ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน 2564

    นกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ พบครั้งแรกในไต้หวันจำนวน 6 ตัว แต่หลังผ่านพ้นไปเกือบ 40 ปี ประชากรของนกมีมากกว่า 10,000 ตัว

    นกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ หรือนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์แอฟริกัน (埃及聖䴉) เป็นนกน้ำขนาดใหญ่ อยู่ในวงศ์นกช้อนหอยและนกปากช้อน มีลำตัวยาว ขายาว และมีปากโค้ง  เดิมมีถิ่นอาศัยอยู่ในอาฟริกา ตะวันออกกลาง กระจายพันธุ์ทั่วทวีปแอฟริกา ตั้งแต่แอฟริกาใต้สะฮาราลงมา และบางส่วนในตอนใต้ของอิรัก เป็นนกที่ชาวอียิปต์โบราณนับถือเป็นนกศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นที่มาของชื่อ โดยปรากฏอยู่เป็นประติมากรรม และซากที่ฝังในโถข้างเสาโอเบลิสค์ สำหรับในไต้หวันพบนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ครั้งแรกในปี 1984 จำนวน 6 ตัวในพื้นราบหนองน้ำของกวนตู้เขตตั้นสุ่ยทางภาคเหนือของไต้หวัน คาดว่านกเหล่านี้มาจากสวนสัตว์เอกชนที่นำเข้ามาเลี้ยงในไต้หวันและบินหนีออกมา  ผ่านไปเกือบ 40 ปี มีการแพร่พันธุ์เป็นจำนวนมากนับหมื่นตัวจนทำลายระบบนิเวศ และเพื่อป้องกันการขยายพันธุ์ของนกมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2013 กรมป่าไม้ เริ่มมีนโยบายกำจัดนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ หลัวหยิวเจวียน(羅尤娟) ผอ.กองอนุรักษ์ของกรมป่าไม้ชี้ว่า ปี 2019 ทั่วไต้หวันมีนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ จำนวน 14,000 ตัว ปี 2020 มีจำนวนลดลงเหลือประมาณ 2,000 ตัว คาดว่าในอนาคตจะกำจัดให้หมดไม่ให้เหลืออยู่ในไต้หวันเลย จูมู่เซิ้ง(朱木生) รองผอ.กองการป่าไม้เขตผิงตงบอกว่า นกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์สร้างความเสียหายให้กับไต้หวัน ส่งผลกระทบต่อแหล่งหากินของนก อย่างเช่น นกในวงศ์กระยางซึ่งเป็นนกท้องถิ่น มีการแย่งแหล่งอาหารที่อยู่ในเขตพื้นที่ชุ่มน้ำ และยังส่งผลกระทบต่อนกอพยพที่มาขยายพันธุ์ในไต้หวันด้วย ประการต่อมา นกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนและชาวประมงที่เลี้ยงปลาที่สร้างรายได้ เพราะว่าแหล่งอาหารของนกคือ บ่อเลี้ยงปลา ท้องทุ่งนา มันจะกินปลาที่ชาวบ้านเลี้ยง จิกข้าวที่ชาวนาปลูก แย่งอาหารปลาที่ชาวประมงนำมาเลี้ยงปลา และอีกประการหนึ่งคือ แหล่งทำรังของนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์คือยอดกิ่งไม้หรือต้นไม้ มันมักสร้างความเสียหายทำให้ยอดต้นไม้หัก  และยังกระทบกับที่ทำรังของนกท้องถิ่น

    นกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์เป็นนกที่แพร่พันธุ์เร็วจนทำลายระบบนิเวศ

    ปัจจุบันทางกองป่าไม้เมืองผิงตงใช้วิธีการผสมผสานหลายๆ อย่างในการกำจัดนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ อย่างเช่น ใช้โดรนในการค้นหาแหล่งที่อยู่ ตรวจดูว่าต้นไม้ที่ไหนได้รับความเสียหาย หรือติดตามเส้นทางบินของนก เพื่อหาแหล่งที่ทำรัง ขณะเดียวกัน ยังขอความร่วมมือจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชาวประมง หาแหล่งที่อยู่ของนก และให้แจ้งไปยังทางกรมป่าไม้เขต เนื่องจากแหล่งที่พักของนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ติดตามได้ยาก จำเป็นต้องผนึกกำลังคน ปัจจุบัน ทางกรมป่าไม้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่คุ้นเคยกับนิสัยความเป็นอยู่ของนก ขอความร่วมมือจากสมาคมนกป่าทั่วไต้หวันช่วยติดตาม และให้แจ้งข่าวเมื่อเจอฝูงนก หรือกรอกข้อมูลในเว็บไซด์การป้องกันนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ของกรมป่าไม้ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ หลัวหยิวเจวียนกล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมป่าไม้เคยศึกษาวิธีป้องกันการขยายพันธุ์ของต่างประเทศ โดยการทาน้ำมันข้าวโพดที่ไข่ของนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์เพื่อไม่ให้เกิดการฟักตัว แต่หลังทำแล้วพบว่า สิ่งแวดล้อมไต้หวันฝนตกบ่อย น้ำมันหลุดลอก ไม่ได้ผล เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ปี 2018 กรมป่าไม้ตัดสินใจใช้นโยบายกำจัดแบบถอนรากถอนโคน คือควบคุมการแพร่พันธุ์ด้วยการเก็บไข่และกำจัดลูกนก ขณะเดียวกันออกกฏหมายล่านกให้ถูกต้องตามกฏหมาย ว่าจ้างชนพื้นเมืองใช้ปืนล่านก หลัวหยิวเจวียนกล่าวเน้นว่า นกต่างถิ่นเป็นนกที่ไม่มีความผิด การกำจัดเป็นการคำนึงถึงระบบนิเวศที่มีความจำเป็น ขณะดำเนินการหรือกำจัด ต้องให้ความเคารพต่อชีวิต ต้องกระทำอย่างมีมนุษยธรรม ไม่ใช่เพื่อสันทนาการ ต้องทำด้วยความอ่อนน้อม ไม่แสดงกิริยาหรือการพูดการจาที่ไม่เหมาะสมในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ เมื่อนกจะเสียชีวิตต้องลดความเจ็บปวดหรือทรมานให้น้อยที่สุด หลังกำจัดนกแล้ว ซากนกจะไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องส่งเข้าเตาเผาทันที

    นกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์กระทบต่อแหล่งหากินของนกท้องถิ่น

    ปัจจุบันนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ได้รับการกำจัดและควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ จากเดิมที่จำนวนมากกระจัดกระจายอยู่เกือบทั่วไต้หวัน โดยเฉพาะบริเวณฝั่งตะวันตกของไต้หวัน เช่น เขตกวนตู้ของกรุงไทเป เขตฟางย่วนเมืองจางฮั่ว เขตตงสือเมืองเจียอี้ เขตหลินเปียนเมืองผิงตง ขณะนี้พื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่ได้รับการควบคุมแล้ว ส่วนจำนวนประชากรนกที่กำจัดไปแล้วนั้น ในปี 2019 ทั่วไต้หวันได้กำจัดไข่จำนวนเกือบ 6,000 ฟอง ลูกนกเกือบ 1,000 ตัว และนกก่อนเต็มวัยและเต็มวัยมากกว่า 1,000 ตัว ในปี 2020 มีการกำจัดนกเต็มวัยเพิ่มขึ้น  กำจัดไข่ไปจำนวน 1,440 ฟอง ลูกนก 1,231ตัว และนกเต็มวัย 12,690 ตัว  คาดว่าภายใน 1-2 ปี น่าจะกำจัดสิ้นซากได้ ถ้าทำได้จริงๆ ไต้หวันจะเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถกำจัดนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ให้หมดได้

    ว่าจ้างเจ้าหน้าที่ล่านกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์(ภาพจากกรมป่าไม้เมืองฮัวเหลียน)

    สำหรับงบประมาณที่กรมป่าไม้วางแผนใช้ในการกำจัดนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่ปี 2019 จนถึงปี 2022 จำนวน 70 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยตั้งแต่ปี 2019 ถึงปี 2021 ใช้งบประมาณ 62 ล้านเหรียญไต้หวัน ปี 2022 ใช้งบประมาณ 8 ล้านเหรียญไต้หวัน กรมป่าไม้ว่าจ้างนายพรานช่วยล่าประมาณ 60-70 คน รวมทั้งมีการฝึกอบรมกำลังคนที่ช่วยกำจัดมีมากถึง 100 คน และพบว่าใช้ปืนล่าสัตว์มีประสิทธิภาพดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ปัญหาการกำจัดหรือควบคุมนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์สิ่งสำคัญที่สุดจะต้องเริ่มควบคุมที่ต้นตอ นโยบายปัจจุบันของรัฐบาลคือ ให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ก่อนว่าสัตว์ต่างถิ่นที่นำเข้ามาอยู่ในไต้หวันแล้ว หากหลุดลอดไปอยู่ในป่า สัตว์เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือไม่ หากมีปัญหา ก็จะให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงเศรฐการ ประกาศห้ามให้มีการนำเข้า

    บางแห่งจำนวนนกช้อนหอยศักดิ์สิทธิ์มีมากกว่านกท้องถิ่น

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2564

    สร้างความสุขระยะยาวให้ผู้สูงอายุ ชุมชุนเน่ยลี่เมืองซินจู๋ ทำสวนผักพอเพียง ปลูกเองกินเอง

    ที่ชุมชนเน่ยลี่ ตำบลซินผู่ เมืองซินจู๋ของไต้หวัน เป็นชุมชนที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวฮากกา มีการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย มีประชากรผู้สูงอายุมากกว่า 50 ปี ครองสัดส่วนสูงถึง 70% มีผู้สูงอายุมากกว่า 70ปีขึ้นไปครองสัดส่วนมากกว่า 30% แต่ว่าชุมชนแห่งนี้ก็ไม่ได้เงียบเหงาหรือซึมเศร้า ในทางตรงข้าม กลับมีอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งที่มีอายุเฉลี่ย 60 ปี เป็นผู้นำที่ให้ผู้สูงอายุได้เรียนรู้การใช้ชีวิตประจำวัน จัดให้ผู้สูงอายุมีการรวมกลุ่มทานอาหารร่วมกัน มีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ร่วมกัน มีการจัดกิจกรรมไปเที่ยวร่วมกัน มีการสังสรรค์ร้องรำทำเพลงตีฆ้องตีกลอง จนผู้สูงอายุแต่ละคนมีชีวิตชีวา ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่ละวันผ่านไปอย่างมีคุณค่า และล่าสุดทางชุมชนเน่ยลี่มีการจัดกิจกรรมปลูกผักสวนครัวไม่ต้องก้มๆเงยๆที่เรียกกันว่า “สวนผักไม่ต้องก้มๆ เงยๆ (เหมี่ยนวันเยาไช่หยวน-免彎腰菜園)” จนเป็นที่รู้จักของผู้คนหลายๆ ชุมชน

    สวนผักไม่ต้องก้มๆ เงยๆ เหมาะกับผู้สูงวัย

     เวินเหวินเจิ้ง(溫文正) ประธานสมาคมพัฒนาชุมชนเน่ยลี่บอกว่า ผู้สูงอายุร้องรำทำเพลง ตีฆ้องตีกลอง ถือเป็นเรื่องปกติ ในทุกปีที่มีการประกวดโคมไฟของเมืองซินจู๋ ชุมชนเน่ยลี่ได้รับรางวัลชนะเลิศทุกครั้ง ซึ่งสมาชิกที่เข้าร่วมประกวดล้วนเป็นผู้สูงอายุ และยังมีอาม่าวัย 92 ปี เคยเดินทางไปพร้อมกับสมาคม รายงานวิธีการทำเส้นหมี่ “หมี่ไถมู่-米苔目”ที่กองวัฒนธรรม แม้ชุมชุนเน่ยลี่จะมีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก แต่ใจของผู้สูงอายุเหล่านี้ยังหนุ่มยังสาว ขอเพียงสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชุมชน ทุกคนจะให้ความร่วมมืออย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแรงกายหรือกำลังทรัพย์ มีอย่างเดียวคือกลัวแพ้ชุมชนอื่น และเพื่อเป็นการบริการให้กับผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชน ศูนย์กิจกรรมของชุมชนได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์บริการความห่วงใย ในทุกสัปดาห์จะจัดให้ผู้สูงอายุรับประทานร่วมกัน 2 ครั้ง ในช่วงเริ่มต้น คุณแม่ของปธ.สมาคม มาเป็นอาสาสมัครก่อน คุณแม่ของเขาบอกว่า จริงๆ แล้วถ้าอยู่บ้านก็จะใช้เวลาส่วนใหญ่ดูทีวี ดูไปดูมา กลายเป็นทีวีดูคน ถ้าออกมาหาเพื่อนคุย เข้าครัวช่วยทำอาหารกล่องส่งมอบให้กับผู้สูงอายุน่าจะดีกว่า ทำงานกระฉับกระเฉง ช่วยจัดเตรียมกล่องให้ผู้สูงอายุครั้งละ 150 กล่องก็ไม่เหนื่อย ไม่น่าเชื่อว่า ปัจจุบันท่านมีอายุ 82 ปีแล้ว ต่อมารับหน้าที่เป็นผู้จัดการเรื่องราวจีปาถะ คุณเวินได้เริ่มเขียนโครงการต่างๆ เพื่อหาทุนมาจัดกิจกรรม และเพื่อต้องการให้ผู้สูงอายุที่มารับประทานอาหารร่วมกันได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆ ของบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ ของบจากกองวัฒนธรรมเมืองซินจู๋ ให้ผู้สูงอายุทำหมี่ที่เรียกว่า “หมี่ไถมู่米苔目” เพราะว่าหมี่ไถมู่เป็นบะหมี่ดั้งเดิมของชาวฮากกา และยังของบจากกองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปรับปรุงสระน้ำที่มีอยู่เดิมให้เป็นสถานศึกษาระบบนิเวศ อีกทั้งยังของบจากรัฐบาลท้องถิ่นจัดตั้งสวนผักพอเพียง(知足園) เป็นต้น ปัจจุบัน ทางศูนย์มีการปรุงอาหารให้กับผู้สูงอายุสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผักที่ปลูกได้ก็ยังมีเหลืออีก แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะจัดอาหารเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 5 วัน เพราะฉะนั้นผักที่ปลูกได้จึงไม่เพียงพอ ทางสมาคมจึงของบประมาณเพิ่มเพื่อทำสวนผักแห่งที่ 2

    อาสาสมัครจัดอาหารให้กับผู้สูงอายุ

     คุณเวินเหวินเจิ้งบอกว่า ความจริงเบื้องหลังความสำเร็จของการของบประมาณเพื่อใช้ในโครงการต่างๆ ไม่ใช่อยู่ที่ตัวเอง แต่อยู่ที่คุณไช่หรงฟู่(蔡榮富) ประธานกรรมการบริหารสมาคมต่างหาก คุณไช่หรงฟู่บอกว่า ช่วงการระบาดของโควิดที่ค่อนข้าง มีการจำกัดการรับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อผู้สูงอายุเลิกเรียน ทุกคนจะต้องนำข้าวกล่องกลับไปทานที่บ้าน ช่วงที่แจกข้าวกล่อง หากใครไม่มารับ จะต้องฝากไปที่บ้าน ในช่วงเริ่มต้นของการจัดอาหารให้กับผู้สูงอายุในชุมชน จะซื้อผักจากตลาด แต่เนื่องจากต้องใช้ปริมาณมากและอีกประการหนึ่งคือต้องการผักราคาต่ำ จึงส่งผลต่อคุณภาพของผักบ้าง หลังจากที่เจ้าของที่ดินแซ่อู๋ทราบว่าทางชุมชนมีโครงการดีๆ แบบนี้ และประสบปัญหาการซื้อผัก จึงบริจาคที่ผืนหนึ่งให้กับชุมชนเพื่อใช้ในการปลูกผักอินทรีย์ ให้ผู้สูงอายุได้รับประทานผักที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีเจ้าของที่แซ่หลิวบริจาคที่อีกผืนหนึ่งเพื่อใช้ปลูกผักเพิ่มอีกด้วย คุณไช่หรงฟู่บอกว่า เน่ยลี่เป็นชุมชุนเกษตร ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เคยเป็นเกษตรกรที่มีฝีมือมาก่อน แม้ปัจจุบันมือไม้ยังคล่องแคล่ว แต่เข่าไม่ค่อยแข็งแรงเพราะเคยตรากตรำมาก่อน เมื่อเขาเห็นอาสาสมัครต้องก้มโน้มตัวลง ต้องก้มๆเงยๆกำจัดวัชพืช ดังนั้น สวนผักพอเพียงแห่งที่ 2 จึงมีการออกแบบแปลงปลูกผักยกพื้น จะได้ไม่มีปัญหาปวดเอว ปวดหลัง แม้การออกแบบแปลงผักยกพื้นได้รับความนิยมในต่างประเทศไม่น้อย และในไต้หวันก็พบเห็นไม่น้อยเช่นกัน แต่ว่าที่ชุมเน่ยลี่ทำสวนผักยกพื้นให้เป็นรูปชาม เพื่อให้ผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็นก็สามารถเด็ดผัก มีส่วนร่วมในกิจกรรมได้

    ให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรม

    สวนผักพอเพียงตั้งอยู่เยื้องๆ กับศูนย์กิจกรรม มีความสะดวกมาก ไม่ว่าจะปลูกผักหรือการดูแลจัดการ หรือนำผักไปผัดเป็นอาหารให้กับผู้สูงอายุ นอกจากมีการขุดสระเพื่อเก็บกักน้ำไว้รดต้นผักแล้ว ภายในสวนผักยังมีจุดหมักปุ๋ยสำหรับใช้ปลูกผัก เพราะฉะนั้น ผักที่ปลูกได้จะปลอดสาร การที่คุณไช่หรงฟู่ตั้งชื่อสวนผักนี้ว่า “สวนผักพอเพียง-จือจู๋หยวน(知足園)” ก็เพราะต้องการปลูกผักไว้ใช้ในชุมชน ปลูกพอกินพอใช้นั่นเอง สำหรับแปลงผักที่ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ หรือโค้งเอว แปลงผักเป็นรูปชามขนาดใหญ่ รอบๆ ที่เป็นรูปชามล้อมด้วยลำไผ่ที่เอียง 60 องศา เมื่อนั่งรถเข็นเข้าไปใกล้ๆ รถเข็นและเข่าของผู้สูงอายุจะไม่ถูกกีดขวาง เพียงแต่ยื่นมือออกไปเด็ดผักหรือถอนหญ้า ถือว่ามีความสะดวกมาก เจิงซิ่วหย่า(曾綉雅) อจ.แนะแนวโครงการปลูกผักของชุมชนเน่ยลี่บอกว่า มีหลายชุมชนที่นิยมปลูกผักบนแปลงที่ยกพื้นขึ้นสูงโดยไม่ต้องโค้งงอเอวและหลัง และแปลงปลูกผักเหล่านี้ยังเป็นแปลงปลูกผักที่นำผักมาให้ผู้สูงอายุรับประทานด้วย แต่ว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอย่างจริงจัง บางครั้งก็มีผัก บางครั้งก็ไม่มีผัก ช่วงที่ไม่มีผักก็มักจะซื้อผักจากตลาด แต่สำหรับชุมชนเน่ยลี่ ไม่เพียงแต่ปลูกผักเพียงพอต่อการบริโภคแล้ว ผลผลิตยังไม่เคยทิ้งช่วง ที่สำคัญ แปลงปลูกผักมีลักษณะเป็นชาม อำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรม ให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายไปด้วย อจ.เจิงบอกด้วยว่า ตอนที่รับโครงการใหม่ๆ คนในชุมชนยังไม่ค่อยสามัคคีเท่าไร เพราะว่าแต่ละคนมาจากพรรค มาจากพวกที่ต่างกัน แต่หลังจากที่ทุกคนรับโครงการและเริ่มบริหารไปแล้ว ผ่านไปช่วงหนึ่ง บรรยากาศค่อยๆ เริ่มดีขึ้น ทุกคนให้ความร่วมมือดี อจ.เจิงชี้ว่า โครงการจะสำเร็จหรือไม่ ตัวบุคคลเป็นสิ่งสำคัญมาก ส่วนแผนการ โครงการ การใช้สรอยพื้นที่มีความสำคัญรองลงมา หลังโพสต์ภาพการปลูกผักลงในกลุ่มไลน์หรือเฟซบุ๊ก ผู้ที่พบเห็นต่างถามว่า ชุมชนเน่ยลี่อยู่ที่ไหน ชุมชนเน่ยลี่เก่งมาก ทำให้ผู้รับผิดชอบปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง ที่น่าแปลกคือ ผู้รับผิดชอบแต่ละคน ต่างมอบความสำเร็จให้ผู้อื่น คือต่างฝ่ายต่างบอกว่าเป็นฝีมือของฝ่ายตรงข้าง เพราะฉะนั้น นักข่าวก็เลยแซวว่า ใช่จะคัดเลือกผู้นำสูงสุด สุดท้ายทุกคนที่ร่วมทำงานต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ความสำเร็จล้วนเป็นของหมู่คณะ”

    สวนผักพอเพียง ปลูกเอง กินเอง ปลอดสาร ถูกสุขอนามัย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 19 ตุลาคม 2564

    ไต้หวันประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปูทะเลผสมเทียม

    วันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยการประมงชี้ว่า ไต้หวันประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปูทะเลที่ได้จากการผสมเทียมล็อตแรก ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาเทคนิคเพาะเลี้ยงปูทะเลทำได้ยาก ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ต้องอาศัยชาวประมงจับลูกปูในทะเลแล้วนำมาเพาะเลี้ยง หรือไม่ก็รวบรวมลูกปูจากธรรมชาติแล้วนำไปเลี้ยงในบ่อหรือในกระชังให้โตแล้วค่อยนำไปขาย แต่หลังจากที่ไต้หวันประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปูทะเลจากการผสมเทียมแล้ว คาดว่าในอนาคตก็สามารถพลิกสถานการณ์  สามารถทดแทนการนำเข้าปูทะเลจากต่างประเทศที่มีปริมาณสูงถึง 90 %ได้ อีกทั้งเมื่อเพาะพันธุ์ปูทะเลได้แล้ว สามารถปล่อยกลับไปสู่ทะเลคืนสู่ธรรมชาติ ช่วยสร้างระบบนิเวศทางทะเลของไต้หวันให้สมบูรณ์ขึ้นได้ด้วย  นอกจากนี้ ลูกปูที่เกิดจากผสมเทียมนี้ยังสามารถส่งขายต่างประเทศ อย่างเช่น ส่งไปขายญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประเทศยุโรปและอเมริกาได้เช่นกัน

    ไต้หวันประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปูทะเลผสมเทียม

    ศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลชี้ว่า ในทุกปี ไต้หวันต้องนำเข้าปูทะเลประมาณ 2,200 ตัน คิดเป็นมูลค่า 400 ล้านเหรียญไต้หวัน จากแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคานำเข้าในช่วง 10 ปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 50% ยิ่งในช่วงเทศกาลที่ต้องการบริโภคปูทะเลเพิ่มขึ้น ราคาขายปลีกของปูทะเลสูงกว่า 1,000 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 1 ชั่งหรือประมาณ 600 กรัม แถมบางครั้งปูทะเลก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดด้วย เพราะไต้หวันเองเพาะเลี้ยงปูจากธรรมชาติได้เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งวิธีการเพาะเลี้ยงแบบดั้งเดิมก็คือ การจับลูกปูจากปากแม่น้ำแล้วนำมาเพาะเลี้ยงในบ่อ โดยในปี 1991 มีปริมาณการเพาะเลี้ยงแบบนี้มากที่สุดประมาณ 1,241 ตัน คิดเป็นมูลค่าการผลิต 310 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่หลังจากนั้นก็มีปริมาณลดลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อถึงปี 2019 ปริมาณการจับลูกปูธรรมชาติมาเลี้ยงเหลือเพียง 6 ตันเท่านั้น ดังนั้น เพื่อต้องการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปูทะเลแบบใหม่ ตั้งแต่ปี 2015 ศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเริ่มใช้เทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปูทะเลแบบใหม่ด้วยการแบ่งช่วงการเลี้ยงเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเพาะพันธุ์ชนิดของปู การฟักเป็นลูกปู การเพาะเลี้ยงช่วงกลาง การเพาะเลี้ยงช่วงโตเต็มวัย รวมทั้งการขุนปูให้อ้วนก่อนวางขายตลาด ทั้งนี้ เพื่อต้องการเพาะเลี้ยงลูกปูให้ได้ปริมาณที่คงที่ โดยไม่ต้องไปจับลูกปูจากธรรมชาติมาเลี้ยง ตั้งแต่ปี 2019 ศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเริ่มเพาะลูกปูจากการผสมเทียม ปี 2020-2021 ยกระดับการเพาะเลี้ยงและปรับปรุงคุณภาพการเพาะเลี้ยง ขณะเดียวกัน พัฒนาเทคนิคการอนุบาลลูกปู และระบบการเลี้ยงในกล่องที่มีการแยกเป็นเอกเทศ ซึ่งขณะนี้มีการถ่ายโอนสิทธิ์ให้กับผู้ประกอบการหลายเจ้าแล้ว

    ไต้หวันประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปูทะเลผสมเทียม

    สำหรับในไต้หวันนั้น ตั้งแต่ปี 2020 ทางศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลวางแผนจัดตั้งสถานีเพาะพันธุ์ปูทะเลโดยเฉพาะ คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปี 2023 ซึ่งโครงการนี้จะช่วยผลักดันเทคนิคการเพาะพันธุ์ปูผสมเทียม แก้ปัญหาการพึ่งพาการจับลูกปูจากธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงได้ นอกจากนี้ ในปัจจุบันศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลยังพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงที่เหมาะกับไต้หวันโดยเฉพาะ มีการใช้พลังงานสีเขียว มีการใช้กล่องเพาะเลี้ยงที่เป็นเอกเทศ  เป็นต้น เพื่อให้ชาวประมงมีโอกาสเลือกว่าจะเอาเทคนิคการเพาะเลี้ยงแบบไหน ถือว่ามีความหลากหลายวิธีการเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ มีผู้ประกอบการเลือกเทคนิคการเลี้ยงที่ใช้กล่องเพาะเลี้ยงที่เป็นเอกเทศมากที่สุด แม่ปูแต่ละตัวที่เลี้ยงไว้ในกล่องที่เป็นเอกเทศแล้วใส่ไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต สามารถใส่กล่องที่เป็นเอกเทศได้ 3 แถว เมื่อหักลบต้นทุนแล้วจะได้ผลกำไร 30,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนไฟฟ้าที่นำมาใช้เลี้ยงในตู้คอนเทนเนอร์ก็ไม่ต้องซื้อเพิ่ม เพราะมีการตั้งแผงโซลาเซลล์ไว้บนตู้คอนเทนเนอร์และเก็บไฟฟ้าไว้ในหม้อแบตเตอรรี ไฟฟ้าที่ได้นำมาปรับอุณหภูมิของกล่องเลี้ยง ใช้ปรับระบบหมุนเวียนของน้ำ และใช้เป็นไฟส่องสว่าง ถือได้ว่า ผลิตไฟเองใช้เองได้อย่างสบาย นอกจากนี้ กล่องเลี้ยงเอกเทศนี้ยังสามารถเลี้ยงปูนิ่มที่มีขนาดตัวเท่าๆ กันได้อย่างสบายๆ เมื่อนำปูนิ่มไปขายที่ตลาดก็ขายได้ราคาที่สูงอีกด้วย

    แม่ปู 1 ตัวอุ้มไข่ 2-4.5 ล้านฟอง หากยกระดับเทคนิคการเพาะพันธุ์ได้สูงขึ้น จะได้ลูกปูจำนวนมาก

    การเพาะพันธุ์ปูทะเลด้วยการผสมเทียมเริ่มจากการฟักตัวจนกระทั่งเป็นลูกปู ปัจจุบันมีอัตราการรอดชีวิตเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์ที่มี 2% ถือว่ายังห่างไกลอยู่อีกช่วงหนึ่ง ทั้งนี้ ประเทศฟิลิปปินส์ใช้วิธีจับลูกปูจากธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงเป็นส่วนใหญ่ และสิ่งแวดล้อมการจับจากธรรมชาติของฟิลิปินส์ดีกว่า ลูกปูจึงมีอัตราการรอดชีวิตที่สูงกว่า แม้การเพาะพันธุ์ผสมเทียมของไต้หวันมีอัตราการรอดชีวิตแค่ 0.5% แต่คาดว่าหลังผ่านพ้นไป 3-5 ปี เมื่อมีการยกระดับเทคนิคการเพาะเลี้ยงแล้ว ผลสำเร็จของการเพาะเลี้ยงจะดีขึ้น ที่ผ่านมาเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยได้ทำการเพาะเลี้ยงปูที่จับได้จากธรรมชาติบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำชีกู่เมืองไถหนาน และยังเคยนำเข้าลูกปูจากประเทศฟิลิปปินส์ทดลองเลี้ยง แต่เนื่องจากลูกปูที่นำเข้าจะติดเชื้อได้ง่าย สุดท้ายจึงหาลูกปูธรรมชาติในไต้หวันนำมาทดลอง ค่อยๆ เลี้ยง จนในที่สุดจึงมีโอกาสนำมาผสมเทียม

    เป้าหมายแรกของการเพาะพันธุ์ปูทะเลผสมเทียมคือเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 12 ตุลาคม 2564

    SandyและShelly สุนัขดมกลิ่นหลังเกษียณอายุกับครอบครัวใหม่ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น

    วันนี้มีเรื่องราวของสุนัขดมกลิ่นที่เกษียณอายุ เป็นสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ จำนวน 2 ตัว ตัวหนึ่งชื่อ Sandy อีกตัวหนึ่งชื่อ Shelly แม้สุนัขทั้งสองตัวจะเกิดจากคอกเดียวกันและเป็นตัวเมียเหมือนกัน แต่ตัวหนึ่งเป็นสีขาว อีกตัวหนึ่งเป็นสีดำ ทำงานเป็นสุนัขดมกลิ่นที่สนามบินมานาน 7 ปี ปัจจุบันมีอายุ 9 ปีแล้ว ถ้าเทียบกับอายุของคนแล้วก็ประมาณ 50 กว่าปีแล้ว  ซึ่งสุนัขเกษียณอายุทั้ง 2 ตัว ไปอยู่ในครอบครัวที่ต่างกัน แต่ทั้งสองครอบครัวล้วนเป็นเจ้าหน้าที่จูงสุนัขที่สนามบิน เพียงแต่ว่าเปลี่ยนจากเจ้าหน้าที่จูง กลายเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของครอบครัว เพราะฉะนั้น ชีวิตหลังเกษียณของสุนัขดมกลิ่นทั้ง 2 จึงมีเรื่องราวอะไรที่น่าสนใจมากมาย มีทั้งความน่ารัก ความซุกซน ความสุขอีกแบบ นอกจากอาหารการกินบางอย่างไม่ถูกจำกัด ไม่ว่าผัก เนื้อ ปลา ไข่ ถั่ว ผลไม้ หลังเกษียณแล้วสามารถกินได้หมด

    Sandy(ซ้าย) และShelly(ขวา) สุนัขดมกลิ่นที่เกษียณอายุและไปอยู่กับครอบครัวใหม่

    ก่อนอื่นขอเริ่มเรื่องของสุนัขดมกลิ่น Sandy ก่อน ซึ่งผู้ที่รับเลี้ยงคือคุณติงเฉาหลิง(丁潮苓) เนื่องจากคุณติงทำงานที่สนามบินร่วมกับสุนัขดมกลิ่น Sandy มานาน 5 ปี มีความผูกพันและรู้สึกอาลัยที่สุนัขดมกลิ่นต้องเกษียณอายุการทำงาน ในช่วงแรกคุณติงยังคงสองจิตสองใจว่าจะรับเลี้ยง Sandyหรือไม่ เนื่องจากตัวเองมีครอบครัว มีลูก 1 คน และยังเลี้ยงแมวไว้ที่บ้านอีก 1 ตัว คุณติงรู้สึกกังวลว่าจะดูแลได้ดีหรือไม่ เมื่อสามีเห็นเธอตัดสินใจไม่ได้ ในที่สุดจึงตัดสินใจแทนเพื่อรับเลี้ยง  หลังจากที่ Sandy เข้าไปอยู่ในบ้านของคุณติงแล้ว บรรยากาศของครอบครัวมีความครึกครื้นมาก  มีเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นทุกวัน เนื่องจากในอดีต Sandy คือผู้ร่วมงาน แต่หลังจากที่รับเลี้ยงแล้วได้กลายเป็นสมาชิกของครอบครัว คุณติงบอกว่า  Sandyเหมือนเด็กน้อยมาก ชอบอยู่ใกล้คน เหมือนลูกน้อยของตัวเอง และชอบเด็กด้วย มันจะเลียหน้าลูกจนหน้าเปียกด้วยน้ำลาย ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างแมวต่างฝ่ายต่างแสดงความเป็นใหญ่ และเมื่อออกไปเที่ยวนอกบ้าน คุณติงก็จะไม่ลืมจัดหาสถานที่สำหรับ Sandy เสมอ เวลาทานอาหารหรือเลือกที่พักก็มักจะเลือกร้านและโรงแรมที่สามารถนำสุนัขเข้าไปได้ด้วย คุณติงสังเกตเห็น Sandy มีชีวิตชีวามากขึ้น ชอบเล่นน้ำในสระ ชอบวิ่งเล่นบนสนามหญ้า ให้ความรู้สึกว่าหลังเกษียณอายุแล้วกระชากวัยดูเหมือนเด็กมากขึ้น มีความคล่องแคล่วว่องไว อยู่ไม่นิ่ง ชอบเล่นของเล่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลียจานที่ใส่อาหาร คุณติงชอบเอาช็อกโกแลต โยเกิร์ต แยมถั่วลิสงป้ายที่จาน เพื่อให้เลีย เพื่อให้สัมผัสและรับรู้รสชาติ อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายอารมณ์ และยังพบว่า Sandyมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น เมื่อเห็นคนในบ้านทานข้าว น้ำลายจะสอ และยังชอบแทะขอบโต๊ะ จนขอบโต๊ะหายไปข้างหนึ่ง น้ำลายยืดตลอด เมื่อเช็ดน้ำลายให้ก็จะกระดิกหางและนัวเนียเข้าใกล้คน แม้จะซุกซนแต่ก็หลงรักมันจนเต็มหัวใจ แม้นช่วงก่อนหน้านี้เกิดกระบาดที่รุนแรงจนพาออกไปข้างนอกไม่ได้ แต่ Sandyก็จะเล่นกับลูกที่บ้าน เมื่อเหนื่อยแล้วก็จะพิงจนหลับไปด้วยกัน ทำให้บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความสุข

    Sandy เกษียณตอนอายุตอน 9 ขวบ ยังแข็งแรง สดใส

     ส่วน Shelly สุนัขลาบราดอร์ที่เกษียณอายุอีกตัว ผู้รับเลี้ยงคือคุณเหยาสูฮุ่ย(姚淑惠) ในช่วงแรกที่Shellyเข้าไปอยู่ในบ้าน ดูเหมือนว่ามันยังทำหน้าที่ของสุนัขดมกลิ่น จะเดินไปเดินมาสำรวจทุกซอกมุมของบ้าน ชอบสำรวจสิ่งใหม่ๆ เหมือนตอนทำงาน สมัยที่ทำงานแม้เปลี่ยนสถานที่ทำงานทุกวัน แต่ก็ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ง่าย แม้จะพามานอนอยู่ใกล้ๆก็ตาม แต่นอนไปสักพัก จะลุกขึ้นมาสำรวจดูว่ามีใครอยู่บ้างไหม เนื่องจากShellyเป็นสุนัขดมกลิ่นที่ขยัน เกษียณอายุแล้วก็ดูเหมือนยังอยากทำงาน ดังนั้น คุณเหยาสูฮุ่ยจึงวางแผนไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ พาเข้าแคมป์ พาไปเที่ยวทะเล เล่นน้ำ เล่นลูกบอล และจะถ่ายภาพเก็บเอาไว้ จากการสังเกตพบว่ามันเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น นอนหลับอย่างสงบมากขึ้น และชอบหลับบนรถเพื่อเก็บพลังงานเอาไว้สำหรับวิ่งเล่น

    Shelly สุนัขที่เกษียณอายุแล้ว แต่ยังชอบกิจกรรมทางน้ำ

    จากการเป็นสุนัขที่ทำหน้าที่ดมกลิ่น เปลี่ยนมาเป็นสุนัขที่เลี้ยงในบ้าน ไม่เพียงแต่สุนัขต้องปรับตัวเท่านั้น คนเลี้ยงก็เช่นกัน จะต้องวางแผนที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ในช่วงแรกที่รับเลี้ยงShellyเข้ามาอยู่ในบ้าน คุณเหยาสูฮุ่ยมักกังวลว่า ถ้าคนนบ้านออกไปทำงานนอกบ้าน Shellyอาจซุกซน ทำลายข้าวของ จึงจำกัดขอบเขตที่อยู่ แต่ต่อมาพบว่า ตัวเองอาจจะวิตกกังวลมากเกินไป จะต้องมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ด้วยนิสัยของสุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ที่เข้ากับคนง่าย จึงปรับตัวได้เร็ว ทั้งๆ ที่แต่ก่อนทำงานร่วมกันจะเป็นสุนัขที่มีการปกป้องตัวเองสูง หลังเข้ามาอยู่เป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของบ้านแล้ว เริ่มขี้อ้อน และชอบอยู่ใกล้กับคน ทำตัวสบายๆ ดูทีวีพร้อมกับคนในบ้าน เหนื่อยก็หลับ บางทีนอนหลับจนท้องหงาย ทั้งๆที่ตอนเป็นสุนัขดมกลิ่น ทุกครั้งที่พาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เวลาที่ต้องเอ็กซเรย์ ยังต้องใช้กำลังคนถึง 3 คนจึงจับหงายท้องทำการเอ็กซเรย์ได้

    สุนัขเกษียณอายุปรับตัวเข้ากับสมาชิกในครอบครัวใหม่ได้อย่างดี

    สำหรับผู้ที่สามารถรับเลี้ยงสุนัขดมกลิ่นที่เกษียณอายุในไต้หวันนั้นจะต้องเป็นกลุ่มคนดังต่อไปนี้ กลุ่มคนที่ 1คือ ผู้ที่บริจาคสุนัขจะต้องเป็นอันดับแรกที่ได้รับการรับเลี้ยง กลุ่มคนที่ 2 คือ เจ้าหน้าที่ที่จูงสุนัขที่ทำงานอยู่คู่กับสุนัขดมกลิ่น และกลุ่มคนอันดับที่ 3 คือ เพื่อนร่วมงานที่อยู่หน่วยกักกันโรคพืชและสัตว์ที่สนามบิน และกลุ่มที่ 4 ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายคือประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการจัดลำดับการรับเลี้ยงก็เพื่อความผาสุกและปกป้องสุนัขดมกลิ่นหลังเกษียณอายุ นอกจากนี้ ผู้รับเลี้ยงจะต้องผ่านการทดลองเลี้ยง 2 สัปดาห์ก่อน เพื่อดูว่าสุนัขดมกลิ่นนั้นปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้เหรือไม่ และยังเป็นการยืนยันว่าคนที่รับเลี้ยงสุนัขนั้นดูแลเอาใจใส่ดีหรือไม่ ซึ่งในช่วงเวลาที่ทดลองเลี้ยง 2 สัปดาห์ จะมีเจ้าหน้าที่ของสมาคมที่รับผิดชอบโทรศัพท์ไปสอบถามหรือไม่ก็ไปเยี่ยมถึงที่บ้านของคนที่รับเลี้ยงสุนัขดมกลิ่น หลังจากที่ผ่านการยืนยันขั้นแรกแล้ว จากนั้นจะต้องไปลงทะเบียนกับหน่วยงานรับรองด้วย และจะต้องเลี้ยงดูตามกฏหมายคุ้มครองสัตว์ ห้ามทรมานและห้ามปล่อยปละละเลยหรือทอดทิ้งการเลี้ยงดู และที่สำคัญคือห้ามนำสุนัขดมกลิ่นเกษียณอายุทำงานเพื่อผลประโยชน์หรือหาผลกำไร โดยทางสมาคมจะโทรศัพท์หรือไปเยี่ยมที่บ้านรับเลี้ยงสุนัขอย่างน้อยปีละครั้ง

    5 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2564

     ไต้หวันใช้เวลา 29 ปี ประสบความสำเร็จปรับปรุงชาสายพันธุ์แรก “ชาไต้หวันเบอร์ 25”ยอดชาอ่อนมีสีม่วง ผลิตเป็นชาเขียวหรือชาแดงหรือปลูกประดับสวนก็ได้      

           ชิวฉุยฟง(邱垂豐) รองหัวหน้าสถานีปรับปรุงชาบอกว่า

    ไม่เพียงแต่เป็นชาที่เหมาะในการนำมาชงเท่านั้น เนื่องจากสีของต้นชามีความพิเศษ สามารถนำมาทำเป็นไม้ประดับสวน เป็นต้นไม้ตกแต่งสวน ปลูกในที่สาธารณะ มีความสวยงาม และนอกจากนี้ ต้นชายังมีอายุหลายปี ดูแลง่าย แต่ถ้านำมาชงเป็นชา ดื่มแล้วก็จะดีต่อสุขภาพ เพราะว่าใบชาอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน ( Anthocyanin ) ที่ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และถ้านำมาผลิตเป็นชาเขียวก็สามารถขายได้ในเชิงพาณิชย์ เพราะสามารถนำมาทำเป็นชาเขย่า ทำเป็นเครื่องดื่มผสม ถือว่าเหมาะมาก ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการจดสิทธิ์แล้ว ในอนาคตจะถ่ายโอนสิทธิ์ให้กับผู้ประกอบการต้นกล้า คาดว่าในปีหน้าสามารถเพาะต้นกล้าได้ปริมาณมาก และในปี 2023 เกษตรกรสามารถซื้อมาปลูกได้

    ชาไต้หวันเบอร์ 25 เมื่อแตกยอดอ่อนจะมีสีม่วง

            หวงเจิ้งจง(黃正宗)หัวหน้าปรับปรุงชาสาขาอวี๋ฉือชี้ว่า ชาไต้หวันเบอร์ 25 ถือเป็นชาที่ค้นพบโดยบังเอิญ ทั้งนี้ ที่สถานีปรับปรุงพันธุ์ชามีพื้นที่ทดลองปลูกชาหลากหลายสายพันธุ์ในพื้นที่ 30 กว่าเฮกตาร์ ในปี 1992 พบว่า ชาสายพันธุ์พม่าที่ผ่านการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ เมื่อแตกยอดอ่อนจะมีสีม่วง ซึ่งมีความแตกต่างจากชาสายพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกในแปลงทดลอง ด้วยความพิเศษนี้เอง ทำให้สถานีปรับปรุงชาเริ่มทำการเพาะปลูก นายหวงได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ในช่วงแรกได้แต่พิสูจน์ว่าแม่พันธุ์ของชานี้เป็นพันธุ์พม่า แต่ไม่สามารถพิสูจน์ว่าพ่อพันธุ์คือสายพันธุ์ไหน เนื่องจากการสืบพันธุ์รุ่นต่อรุ่นแบบดั้งเดิมต้องอาศัยแมลงในการผสมเกสร ซึ่งเกสรนั้นอาจจะมาจากต้นชาใกล้เคียง และยังเป็นไปได้ว่ามาจากต้นชาที่ไกลกว่านี้ แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ตรวจวิเคราะห์อนุภาคของสารอินทรีย์ในใบชา และการตรวจสอบดีเอ็นเอพบว่า พ่อพันธุ์คือชาไต้หวันเบอร์ 13

    สถานีปรัปรุงพันธุ์ชาอวี๋ฉือใช้เวลา 29 ปี ปรับปรุงพันธุ์ชาไต้หวันเบอร์ 25

            ชาไต้หวันเบอร์ 25 นี้ ช่วงที่แตกใบอ่อนใหม่ๆ จะมีสีม่วง และสีม่วงนี้จะคงอยู่ประมาณ 1 เดือน หลังจาก 1 เดือนแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว และช่วงที่แตกยอดอ่อนถ้าเจออากาศหนาวอุณหภูมิยิ่งต่ำ สีม่วงก็จะยิ่งเข้มขึ้น และเมื่อแตกยอดอ่อนในช่วงหน้าร้อน จะเปลี่ยนเป็นสีชมพู ซึ่งไม่เพียงแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้ ต้นชาที่โตเต็มที่จะมีความแข็งแรงด้วย และยังมีข้อดีคือต้านหนอนแมลงได้ดี ทนต่อความแห้งแล้ง ลักษณะของใบชาตั้งตรง เหมาะในการใช้เครื่องจักรตัด เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรเด็ดชาอายุมากขึ้น จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยว และเครื่องจักรก็มีความจำเป็นต่อธุรกิจการปลูกชาในอนาคต แต่ว่ามีบางสายพันธุ์ของชาไม่เหมาะต่อการใช้เครื่องจักรเพราะจะทำให้ใบชาเสียหายได้ ชาไต้หวันเบอร์ 25 มีความแข็งแรง ใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยวได้ ปริมาณของผลผลิตก็ไม่แพ้ชาสายพันธุ์อื่นๆ มีผลผลิต 3,400-3,940 กก.ต่อ 1 เฮกตาร์ หากใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยว ในพื้นที่ 1 เฮกตาร์จะเก็บเกี่ยวชาได้ 8 ตัน และนอกจากนี้ เก็บเกี่ยวได้ตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง หรือฤดูหนาว ใบชาที่เก็บในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาว เหมาะในการทำชาเขียว ส่วนใบชาที่เก็บในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงจะเหมาะในการทำชาแดง เพราะฉะนั้น การวิจัยพัฒนาจะเน้นถ่ายทอดชาเขียวสู่เชิงพาณิชย์ เพราะคำนึงถึงเอกลักษณ์ของชา

    ชาไต้หวันเบอร์ 25 ผลิตเป็นชาเขียวหรือชาแดงก็ได้ แต่เมื่อเติมมะนาวจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู

            ยอดชาไต้หวันเบอร์ 25 น้ำหนัก 1 กรัม จะมีสารแอนโทไซยานิน 0.5 มิลลิกรัม ซึ่งสารแอนโทไซยานินในชาพันธุ์นี้จะมากกว่ายอดชาเขียวทั่วไปถึง 50 เท่า การนำชาไต้หวันเบอร์ 25 มาผลิตเป็นชาเขียวหรือชาแดง ล้วนมีส่วนประกอบของสารแอนโทไซยานินทั้งนั้น แต่ว่าสีของชาเขียวจะต่างจากสีของชาเขียวทั่วไป ชาเขียวที่ผลิตจากชาไต้หวันเบอร์ 25 จะมีสีอมม่วงเล็กน้อย และเมื่อใส่น้ำมะนาวเข้าไปเล็กน้อยจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู เพราะว่าสารแอนโทไซยานินเมื่อเจอกรดจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู เหมาะในการทำชาเขย่าและชาปรุง และมีข้อดีอีกประการหนึ่งคือ ขั้นตอนการทำชาเขียวจะง่ายกว่าชาชนิดอื่น เพียงแค่ผ่านการอบก็เพียงพอ ลดภาระของเกษตรกรผู้ปลูกชาได้ ชิวฉุยฟง รองหัวหน้าสถานีปรับปรุงชายังบอกอีกว่า พันธุ์ชาไต้หวันเบอร์ 25 นี้ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงต้องทิ้งไป เพราะการเพาะปลูกชาแบบดั้งเดิม จะให้ความสำคัญกับสีของชาที่ชงได้ เมื่อนำชาไต้หวันเบอร์ 25 ผลิตเป็นชาแดงหรือชาเขียว สารแอนโทไซยานินที่อยู่ในชาจะทำให้มีรสขมเล็กน้อย ที่ผ่านมาอาจไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค แต่ว่าปัจจุบันผู้คนไม่เพียงแต่ต้องการดื่มชามีชื่อเสียง ยังคำนึงถึงผลดีที่มีต่อสุขภาพ และในปัจจุบัน งานวิจัยเกี่ยวกับชา ยังได้กล่าวถึงสรรพคุณของชาไต้หวันเบอร์ 25 ว่ามีผลดีต่อสุขภาพด้วย

    ชาไต้หวันเบอร์ 25 ต้นตรง เหมาะในการใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยว

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 28 กันยายน 2564

    เครื่องดื่มยอดฮิตสไตล์ไต้หวัน“มะละกอนมสดปั่นหรือมู่กวาหนิวไหน่-木瓜牛奶” อร่อย หอมละมุน อุดมไปด้วยวิตามิน แก้ท้องผูก

    ถ้าพูดถึงเครื่องดื่มที่เป็นตัวแทนของไต้หวัน หลายคนคงจะนึกถึง “ชานมไข่มุก” เพราะว่าชานมไข่มุกเป็นเครื่องดื่มที่หลายคนรู้จัก หรือต้องบอกว่ารู้จักกันทั่วโลกก็ว่าได้ แต่ถ้าเจาะลึกเรื่องราวของเครื่องดื่มในไต้หวันแล้วจะพบว่า มะละกอนมสดปั่นถือกำเนิดและได้รับความนิยมในไต้หวันก่อนชานมไข่มุกเสียอีก และมีมานานกว่า 60 ปีแล้ว นอกจากนี้ เบื้องหลังของมะละกอนมสดปั่น ยังเกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกมะละกอ รวมทั้งธุรกิจการทำฟาร์มโคนมที่ทำให้เกิดการพัฒนาวัฒนธรรมด้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมะละกอนมสดปั่นแบบดั้งเดิมแก้วหนึ่ง 500 ซีซี มาจากการเอามะละกอสดปั่นกับนมสด เติมน้ำตาลและน้ำแข็งในปริมาณที่เหมาะสม และหลังจากที่เริ่มมีการขายมะละกอนมสดปั่นแล้ว ยอดขายมะละกอในไต้หวันก็เพิ่มขึ้น ถ้าเป็นช่วงที่ขายดี อย่างแผงขายเครื่องดื่มเล็กๆ อาจจะใช้มะละกอปั่นกับนมสดมากถึง 20 ชั่ง( 1 ชั่งเท่ากับ 600 กรัม) แต่ถ้าเป็นร้านขายเครื่องดื่มร้านใหญ่ๆ อาจจะใช้มากถึง 100 ชั่ง(60 กก.) นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ทำเครื่องดื่มมะละกอนมสดปั่นขายเป็นเวลานานหลาย 10 ปียังพบว่า เทคนิคการปลูกมะละกอในไต้หวันมีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่ขาดสาย แม้ปัจจุบันเครื่องดื่มมีความหลากหลายให้เลือกก็ตาม แต่มะละกอนมสดปั่นก็ยังคงได้รับความนิยม ยังเป็นตัวชูโรงของร้านเครื่องดื่มด้วย

    มะละกอไถหนงเบอร์ 2 นิยมนำมาปั่น หอมละมุน

    มะละกอนมสดปั่นมีประวัติความเป็นมากว่า 60 ปี แต่ถ้าจะถามว่า ร้านขายมะละกอนมสดปั่นเจ้าแรกของไต้หวันคือใคร ก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด นายสวีจ้ง(徐仲) ผู้ศึกษาวัฒนธรรมอาหารและเครื่องดื่มได้เคยสอบถามผู้อวุโสหลายท่านพบว่า ก่อนที่มีความนิยมเปิดร้านมะละกอนมสดปั่น ประมาณปี 1960 ที่มีความนิยมเปิดร้านน้ำแข็งไส ก็มีมะละกอนมสดปั่นแล้ว มีบางคนบอกว่า แหล่งกำเนิดมะละกอนมสดปั่นเริ่มที่ตลาดกลางคืนเมืองไทจง แต่ก็มีบางคนบอกว่าอยู่ที่เมืองเกาสง สำหรับการใช้มะละกอมาปั่นกับนมสดนั้น นายสวีจ้งคาดคะเนว่า มีความเกี่ยวข้องกับความบังเอิญกับนโยบายของรัฐบาล อาจจะเป็นเพราะรัฐบาลในยุคนั้นต้องการรณรงค์ให้ประชาชนดื่มนมโค ส่วนมะละกอสายพันธุ์ไถหนงเบอร์ 2 ที่ปัจจุบันกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ประชาชนบริโภค ได้ถือกำเนิดขึ้นประมาณปี 1971 มะละกอสายพันธุ์นี้เมื่อนำมาปั่นกับนมสดจะมีความหอม อร่อยมาก จึงทำให้ต่อมามีการขายกันอย่างแพร่หลาย และในสมัยก่อนไม่มีร้านฟาสต์ฟู้ด ร้านที่ขายมะละกอนมสดปั่นจึงเป็นศูนย์รวมการพบปะของญาติมิตรสหายที่ต้องการมานั่งเคยสัพเพเหระ การเปิดร้านก็ไม่ได้ขายเพียงมะละกอนมสดปั่นอย่างเดียว มีขายของอย่างอื่นด้วย อย่างเช่น ผลไม้หั่นชิ้นใส่จาน ถั่วเขียวต้ม เบอร์เกอร์ ฮอดด็อก ซึ่งในเวลาต่อมา ร้านที่ขายมะละกอนมสดปั่นบางส่วนค่อยๆ พัฒนากลายเป็นร้านฟาสต์ฟู้ด บางส่วนพัฒนากลายเป็นร้านขายน้ำแข็งไส มีเพียงไต้หวันเท่านั้นที่มีร้านเปิดขายมะละกอนมสดปั่น ประเทศอื่นไม่มี ชาวต่างชาติเมื่อได้พบเห็นการขายมะละกอนมสดปั่น รู้สึกแปลกและเป็นของใหม่ ถ้าถามชาวต่างชาติว่าชอบดื่มหรือไม่ คำตอบคือขึ้นอยู่กับการยอมรับของผู้คน อย่างชาวยุโรปบางคนยอมรับไม่ได้ว่าทำไมต้องเอามะละกอมาปั่น และยังต้องเติมนมสดเข้าไปอีก ราวกับว่าเป็นอาหารของทารก

    มะละกอนมสดปั่นร้านดังที่เมืองจางฮั่ว

    ในไต้หวันมีร้านที่เปิดขายมะละกอนมสดปั่นหลายเจ้าและเปิดกิจการมานานหลายปี ยกตัวอย่าง มีอยู่ร้านหนึ่งในเมืองจางฮั่ว(จางฮั่วมู่กวาหนิวหลู่ต้าหวัง) หลูหงเหว่ย(盧宏瑋) ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 ของร้านนี้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่คุณปู่และคุณย่าแต่งงานใหม่ๆ มักชอบไปกินน้ำแข็งไสที่ตลาดตี้อีของเมืองไทจง(台中第一市場) เมื่อกินไปช่วงหนึ่ง คุณปู่มีความคิดอยากเปิดร้านขายน้ำแข็งไสของตัวเอง ในช่วงที่เปิดร้านใหม่ๆ น้ำมะละกอนมสดปั่นยังไม่อยู่ในเมนูของร้าน หลังจากที่คุณปู่ตระเวนสำรวจไปทั่วพบว่า ไม่ว่าเมืองไทจงหรือเกาสงล้วนขายมะละกอนมสดปั่นกันทั้งนั้น แต่คุณปู่บอกว่า ได้ไปชิมหลายเจ้าพบว่า กลิ่นนมจะแรง แต่ไม่ค่อยมีความหอมของมะละกอ ต่อมาคุณปู่พัฒนาสัดส่วนที่มีมะละกอมากกว่านมสด จนเป็นที่ถูกใจของลูกค้า จึงทำให้มะละกอนมสดปั่นกลายเป็นเมนูเด็ดของร้านน้ำแข็งไส มะละกอที่ใช้ปั่นนั้น ส่วนใหญ่เลือกใช้มะละกอสายพันธุ์ไถหนงเบอร์ 1 และ 2 และเป็นสายพันธุ์เดียวกับมะละกอที่หั่นชิ้นใส่จานขาย แต่ต่างกันตรงที่ความสุกงอม มะละกอที่ใช้ปั่นกับนมสดจะต้องเลือกที่มีความสุกประมาณ 90-100% จะมีความหวานที่สุด เนื้อนิ่ม ส่วนมะละกอที่หั่นเป็นชิ้นใส่จานขายจะเลือกความสุกประมาณ 70-80%  นอกจากนี้ การที่จะปั่นมะละกอนมสดให้อร่อย ยังต้องปรับตามรสชาติของมะละกอด้วย อย่างเช่น มะละกอที่ปลูกในช่วงฤดูร้อนกับฤดูใบไม้ร่วงจะหวานกว่ามะละกอที่ปลูกในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ และยังต้องดูสภาพอากาศในช่วงนั้นด้วย อย่างเช่น มีฝนตกชุกหรือไม่ ถ้าฝนชุก อากาศหนาว รสชาติมะละกอก็จะเปลี่ยนไป จึงต้องปรับปรุงรสชาติของมะละกอนมสดปั่นให้สอดคล้องกับฤดูกาลด้วย ทางร้านจะขายดีมากในช่วงหน้าร้อน ถ้าขายดีจะใช้มะละกอมากถึง 100 ชั่ง แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรกรและร้านขายน้ำแข็งไสจะมีรายได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ บางวันฝนตกฟ้าคะนองช่วงบ่าย จะไม่มีลูกค้าเข้าร้านก็ยังมี และเมื่อเข้าสู่หน้าหนาว มะละกอจะมีรสขมเล็กน้อย แต่ทางร้านเลือกซื้อมะละกอจากร้านประจำ ไม่ต้องกังวลว่าได้ของคุณภาพไม่ดี เขายังบอกด้วยว่า คุณภาพของมะละกอดีขึ้นเรื่อยๆ แสดงถึงเทคนิคการปลูกที่สุกงอม ปัจจุบันมะละกอที่ปลูกได้จะมีความหวานกว่าสมัยก่อนเยอะ น้ำตาลอ้อยที่ใช้ในร้านก็มีอัตราส่วนน้อยลงไปจากสมัยก่อนถึง 1 ใน 3

    มะละกอนมสดปั่นร้านดังที่อู้ฟงเมืองไถจง 

    และยังมีร้านขายมะละกอนมสดปั่นอีกร้านที่เปิดกิจการมานานถึง 60 ปี ตั้งอยู่ที่อู้ฟงเมืองไทจง และขณะนี้ก็ตกทอดมาถึงรุ่นที่ 3 เช่นกัน นายหวังเจ้าของร้านคนปัจจุบันบอกว่า ในยุคคุณปู่ได้ทดลองทำอาชีพต่างๆ มามากมาย สุดท้ายพบว่า เปิดร้านขายน้ำผลไม้ปั่นจะสามารถเลี้ยงครอบครัวได้ เพราะฉะนั้นก็เลยเลือกเปิดร้านขายมะละกอนมสดปั่น กว่า 60 ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันรสชาติของร้านไม่เปลี่ยนแปลง เลือกใช้มะละกอที่ปลูกทางภาคใต้ มีคุณภาพดี ช่วงหน้าร้อนที่อากาศร้อนจัด ทางร้านจะขายดีที่สุด สถิติสูงสุดเคยขายได้ 800 กว่าแก้วต่อวัน แต่ปัจจุบันเนื่องจากการระบาดของโควิด 19 ส่งผลต่อยอดขายเช่นกัน น้ำมะละกอนมสดปั่นหากไม่ดื่มให้หมดภายใน 15 นาที และถ้าอากาศร้อนด้วย ก็ยิ่งทำให้จับตัวเป็นก้อนเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นไม่เหมาะในการขายส่งไปถึงที่บ้าน อย่างไรก็ตาม ได้มีการประยุกต์ไปตามกาลเวลา เมนูที่ขายก็มีมากและหลากหลายขึ้น และเขายังพบว่า คนไต้หวันมีความชื่นชอบเครื่องที่หลากหลายมากขึ้น จึงทำให้ร้านขายมะละกอนมสดปั่นต้องมีการปรับตัวขายเมนูอื่นเพิ่มขึ้น แม้ว่าเมนูในร้านจะเพิ่มขึ้น แต่ก็พบว่า น้ำมะละกอนมสดปั่นยังคงครองแชมป์ของยอดขาย

    มะละกอนมปั่นยูเอสทีที่ขายในร้านสะดวกซื้อ

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 21 กันยายน 2564

    “อาร์ทิโชก” พืชผักสมุนไพรเมืองหนาวที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยหรือรู้จัก ดอกคล้ายดอกบัว มีฐานรองดอกขนาดใหญ่  ปัจจุบันปลูกได้ในหลายประเทศ ใช้ทำอาหาร ยารักษาโรค ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย

    อาร์ทิโชก (Artichoke) ภาษาจีนเรียกว่า “เฉาเซียนจี้-朝鮮薊” เป็นพืชยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดและปลูกอย่างแพร่หลายในยุโรปแถบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวที่ปลูกเพื่อนำมารผลิตเป็นชาและประกอบอาหารจำพวกพืชผัก ทานแบบสด บรรจุกระป๋อง อบแห้ง และเป็นอาหารเสริมอาร์ทิโชกแคปซูล หลากหลายรูปแบบมีให้เลือกได้ ซึ่งประเทศที่ปลูกมากได้แก่ สเปน อิตาลี และฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังปลูกทางใต้ของอเมริกา  จีนแผ่นดินใหญ่ อียิปต์ โมร็อกโก รวมถึงเวียดนามที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยในพื้นที่อากาศเย็นๆ ตลอดทั้งปี อย่างซาปา ดาลัด ก็มีการปลูกอาร์ติโชกขายอยู่มากมาย ราคาถูก หาซื้อง่ายราวกับผักทั่วๆ ไป และในเมืองไทยก็มีการนำเข้ามาปลูกในโครงการหลวง ส่วนในไต้หวันก็มีการปลูกอาร์ทิโชกเช่นกันแต่ปริมาณไม่มาก ปัจจุบันประเทศที่ปลูกอาร์ติโชกมากที่สุดของโลกคือประเทศอิตาลี รองลงมาคือประเทศสเปนและกรีก แต่เนื่องจากสายพันธุ์ของอาร์ทิโชกที่ต่างกัน แบ่งเป็นประเภทที่ใช้เวลาปลูกหลายปีและประเภทปลูกปีเดียว หากเป็นประเภทปลูกหลายปี อายุยืนที่สุดประมาณ 5 ปี  โดยทั่วไปแล้วจะใช้เมล็ดในการปลูก หรือเพาะเป็นต้นกล้าแล้วค่อยนำไปปลูก ลักษณะทรงต้นเป็นพุ่มและใบจะมีขนาดใหญ่ ใบหยักเป็นแฉกลึกสีเขียวอมเทาหรือขาวอมเทา ดอกประกอบไปด้วยกลุ่มของกลีบดอกจำนวนมากเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ หน้าตาคล้ายดอกบัว ฐานรองดอกขนาดใหญ่ มีก้านดอกยาวใหญ่อวบ ออกตามซอกใบ และปลายของลำต้น กลีบเลี้ยงด้านนอกแข็งมีสีเขียวอมม่วง สีม่วง ส่วนปลายกลีบมีหนามแหลมคม กลีบเลี้ยงภายในสีชมพูอมม่วง มีเกสรเส้นเล็กๆนุ่มๆตรงกลาง ฐานรองดอกมีเนื้อนุ่มสีเหลืองครีม อยู่ภายในใจกลาง รสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นเฉพาะตัว เมื่อดอกบานออก มีเกสรเส้นเล็กนุ่มๆสีม่วง ลักษณะของดอกทรงแตกต่างกันไปตามลักษณะสายพันธุ์  

    อาร์ทิโชกดอกตูม

    อาร์ทิโชกเป็นพืชที่ต้องการสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิที่เจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือในช่วงกลางวันประมาณ 24 องศาเซลเซียส ส่วนกลางคืนอุณหภูมิ 13 องศา เมื่อต้นของอาร์ทิโชกเจริญเติบโตเต็มที่ ลำต้นจะมีความสูงกว่า 1.5 เมตร การแผ่ขยายของลำต้นกว้างประมาณ 1.8 เมตร เพราะฉะนั้นเวลาที่ปลูกก็ต้องเว้นช่วงห่างให้เพียงพอที่จะให้ลำต้นเจริญเติบโต เนื่องจากขีดจำกัดในเรื่องของสภาพอากาศ การปลูกอาร์ทิโชกในไต้หวันจึงต้องอยู่ในเขตภูเขาที่มีสภาพอากาศเย็นเท่านั้น อย่างเขตภูเขาของนครไทจง หนานโถว นคนเถาหยวน ซินจู๋ เป็นต้น ถ้าหากเป็นพื้นที่ราบของไต้หวัน ไม่เพียงแต่อุณหภูมิไม่ต่ำพอที่จะทำให้ต้นโต ช่วงหน้าร้อนแทบจะปลูกไม่ขึ้นด้วย เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องปลูกในเขตพื้นที่อากาศเย็น แต่ถ้าหนาวเกินไปจนกลายเป็นน้ำแข็งก็จะทำให้ใบเสียหายได้ด้วย ดังนั้น การปลูกอาร์ทิโชกในไต้หวันตามเขตภูเขาก็จะเริ่มเพาะต้นกล้าในช่วงปลายฤดูร้อน ลำต้นจะค่อยๆโตในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ช่วงเวลากลางวันต้องให้ได้รับแสงอาทิตย์ด้วยจึงจะเจริญเติบโตได้ดี โดยทั่วไปหลังเดือนมี.ค.-เม.ย.ไปแล้วจึงจะเริ่มเห็นดอกตูม ประมาณช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงต้นฤดูร้อนจึงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ปัจจุบันมีร้านอาหารหรือภัตตาคารราคาสูงในไต้หวันนำอาร์ทิโชกมาประกอบอาหารบ้าง หรือไม่ก็สามารถพบเห็นอาร์ทิโชกวางขายตามตลาดเกษตรบางแห่งหรือขายออนไลน์ก็ยังมี โดยทั่วไป หลังจากที่ดอกของอาร์ทิโชกเริ่มเปลี่ยนสีก็จะไม่นำไปประกอบอาหารแล้ว ในช่วงที่ออกดอกเต็มที่จะมีความงดงามมาก จะดึงดูดผึ้งมาตอมมากมาย กลายเป็นทิวทัศน์ที่มีความงดงามอีกแบบ และเมื่อนำดอกไปตากแห้งสามารถนำมาทำเป็นดอกไม้แห้งก็สวยไปอีกแบบด้วย

    เมื่ออาร์ทิโชกบานเต็มที่ เกสรจะมีสีม่วงเส้นเล็กๆ เป็นที่ชื่นชอบของผึ้ง

    อาร์ทิโชกเป็นพืชที่มีองค์ประกอบที่เป็นประโยชน์มากไปกว่าคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐาน สกัดสารไซนารินในใบอาร์ทิโชก  นำมาใช้เป็นยาในการกระตุ้นการทำงานของตับและถุงน้ำดี เพื่อรักษาภาวะโคเลสเตอรอลสูง อาร์ทิโชกนำมาผลิตเป็นอาหารเสริม บำรุงสุขภาพได้อย่างดี

    อาร์ทิโชกย่าง อาหารที่ชื่นชอบของชาวอิตาลี

    นึ่งอาร์ทิโชกรองด้วยเห็ดเข็ม บีบมะนาวบนดอกจะช่วยไม่ให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 14 กันยายน 2564

    เบื้องหลังการปลูกฟักเขียว!!จากพ่อค้าคนกลางก้าวสู่เกษตรกรผู้ปลูกรายใหญ่นับหมื่นลูก

    วันนี้มีเรื่องของการปลูกฟักเขียวของเกษตรกรท่านหนึ่งที่เป็นทั้งพ่อค้าคนกลางค้าส่งฟักเขียวและปลูกฟักเขียวด้วยนำมาเล่าสู่กันฟัง สวนปลูกฟักเขียวของเขากว้างใหญ่มองดูสุดลูกหูลูกตา เห็นเพียงขอบฟ้าสีครามและเทือกเขาที่อยู่ไกลๆ ภายใต้แสงอาทิตย์อันร้อนแรงในช่วงฤดูร้อน ก็ยิ่งทำให้สวนที่ปลูกฟักเขียวดูแล้วกว้างใหญ่ไพศาล นายหลินเจียปิน(林加彬) เจ้าของสวน แนะนำพื้นที่ปลูกฟักเขียว เนื้อที่ 20 เฮกตาร์(หรือ125 ไร่)บอกว่า ต้องใช้กำลังคนดูแลสวนไม่น้อย ถ้าคำนวณระยะทางแต่ละแถวที่ปลูกฟักเขียว เดินสัก 1 รอบรวมๆ กัน อย่างน้อย 30 กิโลเมตร เดิมเขาเป็นพ่อค้าคนกลางที่ค้าส่งฟักเขียว รวบรวมฟักเขียวที่ปลูกในที่ต่างๆ ของไต้หวัน ไม่ว่าจะมาจากต้าเจี่ยของนครไทจง เมืองจางฮั่ว เมืองฮัวเหลียน แล้นำไปส่งที่ตลาดค้าส่ง หรือไม่ก็นำไปขายให้กับโรงงานแปรรูปอาหารที่ต้องการใช้ฟักเขียว แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เนื่องจากแหล่งผลิตฟักเขียวไม่คงที่ บางทีก็เยอะ บางทีก็น้อย เพราะฉะนั้น นายหลินจึงเช่าที่กับบริษัทไทวานชูการ์ เริ่มปลูกฟักเขียวที่เมืองไถตง

    ชาฟักเขียวดับกระหายคลายร้อน

    การปลูกฟักเขียวของไต้หวันมีหลากหลายสายพันธุ์ แบ่งเป็นพันธุ์ที่มีเปลือกสีภายนอกต่างกัน แต่ความต้องการของตลาดหลักๆ แล้วเป็นฟักเขียวผลใหญ่ที่มีเปลือกสีขาว และฟักเขียวผลค่อนข้างสั้นเปลือกสีเขียว ฟักเป็นพืชที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่เนื่องจากอุณหภูมิของแต่ละท้องที่ในไต้หวันมีความแตกต่างกัน ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตจึงต่างกัน ถ้านับตั้งแต่เดือนพ.ย.ที่เป็นล็อตแรกส่งขายตลาด พื้นที่เพาะปลูกฟักเขียวจะอยู่ทางภาคใต้ แถบเมืองเกาสง ผิงตง ส่วนฟักเขียวที่ปลูกในเมืองเจียอี้ จางฮั่ว จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนพ.ค. และเมื่อถึงเดือนมิ.ย.ก็จะผลผลิตของเขตต้าเจี่ยของนครไทจง และของเมืองเหมียวลี่ เป็นต้น ส่วนพื้นที่ปลูกในเขตภาคตะวันออก เนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่มีกำลังแรงในช่วงฤดูหนาว ส่วนใหญ่แล้วจะต้องรอถึงเดือนมี.ค. เม.ย.จึงค่อยเริ่มปลูกฟักเขียว และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนก.ค.เป็นล็อตแรก

    ฟักเขียวทำไส้พายสับปะรด รสชาติกลมกล่อมขึ้น

    นายหลินเจียปินบอกว่า ผลฟักเขียวมีน้ำหนักมาก เป็นพืชที่มีราคาต่อหน่วยค่อนข้างต่ำ เวลาปลูกแม้จะปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี แต่การดูแลก็ไม่ใช่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปลูกในฤดูกาลที่ต่างกัน จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่าง เมื่อเข้าสู่หน้าร้อน การปลูกฟักเขียวจำเป็นต้องในผ้ายางสีขาวคลุม เพื่อกันไม่ให้แดดเผา แต่ใช่ว่าไม่ให้ได้รับแสงแดดเลย นอกจากนี้ ในสภาพที่อากาศร้อนมาก ก็จะมีศัตรูพืชแมลงหวี่ขาวซิลเวอร์ลีฟมาก แมลงหวี่ขาวจะไปดูดสารอาหารในฟักและติดเชื้อ ทำให้ใบฟักหยิกงอ เปลี่ยนรูป จนผลผลิตลดลง ส่วนในช่วงฤดูหนาว สิ่งที่ต้องระวังคือปริมาณการใส่ปุ๋ย หากใส่เยอะเกินไป จะทำให้เนื้อฟักเขียวมีจุดแดง เนื้อแข็ง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด และในช่วงไม่กี่ปีนี้ ภาวะอากาศที่แปรปรวนมาก การดูแลจัดการต้องอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมาในการตัดสินว่าคุณภาพดีหรือไม่ ยกตัวอย่าง การเกิดจุดแดงที่เนื้อฟัก บางครั้งหาสาเหตุไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร บางครั้งอาจจะใส่ปุ๋ยเยอะเกินไป แต่บางครั้งช่วงที่เก็บเกี่ยวก็ปกติไม่มีจุดแดง แต่หลายวันผ่านไปกลับมีจุดแดงปรากฏให้เห็น จุดแดงในเนื้อฟักเขียวไม่ส่งผลต่อรสชาติของฟัก แต่ว่ามันไม่สวย เมื่อส่งไปขายที่ตลาดไม่มีคนซื้อ เพราะฉะนั้นจะต้องส่งไปขายที่โรงงานแปรรูปอาหาร และถ้าคุณภาพแย่ไปกว่านี้ก็ต้องทิ้งไปเลย การปลูกฟักเขียวเริ่มจากการปรับที่ดินแล้วปลูก ดูแล ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ขอเพียงดูแลจัดการที่ดี ไม่ให้ใบของฟักหยิกงอ แต่ไม่กี่ปีนี้ มีปัจจัยหลายอย่างเกิดขึ้น อย่างเช่น เมื่อเอาฟักขึ้นรถแล้วส่งไปขายที่ตลาด ก็ยังรับประกันไม่ได้ว่ามีคุณภาพดีหรือไม่ นอกจากดูรูปร่างภายนอกแล้ว ช่วงที่เคลื่อนย้ายฟักเขียว เพียงแค่ยกขึ้นจากการสัมผัสด้วยมือก็จะรู้ว่าคุณภาพของฟักเขียวดีหรือไม่ วิธีการปลูกของนายหลินคือ จะไม่ปล่อยให้ฟักสุกเกินไปแล้วค่อยเก็บเกี่ยว จะไม่เคลื่อนย้ายฟักโดยไม่จำเป็น จะปล่อยไว้ในแปลงก่อน จนกระทั่งต้องการขายแล้วจึงเคลื่อนย้าย   คือปลูกฟักได้ประมาณ 3 เดือนก็จะตัดขั้วฟัก แต่ไม่เคลื่อนย้ายลูกฟัก เพื่อลดการเกิดจุดแดงในเนื้อฟักหรือทำให้ฟักช้ำ

    ฟักเขียวพะโล้ หอมอร่อย

    ปัจจุบัน สวนปลูกฟักเขียวของนายหลินเจียปินในเนื้อที่ 20เฮกตาร์ จ้างคนงานดูแล จัดการสวนเพียง 10 กว่าคนเท่านั้น ช่วงหน้าร้อนอากาศร้อนมาก ประมาณตี 5 กว่าๆ นายหลินก็เข้าไปสวนฟัก เตรียมรดน้ำครั้งแรกของวัน หน้าร้อนต้องรดน้ำอย่างน้อย 3 ครั้ง/วัน หน้าหนาวรดน้ำเพียง 2 ครั้งก็พอ การดูแลฟักนับหมื่นลูกต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดวัชพืช การพ่นยาฆ่าแมลง การดึงเถาวัลย์ การปูผ้าคลุม คนงานมีน้อย ไม่เพียงพอ เป็นปัญหาที่พบเห็นปกติ ยิ่งงานปลูกฟักเขียวอยู่ที่โล่งแจ้ง ไม่มีที่กำบังแดด ยิ่งหาคนงานยาก เขามีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของตลาดฟักเขียว ฟักที่ดูจากรูปร่างภายนอกมีสีเขียวสด ก็จะดึงดูดผู้บริโภคซื้อหรือสนใจ แต่ถ้าฟักที่ดูแล้วมีสีขาว มีจุดแดง หรือว่าเป็นฟักที่ถูกแดดเผา ก็จะไม่มีคนซื้อ และฟักเขียวที่มีเนื้อแน่นและมีกลิ่นหอม จะเหมาะในการนำไปทำเป็นไส้ขนม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราคุ้นเคยคือการทำเป็นไส้พายสับปะรดหรือไส้ขนมปังหลากหลายชนิด ด้วยเหตุนี้เอง ราคาของฟักเขียวในช่วงเดือนเม.ย. พ.ค. จนกระทั่งถึงช่วงก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ก็จะสูงขึ้น และยังมีปรากฏการณ์ที่ว่า ราคาของฟักเขียวยิ่งสูง ยิ่งมีผู้บริโภคมาก แต่ว่าผู้บริโภคทั่วไปจะเห็นฟักเขียวที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่หั่นขายเป็นชิ้น(เพราะฟักเขียวที่ปลูกในไต้หวันผลใหญ่มาก) แม้หั่นขายเป็นชิ้นแต่ก็ไม่ทำให้รสชาติเสีย ให้เลือกเนื้อขาว ดูแล้วเนื้อแน่นก็ได้แล้ว เพราะว่าเมื่อนำกลับไปที่บ้านแล้วจะต้องผ่านความร้อนหรือต้มอยู่แล้ว

    ขายปลีกที่ตลาด จะหั่นเป็นชิ้น สะดวกในการประกอบอาหาร

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 7 กันยายน 2564

           ไต้หวันใช้เวลา 11 ปี ปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงสายพันธุ์ใหม่ “ไถหนานเบอร์ 20” กลั่นเป็นน้ำมันถั่วลิสงมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวกรดโอเลอิกะกรดไลโนเลอิกใกล้เคียงกับน้ำมันมะกอก

            ถั่วลิสงจัดเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้น้ำมันสูง มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว อย่างไรก็ตาม ไขมันที่อยู่ในถั่วลิสงจะทำปฏิกิริยากับความร้อนและออกซิเจนได้ง่าย เมื่อเก็บไว้นานจะมีกลิ่นเหม็นหืน โดยส่วนใหญ่ถ้านำถั่วลิสงกลั่นเป็นน้ำมันแล้วจะเก็บได้นาน 2- 4 เดือนเท่านั้น สาเหตุเนื่องจาก กลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันถั่วลิสง ซึ่งหลักๆ แล้วขึ้นอยู่กับปริมาณของกรดโอเลอิก(Oleic) และกรดลิโนเลอิก(Linoleic) ที่อยู่ในไขมัน ถ้ากรดไขมันทั้ง 2 ที่อยู่ในน้ำมันถั่วลิสงยิ่งสูง การเก็บรักษาก็ยิ่งนานขึ้น ล่าสุด สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานใช้เวลา 11 ปี ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงถั่วลิสงสายพันธุ์ใหม่ที่ปริมาณของกรดโอเลอิกและกรดลิโนเลอิกสูง โดยตั้งชื่อสายพันธุ์ของถั่วลิสงนี้ว่า “ไถหนานเบอร์ 20-臺南20號 ” แม้ผลผลิตและรสชาติมีความใกล้เคียงกับถั่วลิสงสายพันธุ์ “ไถหนานเบอร์ 14” ที่เป็นสายพันธุ์หลักที่ปลูกมากในปัจจุบัน แต่ว่าการเกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืนจะลดลงถึง 10 เท่าตัวเลยทีเดียว และยังสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 10 เดือน ซึ่งหลังจากที่ไต้หวันพัฒนาถั่วลิสงสายพันธุ์ใหม่ไถหนานเบอร์ 20 แล้ว ก็สามารถแก้ปัญหาธุรกิจการผลิตที่มีปัญหามายาวนานได้ และหลังจากจดสิทธิ์ของสายพันธุ์แล้ว คาดว่าภายใน 1-2 ปี จะวางแผนทำพันธสัญญากับผู้ประกอบการเพื่อผลิตสินค้าสู่ท้องตลาด แต่ว่าในช่วงเริ่มต้นจะผลักดันให้มีการเพาะปลูกในพื้นที่ 50 เฮกตาร์ก่อน

    ถั่วลิสงสายพันธุ์ใหม่ “ไถหนานเบอร์ 20” กลั่นเป็นน้ำมันถั่วลิสงคุณภาพดีใกล้เคียงน้ำมันมะกอก

            ถั่วลิสงสายพันธุ์ไถหนานเบอร์ 20 ประกอบด้วยกรดโอเลอิกที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวประมาณ 79% เป็นกรดไลโนเลอิกที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนประมาณ 3.8% หากเปรียบเทียบกับน้ำมันมะกอกที่มีกรดโอเลอิก 77% และกรดไลโนเลอิก 8.2% ถือว่ามีความใกล้เคียงกันมาก เพราะฉะนั้น ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชไถหนานจึงตั้งชื่อถั่วลิสงสายพันธุ์ไถหนานเบอร์ 20 ว่า “ถั่วลิสงมะกอก” เฉินกั๋วเสี้ยน(陳國憲) ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชไถหนานบอกว่า อัตราการกลั่นน้ำมันถั่วลิสงสายพันธุ์เบอร์ 20 กับสายพันธุ์เบอร์ 14 ใกล้เคียงกัน แต่ว่าถั่วลิสงสายพันธุ์เบอร์ 20 มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเลอิกสูงกว่า มีจุดเกิดควัน (Smoke Point) ในอุณหภูมิที่สูงกว่า คุณภาพของน้ำมันดีกว่า หรือจะบอกได้ว่ามีคุณภาพเดียวกับน้ำมันมะกอกก็ว่าได้

    เปรียบเทียบรูปร่างภายนอกของถั่วลิสงพันธุ์ไถหนานเบอร์ 14 กับเบอร์ 20

            สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชไถหนานชี้ว่า ไต้หวันปลูกถั่วลิสงได้ปีละ 58,000 ตัน ผลประกอบการประมาณ 2,000 ล้านเหรียญไต้หวัน/ปี สามารถป้อนให้กับตลาดภายในประเทศได้มากถึง 90% มีแค่ 10% เท่านั้นที่นำเข้าจากต่างประเทศ ผลผลิตถั่วลิสงในประเทศส่วนใหญ่ส่งให้กับผู้ประกอบการอาหารสดและผู้ประกอบการแปรรูปอาหาร ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการด้านอาหารมีความต้องการถั่วลิสงมากที่สุด ครองสัดส่วนตลาด 60-70% และขณะนี้สายพันธุ์ที่ปลูกมากที่สุดเป็นสายพันธุ์ไถหนานเบอร์ 14 ครองสัดส่วน 74% รองลงมาเป็นสายพันธุ์ไถหนานเบอร์ 9 ไถหนานเบอร์ 16 (ถั่วลิสงสายพันธุ์คิงคองดำ) และสายพันธุ์ไถหนานเบอร์ 17 โดยที่แต่ละสายพันธุ์ครองสัดส่วนประมาณ 6%

    เปรียบเทียบอัตราความเหม็นหืนของถั่วลิสงสายพันธู์ไถหนานเบอร์ 14 กับเบอร์ 20

            น้ำมันถั่วลิสงเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่งที่ผลิตมาจากเมล็ดถั่วลิสงที่เรานิยมนำมาต้มทานกัน โดยมีกลิ่นหอมและมีกรดไขมันเฉพาะตัว เหมาะในการนำมาประกอบอาหารเป็นอย่างมาก ช่วยทำให้รสชาติของอาหารอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งมีประโยชน์กับร่างกายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของระบบไหลเวียนของโลหิต แต่หลายปีที่ผ่านมา น้ำมันถั่วลิสงมักจะถูกมองว่าเป็นน้ำมันที่มีคอเลสเตอรอลสูง นำมาประกอบอาหาร ทานแล้วทำให้เป็นโรคอ้วนได้ หรือแม้แต่คิดว่าทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ แต่ในความจริงแล้ว น้ำมันถั่วลิสงกลับมีสรรพคุณด้านสุขภาพหลายประการ

    เปรียบเทียบ นน.ของถั่วลิสงต่อ 1000 เมล็ด สายพันธุ์ไถหนานเบอร์ 20 มีขนาดและน้ำหนักมากกว่าเบอร์ 14

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2564

        สมุนไพรวาซาบิที่ใช้เป็นเครื่องปรุงรสเผ็ด กลิ่นฉุน สามารถดับความคาวของอาหารทะเล และยังเรียกน้ำย่อยได้   

           วันนี้มีเรื่องของสมุนไพรวาซาบิที่ใช้เป็นเครื่องปรุงรสเผ็ด กลิ่นฉุน สามารถดับความคาวของอาหารทะเล และยังเรียกน้ำย่อยได้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งแหล่งปลูกวาซาบิของไต้หวันอยู่บนภูเขาอาลีซาน เพราะว่าวาซาบิเป็นพืชที่ต้องการความชื้นเย็นบนภูเขา แต่ก็ต้องได้รับแสงแดดด้วย ที่ผ่านมามีเพียงบนภูเขาอาลีซานในเขตอุทยานแห่งชาติความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,200 เมตรขึ้นไปเท่านั้นที่ปลูกได้ผลดีและมีรสชาติอร่อย จนได้รับฉายาว่า “ทองสีเขียว” เพราะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เหง้าหรือโคนลำต้นที่อยู่ใต้ดินของวาซาบิส่งขายต่างประเทศ หลักๆ แล้วส่งไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นในราคาตันละ 1,000,000 เหรียญไต้หวัน แต่ขณะเดียวกันการปลูกวาซาบิบนภูเขาอาลีซานในเขตอุทยานแห่งชาติก็ได้ทำลายหน้าดินของป่าไม้บนภูเขา จากการวิจัยพบว่า บริเวณพื้นดินที่ปลูกวาซาบิจะถูกน้ำพัดพาในปริมาณสูงกว่าพื้นที่ป่าไม้ทั่วไปถึง 6 เท่า เพราะฉะนั้น กรมป่าไม้จึงได้ทยอยเรียกคืนพื้นที่เพาะปลูกวาซาบิ จนทำให้ธุรกิจการปลูกวาซาบิที่เปรียบเสมือนทองคำสีเขียวค่อยๆหมดไปกลายเป็นประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่ปลูกวาซาบิไม่ท้อถอย นำเข้าวาซาบิญี่ปุ่นผสมข้ามสายพันธุ์จนได้สายพันธุ์ใหม่ที่สามารถเพาะปลูกในโรงเรือนในพื้นที่เหนือน้ำทะเลระดับกลางและล่างบนภูเขาอาลีซานได้สำเร็จ

    วาซาบิปลูกในโรงเรือน

            นายไล่หลงฮุย(賴龍輝) ผอ.กองการป่าไม้อาลีซานชี้ว่า ปัจจุบันพื้นที่ที่เคยปลูกวาซาบิพบเห็นได้น้อยแล้ว ขณะนี้พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ถูกพืชชนิดอื่นขึ้นมาแทนที่ จากเดิมที่เคยโล่งเตียน ได้กลับมาเขียวชอุ่มแล้ว ถ้าใช้อุทยานสวนสนที่นักท่องเที่ยวไปเที่ยวชมเป็นศูนย์กลาง หากมองลงไปด้านล่างซึ่งเป็นเขตชุมชนของพื้นเมืองชนเผ่าโจว อย่าง ต๋าปัง หรือเท่อฟู่เหยี่ย พื้นที่เหล่านี้ล้วนเป็นเขตป่าไม้ของรัฐ ในอดีตล้วนเคยปลูกวาซาบิเป็นจำนวนมาก โดยในปี 1976 มีเนื้อที่เพาะปลูกวาซาบินเพียง 17.61 เฮกตาร์ แต่อีก 10 ปีถัดมา มีเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 73.38 เฮกตาร์ แต่เมื่อถึงปี 1992 ซึ่งถือเป็นปีที่มีการปลูกมากที่สุด เนื้อที่เพาะปลูกวาซาบิมีมากถึง 270 เฮกตาร์ นายไล่หลงฮุ่ยยังบอกด้วยว่า วาซาบิเป็นพืชที่ชอบขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่เย็นชื้น แต่ว่าการปลูกวาซาบิต้องกำจัดพืชอื่นที่อยู่บนหน้าดิน รวมทั้งกิ่งก้านของพืชที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อปลูกวาซาบิใต้ต้นสนซีดาร์ที่มีอายุเกือบ 50 ปี ก็ต้องตัดกิ่งของต้นสนจนเกือบโล้น และไม่เพียงเท่านี้ ยังต้องถางพืชอื่นนที่ขึ้นตามบนดินออกไป  จึงทำให้ไม่สามารถรักษาหน้าดินของป่าไม้ให้เกิดความชุ่มชื้นได้

    วาซาบิปลูกในเขตอุทยานอาลีซานในอดีตทำลายหน้าดิน

            อย่างไรก็ตาม หลายปีผ่านไป การปลูกวาซาบิก็ได้บังเกิดขึ้นอีกครั้ง นายเจียงจินผิ่น(江金品) หนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกวาซาบิรุ่นใหม่บอกว่า วาซาบิที่เห็นเหล่านี้มีสภาพดี มีทั้งหมด 12 สายพันธุ์ เนื่องจากตนเองได้นำเข้าวาซาบิสายพันธุ์ญี่ปุ่นมาผสมข้ามสายพันธุ์ จากนั้นนำไปทดลองปลูกบนภูเขาในที่ต่างๆ ของไต้หวัน ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหลีซาน อู้เซ่อ ภูเขาลาลาซาน ขอเพียงเป็นเขตภูเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,000 เมตรขึ้นไป ล้วนไปทดลองปลูกแล้วทั้งนั้น แต่ก็ประสบความล้มเหลว สุดท้ายนำกลับมาปลูกในเขตภูเขาอาลีซานที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,200 เมตรขึ้นไป และปลูกในโรงเรือนตาข่ายด้วย ผลปรากฏว่าประสบความเร็จ เพราะบนภูเขาอาลีซานมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะต่อการปลูก รวมทั้งต้องมีเทคนิคในการปลูก มีการใช้ดินที่ผสมกรวดเล็กๆ เพื่อให้อากาศในดินถ่ายเทได้ดี มีการใช้กากมะพร้าวผสมลงไปด้วย มีการเติมวัสดุอื่นเพื่อระบายอากาศ ควบคุมความชื้น เลียนแบบเหมือนเจริญเติบโตในป่า สร้างโรงเรือนตาข่าย คอยเฝ้าระวังดินที่ใช้ปลูกและต้องใส่ปุ๋ย หลังทดลองการปลูกผ่านพ้นไป 4 ปี ได้ทำให้วาซาบิที่กลายเป็นประวัติศาตร์ชุบชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง

    ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากวาซาบิที่ปลูกบนภูเขาอาลีซาน 

            กัวจื่อหง(郭子弘) ดร.ที่จบจากมหาวิทยาลัยผิงตงบอกว่า อุตสาหกรรมที่ได้จากวาซาบิมีมากมาย มีตั้งแต่การนำวาซาบิมาใช้ในร้านอาหาร นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่สามารถเลี้ยงชีวิตผู้คนได้เป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ 60 ครัวเรือนเท่านั้น สามารถขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิต เลี้ยงชีวิตผู้คนตั้งแต่การปลูกต้นกล้า การแปรรูป ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรมที่พัก กลายเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และยังสามารถดึงดูดเยาวชนรุ่นใหม่กลับเข้ามาสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวาซาบิด้วย ยกตัวอย่าง นายหลี่ซินจิ่ง(李欣璟) เกษตรกรที่กลับบ้านเกิดไปปลูกวาซาบิเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ได้แนะนำนายเจียงจินผิ่นให้เข้าไปดูสายพันธุ์วาซาบิที่กำลังทดลองปลูกในโรงเรือนของเขา นายหลี่บอกว่า การปลูกวาซาบิในโรงเรือนสามารถอนุรักษ์ดินและน้ำได้ เพาะเลี้ยงในโรงเรือนเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางจะดีกว่า และไม่เกิดปัญหาอย่างอื่น นายเจียงจินผิ่นคือเกษตรกรที่รับผิดชอบเพาะพันธุ์ต้นกล้า หาพันธุ์ที่เหมาะต่อการปลูกในไต้หวัน จากนั้นจะมีนายหลี่ซินจิ่งนำไปทดลองปลูกในโรงเรือน ขยายพันธุ์จากรุ่นสู่รุ่น จนสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ระดับน้ำทะเลความสูงปานกลางได้ ซึ่งถือเป็นความร่วมมือของทั้งสอง เป็นการสานฝันให้ใหญ่ขึ้น นายหลี่ซินจิ่ง เกษตรกรที่ทดลองปลูกบอกว่า เมื่อเจอปัญหาว่าปลูกไม่ได้ เนื่องจากอากาศร้อนเกินไป เราก็จะกลับไปเอาสายพันธุ์ใหม่มาปลูกอีก ทดลองปลูกนอกโรงเรือนด้วย

    วาซาบิแท้ที่ขูดจากส่วนของโคนต้น ราคาแพง

    14 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน