุดควรให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือผู้ประกอบการดอกไม้โดยตรง

    ราคาขายส่งของดอกไลเซนทัสเหลือช่อละ 10-20 เหรียญไต้หวัน

    เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค.ดอกไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดอกทานตะวัน ดอกหน้าวัว ดอกคาลล่าลิลลี่ ดอกเยอบีรา ดอกไลเซนทัส เป็นต้น เป็นที่ต้องการสูง เพราะว่าสามารถนำมาจัดช่อดอกสำหรับงานรับปริญญา แต่ปีนี้งดจัดงานรับปริญญา ราคาขายส่งของดอกไลเซนทัสเมืองเจียอี้ตกเหลือช่อละ 10-20 เหรียญไต้หวัน เกษตรกรที่ปลูก แม้แต่ต้นทุนของเมล็ดพันธุ์ก็ยังไม่ได้คืนมา หลินปี้ถิง(林璧亭) เกษตรกรผู้ปลูกดอกไม้เขตกั่งผิงเมืองเจียอี้บอกว่า ปีที่แล้วการระบาดของโควิด 19 ในไต้หวันไม่รุนแรงมาก เมื่อถึงปีนี้จึงได้ขยายการปลูกดอกไม้ให้มากขึ้น โดยลงทุนทยอยปลูกดอกทานตะวันตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. คาดว่าสามารถเก็บเกี่ยวดอกทานตะวันได้ 25,000 ดอก เพื่อให้ทันใช้ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงฉลองจบการศึกษา แต่แล้วสิ่งที่คาดคิด ถึงกับต้องล่มสลาย เพราะว่าในช่วงกลางเดือนพ.ค.ปีนี้ ทั่วไต้หวันเข้าสู่มาตรการป้องกันโควิดระดับ 3 เพราะฉะนั้นดอกทานตะวันที่ปลูกได้ไม่รู้ว่าจะเอาขายที่ไหนดี หลินปี้ถิงยังบอกด้วยว่า ดอกทานตะวันส่งไปขายตลาดค้าส่งดอกไม้ขนาดใหญ่ในประเทศ 5 แห่ง ล้วนขายไม่ได้ ค่าขนส่งตกส่งลังละ 50 เหรียญไต้หวัน( 1 ลังมี 150 ดอก) เมื่อส่งไปขายที่ตลาดค้าส่งแล้ว ถ้าขายไม่ได้ก็จะไม่มีการตีกลับ ได้แต่ทำลายทิ้ง เฉพาะในวันที่ 31 พ.ค. เธอตัดดอกไม้จากสวนได้ 4,000 กว่าดอก ต้องใช้วิธีขายให้กับร้านขายดอกไม้ใกล้เคียง รวมทั้งขายทางเฟซบุ๊ก หรือว่าให้เพื่อนช่วยแนะนำ รวมๆ กันแล้วก็ยังขายได้แค่ครึ่งหนึ่งก็คือประมาณ 2,000 ดอกเท่านั้น แต่สำหรับปีก่อนๆ ที่ผ่านมา ราคาของดอกทานตะวันขายได้ดี ช่อหนึ่งประมาณ 10 ดอก ขายส่งยังได้ 180 เหรียญไต้หวัน แต่มาในปีนี้ เหลือแค่ 15 เหรียญไต้หวัน เท่ากับว่าราคาของดอกทานตะวันเหลือเพียงดอกละ 1.5 เหรียญไต้หวัน หลินปี้ถิง เกษตรกรผู้ปลูกทานตะวันบอกว่า แค่เมล็ดพันธุ์ของดอกทานตะวันก็ปาเข้าไปเกือบ 20,000 เหรียญไต้หวัน และยังต้องจ่ายค่าจ้างคนงานอีก 5,000 เหรียญไต้หวัน ขณะนี้ ดอกทานตะวันที่มีขนาดเล็ก ล้วนเหลือไว้ทำปุ๋ยในสวน หากดอกทานตะวันที่ขายปลีกแล้วยังเหลืออีก ก็จะลองส่งขายตลาดค้าส่งเพื่อเสี่ยงดวงดูว่าจะขายได้หรือไม่ ก็ได้แต่คิดว่า ขอให้ได้ต้นทุนคืนก็เพียงพอแล้ว

    ดอกทานตะวันที่ยังไม่บานเต็มที่ เก็บรักษาความสดได้นาน 2 สัปดาห์

    ตำบลเถียนเหว่ย เมืองจางฮั่ว ถือเป็นแหล่งเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน มีพื้นที่เพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับเกือบ 400 เฮกตาร์ ไม้ดอกไม้ประดับตามถนนหนทางล้วนมาจากตำบลเถียนเหว่ย ถือเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรชาวเถียนเหว่ย อู๋เจิ้งเสี้ยน(吳政憲) ประธานสมาคมเกษตรเถียนเหว่ยบอกว่า เนื่องจากช่วงนี้ความต้องการดอกไม้ลดลง เกษตรกรตัดดอกไม้แล้วส่งไปขายที่ตลาดค้าส่งพบว่า ไม่ใช่ราคาต่ำเกินไป ก็ขายไม่ได้ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเรื่องค่าขนส่งและค่าลังที่ใช้บรรจุดอกไม้ ที่ยิ่งไปกว่านี้ ค่าเมล็ดพันธุ์ยังไม่ได้คืน ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องกลบฝังทำปุ๋ย คิดเป็นสัดส่วนอย่างน้อย 20% ที่ ถ้าหากไม่คิดหาวิธีการแก้ไข อนาคตคงจะสูญเสียมากกว่านี้แน่ อู๋เจิ้งเสี้ยนยังบอกด้วยว่า การขอร้องให้ประชาชนช่วยกันสั่งซื้อดอกไม้ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาล หน่วยงานป้องกันโรค ไม่ใช่เป็นการขอรับบริจาคเงิน แต่คาดหวังให้โอกาสกับเกษตรกรผู้ปลูกดอกไม้ เป็นการส่งมอบความรักความห่วงใยให้กับเจ้าหน้าที่ที่เป็นแนวหน้าการป้องกันโรค เนื่องจากการส่งสินค้าไปที่บ้านรวดเร็ว เกษตรกรแพคดอกไม้รักษาความสด ดอกไม้สามารถเก็บรักษาความสดได้นาน 2 สัปดาห์ เหยียนเหวินหลิง ผอ.กองภายใต้กรมการเกษตรและอาหารยังบอกด้วยว่า ในอนาคตหากการระบาดของโควิด 19 ลดลงจากมาตรการป้องกันระดับ 3 ผู้คนเริ่มเดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวกขึ้น ทางกรมการเกษตรและอาหารจะผลักดันโครงการต่างๆ ให้มีการใช้ดอกไม้มากขึ้น ขยายตลาดไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ต หน่วยงานด้านศาสนา ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 1 มิถุนายน 2564

    ช่วงการระบาดของโควิด 19 ที่ยังรุนแรง หลายคนต้องอยู่กับบ้านไปไหนก็ไม่ได้ เพราะปกติจะออกไปทำงาน ไปโรงเรียน ไปเที่ยว ไปดูโน่นดูนี่ให้เกิดความเพลินบ้าง และบางครั้งจะอยู่บ้านเฉพาะวันที่อยากอยู่ แต่ ณ เวลานี้การอยู่บ้านไม่ได้อยู่เพราะอยากพักผ่อน แต่อยู่เพราะจำเป็นต้องอยู่ บางคนก็ต้องทำงานที่บ้าน บางบ้านที่มีเด็กๆ ที่ต้องปิดเรียนก็ต้องอยู่กับบ้านด้วย ทำให้หลายคนเกิดอารมณ์เบื่อบ้าน เมื่อเกิดความเบื่อก็มักอยากจะหยิบของเข้าปาก กินๆ..แก้เซ็ง หรือบางคนดูหนังออนไลน์ ดูซีรี่ส์ ก็มักจะหยิบขนมขบเคี้ยว เช่น เฟรนช์ฟรายส์ ขนมกรุบกรอบ ช็อกโกเลต ไอศกรีม จับเข้าปากไปเคี้ยวไปเรื่อยๆ หวงเสี่ยวโถง(黃曉彤) นักโภชนาการและยังเป็นแพทย์ที่ปรึกษาด้านโภชนการมหาวิทยาลัยการแพทย์ไทเปบอกว่า คนที่ต้องอยู่บ้านในช่วงที่มีการระบาดของโควิด ทำให้กิจวัตรประจำวันต่างๆ ลดลง ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ถ้ายังกินอาหารที่มีแคลอรีสูง หรืออาหารขยะก็จะสร้างภาระให้กับร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ผลตามมาคือทำให้น้ำหนักร่างกายเพิ่มกลายเป็นโรคอ้วน เพราะฉะนั้น นักโภชนาการหวงเสี่ยวโถงจึงแนะนำว่าให้กินผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ อย่างเช่น มะเขือเทศผลเล็ก ทั้งนี้ เนื่องจากมะเขือเทศผลเล็กน้ำหนัก 100 กรัม ให้พลังงานแค่ 32 กิโลแคลอรี ถือว่าให้พลังงานน้อยมาก แต่มีกากใยอาหารสูง นอกจากนี้ มะเขือเทศยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และทำให้เกิดความงามด้วย

    กินมะเขือเทศผลเล็กแทนขนมขบเคี้ยว

    นักโภชนาการหวงเสี่ยวโถงยังบอกด้วยว่า มะเขือเทศประมาณ 23 ผล ซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ 1 ส่วน จะให้พลังงานเพียงแค่ 60 กิโลแคลอรี จึงควรจัดมะเขือเทศอยู่ในแผนตารางอาหารที่ต้องเรากินกัน นอกจากนี้ เวลาที่กินมะเขือเทศหลายคนชอบจิ้มผงบ๊วยหรือผสมกับอาหารที่เป็นของหมักดอง เพื่อให้เกิดรสชาติที่อร่อยขึ้น แต่ในความเป็นจริง ของหมักดองหรือผงบ๊วยเหล่านี้จะมีน้ำตาลและเกลือในปริมาณที่สูง เมื่อกินเข้าไปเยอะๆ จะเป็นภาระของร่างกาย อาจเกิดอาการบวมน้ำในร่างกายได้ ส่วนคนที่อยู่ในโหมดของการลดความอ้วน อาจจะมีคำถามว่า ระหว่างมะเขือเทศผลใหญ่กับมะเขือเทศผลเล็ก อย่างไหนจะให้พลังงานที่มากกว่า หยางหลิงหลิง(楊玲玲) ดร.สาขาวิชาเภสัชศาสตร์บอกว่า มะเขือเทศผลเล็กจะให้พลังงานมากกว่ามะเขือผลใหญ่ 2 เท่า จากสถิติคลังข้อมูลด้านโภชนาการของไต้หวันระบุ มะเขือเทศทั้งผลเล็กและผลใหญ่ที่มีน้ำหนัก 100 กรัมเหมือนกัน มะเขือเทศผลเล็กจะให้พลังงาน 31-35 กิโลแคลอรี ส่วนมะเขือเทศผลใหญ่จะให้พลังงานเพียง 15-20 กิโลแคลอรี ถือว่าให้พลังงานเพียงครึ่งหนึ่งของมะเขือเทศผลเล็กเท่านั้น ดร.หยางหลิงหลิงยังบอกด้วยว่า สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ที่อยู่ระหว่างการควบคุมน้ำตาล หากรู้สึกหิว ให้กินมะเขือเทศผลใหญ่ที่มีน้ำตาลน้อยกว่าจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม ในมะเขือเทศผลเล็กจะมีวิตามินซีที่สูงกว่ามะเขือเทศผลใหญ่ อย่างน้ำหนักเท่ากัน 100 กรัม มะเขือเทศผลใหญ่ให้วิตามินซีเพียง 21 มิลลิกรัม ส่วนมะเขือเทศผลเล็กมีวิตามินซี 67 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่ามากกว่า 3 เท่ากว่า เพราะฉะนั้น ถ้าใครก็ตามที่ต้องการเพิ่มวิตามินซีให้กับร่างกาย ทางที่ดีที่สุดก็ให้เลือกกินมะเขือเทศผลเล็ก โดยกินเป็นผลไม้ได้เลย

    มะเขือเทศปั่นก็อร่อย

    ส่วนใครก็ตามที่กำลังอยู่ระหว่างการลดความอ้วน ต้องการกินอาหารที่ให้พลังงานน้อยที่สุด เช่นลดอาหารประเภทแป้ง หรืองดผลไม้ไปเลย ถ้าเป็นแบบนี้อาจส่งผลต่อสุขภาพของเราได้ จากการสำรวจข้อมูลด้านโภชนาการของกระทรวงสาธารณะสุขไต้หวันระบุ คนไต้หวันกินผลไม้ต่อวันไม่ได้ปริมาณที่กำหนด อย่าง คนที่อายุเกิน 19 ปี แต่ละวันกินผลไม้ไม่ได้ปริมาณ 2 ส่วนมีไม่ถึง 16% สาเหตุเป็นเพราะว่างานยุ่งไม่มีเวลากินผลไม้ ในบ้านไม่ได้ซื้อผลไม้ การปอกผลไม้เป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่มีเวลาจัดการเรื่องผลไม้ กินอาหารนอกบ้านไม่ให้ผลไม้ เป็นต้น ขณะเดียวกันพบว่า อาหาร 3 มื้อและผลไม้ที่มีคนดูแลจัดการเตรียมให้ จะทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ขณะเดียวกันยังได้รับปริมาณของผลไม้มากกว่าคนที่อยู่คนเดียว สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ส่วนใหญ่สมาชิกในครอบครัวที่ได้กินผลไม้เป็นเพราะมีคนเตรียมให้

    มะเขือเทศจิ้มผงบ๊วยอร่อย แต่อาจเพิ่มภาระร่างกายเพราะมีส่วนผสมของเกลือและน้ำตาลสูง

    สวี่ซูหัว แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวโรงพยาบาลฝู่เหริน ได้อ้างอิงถึงงานวิจัยในวารสารการสาธารณะสุขของสหรัฐอเมริกาชี้ว่า จากการสุ่มสำรวจวัยผู้ใหญ่ชาวออสเตรเลียจำนวน 12,385 คนพบว่า คนที่กินผลไม้ยิ่งมาก จะมีความพึงพอใจในการดำรงชีวิตยิ่งสูง และยอมรับสภาพที่เผชิญได้ สวี่ซูหัวบอกว่า เนื่องจากผลไม้มีกากใยสูง ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหาร ช่วยป้องกันสมองอักเสบ ทำให้สุขภาพร่างกายดี ในทางตรงข้าม หากคนที่กินอาหารทอดที่มีน้ำตาลและน้ำมันสูง จะทำให้จุลินทรีย์ในลำไส้ลดน้อยลง ทำให้เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง อาจทำให้มีความเครียด วิตกกังวล มีแรงกดดัน การเรียนถดถอยได้ นอกจากนี้ มูลนิธิจอร์นต่ง ได้สำรวจนักเรียนชั้นประถมของไต้หวันจำนวน 1517คน ในช่วงเดือน 7-8 ปี 2019 พบว่า เด็กที่กินผลไม้น้อย อารมณ์จะไม่ดี ง่วงเหงาหาวนอน ไม่มีสมาธิ เป็นสิวง่าย ส่วนปัญหาที่กินผลไม้น้อย นอกจากพ่อแม่งานยุ่งไม่มีเวลาซื้อ ปัญหาจากคนในบ้านไม่เตรียมไว้ให้ จึงทำให้การบริโภคผลไม้น้อย แพทย์สวี่ซูหัวแบ่งปันประสบการณ์ของตนว่า ปกติจะเตรียมผลไม้ให้กับคนในครอบครัว อาหารว่างช่วงบ่าย หรืออาหารว่างระหว่างมือ จะนิยมใช้ผลไม้แทนขนมขบเคี้ยว อย่างเช่น กีวี แอปเปิล ส้ม ซึ่งจะช่วยลดความอ่อนเพลียได้ดี

    ฤดูร้อนกินผักผลไม้เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม 2564

    ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฏาคมถือเป็นฤดูผสมพันธุ์ของนกสาลิกาสีน้ำเงินฟอร์โมซาหรือนกขุนแผนไต้หวัน และมักมีข่าวที่เกี่ยวกับนกสาลิกาชนิดนี้มีความดุดันหรือจู่โจมผู้คนไม่น้อย อย่างเช่น ที่มหาวิทยาลัยเหวินฮั่วในอุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน มีนกสาลิกาสีน้ำเงินฟอร์โมซาสร้างรังฟูมฟักไข่ตามต้นไม้ และเพื่อปกป้องลูกน้อยของมัน นกสาลิกาเต็มวัยมักจะบินโฉบหรือเอาขาดึงผมของนักศึกษาที่เดินผ่านไปมา ภาพเหล่านี้มี หวังเสียงอวี้(王翔郁) ศต.คณะการสื่อสารมวล มหาวิทยาลัยเหวินฮั่ว ได้บันทึกภาพเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไว้หลายภาพ ซึ่งศต.หวังเสียงอวี้ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวกลางของไต้หวัน (CNA)ชี้ว่า เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน หลี่เทียนเริ่น(李天任) ขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเหวินฮั่ว มีอยู่วันหนึ่งท่านได้โทรศัพท์ไปหาและบอกว่า มีนกสาลิกาสีน้ำเงินฟอร์โมซาซึ่งเป็นนกอนุรักษ์ของไต้หวันปรากฏตัวอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยไม่น้อย และเชิญชวนให้ไปถ่ายภาพนก โดยที่ขณะนั้น ศต.หวังเสียงอวี้อยู่ที่เมืองไทจงก็รีบเดินทางกลับมหาวิทยาลัย จากนั้นได้เริ่มทำการถ่ายภาพและได้ดำเนินการติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายปีพบว่า นกสาลิกาไต้หวันชนิดนี้จะสร้างรัง กกไข่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเหวินฮั่วประมาณช่วงเดือน เม.ย., พ.ค.ของทุกปี จากนั้นประมาณเดือน มิ.ย.ถึงเดือนก.ค.หลังจากที่ลูกนกเริ่มโตแล้ว มันก็จะบินจากไป แล้วในปีถัดไปในช่วงฤดูผสมพันธุ์มันก็จะบินกลับมาใหม่อีก ซึ่งเป็นวัฏจักรวงจรชีวิตของมัน

    นกสาลิกาสีน้ำเงินฟอร์โมซาหรือนกขุนแผนไต้หวัน หางยาว สวยงาม

    ศต.หวังเสียงอวี้บอกว่า นกส่วนใหญ่จะมีพ่อนกและแม่นกช่วยกันดูแลปกป้องลูกน้อย แต่สำหรับนกสาลิกาสีน้ำเงินฟอร์โมซาหรือนกขุนแผนไต้หวันนั้นจะช่วยกันดูแลทั้งครอบครัว เพราะฉะนั้น การที่นกสาลิกาปรากฏให้เห็น 7-8 ตัว น่าจะเป็นนกในครอบครัวเดียวกัน สำหรับในปีนี้ พวกมันสร้างรังอยู่บนต้นไม้นอกอาคารตึกบริหารของมหาวิทยาลัยที่อยู่ห่างจากพื้นประมาณ 10 เมตร ศต.หวังเสียงอวี้ จึงใช้เลนส์เทเลซูมถ่ายภาพเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนนก ทำการบันทึกภาพไว้ทั้งหมดตั้งแต่วางไข่ กกไข่ และฟักเป็นลูกนก จนกระทั่งบินไปจากรังของมัน แต่เนื่องจากนกสาลิกาสีนี้เป็นนกที่มีความแข็งแกร่งร่วมมือร่วมใจกันปกป้องรังของมันมาก มันมักจะบินโฉบเอาขาเขี่ยโจมตีศีรษะของนิสิตนักศึกษาเดินผ่านไปมาบริเวณที่มันทำรัง และศต.หวังเสียงอวี้ได้บันทึกภาพที่น่าตื่นเต้นไว้มากมาย และสอบถามความรู้สึกของนักศึกษาหลังจากที่ถูกนกสาลิกาจู่โจม ซึ่งบางคนก็บอกว่า รู้สึกตื่นตระหนก มีบางคนบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องแปลกไปเสียแล้ว แต่บางคนก็บอกว่ามันเจ็บจริงๆ ซึ่งนอกจากจับภาพที่นกสาลิกาจู่โจมศีรษะของนักศึกษาแล้ว ศต.หวังเสียงอวี้ยังถ่ายภาพนกสาลิกาไปขโมยไข่ของนกอื่นด้วย เนื่องจากมีการตั้งกล้องไว้เพื่อถ่ายภาพนกเขาพม่าที่อยู่นอกอาคาร ด้วยความบังเอิญ มีนกสาลิกาตัวหนึ่งบินล่อนกเขาพม่าตัวเมียออกจากรังที่กำลังกกไข่ ช่วงที่นกเขาพม่าเผลอบินออกจากรังนี้เอง ก็มีนกสาลิกาอีกตัวบินเข้าไปที่รังของนกเขาพม่าอย่างรวดเร็ว แล้วก็กลืนไข่ของนกเขาพม่าลงท้อง 1 ฟอง ส่วนที่เหลืออีก 1 ฟองก็คาบไปไว้ที่พื้น จากนั้นก็กินกลืนเข้าไปในท้องอีก ศต.หวังเสียงอวี้บอกว่า ช่วงที่ถ่ายภาพเป็นช่วงต้นเดือนเม.ย. คาดว่าเป็นช่วงที่แม่นกสาลิกากำลังสร้างรังวางไข่ แม่นกสาลิกาต้องการเสริมสร้างโปรตีนให้กับร่างกาย จึงไปขโมยไข่ของนกอื่นกิน

    นกขุนแผนไต้หวันแอบขโมย กินไข่นกเขาพม่า เสริมพลัง เพื่อวางไข่ ฟูมฟักลูกน้อยของตัวเอง

    ศต.หวังเสียงอวี้ยังบอกด้วยว่า การถ่ายภาพที่เกี่ยวกับนิเวศวิทยา เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม  หรือแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากต้องรู้เทคนิคการถ่ายภาพแล้ว ยังต้องคุ้นเคยกับสัตว์ที่ต้องการถ่ายภาพด้วย ซึ่งปกติมักจะใช้กล้องขนาดเล็กบันทึกภาพ และจะต้องคำนวณช่วงเวลาพิเศษของนก อย่างเช่น ช่วงที่นกฟักไข่ ช่วงที่นกโตขึ้นแล้วบินจากรังไป อีกทั้งยังต้องเตรียมเลนส์เทเลซูมไว้ด้วย จึงจะได้ภาพเด็ดๆ และมีความต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากที่ ศต.หวังเสียงอวี้ถ่ายภาพเด็ดๆ ไว้แล้ว ได้นำไปแชร์ในเฟซบุ๊ก ดึงดูดนักศึกษาจำนวนไม่น้อยเข้ามาแสดงความคิดเห็น ศต.หวังยังพูดด้วยอารมย์ขันว่า นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเหวินฮั่วถูกนกสาลิกาซึ่งเป็นนกอนุรักษ์ของไต้หวันจู่โจมที่ศีรษะ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่เท่จริงๆ สามารถเอาไปแชร์อวดคนอื่นๆ ได้

    นกขุนแผนไต้หวันเป็นนกที่รักครอบครัวมาก

    นกสาลิกาสีน้ำเงินฟอร์โมซาหรือนกขุนแผนไต้หวัน ภาษาจีนเรียกว่า “ไถวาลหลานเชวี่ย台灣藍鵲” เป็นนกเฉพาะถิ่นที่พบเห็นในไต้หวัน และยังจัดเป็นนกอนุรักษ์ของไต้หวันด้วย เป็นนกที่เริ่มมีข้อมูลบันทึกเกี่ยวกับนกชนิดนี้ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ชิง ปี 1862 นกสาลิกาสีน้ำเงินฟอร์โมซาถูกบันทึกไว้ในบทความเกี่ยวกับนกของไต้หวันที่รวบรวมโดย นักปักษาวิทยาและศิลปินนกชาวอังกฤษ จอห์นโกลด์ นกสาลิกาชนิดนี้ถือเป็นนกที่มีความสวยงาม ขนนกของนกเพศผู้และเพศเมียมีความคล้ายคลึงกัน หัว คอ และบริเวณเต้านมจะมีสีดำ ดวงตาสีเหลือง ปากและเท้าสีแดง ส่วนที่เหลือของขนนกส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงิน ขนปีกและหางมีปลายสีขาว ขนหางคู่กลางยาวที่สุด ความยาวของนกทั้งตัวประมาณ 64 ซม. แต่ว่าในส่วนของหางจะยาวมาก มีความยาว 2 ใน 3 ของความยาวตัวทั้งหมด(ประมาณ 42 ซม.) เนื่องจากมีหางยาวและสวยงามจึงได้รับฉายาว่า “สาวภูเขาหางยาว” (ฉางเหว่ยซานเหนียง-長尾山娘long-tailed mountain lady) จัดเป็นนกตระกูลเดียวกับกา อยู่ในสกุลเดียวกับนกขุนแผนที่พบในเมืองไทย เพราะฉะนั้นจึงมีคนเรียกนกชนิดนี้ว่า “นกขุนแผนไต้หวัน” นั่นเอง ส่วนพฤติกรรมของนกชนิดนี้จะไม่กลัวคนมากนัก สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในถิ่นใกล้กับที่อยู่อาศัยของมนุษย์ตามภูเขาหรือพื้นที่เพาะปลูก และพวกมันจะอยู่รวมกันเป็นฝูง ส่วนใหญ่รวมกลุ่มกันมากกว่า 3 ตัวขึ้นไปจนถึง 12 ตัวก็ยังมี และเวลาที่มันบินก็จะบินเป็นแนวตามกัน เป็นนกที่รักเดียวใจเดียว ตัวเมียจะทำหน้าที่วางไข่และฟักไข่ ส่วนตัวผู้ก็ช่วยกันสร้างรังและหาอาหาร มันมักจะสร้างรังบนต้นไม้ที่สูง หลังฟักเป็นตัวจะออกจากรังและเริ่มหัดบิน จากนั้นก็บินไปอยู่ที่อื่น แต่ก็มีบางคู่ผสมพันธุ์ครั้งที่ 2 หลังจากนี้ อาหารของนกสาลิกาชนิดนี้ มักจะกินของเน่า หนอนแมลงขนาดเล็ก ไข่นก เศษอาหารของมนุษย์ ผลไม้สุก พืชบางชนิดมันก็กิน หรือแม้แต่งูมันก็ไม่กลัว เคยมีคนบันทึกภาพนกสาลิกาสีน้ำเงินฟอร์โมซาล่างูเขียวที่เขตอุทยานหยางหมิงซานเช่นกัน นกสาลิกาจิกงูเขียวแล้วคาบไปที่ต้นไม้ จากนั้นใช้ปากจิก สองเท้าเหยียบย่ำ แยกชิ้นส่วนให้ยุ่ย กลายเป็นอาหารกินเล่นของพวกมันไปเลย  ที่ผ่านมาเคยมีคนถูกจู่โจมแล้วเอาลูกหินซัดใส่มัน อย่าหาทำนะ เพราะว่าผิดกฏหมาย มันเป็นนกอนุรักษ์ การที่มันจู่โจมเพราะมันปกป้องลูกน้อยของมันนั่นเอง และก่อนหน้านี้มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวที่ฟาร์มเกษตรฮุ่ยซุนเมืองหนานโถวบอกว่า ได้เห็นฝูงนกสาลิกาสีน้ำเงินฟอร์โมซาบินไปมาตามพื้นโดยไม่กลัวผู้คน จึงถ่ายภาพฝูงนกและโพสต์ขึ้นเน็ตเรียกร้องให้คนที่ไปเที่ยวอย่าให้อาหารนก เพราะว่าจะไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมัน เนื่องจากก่อนหน้านี้นกสาลิกาเหล่านี้เมื่อเห็นผู้คนก็จะบินหนีหลบไปไกลๆ แต่ว่าปัจจุบันมันไม่กลัวผู้คน แถมยังบินป้วนเปี้ยนเข้าใกล้คน ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะว่าจะไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกมัน ทำลายระบบนิเวศของพวกมันได้

    นกขุนแผนไต้หวันจิกคาบงูเขียว ใช้สองเท้าเหยียบย่ำ แยกชิ้นส่วนให้ยุ่ย กลายเป็นอาหารกินเล่นไปซะเลย

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

    ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.ถือเป็นช่วงฤดูกาลของหน่อไม้ฝรั่งในไต้หวัน หน่อไม้ฝรั่งมีรสหวาน กรุบกรอบ สด อร่อย ไม่ว่าจะนำมาผัด ลวก ทำสลัด ล้วนหวานอร่อย เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค หน่อไม้ฝรั่ง(Asparagus) ภาษาจีนเรียกว่า “หลูสุ่น蘆筍” ได้ชื่อว่า ราชาผักที่ต้านมะเร็ง  มีโปแตสเซียมสูง มีเส้นใยอาหารสูง สามารถป้องกันอาการท้องผูก ลดคลอเลสเตอรอลไม่ดี ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จากการวิจัยพบว่า อาหารที่มีเส้นใยสูงจะลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ซึ่งเส้นใยอาหารที่อยู่ในหน่อไม้ฝรั่งจะสูงกว่ากะหล่ำปลีที่หลายคนชื่นชอบกินเสียอีก และที่สำคัญให้แคลอรีต่ำ ถือเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นผักที่เหมาะกับคนที่อยู่ในโหมดลดความอ้วน หน่อไม้ฝรั่งน้ำหนัก 100 กรัม มีเส้นใยอาหาร 2.1 กรัม ให้พลังงานแค่ 20 กิโลแคลอรีเท่านั้น และยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินต่างๆ อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ลูทีน ซีแซนทีน แคโรทีน คริปโทแซนทิน ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย ป้องกันการเกิดมะเร็งได้

    หน่อไม้ฝรั่งไต้หวันที่นิยมทานมี 2 สี คือหน่อเขียวและหน่อขาว

    แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้คน 4 ประเภทที่ควรหลีกเลี่ยงหรือกินให้น้อยหน่อย ได้แก่

    1. คนที่มีโรคกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ เพราะว่าหน่อไม้ฝรั่งมีกากใยอาหารสูง จะทำให้กระเพาะลำไส้ทำงานหนักขึ้น มีโอกาสขูดเยื่อบุกระเพาะ ลำไส้ง่าย
    2. คนที่ต้องกินอาหารกากน้อย อย่างเช่น คนที่ต้องการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งลำไส้ เพราะหน่อไม้ฝรั่งมีกากใยอาหารสูง
    3. คนที่เป็นโรคเกาต์ควรหลีกเลี่ยงการกิน หรือว่าถ้าอยากจะกินให้นำไปลวกก่อน หรือไม่ก็ให้กินส่วนปลาย เพราะว่าในหน่อไม้ฝรั่งมีส่วนประกอบของสารพิวรีน (Purine) เมื่อย่อยสลายตัวแล้วก็จะได้ กรดยูริก (Uric Acid)
    4. คนที่มีปัญหาในเรื่องของไต ไตทำงานไม่ดี ต้องจำกัดการได้รับโปรแตสเซียม
    5. สลัดหน่อไม้ฝรั่งอร่อยๆ

        ส่วนวิธีเลือกซื้อหน่อไม้ฝรั่งมีหลักการคือ

      1. สีเขียวสดอวบเต็ม ดูจากภายนอกว่าสีเขียวสดหรือไม่ หน่อเต็มหรือไม่ ถ้าทิ้งไว้หลายวันหน่อจะเหี่ยวยุบลงไป
      2. ส่วนปลายของหน่อไม้ฝรั่งเต็มอิ่ม ไม่แตกหรือบาน
      3. ส่วนที่ตัดยังคงสด ไม่เหี่ยวแห้งเพราะน้ำระเหยไปบางส่วน เหมือนเก็บไว้หลายวันแล้ว
      4.   นอกจากนี้ ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชไถหนานชี้ว่า หน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกในไต้หวันต่างจากหน่อไม้ฝรั่งที่นำเข้า คือหน่อจะยาวกว่า มีความยาวประมาณ 24 ซม. หรือยาวกว่า 30 ซม.ก็ยังมี และมีความสดกว่า ส่วนสีของหน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกในไต้หวันจะมีสีเขียวอ่อนกว่า เป็นต้น

        หน่อไม้ฝรั่งที่ปลูกในไต้หวันหน่อใหญ่กว่า ยาวกว่า เขียวน้อยกว่าของนำเข้า

        15 min
      5. ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564

        จากเดิมที่ชาวประมงดีใจและคาดหวังส่งออกปลาไหลมีชีวิตไปขายญี่ปุ่นได้ราคาดี เพราะว่าไต้หวันจับลูกปลาไหลญี่ปุ่นมีปริมาณเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 2 ปี แต่แล้วต้องผิดหวังเพราะการระบาดของโควิด 19 ที่ญี่ปุ่นที่ต้องจำกัดเวลาประกอบการของร้านอาหารในประเทศ ทำให้จำนวนของผู้บริโภคนอกบ้านลดลง และอีกประการหนึ่งคือ คนญี่ปุ่นหันไปซื้อปลาไหลแปรรูปสุกมากินเพิ่มขึ้น จึงทำให้ปลาไหลมีชีวิตของไต้หวันส่งออกมีปริมาณลดลงเป็นจำนวนมาก ราคาขายของปลาไหลในบ่อเลี้ยงของไต้หวันลดลงจาก 2 ปีก่อนเป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาไหล กรมประมงไต้หวันได้จัดกิจกรรมเชิญชวนประชาชนในประเทศบริโภคปลาไหล ซึ่งนายกัวฉงอิง(郭瓊英) ประธานสมาคมส่งออกปลาไหลและกุ้งของไต้หวันชี้ว่า ร้านอาหารในญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลือกใช้ปลาไหลมีชีวิตทำข้าวหน้าปลาไหล ส่วนซุปเปอร์มาร์เก็ตมักจะซื้อปลาไหลแปรรูป(ปลาไหลย่างซอสสำเร็จรูปบรรจุสุญญากาศ) ซึ่งราคาของปลาไหลทั้งสองชนิดต่างกันมาก

        เดือนพ.ย.ของทุกปีเริ่มจับลูกปลาไหลในทะเลธรรมชาติ

        ญี่ปุ่นนำเข้าปลาไหลมีชีวิต 5,000-7,000 ตัน/ปี และนำเข้าปลาไหลแปรรูป 15,000 ตัน/ปี ซึ่งปลาไหลมีชีวิตส่วนใหญ่นำเข้าจากไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ โดยปลาไหลมีชีวิตที่นำเข้าล้วนเป็นปลาไหลสายพันธุ์ญี่ปุ่น แต่ปลาไหลแปรรูปที่นำเข้าจากจีนแผ่นดินใหญ่หลักๆ แล้วเป็นสายพันธุ์อเมริกัน ราคาของลูกปลาไหลสายพันธุ์อเมริกันมีแค่ 1 ใน 10 ของปลาไหลสายพันธุ์ญี่ปุ่น ปลาไหลตัวเต็มวัยของทั้งสองสายพันธุ์ก็มีราคาต่างกันเป็นครึ่งด้วย นายกัวฉงอิงยังบอกด้วยว่า ญี่ปุ่นนำเข้าปลาไหลแปรรูปเพิ่มขึ้นทุกปี ผู้บริโภคปลาไหลแปรรูปส่วนใหญ่เป็นแม่บ้าน เพราะว่าราคาถูก อีกประการหนึ่งคือนำไปประกอบอาหารสะดวก แต่ว่าปลาไหลราดซอสในร้านอาหารที่มีราคาสูงกับปลาไหลแปรรูปจะไม่ส่งผลกระทบกัน ปัจจุบันไต้หวันยังคงส่งปลาไหลมีชีวิตไปขายญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่ว่าขณะนี้เนื่องจากการระบาดของโควิด 19 ทำให้ความต้องการปลาไหลมีชีวิตลดลง แต่ปลาไหลแปรรูปกลับมีความต้องการเพิ่มขึ้น

        ลูกปลาไหลสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่จับจากทะเลมีขนาดเล็กเท่าเส้นผม

        ธุรกิจการเลี้ยงปลาไหลของไต้หวันเคยผ่านความรุ่งเรืองมาช่วงหนึ่ง ปริมาณการเลี้ยง 40,000 ตัน/ปีล้วนส่งขายไปยังญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นกินปลาไหลราดซอส 10 ตัว ในจำนวนนี้มาจากไต้หวัน 6 ตัว แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ธุรกิจการเลี้ยงปลาไหลในจีนแผ่นดินใหญ่ค่อยๆเพิ่มขึ้น ตลาดส่งออกปลาไหลของไต้หวันค่อยๆ ถูกแบ่งสัดส่วน ซึ่งธุรกิจการเลี้ยงปลาไหลต่างจากการเลี้ยงปลาทั่วไปมาก ความแตกต่างที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดคือ ความยากลำบากในการควบคุมปริมาณของลูกปลาไหล ศต. คัตสึมิ ซุคาโมโตะ( Katsumi Tsukamoto) แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวชี้ว่า ปลาไหลสายพันธุ์ญี่ปุ่นวางไข่แถวๆ หมู่เกาะมาเรียนาในมหาสมุทรแปซิฟิก หลังจากที่ฟักเป็นตัวแล้วก็ค่อยๆไหลตามกระแสน้ำศูนย์สูตรเหนือไปยังทะเลแถบฟิลิปปินส์ จากนั้นไหลตามกระแสน้ำญี่ปุ่นหรือกระแสน้ำสีดำมายังทะเลแถบไต้หวัน ญี่ปุ่น จีนแผ่นดินใหญ่ เกาหลี สำหรับธุรกิจการเลี้ยงปลาไหลของไต้หวันนั้นถือว่ามีความเป็นมาหลายสิบปีแล้ว ในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ชาวประมงจะจับลูกปลาไหลสายพันธุ์ญี่ปุ่นตัวเล็กๆ ใสๆ ราวเส้นผมในท่ามกลางลมหนาว ลูกปลาไหลที่จับได้จะขายในราคาต่อตัว และมีปริมาณน้อยมาก ราคาแพง หลังจากนั้นจะเลี้ยงลูกปลาไหลโตระดับหนึ่ง แล้วค่อยส่งไปขายตลาดร้านอาหารในญี่ปุ่น และจากเดิมที่ถูกมองว่าปลาไหลญี่ปุ่นมีราคาแพง จำนวนน้อย ไม่ควรกินเยอะ แต่ช่วง 2 ปีนี้กลับพบว่า ลูกปลาไหลที่จับได้มีจำนวนมาก จากสถิติของกรมการประมงไต้หวันระบุ ปี 2019-2020 และปี 2020-2021 จับได้ลูกปลาไหลมากกว่า 5 ตัน ถือเป็นปริมาณมากในรอบ 6 ปี กัวฉงอิงบอกว่า ปริมาณลูกปลาไหลที่จับได้ในแต่ละปีมีมากน้อยแค่ไหนยังเป็นปริศนาที่ไม่สามารถอธิบายได้ แต่พบว่าประมาณ 4 ปีก็จะมีปริมาณมากครั้งหนึ่ง และไม่คาดคิดว่าในช่วงที่มีปริมาณลูกปลาไหลจำนวนมาก แต่กลับประสบปัญหาการระบาดของโควิด 19

        ปลาไหลจากบ่อเลี้ยง 4 ตัว/กืโลกรัม เป็นที่ต้องการของตลาดมากที่สุด

         การส่งออกปลาไหลไม่ดี ส่งผลทำให้ราคาของปลาไหลไม่ดีไปด้วย นายสวี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงปลาไหลบอกว่า ภาวะการระบาดของโควิด 19 ในญี่ปุ่นที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้การส่งออกลดลง ราคาปลาไหลจากบ่อของไต้หวันลดลงฮวบมากกว่าครึ่ง ถ้าคำนวณราคาปลาไหล 4 ตัว/น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ราคาจากบ่อปลาโดยทั่วไปกิโลกรัมละกว่า 1,000 เหรียญไต้หวันขึ้นไป ขณะนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ 300 เหรียญไต้หวันก็มี ถือว่าสถานการณ์แย่มากๆ ปลาไหลที่เลี้ยงในบ่อกลางแจ้ง จากลูกปลาเลี้ยงจนถึงตัวเต็มวัยต้องใช้เวลาประมาณ 15 เดือน ถือเป็นปลาไหลใหม่ แต่ถ้าเลี้ยงเกิน 15 เดือนขึ้นไปถือเป็นปลาไหลแก่ ราคาของปลาไหลใหม่กับปลาไหลแก่ต่างกันมาก ความอร่อยก็ไม่เหมือนกัน ปลาไหลใหม่เนื้อละเอียดนุ่ม หนังปลาลื่นมันวาว หากความต้องการตลาดน้อย แน่นอนว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาต้องวิตกกังวล

        ข้าวเหนียวหน้าปลาไหล อร่อยๆ

         

        15 min
      6. ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม 2564

               วันนี้มีเรื่องของผลไม้แปลกๆ ที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยหรือไม่เคยรับประทาน แต่ก็เชื่อว่ามีบางคนเคยรับประทานหรือเคยเห็น เป็นผลไม้พื้นบ้านหายากของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฟิลิปปินส์ ไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว ซึ่งผลไม้แปลกนี้ก็คือ สตาร์แอปเปิล (Star apple) ภาษาจีนก็เรียกว่า “ซิงผิงกั่ว-星蘋果” หรือว่า “หนิวไหน่กั่ว-牛奶果 หรือลูกน้ำนม” แต่ก็ยังมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น อย่างเช่น หมากน้ำนม หรือหมากยาง ส่วนที่เมืองไทยบางคนเรียกว่า “แอปเปิลละมุด” มีลักษณะของผลทรงกลม เปลือกม่วง เนื้อสีขาวอมม่วง มัน นุ่ม หวานฉ่ำอร่อยชื่นใจ มีกลิ่นหอม นิยมรับประทานเป็นผลไม้สด หรือปั่นกับน้ำแข็งก็ได้ เวลาผ่าตามขวางจะเห็นเนื้อสวยเป็นรูปดาว ขนาดราวๆ ผลแอปเปิล อันเป็นที่มาของการเรียกชื่อ “สตาร์แอปเปิล” แต่ว่ารูปร่างภายนอก สีสัน รสชาติจะต่างกับแอปเปิล มีทั้งพันธุ์สีเขียว พันธุ์สีเหลืองและพันธุ์สีม่วงแดง มีคุณประโยชน์ด้านสุขภาพ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เปลือกต้นเป็นยาบำรุงและยาชูกำลัง ส่วนยาต้มจากเปลือกใช้เป็นยาแก้ไอได้ และเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าขณะนี้ในไต้หวันมีการปลูกสตาร์แอปเปิลได้และเริ่มมีขายแล้ว อีกทั้งส่งขายต่างประเทศ อย่างฮ่องกง มาเก๊า ซึ่งแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ที่ตำบลกู่เคิง เมืองหยุนหลิน สำหรับประวัติความเป็นมาของสตาร์แอปเปิลซึ่งเป็นผลไม้น้องใหม่ที่มีรสชาติอร่อยต้องย้อนไปที่ปี 1931 ที่มีการนำเข้ามาปลูกในไต้หวันแล้ว แต่เนื่องจากปลูกในปริมาณที่น้อยมาก ไม่มีการปลูกในเชิงพาณิชย์ มีการนำเข้ามาปลูกโดยผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวเวียดนาม นำเมล็ดเข้ามาปลูก เมื่อปลูกแล้วขายไม่ดี เพราะผลเล็ก ขายไม่ได้ราคา

        ไต้เหวินจื้อ เจ้าของสวน มีความสุขกับการปลูกสตาร์แอปเปิล

                ไต้เหวินจื้อ(戴文智) ผู้เป็นเจ้าของสวนสตาร์แอปเปิลในปัจจุบันเล่าให้ฟังว่า เดิมตนเองเป็นเถ้าแก่เปิดร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า รับซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า อย่างเช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า แต่ว่าต่อมาภรรยาป่วย เสียชีวิต ไม่มีใครช่วยดูแลกิจการ ลูกทั้ง 2 ก็ยังเล็กเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 2 และ 3 เพื่อการยังชีพ จึงตัดสินใจหันมาทำการเกษตรในช่วงอายุ 38 ปี แต่เนื่องจากเป็นงานที่ไม่คุ้นเคยและไม่มีประสบการณ์ เมื่อนึกถึงตอนนั้น แม้แต่จับจอบขุดดินยังไม่ค่อยจะเป็น มีความลำบากมาก นิ้วมือแห้งแตกหยาบกร้าน รองเท้าบูทขาดไปหลายคู่ ซึ่งงานเกษตรที่จับชิ้นแรกคือการเพาะต้นกล้ากาแฟขาย เพราะว่าในขณะนั้น รัฐบาลท้องถิ่นส่งเสริมการปลูกกาแฟกู่เคิงและมีการจัดงานเทศกาลกาแฟกู่เคิง เขาเริ่มลงทุนเปิดร้านกาแฟในสวนด้วย แต่เนื่องจากคนที่ไปร้านกาแฟส่วนใหญ่ไม่ดื่มกาแฟ แต่เข้าไปเพื่อหาซื้อสิ่งของ หลังเปิดร้านกาแฟได้ครึ่งปี จึงต้องเลิกกิจการไป และในช่วงที่เปิดร้านกาแฟ ประจวบเหมาะได้รู้จักกับชาวสวนที่ต้องการเลิกปลูกสตาร์แอปเปิล เพราะฉะนั้น เขาจึงซื้อต้นสตาร์แอปเปิลมาปลูกเพื่อใช้เป็นทิวทัศน์ของร้านกาแฟ ในเวลาต่อมาที่ต้นสตาร์แอปเปิลออกผล รู้สึกว่าเนื้อของผลมีความแปลก มีกลิ่นหอมของน้ำนม รูปร่างภายนอกของผลก็สวย จึงคิดว่าน่าจะพัฒนาให้เป็นผลไม้ทั่วไปได้ เมื่อค้นหาข้อมูลพบว่า เป็นผลไม้ที่สร้างโอกาสธุรกิจได้ ดังนั้นจึงตัดสินใจหันมาศึกษา พัฒนา ปรับปรุงพันธุ์ ขยายการปลูก

        ตัดแต่งกิ่งก้านสตาร์แอปเปิลหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต

                อย่างไรก็ตาม การปลูกสตาร์แอปเปิลของนายไต้เหวินจื้อไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด ช่วงแรกของการปลูกเนื่องจากตัวเองไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพ เจออุปสรรคไม่น้อย อย่างเช่น ต้นแอปเปิลไม่ค่อยออกดอก ผลติดน้อย เมื่อฝนตกชุก ผลจะแตกปริ และยังมีปัญหาโรคพืช เขายอมรับว่า ในช่วงแรกไม่มีความรู้จริงๆ ลงทุนไปเยอะ แต่ผลตอบแทนน้อย อีกประการหนึ่ง ต้นสตาร์แอปเปิลเป็นพืชที่ขึ้นง่าย สภาพภูมิอากาศของไต้หวันที่บางช่วงฝนตกชุก ทำให้ต้นสตาร์แอปเปิลขึ้นสูง แตกกิ่งก้านเป็นรูปทรงร่ม ใบดก เมื่อถึงช่วงที่ออกผล เก็บผลยาก ดูแลยาก เพราะต้นสูง ห่อผลก็อันตราย เกษตรกรคนก่อนที่ขายต้นสตาร์แอปเปิลต้องเลิกปลูกเพราะว่าตอนที่ขึ้นไปบนต้นห่อผล ร่วงหล่นลงมาขาหัก เพราะฉะนั้นในเวลาต่อมา เขาตัดสินใจปรับปรุงพันธุ์ ศึกษาหาวิธีการให้ต้นสตาร์แอปเปิลเตี้ยลงด้วยการทาบกิ่ง และได้ผลดีด้วย หลังปรับปรุงพันธุ์ ทำให้ต้นสตาร์แอปเปิลมีความสูงแค่ 2-3 เมตรที่จากเดิมสูงกว่า 10 เมตร เมื่อเก็บผลแล้วจะทำการตัดแต่งกิ่งก้านทุกปี เพื่อไม่ให้ต้นสูงชะลูดอย่างเดียว นอกจากนี้ ไต้หวันเป็นเขตระบาดของแมลงวันผลไม้  เพราะฉะนั้นเพื่อให้การปลูกสตาร์แอปเปิลมีคุณภาพดี ในช่วงที่ผลใกล้จะสุก จะต้องห่อด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันแมลงวันผลไม้ โดยส่วนใหญ่เมื่อผลโตขนาดเหรียญ 50 เอ็นที ก็จะต้องห่อผลไว้แล้ว นอกจากแมลงวันผลไม้ที่เป็นศัตรูพืชแล้ว สตาร์แอปเปิลพันธุ์สีม่วงแดง เมื่อเจอช่วงที่ฝนตกเยอะ ผลจะปริแตกง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูฝนตกพรำๆ จะรุนแรงมาก ต้องหาวิธีการป้องกันด้วย หลังศึกษาค้นคว้าหาความรู้และพัฒนาหลายปี ประมาณ 9 ปีก่อน เขาเริ่มเพาะต้นกล้าขาย ปี 2014 เริ่มขายผลผลิต ในปีแรกที่ได้ผลผลิตก็ยังเกิดปัญหาเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าในขณะนั้นส่วนใหญ่เป็นคนเวียดนามที่ตั้งถิ่นฐานในไต้หวัน และคนเวียดนามเองก็ชอบรับประทานสตาร์แอปเปิลเพราะว่าเป็นผลไม้พื้นบ้านของพวกเขา เมื่อพวกเขาเห็นว่าในไต้หวันมีขายผลสตาร์แอปเปิลก็ดีใจมาก แต่เมื่อซื้อกลับไปทานแล้วรู้สึกว่ามันไม่อร่อยอย่างที่คิด ไต้เหวินจื้อบอกว่า ตัวเองก็ไม่เคยไปเวียดนาม ก็ไม่รู้ว่าสตาร์แอปเปิลที่เวียดนามมีรสชาติแบบไหน เขาก็เลยสอบถามจากคนเวียดนาม ให้พวกเขาบอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับรสชาติทั้งหมด หลังผ่านพ้นไป 1-2 ปี ไต้เหวินจื้อก็เริ่มพัฒนาสตาร์แอปเปิลที่มีรสชาติใหม่ และตอนนี้สาวเวียดนามที่ซื้อกินก็บอกว่ารสชาติอร่อยมาก

        หลังปรับปรุงพันธุ์ ได้ต้นสตาร์แอปเปิลที่มีความสูง 2-3 เมตรเท่านั้น

              และเพื่อให้การปลูกสตาร์แอปเปิลเป็นไปอย่างราบรื่น เขาดูแลจัดการทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ตั้งแต่การปลูก การปรับปรุงพันธุ์ การเก็บเกี่ยว และการขายผลผลิต เขาไม่ใช้วิธีการขายผ่านตลาดค้าส่ง แต่ใช้วิธีขายให้กับร้านขายผลไม้โดยตรง เมื่อพ่อค้าไม่รู้จักผลไม้น้องใหม่นี้ เขาก็จะสอนวิธีการขาย วิธีการเก็บรักษา เพื่อให้ขายสินค้าที่ดีนี้ให้กับผู้บริโภค เพราะว่าประชาชนผู้บริโภคที่เห็นผลสตาร์แอปเปิลครั้งแรก จากรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความสวยงาม รู้ว่าเป็นผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพ มีประโยชน์กับร่างกาย ก็จะดึงดูดผู้บริโภคให้ซื้อได้ เขาใช้วิธีขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทำให้สามารถขายสตาร์แอปเปิลถึงฮ่องกง มาเก๊า ไต้เหวินจื้อได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า ปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญกับผลกำไรมาก หากเพียงเพื่อเงินอย่างเดียว จะทำงานเหนื่อยมาก แต่ถ้าทำเพราะด้วยใจรัก ก็จะมีความสุข เขาพูดปนเล่นว่า เขาใช้ชีวิตปลูกสตาร์แอปเปิลมาหลายสิบปี มีความผูกพันเหมือนเป็นภรรยาหลวง เมื่อผู้บริโภครับประทานผลไม้ของเขาแล้วรู้สึกว่าอร่อย แม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็มีความสุขแล้ว

        เยลลีทำจากสตาร์แอปเปิล ราดด้วยนมข้น

        13 min
      7. ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 27 เมษายน 2564

                ไม่ทราบว่าเคยรับประทานบะหมี่ที่ทำจากบักวีตหรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าโซบะหรือไม่? บางคนบอกว่าเคยรับประทาน แต่ไม่เคยเห็นว่าบักวีตมีหน้าตาอย่างไร? บางคนคิดว่าบักวีตเป็นพืชที่เห็นได้เฉพาะในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือในยุโรปบางประเทศเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไต้หวันก็มีการปลูกบักวีตเช่นกัน ทั่วไต้หวันมีการปลูกบักวีตหลายร้อยเฮกตาร์ ส่วนใหญ่ปลูกในเมืองจางฮั่วและฮัวเหลียน อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2 ปีก่อน ทางภาคเหนือของไต้หวันอย่างเขตต้าหยวนที่ตั้งอยู่ในนครเถาหยวนก็มีปลูกเช่นกัน สวี่หลันเคอ(徐藍科) ผู้อำนวยการเขตต้าหยวนที่ส่งเสริมการปลูกบักวีตบอกว่า ปี 2019 เริ่มทดลองปลูกบักวีตในพื้นที่ 5 เฮกตาร์ หลังจากที่ปลูกแล้วก็มีผู้คนเข้าไปถ่ายรูปเช็คอินไม่น้อย ทำให้เกษตรกรและที่ว่าการเขตต้าหยวนคิดว่าน่าจะพัฒนาให้เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งในเขตต้าหยวนของนครเถาหยวนจะมีชื่อเสียงในการปลูกพืช 3 ชนิดได้แก่ แตงเมลอน แตงโม และมันเทศ แต่ว่าขณะนี้ได้เพิ่มพืชผลทางการเกษตรอีกอย่างนั่นก็คือ บักวีต เนื่องจากบักวีตเป็นพืชที่ปลูกในเขตต้าหยวนแห่งเดียวทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นหน่วยงานเกษตรมีความคาดหวังว่านอกจากจะแปรรูปผลิตภัณภัณฑ์ทางการเกษตรขายสู่ท้องตลาดแล้ว ยังสามารถผนวกเข้ากับการท่องเที่ยว วางแผนจัดกิจกรรมชมดอกบักวีต รับประทานบะหมี่บักวีต และส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงลึกในท้องถิ่นด้วย

        ท้องทุ่งบักวีตต้าหยวนทำภาพเครื่องบิน เสมือนต้อนรับสู่สนามบินนานาชาติเถาหยวน

                ก็มีคำถามว่า ทำไมเขตต้าหยวนของนครเถาหยวนจึงมีการปลูกบักวีต? หลี่ซู่อิ๋ง(李素瑩) ข้าราชการกองการเกษตรและอาหารบอกว่า สาเหตุที่เขตต้าหยวนเริ่มปลูกบักวีตเนื่องจากต้องการช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงผึ้งหาแหล่งอาหารให้ผึ้งในช่วงฤดูหนาว เพราะที่ผ่านมา เกษตรกรเลี้ยงผึ้งต้องใช้เงินซื้อน้ำหวานให้ผึ้งกิน ซึ่งวิธีการแบบนี้ทั้งเสียเงินและยังไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรจะปลูกต้นแอสทรากาลัสเพื่อเป็นแหล่งหาอาหารของผึ้งในฤดูหนาวเป็นหลัก แต่มีปัญหาคือ ต้นแอสทรากาลัสไม่ทนต่อความแห้งแล้งที่มีสภาพอากาศแปรปรวนฝนตกน้อยในปัจจุบัน และในเวลาต่อมาได้ข่าวจากเจ้าหน้าที่สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชไทจงว่า ต้นบักวีตเป็นพืชที่ผึ้งชื่นชอบ และยังเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้ง ก็เลยอยากทดลองปลูกดูบ้าง

        ทิวทัศน์สวยงาม ผลพลอยได้จากการปลูกบักวีต

                ปี 2019 กองการเกษตรและอาหารได้มอบเมล็ดพันธุ์บักวีตให้กับเกษตรกรเขตต้าหยวนของนครเถาหยวนทดลองปลูกในเนื้อที่ 5 เฮกตาร์หรือประมาณ 30 ไร่เศษๆ แต่ไม่คาดคิด หลังฤดูหนาวที่ต้นบักวีตออกดอกแล้วมีความงดงามราวกับหิมะปกคลุมพื้นดิน แม้ปลูกในพื้นที่ไม่มาก แต่ก็ได้ดึงดูดผู้คนมาถ่ายรูปจนโด่งดังในโซเชียลมีเดีย ยิ่งไปกว่านี้ มีทั้งคู่รักไปถ่ายรูปแต่งงาน สร้างบรรยากาศโรแมนติกไม่น้อย ปี 2020 จึงได้เพิ่มเนื้อที่เพาะปลูกบักวีตเป็นเกือบ 100 เฮกตาร์ เมื่อถึงช่วงหน้าหนาวที่ดอกบักวีตบานเต็มที่ มีความงดงามดุจปูด้วยหิมะที่ขาวโพลนในท้องทุ่ง และเนื่องจากต้าหยวนอยู่ใกล้สนามบินนานาชาติเถาหยวน ที่ว่าการเขตจึงปรับพื้นที่กลางทุ่งบักวีตส่วนหนึ่งให้เป็นรูปเครื่องบิน 1 ลำ ราวกับมีเครื่องบินจอดอยู่กลางท้องทุ่งบักวีต การปรับพื้นที่ก็เพื่อหวังให้นักท่องเที่ยวที่นั่งอยู่บนเครื่องได้เห็นก่อนที่เครื่องบินจะร่อนลงสนามบินราวกับเป็นการต้อนรับเข้าสู่จุดหมายปลายทางแล้ว หลี่ซู่อิ๋งยังด้วยบอกว่า เรื่องของการท่องเที่ยวถือเป็นผลพลอยได้จากการปลูกบักวีต แต่จริงๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของการทดลองปลูกก็เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงผึ้ง หวังจะช่วยทดแทนแหล่งหาอาหารของผึ้งที่ได้จากสวนลำไย แต่ผลที่ได้รับเกินคาด เพราะการปลูกบักวีตมีผลประโยชน์หลายประการ นอกจากเลี้ยงผึ้งแล้ว หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ต้นบักวีตยังสามารถปรับปรุงดินหรือทำเป็นพืชปุ๋ยสด ช่วยปรับปรุงดินกรด ดินขาดสารอาหาร ดินที่มีไนโตรเจนสูง ปลูกพืชอื่นๆ ไม่ได้ผล ให้มีสภาพดีขึ้นด้วย

                บักวีต(Buckwheat) ภาษาจีนเรียกว่า “เฉียวไหม้-蕎麥” เป็นเมล็ดพืชยอดฮิตในหมู่คนรักสุขภาพ เพราะประกอบไปด้วยแร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระหลากชนิด หลายคนจึงเชื่อว่าการรับประทานบักวีตอาจส่งผลดีต่อสุขภาพหลายด้าน เช่น ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต หรือลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ เป็นต้น แม้บักวีต เป็นธัญพืชชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างจากข้าวสาลีหรือข้าวโพด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ธัญพืช แต่จัดอยู่ในตระกูลธัญพืชเทียม (Pseudocereals) เช่นเดียวกับควินัวหรือเมล็ดผักโขม ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำมารับประทานได้ในรูปแบบเดียวกันกับธัญพืชทั่วไป

        บะหมี่บักวีตอร่อยๆ อุดมด้วยสารอาหาร

                สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชไทจงชี้ว่า บักวีตประกอบด้วยโปรตีน 10-13.1% และยังเป็นโปรตีนละลายน้ำ ดังนั้นจึงมีการแนะนำว่า ถ้าต้องการรับประทานบะหมี่บักวีต ให้รับประทานน้ำที่ต้มบะหมี่บักวีตพร้อมๆ ไปด้วย เพราะคุณค่าของสารอาหารไปอยู่ที่น้ำด้วย แต่ถ้าเป็นบะหมี่บักวีตเย็นหรือโซบะเย็น จะต้องนึ่งให้สุกในกระบะไม้ไผ่ จะได้ไม่เสียคุณค่าของอาหาร นอกจากนี้ บักวีตยังจัดเป็นซูเปอร์อาหาร เพราะมีโปรตีนสูงกว่าข้าวและธัญพืชอื่นๆ เป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน เหมาะสำหรับคนแพ้แป้งสาลี  นอกจากโปรตีน บักวีตยังมีสารไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) ชื่อรูติน(rutin) ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผนังหลอดเลือดฝอย ไม่ให้ผิวหนังมีรอยช้ำและป้องกันหลอดเลือดเปราะแตกง่าย อีกทั้งมีแมกนีเซียมสูง ซึ่งทั้งรูตินและแมกนีเซียมสองตัวนี้การวิจัยพบว่า ช่วยบำรุงหลอดเลือดให้มีความยืดหยุ่น ควบคุมความดันโลหิตสูง ลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด จึงช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง นอกจากนั้นแล้ว บักวีตยังมีแร่ธาตุสำคัญกับร่างกาย คือ สังกะสี ทองแดง แมงกานีส และยังมีวิตามินบี1 และบี2 ค่อนข้างสูง เป็นวิตามินเหล่านี้ละลายน้ำได้ด้วย

        แปรรูปบักวีตเป็นถุงชาสำหรับชงดื่ม

                บักวีตที่ปลูกในเขตต้าหยวนของนครเถาหยวน เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อเลี้ยงผึ้ง เพราะฉะนั้นจะไม่ฉีดยาฆ่าแมลง ดังนั้นบักวีตที่เก็บเกี่ยวได้จึงมีความปลูกปลอดภัย ปลอดสาร แต่หลังจากที่ปลูกบักวีตแล้วก็พบว่ามีผลพลอยได้มากมาย นอกจากมีการนำบักวีตมาทำเป็นบะหมี่  ยังนำมาแปรรูปอาหารต่างๆ เช่น ทำเครกเกอร์บักวีต ทำเป็นถุงชาบักวีตสำหรับชงดื่ม และขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากบักวีต คาดว่าเดือนสิงหาคมจะมีผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากบักวีตวางจำหน่ายในสหกรณ์ต้าหยวน หรือสหกรณ์เกษตรทั่วไต้หวันได้ ซึ่งทางหน่วยงานรัฐบาลคาดหวังให้ประชาชนสนับสนุนผลิตภัณฑ์บักวีตแปรรูปในประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

        แปรรูปบักวีตเป็นบะหมี่แห้ง

        15 min
      8. ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564

               ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่ลิ้นจี่และลำไยในไต้หวันกำลังออกดอก และยังเป็นช่วงที่ผึ้งกำลังออกหาอาหารที่เป็นน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ ทางหน่วยงานเกษตรไต้หวันจึงขอความร่วมมือและวิงวอนเกษตรกรงดการฉีดยาฆ่าแมลงเพราะอาจไปทำลายฝูงผึ้งหรืออาจทำให้น้ำผึ้งที่ได้จากการเลี้ยงในสวนลำไยมียาฆ่าแมลงตกค้างด้วย เนื่องจากศัตรูพืชที่สำคัญของลิ้นจี่และลำไยก็คือมวนลำไยหรือแมงแคง ซึ่งก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ทางรัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนประชาชนเก็บไข่มวนลำไยแผ่นละ 5 เหรียญไต้หวัน ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลามจนทะลุเป้า ซึ่งหลังโครงการรับซื้อไข่มวนลำไยแล้ว ช่วงต่อไปก็เป็นช่วงที่ทางกรมสุขอนามัยและการกักกันโรคพืชและสัตว์ คณะกรรมการการเกษตรจะเริ่มทยอยปล่อยแตนเบียนไปทำลายไข่ของมวนลำไยต่อ ถือเป็นหลักการชีววิธีที่ใช้แมลงมาทำลายแมลงเอง เป็นวิธีการที่ประหยัด ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์และสิ่งแวดล้อม

        แตนเบียน เพชรฆาตร้ายกาจของมวนลำไย

                ยกตัวอย่าง ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา กองการเกษตรเมืองจางฮั่ว ได้ปล่อยแตนเบียนที่บริเวณภูเขาปากว้าที่ตั้งอยู่ในตำบลเซ่อโถว เพื่อให้แตนเบียนไปเจาะทำลายไข่ของมวนลำไยหรือแมงแคง หวังฮุ่ยเหม่ย(王惠美) ผู้ว่าเมืองจางฮั่วบอกว่า หากกำจัดมวนลำไยได้ผล คาดว่าในปีนี้ผลผลิตของลำไยและลิ้นจี่ต้องมีจำนวนมากแน่นอน เพราะทั้งลิ้นจี่และลำไยออกดอกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เมืองจางฮั่วถือเป็นเขตที่มีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ประมาณ 1,000 เฮกตาร์(625ไร่) มากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ และยังมีการปลูกลำไยในแถบภูเขาปากว้าอีกหลายตำบล ผู้ว่าหวังฮุ่ยเหม่ยยังบอกด้วยว่า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม ได้รับซื้อไข่มวนลำไยแผ่นละ 5 เหรียญไต้หวัน จากเดิมวางแผนว่าจะรับซื้อไข่มวนลำไย 132,000 แผ่น แต่เวลาแค่เดือนเศษๆ มีประชาชนเก็บไข่มวนลำไยมาขายเกิน 3 เท่า มีจำนวนมากถึง 440,000 แผ่น และขณะนี้เป็นช่วงที่ต้นลำไยและลิ้นจี่กำลังออกดอก และผึ้งกำลังหาอาหาร จึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีฆ่าแมลง แต่หันมาใช้ชีววิธี ปล่อยแตนเบียนจำนวน 960,000 ตัวเพื่อไปทำลายไข่มวนลำไย ชิวอี้จื้อ(邱奕志) ผอ.กองการเกษตรเมืองจางฮั่วบอกว่า ปีนี้ใช้โดรนขนส่งไข่แตนเบียนไปปล่อยไว้ในสวนลำไยและลิ้นจี่ หลังจากที่แตนเบียนตัวเมียฟักตัวแล้วจะไปเจาะไข่ของมวนลำไย ทำให้ไข่มวนลำไยไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ การใช้แตนเบียนในการกำจัดศัตรูพืชถือเป็นกระทำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถลดการใช้ยาฆ่าแมลงได้ด้วย ทางกองการเกษตรชี้ว่า ปีที่แล้วรับซื้อไข่มวนลำไยจำนวน 130,000 กว่าแผ่น สามารถทำลายมวนลำไยไปจำนวน 1,840,000 ตัว ขณะเดียวกันยังให้ยาฆ่าแมลงไปจำนวน 285 ตัน และปล่อยแตนเบียนตัวเมียไปจำนวน 1,730,000 ตัว ก็เพื่อต้องการยกระดับการป้องกันมวนลำไยให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2019 คณะกรรมการการเกษตรวางแผนกำจัดมวนลำไยทั่วประเทศ ในปี 2020 ดำเนินมาตรการป้องกันด้วย 3 อย่าง คือ ใช้ยาฆ่าแมลง เก็บไข่มวนลำไย และกำจัดด้วยแตนเบียน

        ปล่อยแตนเบียนบริเวณภูเขาปากว้าที่ตั้งอยู่ในตำบลเซ่อโถวเมืองจางฮั่ว

                แตนเบียน (平腹小蜂) เป็นแมลงที่อยู่ในอันดับเดียวกับ ผึ้ง มด ต่อ และแตน แต่เนื่องจากมีช่วงหนึ่งของชีวิต ที่ต้องอาศัยอยู่ภายในหรือภายนอกแมลงชนิดอื่นและกินแมลงนั้นเป็นอาหาร เพราะฉะนั้นตัวมันจึงได้ชื่อว่า “แตนเบียน”  ซึ่งแตนเบียนจะต่างจากปรสิตตรงที่จะฆ่าแมลงที่มันอาศัยอยู่ ขณะเดียวกันปรสิตแค่ทำให้เจ้าบ้านอ่อนแอหรือเกิดโรค แต่ไม่ฆ่าเจ้าบ้าน แตนเบียนที่ทำหน้าที่กำจัดแมลงศัตรูพืชก็คือ แตนเบียนเพศเมีย โดยมันมีอาวุธที่ร้ายกาจคืออวัยวะวางไข่ที่เรียวยาว ปลายแหลม คล้ายฉมวกขนาดจิ๋ว สำหรับแทงและวางไข่ในตัวหนอนมวนลำไย จากการสำรวจหลังปล่อยแตนเบียนกำจัดไข่มวนลำไยผ่านมาแล้ว 2 ปีพบว่า ถ้าปล่อยแตนเบียนจำนวน 14,000 ตัวในพื้นที่ 1 เฮกตาร์ในช่วงที่มวนลำไยออกไข่ และปล่อยแตนเบียน 10-14 วันต่อครั้ง ติดต่อกัน 4 ครั้ง แตนเบียนจะทำลายไข่มวนลำไยมีประสิทธิภาพสูง 70-80% ทั้งนี้ ในปัจจุบันแม้จะใช้ยาฆ่าแมลงฆ่าตัวอ่อนหรือตัวเต็มวัยของมวนลำไยได้ผล แต่เนื่องจากไม่สามารถป้องกันไข่ฟักเป็นตัวได้ ขณะเดียวกันช่วงที่มวนลำไยอยู่ในระยะฟักไข่ตรงกับช่วงที่ลิ้นจี่และลำไยกำลังออกดอก และยังเป็นช่วงที่ผึ้งกำลังหาอาหาร จึงไม่เหมาะที่จะฉีดยาฆ่าแมลง จึงจำเป็นต้องใช้แตนเบียนในการกำจัด และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย นอกจากนี้ ข้อดีของการใช้แตนเบียนคือ สามารถเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้ โดยใช้ใบละหุ่งสดเลี้ยงเป็นหลัก รุ่นหนึ่งของแตนเบียนประมาณ 45 วัน ในหนึ่งปีสามารถเพาะเลี้ยงแตนเบียนได้มากกว่า 6-7 รุ่น 

        แตนเบียนที่ทำหน้าที่กำจัดแมลงศัตรูพืชก็คือ แตนเบียนเพศเมีย

                ปัจจุบันการปล่อยแตนเบียนเพื่อทำลายไข่มวนลำไยแบ่งเป็น 2 วิธี โดยวิธีแรกอาศัยแรงงานคน ด้วยการนำแผ่นหรือกล่องของไข่แตนเบียนที่ผ่านการผสมพันธุ์แล้วแขวนไว้ที่ต้นลำไยหรือลิ้นจี่ และเพื่อป้องกันไข่แตนเบียนจะถูกแมลงอื่นหรือนกกัดกินเป็นอาหาร ทางที่ดีที่สุด ให้เลือกเวลาที่แตนเบียนใกล้ออกจากคราบดักแด้ ถ้าไข่ที่ติดไว้เป็นแผ่นก็ใช้แมกซ์ยึดติดไว้ที่ใบไม้ แต่ถ้าไข่แตนเบียนที่ใส่ในกล่อง ก่อนที่จะนำกล่องไปวาง ให้ถูน้ำผึ้งไว้ที่ฝากล่อง เพื่อให้ไข่แตนเบียนที่ลอกคราบแล้วกินเป็นอาหาร หลังแตนเบียนลอกคราบภายใน 5-7 วันในช่วงที่อากาศดี ก็ให้เปิดฝากล่อง เพื่อให้แตนเบียนเจาะทำลายไข่มวนลำไย และช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่แตนเบียนสามารถบินได้เองแล้ว และหลังจากที่แตนเบียนตัวผู้ผสมพันธุ์แล้ว มันก็จะค่อยๆทยอยตาย เพราะฉะนั้นถ้าเห็นในกล่องมีแตนเบียนตายก็ถือเป็นเรื่องปกติ ข้อดีของการปล่อยไข่แตนเบียนในกล่องในช่วงตัวหนอนอายุ 5-7 วัน เป็นช่วงที่มีประสิทธิภาพที่สุด ส่วนวิธีการที่ 2 คือ ใช้โดรนในการปล่อยไข่แตนเบียนในพื้นที่ห่างไกลหรือในสวนที่รกร้าง ซึ่งวิธีการนี้เริ่มกระทำมาตั้งแต่ปี 2018 โดยรัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้ปฏิบัติ ข้อดีของการใช้โดรนคือใช้ในพื้นที่กว้างลดกำลังคนและเวลา และยังลดปัญหาการฟักตัวของมวนลำไย ทำให้ลดการใช้ยาฆ่าแมลงของสวนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ ปัจจุบันใช้โดรนบรรทุกแตนเบียน 20 ห่อไปทิ้งตามสวนที่รกร้าง ด้วยการใส่ไข่แตนเบียนที่จะลอกคราบ 1-3 วันไปทิ้ง มีการเจาะรูด้านบนของกล่อง เพื่อให้ไข่แตนเบียนที่ลอกคราบแล้วบินออกจากรู ซึ่งการใช้โดรนแต่ละครั้งจะปล่อยแตนเบียนได้มากกว่า 30,000 ตัว และปล่อยในพื้นที่มากกว่า 3 เฮกตาร์ด้วย

        ใช้โดรนในการปล่อยไข่แตนเบียนในพื้นที่ห่างไกลหรือในสวนที่รกร้าง

        15 min
      9. ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 13 เมษายน 2564

                เพื่อเพิ่มช่องทางการขายไม้ดอกไม้ประดับในประเทศและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อมากขึ้น กรมการเกษตรและอาหาร (Agriculture and Food Agency) คณะกรรมการการเกษตรไต้หวันร่วมกับสมาคมพัฒนาธุรกิจดอกหน้าวัวจัดตั้งตู้ขายดอกไม้สดอัตโนมัติ โดยตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ มีการตั้งตู้อัตโนมัติขายดอกไม้ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยการแพทย์เกาสง และปลายเดือนเมษายนจะเพิ่มตู้ขายดอกไม้อัตโนมัติในโรงพยาบาลทหารผ่านศึกนครไทจง อีกทั้งยังมีการร่วมร่วมมือกับงานแห่จ้าแม่มาจู่ของศาลเจ้าเจิ้นหลันกง เขตต้าเจี่ย 9 วัน 8 คืนที่เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อให้ศรัทธาสาธุชนมีโอกาสนำดอกไม้มาขอพรกับเทพเจ้าแม่มาจู่ด้วย กรมการเกษตรและอาหารชี้ว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วจนถึงเดือนมกราคมปีนี้ สมาคมพัฒนาธุรกิจดอกหน้าวัวได้ตั้งตู้ขายดอกไม้สดอัตโนมัติทดลองขายในสถานีรถไฟซินจั่วอิ๋งของนครเกาสง โดยมีการนำดอกไม้สดที่สอดคล้องกับเทศกาลต่างๆ มีทั้งช่อดอกไม้ขนาดเล็กใหญ่ที่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งราคาที่แตกต่างกัน ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้เดินทางและนักท่องเที่ยวอย่างดี พันหย่งเสียง (潘永祥) เลขาสมาคมพัฒนาธุรกิจดอกหน้าวัวบอกว่า เฉลี่ยแล้วขายได้วันละ 3 ช่อโดยไม่ได้แบ่งว่าเป็นช่อเล็กหรือช่อใหญ่ ระยะเวลาที่ติดตั้งตู้ขายดอกไม้สดอัตโนมัติ 3 เดือน ขายได้ประมาณ 350 ช่อ เนื่องจากไม่มีขีดจำกัดในเรื่องของเวลา ต้องการเมื่อไหร่ก็ซื้อเมื่อนั้น เป็นสถานที่ที่ผู้คนผ่านไปมาจำนวนมาก ยังเคยมีสถิติการขายที่ผู้ซื้อได้ซื้อในช่วงดึกตีหนึ่งด้วย และเพื่อต้องการทดลองขายดอกไม้สดในตู้ขายสินค้าอัตโนมัติในสถานที่ต่างกัน

        ช่อดอกไม้ที่สวยงามจากตู้ขายดอกไม้สดอัตโนมัติ

               และเพื่อให้มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ในปีนี้ ทางสมาคมเริ่มขยายตลาดด้วยการทดลองขายในโรงพยาบาล แต่เนื่องจากโรงพยาบาลเป็นสถานที่ดูแลและรักษาผู้ป่วยที่ต่างจากสถานที่ทั่วไป เพราะฉะนั้นจะต้องคำนึงชนิดของดอกไม้ ข้อห้าม ประเพณี หรือความเชื่อต่างๆ อย่างเช่น หลีกเลี่ยงดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมจัดอย่างดอกลิลี่ หรือดอกไม้ที่มีละอองเกสรมากจนทำให้เกิดอาการแพ้ หรือดอกไม้ที่เชื่อว่าไม่ควรมอบให้กับคนไข้ อย่างดอกเบญจมาศที่ถือเป็นดอกไม้ที่ใช้ในงานศพ  ทั้งนี้เนื่องจากในสมัยก่อนดอกเบญจมาศเป็นดอกไม้ที่สามารถหาได้ง่าย จึงนิยมนำดอกเบญจมาศสีขาวมาใช้ประดับตกแต่งในงานศพ รวมถึงหลายประเทศทางแถบยุโรปใช้ดอกเบญจมาศเพื่อเคารพหลุมศพเช่นกัน และด้วยเหตุผลเหล่านี้เองดอกเบญจมาศจึงเปรียบได้กับดอกไม้แห่งความตาย ผู้คนจึงไม่นิยมนำดอกเบญจมาศสีขาวไปเยี่ยมผู้ป่วยหรือมอบให้แก่กัน

        คนเข้าแถวซื้อช่อดอกไม้สดจากตู้ขายอัตโนมัติ

               สำหรับราคาของช่อดอกไม้ที่นำไปตั้งขายในตู้ขายสินค้าอัตโนมัติของโรงพยาบาลก็มีตั้งแต่ 50-500 เหรียญไต้หวัน ถือว่าไม่แพง มีให้เลือกซื้อแล้วแต่ความต้องการ มีความสะดวก เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง ใช้เงินเหรียญก็สามารถซื้อช่อดอกไม้ได้ ส่วนดอกไม้ที่นำมาจัดขายเป็นช่อในตู้ขายสินค้าอัตโนมัติประกอบด้วยดอกหน้าวัวเป็นหลัก เนื่องจากดอกหน้าวัวเป็นดอกไม้สิริมงคล มีความหมายดี มีสีสันสดใส ไม่มีละอองเกสรดอกไม้ที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ และในส่วนดอกไม้ที่นำมาแซมช่อได้แก่ กล้วยไม้ออนซิเดียม ดอกสแตติส (Statice) ดอกเยอบีร่า ดอกคาร์เนชั่น ดอกแวนด้า ดอกพลาตี้โคดอน ใบหมากเหลือง เป็นต้น เมื่อจัดเป็นช่อดอกไม้จะมีความสวยสดงดงาม ซึ่งราคาที่ขายแบ่งเป็นช่อเล็กราคา 50 เหรียญไต้หวัน ช่อขนาดกลาง 300 เหรียญไต้หวัน และช่อใหญ่ 400-500 เหรียญไต้หวัน โดยแช่ในตู้ขายสินค้าอัตโนมัติที่ควบคุมอุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส เปลี่ยนดอกไม้ใหม่หลังวางขาย 4 วันหรือ 96 ชั่วโมง อู๋กั๋วเจิ้ง(吳國政) เจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิต กรมการเกษตรและอาหารชี้ว่า ในอนาคตจะทดลองตั้งตู้ขายดอกไม้อัตโนมัติในสถานที่ต่างๆ เพิ่มขึ้น อย่างเช่น สถานีรถไฟความเร็วสูง สถานีรถไฟ ศาลเจ้า วัดจีน ที่มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย เป็นต้น เป็นการเพิ่มช่องทางการขายให้มากขึ้น และยังสามารถดึงดูดผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ โดยผู้ประกอบการสามารถแนบการ์ดเล็กๆของร้านดอกไม้ มีหมายเลขโทรศัพท์หรือช่องทางการติดต่อ ให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกซื้อได้มากขึ้นด้วย

        ศรัทธาสาธุชนนำดอกหน้าวัวบูชาและขอพรเจ้าแม่มาจู่

        15 min

      About ที่นี่ไต้หวัน

      From the publisher's feed

      ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน