
Sign up to save your podcasts
Or


โครงการจัดรถเคลื่อนที่ของสถาบันวิจัยป่าไม้ไต้หวัน เพื่อหาพืชท้องถิ่นที่ใช้สกัดน้ำมันหอมระเหย
ไต้หวันเป็นประเทศที่มีสภาพเป็นเกาะ มีพื้นที่ 36,000 ตร.กม.สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน มีพันธุ์พืชความหลากหลายชนิด และมีพืชจำนวนไม่น้อยที่นำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้ เพื่อต้องการพัฒนาธุรกิจน้ำมันหอมระเหยที่ใช้พืชในท้องถิ่น สถาบันวิจัยป่าไม้ไต้หวัน(Taiwan Forestry Research Institute) ได้เลียนแบบวิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหยในต่างประเทศ จัดรถเคลื่อนที่(Mobile Plant) พร้อมอุปกรณ์ติดตั้งที่ใช้ในการกลั่นน้ำมันหอมระเหยไปในเขตชนบทต่างๆ โดยโครงการนี้ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ช่วงดำเนินโครงการ มีเจ้าหน้าที่ของสถาบันวิจัยป่าไม้ขับรถไปยังพื้นที่ 4 แห่งในไต้หวัน ได้แก่ เมืองไถตง อี๋หลาน นครนิวไทเป และหนานโถว
ประชาชนมีส่วนร่วมในการสกัดน้ำมันหอมระเหยที่นำมาจากพืชท้องถิ่น
น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil-精油) คือน้ำมันที่พืชสร้างขึ้นและเก็บไว้ในส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ดอก ใบ ผล ลำต้น หรือเมล็ด มีความแตกต่างกันไปในพืชแต่ละชนิด คุณสมบัติที่เด่นชัดคือมีกลิ่นหอมและระเหยได้ง่ายที่อุณหภูมิปกติ ปริมาณและคุณภาพขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อย่างเช่น สภาพดิน ภูมิอากาศ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ความสูงจากระดับน้ำทะเล การเก็บเกี่ยว ตลอดจนเทคนิคและวิธีการสกัด เพราะฉะนั้น วัตถุดิบที่เป็นพืชที่นำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยจึงต้องใช้จำนวนมาก วัตถุดิบจากพืชน้ำหนัก 1 กิโลกรัม สกัดได้น้ำมันหอมระเหยไม่ถึง 5 กรัม การเสาะหาพืชที่เหมาะในการเป็นวัตถุดิบเพื่อสกัดน้ำมันหอมระเหยก็จะต้องใช้ต้นทุนในการขนส่งมาก ดังนั้น ทางสถาบันวิจัยป่าไม้ไต้หวันจึงใช้แนวความคิด “ห้องทำงานเคลื่อนที่” โดยใช้รถบรรทุกเล็กติดตั้งอุปกรณ์ เครื่องกลั่นไปยังพื้นที่ต่างๆของไต้หวัน เพื่อหาพืชที่เหมาะในการนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย
เจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยป่าไม้เยี่ยมเยือนชาวบ้าน ร่วมสนทนา แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น
เยี่ยรั่วหยุน(葉若鋆) ผู้ช่วยวิจัยของสถาบันป่าไม้บอกว่า การหาพืชที่เหมาะต่อการนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหย สามารถทำงานร่วมมือกับชาวบ้านในท้องถิ่น ขณะเดียวกันถือโอกาสไปเยี่ยมเยือนชาวบ้าน พูดคุยสนทนากับชาวบ้าน แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และแนะนำวิธีการผลิตน้ำมันหอมระเหยด้วย ซึ่งโครงการสกัดน้ำมันหอมระเหยเคลื่อนที่นี้เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ภายหลังจากภาวะการระบาดของ covid คลี่คลายลง เจ้าหน้าที่ของรถเคลื่อนที่สกัดน้ำมันหอมระเหยได้ติดต่อไปยังชุมชน ยกตัวอย่าง ที่บึงซวงเหลียนของเมืองอี๋หลาน พบพืชชนิดหนึ่งที่เป็นพืชสมุนไพรที่ชาวบ้านนำมาแช่เท้า เป็นประเภทหญ้าขมใบย่น ที่จัดอยู่ในวงศ์กะเพราหรือวงศ์มินต์ ชาวบ้านเรียกพืชชนิดนี้ว่า “หญ้าเฟ่ยจื่อ痱子草” และยังมีดอกดาวเรืองที่ปลูกอยู่ในฟาร์มส่วนตัว” NonzeroFarm”ของเมืองไถตง รวมทั้งต้นการบูรในชุมชน Kalibuan卡里布鞍 ของเมืองหนานโถว อีกทั้งสนซีดาร์ญี่ปุ่นที่อยู่ในแหล่งปลูกชาผิงหลินของนครนิวไทเป สำหรับการไปเยี่ยมเยือนท้องถิ่นทั้ง 4 แห่งนั้น เจ้าหน้าที่วิจัยของสถาบันวิจัยป่าไม้ได้หยุดพักในที่ต่างๆ ประมาณ 1 - 2 วัน เพื่อทำการคัดเลือก รวบรวมวัตถุดิบนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย
สถาบันวิจัยป่าไม้คาดหวังให้ใช้พืชที่นำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยไม่จำกัดเฉพาะพืชที่ได้จากการเพาะปลูกเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนให้ใช้กิ่งก้านของพืชนำมาเป็นวัตถุดิบในการสกัดด้วย ยกตัวอย่าง หญ้าเฟยจื่อซึ่งเป็นสมุนไพรที่คนในท้องถิ่นรู้จักกันดีและยังคุ้นเคยกับการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่ต้นสนซีดาร์ที่ชาวบ้านปลูกไว้ริมถนนก็ยังสามารถนำมาสกัดได้ ทั้งนี้ น้ำมันหอมระเหยมีความสำคัญต่อวงการอุตสาหกรรมในวงกว้าง ไม่ว่าจะด้านอาหาร เครื่องสำอางบำรุงผิวพรรณ รวมทั้งสปา ฯลฯ ล้วนต้องการใช้น้ำมันหอมระเหยมาช่วยปรุงแต่งกลิ่นผลิตภัณฑ์ ยิ่งถ้าเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากพืช มาจากธรรมชาติที่ไม่ใช้สารเคมีก็ยิ่งมีประโยชน์ยิ่งนัก
ส้มเมอร์คอทปีนี้มีปริมาณมาก
ส้มเมอร์คอท(Murcott) หรือส้มเม่ากู่(茂谷柑) เป็นพันธุ์ส้มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงในไต้หวัน รสชาติอร่อย หวานชุ่มฉ่ำอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีการนำพันธุ์จากรัฐฟอริดาของสหรัฐฯเข้ามาปลูกในไต้หวันในปี 1971 ช่วงนี้ถือเป็นช่วงฤดูกาลของส้มเม่ากู่ในไต้หวัน มีขายตามท้องตลาดมากมาย นายอู๋เป่าไหล(吳寶來)หัวหน้าเกษตรกรกลุ่ม 81 ของเขตตงชื่อ นครไทจงพูดโอดครวญว่า ขณะนี้ยังมีส้มเมอร์คอทของกลุ่มสมาชิกแขวนอยู่บนต้นที่ยังไม่เก็บผลจำนวนมาก ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เนื่องจากช่องทางการขายยังมีน้อย ทั้งนี้ที่ผ่านมา ส้มเมอร์คอทที่ปลูกในเขตนครไทจงประมาณ 70-80 % ส่งขายต่างประเทศแต่ว่าเริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว การส่งขายประต่างประเทศลดลงประมาณ 50% ทำให้ส้มเมอร์คอทที่ส่งขายต่างประเทศไม่ได้ต้องนำมาขายในท้องตลาดไต้หวัน ปริมาณที่มีมากจนทำให้ราคาตกต่ำลงไปมาก
ส้มเมอร์คอทไต้หวัน
ไช่หย่งเซิ่ง(蔡勇勝)รองผู้อำนวยการสำนักการเกษตรนครไทจงชี้ว่า ขณะนี้ยังมีส้มเมอร์คอทในเขตนครไทจงที่กำลังจะเก็บผลมีประมาณ 10-20 % และยังมีส้มที่อยู่ในคลังสินค้าประมาณ 4,000 – 5,000 ตัน หากรวมกันแล้วมีส้มทั้งหมดประมาณ 60 %ที่ต้องระบายขายสู่ท้องตลาด นายอู๋เป่าไหลยังบอกด้วยว่า ไม่กี่ปีนี้ สภาพอากาศแปรปรวนทำให้หนอนแมลงแพร่ระบาดหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลี้ยไฟได้ทำให้ส้มเมอร์คอทของปีนี้มีคุณภาพด้อยเพิ่มขึ้น เนื่องจากเพลี้ยไฟทำให้ผิวของส้มหยาบและมีรอยแตกร้าวไม่สวย ผู้บริโภคไม่อยากซื้อ ขายได้ในราคาประมาณครึ่งหนึ่งของส้มปกติเท่านั้น
ที่ผ่านมาจีนแผ่นดินใหญ่ถือเป็นรายใหญ่ที่นำเข้าส้มเมอร์คอทจากไต้หวัน ปี 2020 ส่งออกไปขายที่จีนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 1,130 ตัน ครองสัดส่วนปริมาณการส่งออกประมาณ 78% แต่ปี 2021 ส้มเมอร์คอทส่งไปขายจีนลดลงไปมาก เหลือเพียง 243 ตัน แม้มีการรวมส้มเมอร์คอทที่ส่งไปขายฮ่องกงด้วยแต่รวมกันทั้งหมดมีเพียง 526 ตันเท่านั้น หลิวคุนหง(柳昆宏) ผอ.สำนักวางแผนด้านการเกษตรแผนกต่างประเทศของเมืองหยุนหลินบอกว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว มีพ่อค้าส่งออก รวมทั้งเกษตรกรแจ้งว่าจีนแผ่นดินใหญ่จะยกระดับความเข้มงวดตรวจโรคพืชประเภทส้มของไต้หวัน เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก เป็นการแสดงความจงใจที่จะกลั่นแกล้งไต้หวัน ที่จากเดิมเป็นการตรวจสอบยาฆ่าแมลงแบบสุ่ม เปลี่ยนเป็นการตรวจสอบทุกล็อต และไม่กี่ปีนี้ จีนแผ่นดินใหญ่ยกระดับการตรวจเชื้อแบคทีเรียซานโทโมนาสที่ทำให้เกิดการเน่าดำด้วย
ขนส่งส้มติดอยู่ที่ท่าเรือฮ่องกงนาน ส้มเน่า ต้องทิ้งเป็นขยะ
นายไช่เหวินจั่น(蔡文展)พ่อค้าที่ส่งส้มเมอร์คอทขายฮ่องกงเป็นหลักบอกว่า ขณะนี้ฮ่องกงเกิดการระบาดของ covid 19 อย่างรุนแรง มีคนติดเชื้อมากกว่าหมื่นคนต่อวัน เขายอมรับว่า ส้มเมอร์คอทขายยากมาก แม้ปัจจุบันส่งส้มไปขายฮ่องกงคงไว้ที่ 2 คอนเทนเนอร์ต่อสัปดาห์ สินค้าส่งไปถึงท่าเรือตามกำหนดเวลา แต่ว่าที่ท่าเรือฮ่องกงระบายสินค้าไม่ทัน ทำให้ส้มเมอร์คอทเน่าทั้งหมด เท่ากับว่าเป็นการส่งขยะ 2 คอนเทนเนอร์ไปที่ฮ่องกง แถมยังต้องจ้างรถมาบรรทุกขยะอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงเทศกาลเช็งเม้งจะมีเร่งขายส้มให้หมด คณะกรรมการการเกษตรรับปากว่าจะรับซื้อส้มเมอร์คอทน้ำหนัก 10 ชั่งหรือ 6 กก.ต่อลัง จำนวน 10,000 ลัง และเพิ่มช่องทางการขายในประเทศ รวมทั้งมีการนำไปแปรรูปทำเป็นน้ำผลไม้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังช่วยขยายตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน หรือแคนาดา เป็นต้น
ความชื่มชอบควินัวแดงที่เป็นสายพันธุ์ของไต้หวัน
หลังองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้จัดให้ "ควินัว" เป็นพืชแห่งปี ในปี 2013 (The International Year of Quinoa 2013) แล้ว คนไต้หวันเริ่มมีเทรนด์การบริโภคควินัวไปด้วย ไม่กี่ปีนี้ ควินัวจัดเป็นซุปเปอร์ฟู้ดสุดฮิต เพราะว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทำให้ผู้นำด้านการผลิตอาหารที่มีเเฟรนไชส์ อย่างซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารฟ้าดฟู้ด ร้านเบเกอรี ต่างเลือกใช้ควินัวทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย และในไต้หวันเองก็มีการปลูกควินัว เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมในไต้หวันเอง ถือเป็นพืชการเกษตรของชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในไต้หวัน ชนเผ่าที่ปลูกควินัวได้แก่ ชนเผ่ารูไค ชนเผ่าไพวัน โดยส่วนใหญ่นิยมใช้เป็นยีสต์สำหรับหมักเป็นเหล้าข้าวฟ่าง หรือนำมาใช้เป็นเครื่องประดับที่สวมบนศีรษะในขณะที่ทำพิธีเซ่นไหว้ของชนเผ่า ส่วนชนกลุ่มอื่นๆ จะไม่คุ้นเคยกับควินัวมากนัก จนกระทั่งควินัวได้รับความนิยมประเทศในยุโรปและอเมริกาว่าเป็นซุปเปอร์ฟู้ด ประกอบกับมีการวิจัยของกรมป่าไม้ ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีผิงตง จึงทำให้ควินัวของไต้หวันค่อยๆได้รับความสำคัญ พบเห็นในท้องตลาดมากขึ้น
ควินัวพันธุ์ดั้งเดิมของไต้หวันมีหลากหลายสีสัน
ควินัวพันธุ์ดั้งเดิมของไต้หวันมีหลากหลายสีสัน มีทั้งสีเหลือง สีส้ม สีชมพู สีแดง แต่ความต้องการของตลาดกลับชื่นชอบควินัวที่มีสีแดง เนื่องจากควินัวมีเส้นใยอาหารสูง มีโปรตีนที่เทียบเท่ากับเนื้อวัว เป็นที่ชื่นชอบของเหล่านักออกกำลังกาย เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารมังสวิรัติ ตลอดจนการนำมาใส่ในส่วนผสมของอาหารสุขภาพ และจากแนวคิดของการรณรงค์ให้บริโภคอาหารและเครื่องดื่มในท้องถิ่น ทำให้ผู้ประกอบการด้านอาหารจำนวนไม่น้อยเลือกซื้อควินัวที่ปลูกในไต้หวัน อย่างไรก็ตาม ยังมีความแตกต่างระหว่างควินัวที่ปลูกในทวีปอเมริกาใต้กับควินัวที่ปลูกในไต้หวัน ไม่เพียงแต่แตกต่างกันที่แหล่งเพาะปลูก ยิ่งไปกว่านี้ สายพันธุ์ก็ไม่เหมือนกัน ควินัวไต้หวันมีลักษณะของรวงที่เป็นพวงห้อยลง เมล็ดควินัวจะเล็กกว่า ปี 2008 ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีผิงตงได้ตั้งชื่อควินัวพันธุ์ดั้งเดิมว่า “ควินัวไต้หวัน” (Chenopodium formosanum) และยังได้ทำการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการระหว่างควินัวทวีปอเมริกาใต้กับควินัวของไต้หวันพบว่า ควินัวไต้หวันแม้เมล็ดเล็กกว่า แต่มีสีสันสดใสและคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าด้วย ดังนั้นจึงมีการตั้งชื่อให้อย่างเพราะพริ้งว่า “ทับทิมในธัญพืช” แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคในท้องตลาดมักจะเรียกง่ายๆว่า “ควินัวแดงหรือหงหลี-紅藜”
ควินัวนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย
แต่ก็มีคำถามว่า ควินัวไต้หวันกับควินัวแดง ทั้ง 2 ชนิดแยกกันยังไง? และควินัวมีเปลือกกับควินัวกะเทาะเปลือกแตกต่างกันอย่างไร? ไม่ว่าจะเป็นควินัวแดงหรือควินัวทับทิม แม้จะเรียกได้อย่างคล่องปากแต่มันก็ปนไปด้วยความเข้าใจผิด ซึ่งในส่วนที่เรียกว่าควินัวไต้หวัน แท้จริงแล้ว คือควินัวที่มีหลายสี แต่ปัจจุบันถูกเรียกว่าเป็นควินัวสีแดง เป็นผู้บริโภคชื่นชอบ เพราะฉะนั้นค่อยๆ ถูกเรียกว่า “ควินัวแดงหรือหงหลี” ไม่กี่ปีนี้ ข้อมูลการวิจัยในประเทศพบว่า ควินัวไม่กะเทาะเปลือกจะมีเส้นใยอาหาร มีความหวานจากสีที่อยู่ในเมล็ดควินัวมากกว่า แต่ว่าจากการนำไปประกอบอาหาร ควินัวเมล็ดเล็ก มีขีดจำกัดในการนำไปใช้ ประกอบเทคโนโลยีการแปรรูป รวมทั้งการพัฒนาวิธีการนำมาไปประกอบอาหารที่สามารถขจัดความขมฝาดของควินัวออกไปได้ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ควินัวในท้องตลาดของไต้หวันที่มีเปลือกจึงปรากฏมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สีควินัวที่พบเห็นบ่อยก็ยังคงเป็นสีแดง สมาชิกที่ทำงานในสมาคมส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชนพื้นเมืองของผิงตงมักจะอธิบายให้ลูกค้าทราบว่า ควินัวที่มีสีต่างกันแต่คุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างกัน และในอดีตหากไปที่ชุมชนของชนพื้นเมืองที่ปลูกควินัวก็ยังคงเห็นควินัวหลากหลายสีสัน ยิ่งเป็นช่วงที่อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าสีคราม พื้นดินที่ควินัวออกรวงหลากสี มีทั้งสีส้ม เหลือง แดง รวมทั้งใบที่เปลี่ยนจากเขียวเป็นสีแดง ภาพที่ปรากฏในสายตาแบบนี้จะทำให้ยากที่จะลืมเลือนได้
หลังเก็บเกี่ยวต้องอาศัยแรงคนในการคัดสรร
ควินัวสีแดงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค อาจเป็นเพราะคิดว่า สีแดงเป็นสีมงคล น่าทาน ส่งมอบเป็นของขวัญดูดีด้วย ทำให้ปัจจุบันควินัวที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นสีแดง แต่ผู้บริโภคไม่ทราบเลยว่า การที่ทำให้ควินัวมีสีแดงสดใส เกษตรกรจำเป็นต้องคัดพันธุ์ก่อนปลูก คัดสีหลังเก็บเกี่ยว เสียเวลามาก แถมคัดเลือกจนตาลายไปหมด แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องคัดสี แต่ความละเอียดสู้คนไม่ได้ มีพ่อค้าบางรายเข้มงวดในเรื่องของสีมาก หลังใช้เครื่องจักรแล้ว ยังต้องใช้ตาเนื้อในการตรวจซ้ำ เพื่อแน่ใจว่ามีสีใกล้เคียงมากที่สุด เพราะควินัวที่มีสีแดงสด ราคาสูง พ่อค้าชอบซื้อ หากมีสีอื่นปน ก็จะให้ราคาที่ถูกกว่าหรือไม่รับซื้อเลยก็มี แต่เกษตรกที่ปลูกบอกว่า พวกเขาต้องการปลูกควินัวที่มีสีสันหลากหลาย ดูแล้วสวยดี สบายใจ สบายตาด้วย
การติดตั้งเครื่องควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติไว้ในฟาร์มเลี้ยงไก่งวง
ที่ผ่านมาอากาศหนาวเย็นกว่าปกติ การเลี้ยงไก่งวงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าดูแลไม่ดีจะติดไข้หวัดนกง่าย เพื่อป้องกันลมหนาวที่ส่งผลการเจริญเติบโตและป้องกันไข้หวัดนก ที่ตำบลเป๋ยกั่งเมืองหยุนหลิน มีผู้ประกอบการเลี้ยงไก่งวงทุ่มเงินล้านเหรียญไต้หวัน จัดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติในฟาร์มเลี้ยง ราวกับว่าไก่งวงอยู่ในคฤหาสน์ที่แสนสุขสบาย ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้เลี้ยงพบว่า อุณหภูมิที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของไก่งวงมากที่สุดคือประมาณ 20 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ลมหนาวพัดเข้าสู่ไต้หวันหลายระลอก ทำให้บริเวณชายฝั่งทะเลแถบเมืองหยุนหลินอากาศหนาวเย็นติดต่อกันหลายวัน บางวันอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 8-9 องศาเซลเซียส ถึงกระนั้นก็ตาม ไก่งวงที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์มกลับไม่ได้สัมผัสกับลมหนาวจากนอกฟาร์มแม้แต่น้อย
ฟาร์มเลี้ยงไก่งวงที่มีการติดตั้งเครื่องควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ
เฉินปิ่งเหยียน(陳炳炎) ประธานสมาคมพัฒนาไก่งวงไต้หวันและยังเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงไก่งวงกว่า 4,000 ตัวบอกว่า ตนเองได้ทุ่มเงินกว่าล้านเหรียญไต้หวันในการจัดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติภายในฟาร์มเลี้ยง ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บหรือว่าร้อนมากน้อยแค่ไหน ก็จะตั้งอุณหภูมิอยู่ที่ 20 องศา การตั้งอุณหภูมิระดับนี้ ไม่เพียงแต่ไก่งวงมีสุขภาพดี อัตราการเจริญเติบโตยังสูงกว่า 90% ด้วย ส่วนในช่วงหน้าร้อนจะเปิดแอร์ควบคู่กับม่านน้ำ เพื่อลดอุณหภูมิในฟาร์ม แต่เมื่อถึงหน้าหนาวก็จะใช้พัดลมร้อนเพิ่มความอบอุ่น ซึ่งในปีนี้การระบาดของโควิด 19 ทุเลาลงกว่าปีที่แล้ว หลังจากที่ภัตตาคาร ร้านอาหาร เปิดให้ลูกค้าเข้าไปรับประทานในร้านได้ ส่งผลให้ราคาไก่งวงขายได้ราคาดี ปัจจุบันมีการปรับราคาเป็นกิโลกรัมละ 150 เหรียญไต้หวัน จากปีที่แล้วอยู่ที่กิโลกรัมละ 140 เหรียญไต้หวัน แม้อุปกรณ์ติดตั้งปรับอุณหภูมิไว้ในฟาร์มจะแพง แต่ก็คุ้มต่อการลงทุน นอกจากนี้ หลังคาของฟาร์มยังมีการติดตั้งโซลาเซลล์ ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก ราวกับใช้ไฟฟ้าฟรี เพราะไฟฟ้าจากโซลาเซลล์เพียงพอต่อการใช้งาน
แผงควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างของการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อปรับสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงไก่งวง ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลซีโข่ว(溪口)เมืองเจียอี้ ไช่คุนเฉิน(蔡坤宸) ลูกเกษตรกรเลี้ยงไก่งวงเมืองเจียอี้ ปัจจุบันอายุ 29 ปี หลังเรียนจบคณะวิศวะสิ่งแวดล้อมสุขภาพและความปลอดภัยได้ทำงานด้านจักสานจากไม้ไผ่ แต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว กลับบ้านเกิดรับกิจการเลี้ยงไก่งวงแบบดั้งเดิมของที่บ้าน เขาได้ใช้ความรู้ด้านวิศวะที่เรียนมาประยุกต์ใช้กับการเลี้ยงไก่งวง ทุ่มงบประมาณนับ 10 ล้านเหรียญไต้หวันเพื่อปรับปรุงฟาร์มเลี้ยง ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทดสอบสภาพแวดล้อม ปรับอุณหภูมิ ความชื้น การทำเช่นนี้นอกจากเป็นการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมการเลี้ยงแล้ว ยังลดภาระด้านแรงงานที่ดูแลอีกด้วย เพราะที่ผ่านมา คุณพ่อใช้วิธีเลี้ยงไก่งวงแบบดั้งเดิม ต้องคอยระวังและดูแลตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากการเลี้ยงไก่งวงที่ใช้ระบบอัจฉริยะแล้ว ไช่คุนเฉินที่มีหัวการค้า ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อไก่งวงแปรรูป เพราะว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในช่วงการระบาดของโควิด 19 ที่ค่อนข้างรุนแรง ส่งผลทำให้ขายเนื้อไก่งวงสดลดลง 30-50% เนื่องจากไก่งวงที่แปรรูปไม่มีส่วนผสมของมันหมู จึงได้รับความนิยมจากชาวมุสลิมที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในไต้หวัน มีการเพิ่มช่องทางการขายโดยส่งไปถึงที่บ้าน ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 20% เขาบอกว่าในอนาคตจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ไก่งวงที่สามารถรับประทานได้เลย เพื่อเพิ่มมูลค่าของธุรกิจไก่งวง
ข้าวมันไก่งวงเมืองเจียอี้
การเลี้ยงไก่งวงในไต้หวัน มีประวัติการเลี้ยงมานานกว่า 100 ปีแล้ว มีการนำเข้ามาเลี้ยง ตั้งแต่ยุคที่ชาวฮอลแลนด์ปกครองไต้หวัน ในอดีตส่วนใหญ่จะเลี้ยงไก่งวงไว้ที่ลานหลังบ้าน เลี้ยงเป็นรายได้เสริม แต่ว่าปัจจุบันการเลี้ยงไก่งวงมีความเชี่ยวชาญเป็นแบบมืออาชีพ ปริมาณการเลี้ยงไก่งวงของไต้หวันในปัจจุบันประมาณปีละ 160,000-180,000 ตัว มีฟาร์มเลี้ยงประมาณ 85 ครัวเรือน 95% ของเนื้อไก่งวงสดจะส่งขายร้านอาหาร ภัตตาคาร แม้ต้นทุนการเลี้ยงสูงกว่านำเข้าจากต่างประเทศ แต่รสชาติอร่อย เนื้อนุ่ม หวาน เป็นที่ต้องการของร้านอาหาร ไก่งวงถือเป็นเนื้อสัตว์สีขาว มีประโยชน์กับร่างกาย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่น่าเสียดายที่หลายคนไม่ทราบ คนทั่วไปที่คำนึงถึงสุขภาพมักจะเลือกบริโภคเนื้อสัตว์สีขาว เช่น ไก่งวง,ไก่,เป็ด,ห่าน หรือปลา นอกจากนี้ ไก่งวงยังมีวิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย อย่างเช่น มีแคลเซียมสูง โปรตีนสูง แร่ธาตุสูง โซเดียมต่ำ ไขมันต่ำ ให้พลังงานต่ำ คอเลสเตอรอลต่ำ เหมาะกับคนที่ออกกำลังกาย หรือคนที่เพาะกายต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อด้วย
ไก่งวงอบที่เลี้ยงในไต้หวัน
ฤดูกาลน้อยหน่าสับปะรดยังไม่หมด ไต้หวันเร่งระบายสินค้าและผลิตภัณฑ์
หลังเดือนกันยายนปีที่แล้ว จีนแผ่นดินใหญ่ระงับการนำเข้าน้อยหน่าสับปะรดของไต้หวัน ส่งผลให้น้อยหน่าสับปะรดล้นตลาด รัฐบาลจำเป็นต้องหามาตรการมารองรับเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด โดยหาช่องทางส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ส่งเสริมการขายในประเทศ และนำมาแปรรูปเพิ่มขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันได้ระบายน้อยหน่าสับปะรดไปแล้ว 6,266 ตัน อย่างไรก็ตามยังห่างจากเป้าหมายมากถึง 50% หูจงอี(胡忠一) อธิบดีกรมเกษตรและอาหารคาดว่า หลังหมดฤดูกาลจะระบายน้อยหน่าสับปะรดได้ตามเป้าคือจำนวน 13,000 ตัน ได้แก่ ส่งขายต่างประเทศ 5,000 ตัน ขายในประเทศ 5,000 ตัน นำมาแปรรูป 3,000 ตัน
น้อยหน่าสับปะรดแปรรูปมีความยากและซับซ้อน
ในส่วนของการนำไปแปรรูปขณะนี้มีเพียง 495 ตัน มีจำนวนน้อยเนื่องจากต้นทุนการผลิตสูง ส่วนการส่งขายต่างประเทศเนื่องจากมีความเข้มงวดในเรื่องของการตรวจโรคพืช หลินจื้อหง(林志鴻) รองสำนักบริหารฝ่ายต่างประเทศ คณะกรรมการการเกษตรบอกว่า น้อยหน่าสับปะรดสดจำนวน 2,500 กว่าตัน ได้แบ่งส่งขายต่างประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง,สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์,อินโดนีเซีย,สิงคโปร์,มาเลเซีย,แคนาดา,ฟิลิปปินส์,มาเก๊า,บรูไนและปาเลา ในจำนวนนี้ส่งขายฮ่องกงครองสัดส่วน 90% ส่วนการส่งขายประเทศญี่ปุ่นและไทยมีเฉพาะน้อยหน่าสับปะรดแช่แข็ง สำหรับในส่วนของการขายในประเทศได้เพิ่มช่องทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาเก็ต,ไฮเปอร์มาร์เก็ต,ร้านสะดวกซื้อและอีคอมเมิร์ซ ซึ่งก็ได้จำหน่ายไปแล้ว 3,183 ตัน นอกจากนี้ ในแพลตฟอร์มของคณะกรรมการการเกษตร(ฮ่าวซื่อเหลียนเหลียน好釋連蓮) ก็มีขายเช่นกัน โดยน้อยหน่าสับปะรดเกรดพรีเมียมน้ำหนัก 6 กก. ราคา 700 เหรียญไต้หวัน เกรดธรรมดา กก.ละ 50 เหรียญไต้หวัน ส่วนเกรด B กก.ละ 20-25 เหรียญไต้หวัน ส่วนราคาที่แหล่งปลูกขณะนี้ยังจัดว่ามีความเสถียร แต่หลังเทศกาลตรุษจีนไปแล้วจะไม่มีการมอบของขวัญให้กับญาติสนิทมิตรสหาย เกรงว่าจะส่งผลต่อการขายตลาดในประเทศ จำเป็นต้องเพิ่มช่องทางการขายให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ว่าขณะนี้ฤดูกาลยังไม่หมด โดยในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ กรมเกษตรและอาหารได้จัดโปรแกรมส่งเสริมการจำหน่าย ทดลองทำของว่างที่มีส่วนผสมของน้อยหน่าสับปะรดด้วย
ขนมแปรรูปจากน้อยหน่าสับปะรด
การนำน้อยหน่าสับปะรดมาแปรรูป กรมเกษตรและอาหารได้เชิญ ศต.เซี่ยชางเว่ย(謝昌衛)คณะไบโอเทคโนโลยีและอาหาร มหาวิทยาลัยจงซิง พัฒนาและแปรรูปสินค้าที่ใช้น้อยหน่าสับปะรดกว่า 10 ชนิด แก้ปัญหาน้อยหน่าสับปะรดสดที่เก็บได้ไม่นาน เช่น ทำเป็นไอศกรีม ขนมเปี๊ยะพระอาทิตย์ เค้กเกอร์ เครื่องดื่มน้ำโซดา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม น้อยหน่าสับปะรดเป็นผลไม้ที่ถือว่าราคาสูง ในสมัยก่อนยุคที่ส่งขายจีนแผ่นดินใหญ่ คนไต้หวันได้รับประทานน้อย การบริโภคสดในประเทศไม่เพียงพอ ที่ผ่านมายังไม่เคยนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ สิ่งที่สร้างความปวดหัวที่สุดคือ น้อยหน่าสับปะรดเป็นผลไม้ที่มีรสหวานมีปริมาณน้ำตาลสูง แต่ความหวานไม่มีการแบ่งแยกระดับความหวาน ความหอมไม่เด่นชัด เนื้อของผลไม้เปลี่ยนเป็นสีดำง่าย หลังเพิ่มความร้อนจะมีรสขม ประกอบกับจะต้องปอกเปลือกและแกะเมล็ดแล้วค่อยนำไปแปรรูป ถือว่ามีความซับซ้อนไม่น้อย หลังจากมีการตั้งทีมการแปรรูปผลิตภัณฑ์แล้ว ในช่วงเวลาอันสั้น 2 เดือนกว่า ก็ได้แก้ปัญหาไปหลายเปราะ แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายมากมาย ยกตัวอย่าง ไอศกรีมน้อยหน่าสับปะรดอร่อยที่ยังวางขายในซุปเปอร์มาเก็ต PX mart เนื่องจากน้อยหน่าสับปะรดมีส่วนประกอบของน้ำน้อย หลังแช่แข็งทันที รสชาติของเนื้อยังคงนุ่มและอร่อย ไม่ให้ความรู้สึกแข็งเหมือนก้อนน้ำแข็ง ไม่มีการเติมสารปรุงแต่ง เป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค
เครื่องดื่มแปรรูปจากน้อยหน่าสับปะรดคล้ายเบียร์ แต่ไม่มีแอลกอฮอล์
อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อนำน้อยหน่าสับปะรดมาอบแห้งกลับพบว่ามีรสขม แต่ทดลองเติมน้ำตาลและน้ำมะนาว อบหรือทอดด้วยความร้อนอุณหภูมิต่ำ เพื่อคงน้ำที่เป็นส่วนประกอบไว้ ในที่สุดประสบความสำเร็จ มีการร่วมมือกับผู้ประกอบการเบเกอรีนครไถจง นำน้อยหน่าสับปะรดแห้ง น้อยหน่าสับปะรดกวน ทำเป็นไส้ของเบเกอรี ซึ่งปัจจุบันได้มีผลิตภัณฑ์วางขายแล้ว เช่น ขนมพระอาทิตย์น้อยหน่าสับปะรด พายสับปะรดน้อยหน่าสับปะรด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ขนมเบเกอรีเหล่านี้เก็บรักษาได้เพียง 1 เดือนเพราะไม่ใส่สารกันบูด จำเป็นต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นเพิ่ม เนื่องจากน้อยหน่าสับปะรดที่กวนเป็นไส้หลังจากเพิ่มความร้อนสูงเพื่อฆ่าเชื้อจะมีรสขม เพราะฉะนั้นจึงหาวิธีการใช้ความขมของชาเขียวมาผสมสำหรับการทำเค้กเกอร์ คาดจะวางขายในท้องตลาดในช่วงเดือนมี.ค. และยังแปรรูปเป็นเครื่องดื่มคล้ายๆเบียร์ แต่ไม่มีแอลกอฮอล์ ดื่มแล้วไม่เมา นอกจากนี้ ยังมีการแปรรูปเป็นน้ำจิ้มที่ใช้จิ้มกุ้งทอด อนาคตจะนำไปใช้ในร้านอาหารญี่ปุ่นราคาสูง ส่วนการนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม มีการร่วมมือกับร้านขายเครื่องดื่มเขย่าทีท็อป(TEATOP) ทำเป็นน้ำแข็งไสน้อยหน่าสับปะรดปั่นนม(สมูทที ) รสชาติหอมอร่อย นุ่มคอ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไม่น้อยเช่นกัน
สมูททีน้อยหน่าสับปะรดที่ขายในร้านเครื่องดื่มเขย่า TEATOP
ขิงเป็นพืชที่สำคัญทางอาหารมีคุณค่าทางโภชนาการ นิยมนำมาปรุงอาหารหลากหลายชนิด ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรค แม้ขิงจะมีกลิ่นฉุนและมีรสชาติเผ็ดร้อน ทำให้หลายคนไม่ชอบกิน แต่ขิงก็เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษาโรค แม้แต่ขงจื๊อ นักปราชญ์ยุคชุนชิวยังบอกว่า "อาหารทุกมื้อไม่ควรละเลยขิง" ท่านเชื่อว่าบรรดาผักต่างๆ ขิงมีคุณค่ามากที่สุด ช่วยขจัดของเสียในร่างกายได้ นอกจากนี้ ขิงยังเป็นเครื่องเทศสำคัญที่ใช้แต่งกลิ่นอาหารเพิ่มรสชาติ ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเล เช่น ขิงซอยปลานึ่ง โรยหน้าโจ๊ก ผสมในน้ำจิ้มข้าวมันไก่ เป็นเครื่องเคียงของเมี่ยงคำ หรือทำเป็นขนมหวาน เป็นต้น ซึ่งนอกจากบริโภคขิงสดและการนำมาประกอบอาหารแล้ว ขิงยังนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ขิงดองเป็นอาจาดในอาหารอีกหลายชนิด เช่น ข้าวหน้าเป็ด อาหารญี่ปุ่น ส่วนขิงแห้งและขิงผงก็ยังใช้เป็นส่วนผสมในการแต่งกลิ่นอาหารหลายชนิด เช่น คุ้กกี้ พาย ขนมเค้ก หรือทำเป็นเครื่องดื่มประเภทชาสมุนไพร เบียร์ขิง (Ginger Ale) เป็นต้น
เป็ดตุ๋นขิงใส่เหล้า
ต่อไปก็เป็นคำถามเกี่ยวกับขิงค่ะ คำถามที่ 1 ขิงแก่(老薑), ขิงอ่อนปานกลาง(粉薑), ขิงอ่อน(嫩薑) ต่างกันอย่างไร ถูอวี้เฉิง((涂育誠) ปธ.สมาคมพัฒนาสวนขิงเมืองเหมียวลี่)บอกว่า ขิงทั้ง 3 ชนิดนี้ต่างกันที่เวลาการปลูกและฤดูกาลที่ต่างกัน โดยขิงที่เก็บเกี่ยวในเดือนพ.ค.-ก.ค.จัดเป็นขิงอ่อน ส่วนขิงที่เก็บเกี่ยวช่วงเดือนก.ย.-พ.ย.จัดเป็นขิงที่แก่ระดับปานกลาง(粉薑หรือ中薑) แต่ถ้าขิงที่ปลูกนานกว่า 1 ปีขึ้นไป ใบและลำต้นที่อยู่เหนือพื้นดินเหี่ยวแห้งแล้วจึงเก็บเกี่ยวจัดเป็นขิงแก่(老薑) คำถามที่ 2 มีคนสงสัยว่าถ้าปลูกขิงแล้ว 1 ครั้งจะทำให้ดินเสียจะต้องหยุดพักการปลูกนาน 7 ปีเป็นความจริงหรือไม่? คำตอบ: พื้นดินที่ปลูกขิงจำเป็นต้องพัก แต่การปลูกขิงแก่,ขิงอ่อน,ขิงแก่ปานกลางใช้เวลาพักดินไม่เหมือนกัน ดินที่ปลูกขิงอ่อนและขิงแก่ปานกลางแล้วจะพักนาน 3 ปี ส่วนดินที่ปลูกขิงแก่จะต้องพักนาน 6-9 ปี อย่างไรก็ตามในช่วงพักดินสามารถปลูกพืชอย่างอื่นได้ แต่ไม่สามารถปลูกขิงได้ ด้วยปัญหานี้ เฉินซิงจง(陳興宗) ผู้เชี่ยวชาญด้านการใส่ปุ๋ยบำรุงดินบอกว่า ขิงต้องใช้เวลาในการปลูกนาน ขิงจะดูดแร่ธาตุต่างๆในดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไนโตรเจน โปตัสเซียม และขิงจะดึงดูดแร่ธาตุได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น อีกทั้งปล่อยสารพิษออกมาทำให้พืชชนิดอื่นเติบโตยาก เพราะฉะนั้นหลังจากที่ปลูกขิงแล้วจำเป็นต้องให้ดินได้รับการพัก เซี่ยเทียนซิง(謝添興)ผู้ได้รับฉายา “มิสเตอร์ขิง” แห่งตำบลหมิงเจียนเมืองหนานโถวบอกว่า เนื่องจากการปลูกขิงจะใกล้กับหน้าดิน มีเกษตรกรบางรายที่ปลูกขิงและเก็บเกี่ยวแล้วจะทำการพลิกหน้าดินให้ลึกลงไปในดิน 2 เมตร วัตถุประสงค์เพื่อต้องการปลูกขิงในปีถัดไป
ขิงเหมาะในการใช้ประกอบอาหารบำรุงหน้าหนาว
คำถามที่ 3 ขิงที่เห็นขายในท้องตลาดเป็นขิงชนิดไหน สายพันธุ์ไหน? ถูอวี้เฉิงบอกว่า ขิงที่ปลูกในไต้หวันส่วนใหญ่หลักๆแล้วเป็นสายพันธุ์กวางตุ้งและจู๋เจียงหรือBamboo Ginger และยังมีสายพันธุ์จากไทย ขิงสายพันธุ์กวางตุ้ง รูปร่างภายนอกสวย ให้ผลผลิตสูง ได้รับความนิยมในการบริโภค ขิงชนิดนี้มีความยาว 25 – 35 ซม. น้ำหนักประมาณ 700-1000 กรัม น้ำเยอะและมีรสเผ็ดมาก การใช้ประโยชน์กว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบในการทำสมุนไพรจนถึงนำมาประกอบอาหารหรือเอามาใช้ดอง หรือตากแห้งส่วนใหญ่เป็นขิงแก่ ส่วนขิงสายพันธุ์จู๋เจียงมักจะใช้ประกอบอาหาร แง่งขิงจะเล็กกว่า เนื้อสีแดงอ่อน มีรสเผ็ด เส้นใยเยอะ มีข้อเสียคือผลผลิตต่ำ เสียเวลาดูแล คำถามที่ 4 แหล่งปลูกขิงในไต้หวันอยู่ที่ไหน? แหล่งปลูกขิงของไต้หวันหลักๆแล้วอยู่ที่เมืองหนานโถวและเมืองไถตง แต่พื้นที่ปลูกมากที่สุดอยู่ที่เมืองหนานโถว คำถามที่ 5 คนไต้หวันนิยมบริโภคขิงแต่ทำไมพื้นที่การเพาะปลูกขิงน้อยลงไปเรื่อยๆ สาเหตุเนื่องจากขาดแรงงานเกษตรกรหันไปปลูกชาหรือผักอื่นแทน รวมทั้งการบุกเบิกพื้นที่ใช้เพาะปลูกมีจำกัด
ดินแดงในเมืองหนานโถวเหมาะในการปลูกขิง
คำถามที่ 6 หลายคนมักได้ข่าวว่าขิงมียาฆ่าแมลงตกค้างมาก เกษตรกรผู้ปลูกขิงบอกว่า นี่คือภาพลักษณ์ในอดีต ปัจจุบันเกษตรกรปรับตามความต้องการของตลาด ลดการใช้ยาฆ่าแมลงและใช้ในปริมาณที่แม่นยำขึ้น ก่อนการเก็บเกี่ยว 3 เดือนจะหยุดใช้ยาฆ่าแมลง ผู้บริโภคยังสามารถหาซื้อขิงที่สามารถตรวจแหล่งที่มาของการปลูกได้ คำถามที่ 7 ถ้าหากเกษตรกรไม่ขุดขิงที่ปลูก ขิงจะโตไปเรื่อยๆหรือไม่? คำตอบ:ขิงมีโอกาสเน่าสูง หากขิงที่ปลูกนานกว่า 1 ปี ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวและไม่ได้รับการดูแล ขิงก็จะเน่าเนื่องจากมีความชื้นในดินและมีศัตรูพืช คำถามที่ 8 ขิงที่งอกแล้วสามารถกินได้หรือไม่ คำตอบ: กินได้ หลังจากที่ขิงที่ขุดขึ้นมาจากดินเจอความชื้นในอากาศมีโอกาสงอกได้ สิ่งที่งอกมาใหม่ก็ยังถือว่าเป็นขิง คำถามที่ 9 ขิงแก่และขิงอ่อนมีประสิทธิภาพในการใช้ทำยาต่างกันอย่างไร? อู๋หย่งจัง แพทย์แผนจีนบอกว่า ขิงเป็นสมุนไพรจีน ขิงสดสามารถขจัดความเย็นหรือความชื้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไต้หวันเป็นเกาะที่มีทะเลล้อมรอบ สิ่งแวดล้อมมีความชื้นสูง ทำให้ร่างกายได้รับความชื้น การบริโภคขิงสดจะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น คนที่เป็นหวัดหรือคนที่มีธาตุเย็นอยู่ในตัวก็สามารถกินขิงสดได้
คัดเลือกขิงหลังเก็บเกี่ยว
คำถามที่ 10 ทุกคนเหมาะในการกินขิงหรือไม่? คำตอบ:ทุกคนอาจจะไม่เหมาะในการใช้ขิงในการบำรุงร่างกาย บางคนกินขิงแล้วทำให้ปากแห้งร้อนใน คนประเภทนี้ธาตุไฟสูงไม่เหมาะที่จะกินขิงเยอะๆ ขิงสดและขิงแห้งนอกจากมีสรรพคุณที่เป็นยาแล้ว ยังทำได้หลายอย่าง เช่น หั่นเป็นแว่นๆใส่ในน้ำร้อนเพื่อดื่ม ซอยชิ้นเล็กๆเอามาผัดกระหล่ำปลี หั่นต้มซุปฟักกับหอยก็เหมาะ สำหรับคนที่มือเท้าเย็นสามารถนำขิงมาปรับสภาพร่างกายโดยเอาขิงแห้งหรือขิงสดหั่นเป็นแว่นๆประมาณ 2- 3 ชิ้น นำไปต้มกับหญ้าไอ้(สมุนไพรจีน) 1 กำ หลังต้มเดือดแล้วเอาไปผสมน้ำอุ่นอุณหภูมิ 39-41 องศา แช่เท้าหรือแช่ทั้งตัวให้เหงื่อออกเล็กน้อยช่วยเลือดลมไหลเวียนดีขึ้น
เทรนด์การรับประทานอาหารมังสวิรัติในไต้หวัน
อาหารมังสวิรัติซึ่งเป็นสายทานผักยังแบ่งออกเป็นหลายแบบ มีทั้งงดเนื้อสัตว์ทุกชนิดและไข่ นม แต่สามารถกินนมและผลิตภัณฑ์จากนม,ไข่ได้ หรือมังสวิรัติที่งดเว้นไข่,นมและผลิตภัณฑ์จากนม เนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นปลา หรือเป็นประเภทเคร่งครัดที่งดเว้นทั้ง ไข่ นม และเนื้อสัตว์ทุกชนิด และบางคนอาจเคร่งครัดชนิดที่ว่าไม่สวมใส่เสื้อผ้า,รองเท้า,กระเป๋า และใช้เครื่องสําอางที่ทํามาจากสัตว์หรือทดลองจากสัตว์อีกด้วย หลี่เมี่ยวหลิง(李妙玲) ผู้จัดการบริษัทหลี่เหริน(里仁)ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอาหารมังสวิรัติออแกนิคที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวันบอกว่า ที่ผ่านมาประชากรที่รับประทานอาหารมังสวิรัติส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้นับถือศาสนา แต่ปัจจุบันหลายคนหันมารับประทานอาหารมังสวิรัติเพื่อต้องการลดคาร์บอนและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีจำนวนมากขึ้น การจัดทำคู่มือการรับประทานอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือGreen Dining Guide มีร้านอาหารหรือภัตตาคารเกือบ 200 แห่งเข้าร่วมเป็นสมาชิก ซึ่งร้านอาหารเหล่านี้จะมีอาหารมังสวิรัติอย่างน้อย 1 อย่างอยู่ในเมนู องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) จัดให้ปี 2021 เป็นปีแห่งผักและผลไม้สากลอย่างเป็นทางการ บริษัทสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก(Euromonitor International)ประกาศในเดือนมี.ค.ปี 2021ชี้ว่า ปี 2020 ประชากรลดการรับประทานอาหารที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ มีการรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นครั้งคราว ครองสัดส่วน 42 %ของประชากรโลก สำหรับในไต้หวันปัจจุบันมีคนรับประทานอาหารมังสวิรัติประมาณ 3 ล้านคน แต่โอกาสทางธุรกิจของอาหารมังสวิรัติมีมากถึง 60,000 ล้านเหรียญไต้หวัน แม้แต่ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ รวมทั้งภัตตาคาร หรือแม้แต่มุมวางขายอาหารในซุปเปอร์มาร์เก็ตล้วนมีอาหารมังสวิรัติขายด้วย
อาหารมังสวิรัติในไต้หวัน
หลี่เมี่ยวหลิง ผจ.บริษัทหลี่เหรินที่ทำธุรกิจด้านอาหารมังสวิรัตินานกว่า 20 ปียังบอกด้วยว่า ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยก่อน กลุ่มคนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติในปัจจุบันจะไม่เหมือนกัน ที่ผ่านมาคนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีศรัทธาในเรื่องของศาสนา แนวคิดการปรุงอาหารหรือเครื่องดื่มมักจะได้รับอิทธิพลจากอาหารเนื้อสัตว์ อย่างเช่น รูปร่างภายนอกรวมทั้งรสชาติของอาหารมังสวิรัติมีความใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ แต่ว่าปัจจุบันกลุ่มคนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมีอายุน้อยลง มีการปรุงอาหารที่หลากหลาย เน้นผักผลไม้ที่เป็นธรรมชาติและมาจากท้องถิ่น หรือนิยมนำผักผลไม้มาปรุงโดยตรงเลย สาเหตุเพื่อต้องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือเป็นการปกป้องชีวิตสัตว์ เพราะถ้าเปรียบเทียบระหว่างผักผลไม้กับเนื้อสัตว์เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนพบว่า ผักผลไม้จะปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่า
อาหารมังสวิรัติเน้นผักผลไม้จากท้องถิ่น
นอกจากนั้นแล้ว ความนิยมรับประทานอาหารมังสวิรัติยังมีในประเทศอื่น ซึ่งประเทศที่รับประทานอาหารมังสวิรัติมากที่สุดในโลกก็คือประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความชอบหรือเกี่ยวข้องกับศาสนา อาหารมังสวิรัติถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนอินเดีย โดยอาหารมังสวิรัติของอินเดียส่วนใหญ่เน้นเครื่องเทศ ส่วนประเทศออสเตรเลียถือเป็นประเทศที่มีซุปเปอร์มาร์เก็ตขายอาหารมังสวิรัติที่ใหญ่ที่สุดในโลก Brent Moore( Deputy Rep.) รองผู้แทนออสเตรเลียประจำไต้หวันแบ่งปันประสบการณ์ให้ฟังว่า ในออสเตรเลีย มีผลิตภัณฑ์เกษตรประเภทผักผลไม้ในฤดูกาลมาก ผู้คนนิยมรับประทานผักผลไม้มื้อเช้าและมื้อเที่ยง อาหารที่อยู่ในจานจะมีผักผลไม้ที่มีสีสันและรสชาติอร่อย ผู้คนที่รับประทานมังสวิรัติมีความคิดว่าจะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน
เบอร์เกอร์มังสวิรัติ
สำหรับในไต้หวัน กรุงไทเปได้รับการคัดเลือกจากCNN ให้เป็น 1 ใน 10 ของเมืองที่ผู้คนเป็นมิตรกับอาหารมังสวิรัติ หวงจวี้นเฉิง(黃俊誠)เลขาธิการสมาคมสำรวจวัฒนธรรมกรุงไทเปและยังเป็นผู้ก่อตั้งGreen Dining Guideบอกว่า ที่ผ่านมาร้านอาหารมังสวิรัติส่วนหนึ่งยากที่จะพัฒนาอาหารด้านนี้ เหตุผลคือวัตถุดิบถูกจำกัด ซึ่งอาหารมังสวิรัติและอาหารประเภทเนื้อที่แตกต่างมากที่สุดคือแหล่งวัตถุดิบที่เป็นโปรตีน โดยอาหารมังสวิรัติที่พบเห็นบ่อยๆและเป็นวัตถุดิบที่นำมาใช้คือเต้าหู้ ฟองเต้าหู้ เป็นต้น แต่ว่าเต้าหู้และฟองเต้าหู้ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารสไตล์จีนมีการใช้อย่างกว้างขวาง อาหารมังสวิรัติสไตล์ตะวันตกมีการนำมาใช้น้อย ไม่นานมานี้ เนื้อที่ผลิตจากพืช รวมทั้งเต็มเป ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองแบบพื้นบ้านของอินโดนีเซีย มีความแพร่หลายมากขึ้น จึงทำให้ร้านอาหารสไตล์ตะวันตกมีโอกาสพัฒนาอาหารมังสวิรัติได้มากขึ้นด้วย และไต้หวันเองก็ไม่เพียงแต่ได้รับยกย่องจากสื่อนานาชาติว่าเป็นประเทศที่เป็นมิตรกับอาหารมังสวิรัติ แต่ยังเป็นศูนย์กลางซัพพลายเนื้อสัตว์จากพืชไปขายทั่วโลก ยิ่งไปกว่านี้ยังได้รับยกย่องเป็นประเทศรายใหญ่ที่บริโภคอาหารมังสวิรัติ โดยทั่วไปผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติจะมีการแบ่งเป็นประเภทที่รับประทานเป็นเวลานาน อีกทั้งประเภทที่รับประทานแบบยืดหยุ่นหรือเป็นครั้งคราว อย่างเช่น รับประทานมังสวิรัติในตอนเช้า เทศกาลกินเจ วันพระวันที่ 1 และวันที่ 15 ตามปฏิทินจีน หรือคนที่รับประทานเพื่อสุขภาพหรือไม่อยากเบียดเบียนสัตว์ เป็นต้น
เนื้อที่ผลิตจากพืช ทำจากถั่วลันเตา(ภาพซ้าย) ทำจากถั่วเหลือง(ภาพขวา)
ภาวะขาดแคลนไข่ไก่ในไต้หวัน
มีหลายคนบ่นว่าไปซื้อไข่ไก่ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่มีสักฟอง เหลือแต่ไข่เค็ม ไข่เยี่ยวม้า มีคนแซ่จางในนครนิวไทเปโพสต์ข้อความในโซเชียลบอกว่า อยู่จนแก่ตอนนี้อายุ 80 ปีแล้ว ไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่ซื้อไข่ไก่ไม่ได้ คราวนี้มาดูว่า สาเหตุของการขาดแคลนไข่ไก่ในไต้หวันเป็นเพราะอะไร? นอกจากเป็นเพราะการปรับขึ้นราคาของอาหารสัตว์ที่ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่สูงขึ้น ผู้อยู่ในวงการเลี้ยงไก่บอกว่า เป็นเพราะการระบาดของไข้หวัดนกในไก่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ต่างไม่ต้องการให้กล่าวถึงเรื่องโรคระบาด เพราะถ้าพูดถึงจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการเลี้ยงไก่ไข่ หนุ่มแซ่เฉิน เกษตรกรเลี้ยงไก่ไข่ตำบลฟางย่วนเมืองจางฮั่วบอกว่า ปีที่แล้วสภาพของแม่ไก่ไข่ที่ซื้อมาเลี้ยงไม่เหมือนเมื่อ 2 ปีก่อน รู้สึกว่าแม่ไก่ไข่ไม่ค่อยแข็งแรง เหมือนกับว่าไก่ไม่ได้ฉีดวัคซีน นายเฉินสืบหาข้อมูลได้ข่าวว่าเดือนมี.ค.ปีที่แล้วขาดแคลนวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่ว่านี้คือวัคซีนป้องกันโรคกัมโบโร(Gumboro หรือ Infectious Bursal Diseases:IBD) แล้ววัคซีนIBD เกี่ยวข้องกับไข้หวัดนกอย่างไร? คำตอบคือเมื่อไก่ไม่ได้ฉีดวัคซีนIBD ไก่จะมีภูมิต้านทานต่ำติดหวัดง่าย ซึ่งไข้หวัดนกว่าไปแล้วก็คือไก่เป็นหวัดนั่นเอง เมื่อไก่ไม่สบาย อ่อนแอ ก็ล้มตาย และในปีนี้สภาพของไก่ติดเชื้อรุนแรงกว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้วด้วย ยกตัวอย่าง ฟาร์มเลี้ยงไก่ที่เมืองจางฮั่วมีไก่ตายนับแสนตัว เพียงแค่ 1 เดือนที่ผ่านมา เมืองจางฮั่วได้ฆ่าไก่ไปแล้วกว่า 155,000 ตัว นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ทำให้ไก่เป็นไข้ง่ายนั่นก็คือการเลี้ยงไก่ในฟาร์มแบบระบบปิดที่ปัจจุบันนิยมกัน เมื่เกิดการระบาดก็ยากที่จะควบคุม เขาคาดว่าไก่ในเขตจางฮั่วถูกฆ่าตายเนื่องจากเป็นไข้หวัดนกมีมากถึง 3 ล้านตัว ตัวเขาเองเลี้ยงไก่มานาน 30-40 ปี ไม่เคยเจอแบบนี้ บางครั้งผู้เลี้ยงไก่ที่ติดเชื้อไข้หวัดนกก็ไม่ยอมแจ้งทางการ เพราะฉะนั้นสถิติที่ทางราชการเผยอาจมีความแตกต่างกันมาก
หิ้งวางขายไข่ไก่ของซุปเปอร์มาร์เก็ตว่างเปล่า เพราะขาดแคลนไข่
นายหง ผู้ประกอบการที่รับผิดชอบขนถ่ายซากสัตว์ปีกในเมืองจางฮั่วบอกว่า ตั้งแต่เดือนพ.ย.ปีที่แล้ว เพียงแค่เดือนเดียว สัตว์ปีกที่ถูกส่งเข้าเตาเผามีมากกว่า 200 ตัน เหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่เพียงแต่ไก่เท่านั้น เป็ดก็เช่นกันที่ติดไข้หวัดนก ยิ่งไก่ไข่ที่ตัวเล็ก ตายเยอะมาก คาดว่าอากาศหนาวยิ่งระบาดเพิ่มขึ้น ช่วงระบาดเขาต้องทำงานเพิ่มขึ้น 5-6 ชม./วันเพื่อจับไก่ไปฆ่า บางวันจับไก่ถึงช่วงดึกๆดื่นๆก็ยังมี ซึ่งในความเป็นจริง การระบาดของไข้หวัดนกในไก่ถือเป็นผลกระทบส่วนหนึ่ง แต่ยังมีสาเหตุอื่นซึ่งก็คือผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 ในปีที่แล้วที่ลดการเลี้ยงไก่เสียด้วย ซ่งเถียน(宋田) นายกสมาคมพัฒนาไข่ไก่เมืองเจียอี้และเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่บอกว่า ปีที่แล้ว เนื่องจากมาตรการป้องกันโรค ห้ามรับประทานอาหารในร้านหรือตลาดกลางคืน ภัตตาคาร ส่งผลให้ราคาของไข่ไก่ตกต่ำ เกิดภาวะไข่ไก่ล้นตลาด ที่ผ่านมา ภาวะไข่ไก่ล้นตลาดแค่มาก 1-2 เดือน แต่ว่าปีที่แล้ว ไข่ไก่ราคาตกนานมาก ตั้งแต่เดือนก.ค.-มิ.ย.ราคาซื้อก็ยังต่ำกว่าต้นทุนมาก เพราะฉะนั้นเกษตรกรที่เลี้ยงไก่ไข่ไม่อยากเปลี่ยนแม่ไก่ล็อตใหม่ ทั้งนี้ ไก่ไข่แต่ละตัวจะออกไข่วันละ 1 ฟองและไม่ไก่ไข่จะมีอายุขัยประมาณ 10 เดือน หากแม่ไก่มีอายุเกิน 1 ปีแล้ว(แม่ไก่แก่)ก็จะเปลี่ยนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ หน้าหนาวในปีนี้ อากาศหนาวกว่าปกติ มีแม่ไก่รุ่นใหม่ที่ออกไข่เหลือเพียง 80% คือถ้ามีแม่ไก่อยู่ 1,000 ตัว ก็จะออกไข่ได้แค่ 800 ฟองเท่านั้น ส่วนใหญ่ถ้าเป็นแม่ไก่รุ่นใหม่ที่เลี้ยงโตระดับกลางแล้วขายให้กับฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ จะต้องใช้เวลาเลี้ยง 75 วันถึงจะออกไข่ด้วย จึงทำให้แม่ไก่รุ่นใหม่ออกไข่ไม่ทันกับความต้องการของตลาด
อากาศหนาวและอาหารสัตว์ที่ปรับราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ฟาร์มเลี้ยงไก่เมืองจางฮั่วลดการเลี้ยง
หลินเฉาเหลียง(林朝良)ประธานสหกรณ์เลี้ยงไก่ไข่เมืองจางฮั่วบอกว่า ทั่วไต้หวันมีการบริโภคไข่ไก่ประมาณ 120,000 -130,000 ลัง/วัน (ไข่ไก่ 1 ลังน้ำหนัก 12 กก.(20ชั่ง) มีไข่ไก่ประมาณ 200 ฟอง) แต่ว่าตอนนี้มีปริมาณไข่ไก่ที่ส่งไปขายในท้องตลาดเพียง 100,000 ลัง/วัน เพราะฉะนั้นเกิดภาวะขาดแคลนไข่ไก่ 20 -30 % ราคาไข่ไก่จากแหล่งผลิตขายชั่งละ 35 เหรียญไต้หวัน(1ชั่งเท่ากับ 600 กรัม) จากนั้นพ่อค้ารายใหญ่ขายส่งให้กับพ่อค้าขนาดกลาง แล้วพ่อค้าขนาดกลางขายส่งต่อไปยังพ่อค้าขายปลีก แต่ละขั้นตอนมีการบวกราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นชั่งละ 3-5 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ราคาของไข่ไก่ไม่สม่ำเสมอและไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยส่วนใหญ่ราคาไข่ไก่จากแหล่งผลิตเมื่อไปถึงผู้ขายปลีกจะบวกเพิ่มประมาณ 10-15 เหรียญไต้หวัน/ชั่ง แต่ถ้าต้องส่งมายังเขตภาคเหนือก็จะบวกค่าขนส่งเพิ่ม 3-5 เหรียญไต้หวัน ซึ่งปัจจุบัน ราคาของขายปลีกของไข่ไก่อยู่ที่ 44-49 เหรียญไต้หวัน/ชั่ง แต่ถ้าอยู่ในเขตภาคเหนือในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนจะสูงถึง 50 เหรียญไต้หวัน/ชั่งหรือมากกว่านี้ คาดว่าหลังเทศกาลตรุษจีนไปแล้วราคาของไข่ไก่ยังคงสูงอยู่ จนกระทั่งก่อนเทศกาลเช็งเม้งจึงจะคลี่คลายลง
ไข่ไก่ 1 ลัง นน. 12 กก.(ประมาณ 200 ฟอง)
การจัดตั้งกลุ่มชาวประมงซากุระตงกั่งที่มีความแข็งแกร่งและเข้มงวด
จากครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการจัดตั้งกลุ่มชาวประมงซากุระที่สำคัญที่สุดก็คือนายเจิ้งฝูซาน(鄭福山) ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมปลาเขตตงกั่ง แต่เมื่อ 30 ปีก่อน เขาเป็นเพียงพนักงานของสมาคมปลาที่มีอายุน้อย และยังได้เจอเหตุการณ์ที่ค้นพบว่ากุ้งซากุระเป็นกุ้งมีค่าขายได้ราคาสูง เขาได้หวนคิดถึงปัญหาตอนที่จัดตั้งกลุ่มมากมาย และตอนนั้นยังเคยคิดว่าเงินเดือนก็น้อย ปัญหาก็เยอะน่าจะเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นดีกว่า หรือถ้าตั้งกลุ่มไม่สำเร็จก็ถือโอกาสเปลี่ยนงานซะเลย ราคากุ้งซากุระของญี่ปุ่นมากกว่าไต้หวัน 10 เท่า ชาวประมงไต้หวันจับกุ้งด้วยความยากลำบาก กุ้ง 1 ลังน้ำหนัก 20 กก. ขายได้แค่ 300-400 NT. แต่ผลกำไรตกอยู่ที่พ่อค้าคนกลางเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตม เขาคิดว่างานนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนชาวประมงจึงจะมีโอกาสลืมตาอ้าปาก เพราะขณะนั้นมีพ่อค้าคนกลางขาประจำไม่กี่รายที่ผูกขาดรับซื้อกุ้งซากุระตงกั่ง พ่อค้าต่างถิ่นรายอื่นๆไม่กล้ามาซื้อเลย หลังตั้งกลุ่มผ่านไป 3 ปี ในช่วงกลางปี 1990 กุ้งซากุระ 1 ลัง จากราคา 300-400 NT. ปรับขึ้นเป็น 4,000 NT. เพิ่มขึ้น 10 เท่า นายเจิ้งฝูซาน(鄭福山) บอกว่า ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เพราะปัจจัยหลายอย่าง ประการแรกคือ เมื่อขายกุ้งได้ราคาสูงขึ้น ทุกคนมีรายได้ ประการที่ 2 ชาวประมงต้องรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว ห้ามแอบขาย นอกจากตกลงด้วยเอกสารแล้ว ยังต้องนำเอกสารไปรับรองจากศาล เพื่อเป็นการประกันให้ทุกคนในกลุ่มปฏิบัติ ทั้งนี้ ตำบลตงกั่งเป็นตำบลเล็กๆ ทุกคนล้วนเป็นญาติสนิทมิตรสหาย การตั้งกลุ่มชาวประมงซากุระจะล้มเหลวไม่ได้ ต้องเข้มงวด หากใครแอบขาย ต้องจัดการอย่างไม่ไว้หน้า มีการประชุมกลุ่มเป็นประจำ ถ้ามีชาวประมงแจ้งว่ากุ้งซากุระที่จับได้มีปริมาณน้อยลงหรือจับไม่ได้ แม้ไม่ใช่ฤดูกาลห้ามจับ ก็มีสิทธิ์บังคับหยุดจับ เพื่อปกป้องทรัพยากรทางทะเล ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษปรับหนักด้วย แต่เนื่องจากระบบที่ตั้งขึ้นมีความเข้มงวดมาก มีกัปตันเรือประมงบางส่วนต้องการออกจากกลุ่มเพื่อบริหารเอง เขาได้ประชุมหารือกับหัวหน้ากลุ่มย่อยและตกลงกันว่า หากพ่อค้าคนกลางซื้อกุ้งที่ไม่ใช่สมาชิกของกลุ่มก็จะรวมตัวกันต่อต้านด้วยการไม่ขายกุ้งให้อีกเลย ความเข้มแข็งและมีพลังแบบนี้ ถือเป็นการหลีกเลี่ยงการแตกความสามัคคีในกลุ่มได้
เจิ้งฝูซาน ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของการจัดตั้งกลุ่มประมงซากุระ
หลังจัดระบบการจับกุ้งซากุระแล้ว ส่งผลให้ขายได้ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลประโยชน์ของพ่อค้าคนกลางกลับลดลง ความสัมพันธ์ของผู้ผลิตและผู้รับซื้อเริ่มตึงเครียดมากขึ้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากเรือประมงส่วนใหญ่กลับเข้าฝั่งแล้ว แต่ปรากฏว่ามีพ่อค้าคนกลางปลารายใหญ่รวมตัวประท้วง ไม่ซื้อ ชาวประมงเริ่มเครียดและถามว่าทำยังไงดี นายเจิ้งฝูซานบอกว่า ตัวเองแทบจะเป็นลม ในที่สุดเรื่องราวที่ไม่อยากเจอได้เกิดขึ้นแล้ว ยังไงก็ต้องเผชิญ เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เขาเรียกพ่อค้าคนกลางที่เป็นรายเล็กเข้าไปปรึกษาในห้องบอกว่า ซื้อได้เท่าไหร่ก็ขอให้ซื้อเท่านั้น ถ้าไม่มีตังค์ จะหาวิธีด้วยการยืมให้ก่อน จนกุ้งซากุระที่จับได้ในวันนั้นขายจนหมดเกลี้ยง พอถึงวันรุ่งขึ้น พ่อค้าคนกลางที่ประท้วงยังคงกดดันต่อ จนโรงงานแปรรูปขนาดเล็กไม่กล้าที่จะเข้าไปซื้อกุ้ง เขาบอกว่าในเมื่อผู้ซื้อกดดัน ก็ต้องเพิ่มมาตรการที่เข้มแข็งขึ้น หลังประชุมหารือกับผู้นำกลุ่ม ประกาศให้เรือที่จับกุ้งซากุระหยุดทำการทั้งหมดโดยไม่มีการกำหนดว่าถึงเมื่อไหร่ เรือ 100 กว่าลำจอดอยู่ที่ท่าเรือ นาน 40 กว่าวัน เขาได้บอกกับทุกคนที่เข้าประชุมว่า ถ้าพ้นวิกฤตนี้ได้ ธุรกิจก็จะมีอนาคต แต่ถ้าล้มเหลวก็จะกลับไปอยู่สภาพเดิมคือถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา อย่างไรก็ตาม เขาเล็งเห็นวิกฤตของพ่อค้าคนกลางขณะนั้น มีแรงกดดันที่รับออเดอร์มาแล้ว ต้องส่งมอบสินค้าตามสัญญา ถ้าไม่มีสินค้าส่งไปญี่ปุ่นจะถูกปรับในข้อหาผิดสัญญา ขณะนั้นก็ถึงเดือนพฤษภาคมที่เป็นปลายฤดูการจับกุ้งซากุระแล้ว เหลืออีกไม่นานก็จับกุ้งไม่ได้
เรือประมงจับกุ้งซากุระต้องติดใบอนุญาตการจับไว้ข้างเรือ
ในที่สุด พ่อค้าคนกลางยอมเจรจา ยุติการประท้วงและรับประกันว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีก นายเจิ้งฝูซานพูดปนหัวเราะว่าคาดไม่ถึง เมื่อนักข่าวถามว่ารวมพลังได้อย่างไร? เขาให้เหตุผลว่า ทุกคนต่างเห็นความหวัง เห็นว่าการขายกุ้งซากุระจากราคา 300-400 NT. /ลัง ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5,000-6,000 NT. /ลัง ไม่เคยคิดจะว่าเกิดขึ้นได้ แม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้า ทั้งนี้ ชาวญี่ปุ่นมองว่ากุ้งซากุระเป็นของมีค่าและเป็นอาหารบำรุง เป็นที่ต้องการ จวงซื่อชาง(莊世昌) ผู้ช่วยวิจัยสถาบันสัตว์น้ำบอกว่า ชาวญี่ปุ่นชอบบริโภคกุ้งซากุระมาก การจับกุ้งซากุระในญี่ปุ่นมีปริมาณลดน้อยลงทุกๆปี ต้องอาศัยการนำเข้าจากไต้หวัน ปัจจุบันกุ้งซากุระของไต้หวัน 90% ล้วนส่งไปขายที่ญี่ปุ่น และการจับกุ้งซากุระของไต้หวัน นอกจากอยู่ที่ตงกั่งเมืองผิงตงแล้ว ยังมีที่เมืองอี๋หลาน แต่ว่าปริมาณการจับของตงกั่งมีประมาณ 700-800 ตัน/ปี ส่วนที่เมืองอี๋หลานจับได้ประมาณ 300 ตัน/ปี และฤดูกาลจับกุ้งซากุระที่ตงกั่งอยู่ในช่วงฤดูหนาว ส่วนที่เมืองอี๋หลานอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน การจับกุ้งซากุระทั้ง 2 แห่งไม่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่กุ้งซากุระของตงกั่งขายได้ราคาสูงกว่า เนื่องจากประวัติการจับกุ้งซากุระของตงกั่งนานกว่า และมีเงื่อนไขที่ดีกว่าหลายประการ เช่น ชาวประมงมีการรวมตัวอย่างเข้มแข็ง เรียกร้องเงื่อนไขกับผู้ซื้อได้มากกว่า มีผู้ประกอบการแปรรูปเกือบ 20 รายที่รับซื้อกุ้ง หลังจัดระบบประมูลราคาขายที่มีการแข่งขันแล้ว ยกระดับราคาสินค้าได้ง่ายขึ้น ในทางตรงข้าม ที่เมืองอี๋หลันมีโรงงานแปรรูปน้อยกว่า และการจับกุ้งส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากโรงงานแปรรูป ไม่มีการแข่งขันในเรื่องของราคาเท่าไร จวงซื่อชางบอกด้วยว่า ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมการบริโภคกุ้งซากุระที่หลากหลาย มีทั้งกินดิบ มีทั้งนำไปแปรรูปเป็นเท็มปูระทำเป็นกุ้งหยอง กุ้งบดเป็นผง เพราะฉะนั้นราคาของกุ้งซากุระสดจะขายสูงถึง 700 เหรียญไต้หวัน/กก. ส่วนกุ้งซากุระของไต้หวันส่วนใหญ่นำมาตากแห้งกลายเป็นกุ้งซากุระแห้ง เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมการบริโภคจึงแตกต่างกัน
คนญี่ปุ่นชอบบริโภคกุ้งซากุระมาก
หวังจื้อหมิน(王志民) ผอ.ส่งเสริมการตลาดของสมาคมปลาตงกั่งบอกว่า ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำในมหาสมุทรที่เปลี่ยนแปลง ไม่กี่ปีนี้ ปริมาณการจับกุ้งซากุระลดลง 20 - 30 ตัน/ปี ส่วนกุ้งซากุระของไต้หวันยังคงจับได้ในปริมาณคงที่ แต่เพื่อเป็นการปกป้องธุรกิจ สมาคมปลาคาดหวังให้เพิ่มมูลค่ากุ้งซากุระ ด้วยการกระตุ้นให้มีการบริโภคในประเทศและขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่เพิ่มปริมาณการจับ ปัจจุบัน สถานีประมูลตงกั่งได้ทำระบบ “Cold Chain” เพื่อสอดคล้องมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร HACCP นอกจากนี้ กำลังเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนสมาคมปลาตงกั่งสมัครมาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำยั่งยืน MSC ถ้าหากผ่านมาตรฐานทั้ง 2 อย่างแล้วก็จะมีโอกาสส่งกุ้งซากุระไปขายต่างประเทศมากขึ้น ถือเป็นการยกระดับธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกก้าวหนึ่ง
ความสำเร็จของการจับกุ้งซากุระในไต้หวัน
กุ้งซากุระ มีสีชมพูแดงคล้ายกับสีของดอกซากุระ เป็นกุ้งขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 4-5 ซม.ราวกับกุ้งฝอย พบได้ทั่วไปในทะเลทางตอนใต้แถบอ่าวซุรุกะของจังหวัดชิซึโอกะในประเทศญี่ปุ่น ส่วนในไต้หวันจับได้แถบชายฝั่งรอบนอกของตำบลตงกั่งเมืองผิงตงและเมืองอี๋หลาน เป็นกุ้งที่มีชื่อเสียง รสชาติหวานอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและ มีแคลเซียมและเส้นใยอาหารสูง นำมาเป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารหลากหลายชนิด คนญี่ปุ่นชอบกินกุ้งชนิดนี้มาก เอาไปชุบแป้งทอดกับผักชนิดต่างๆ ส่วนคนไต้หวันชอบเอามาผัดข้าว ผัดผัก หรือโรยบนข้าวเหนียวทรงเครื่องอย่างหยิวฟั่น
ใช้แรงงานคนเลือกปลาที่ปนมากับกุ้งซากุระ
ความสามัคคีของชาวประมงที่จับกุ้งซากุระตำบลตงกั่งที่มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม มีความเข้มงวดในการทำสัญญาร่วมกัน เมื่อเข้ากลุ่มแล้วก็ห้ามขายกุ้งเป็นการส่วนตัว มีการกำหนดปริมาณการจับกุ้งซากุระ ผู้ฝ่าฝืนมีการปรับโทษหนัก เป็นต้น ซึ่งบอกได้ว่า การตั้งกลุ่มชาวประมงจับกุ้งซากุระตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งปัจจุบัน ไม่เพียงแต่สามารถยกระดับการประมูลราคาเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า ทรัพยากรกุ้งซากุระยังได้รับการปกป้อง ทำให้ปริมาณการจับมีความคงที่ ซึ่งวิธีการบริหารกุ้งซากุระของตำบลตงกั่งได้กลายเป็นความภาคภูมิใจที่ได้รับการบันทึกไว้ ยังดึงดูดผู้ประกอบการประมงของญี่ปุ่นจัดกรุ๊ปมาดูเป็นตัวอย่างด้วย ซึ่งในความเป็นจริง ชาวประมงรู้ว่ามีกุ้งตัวเล็กๆ ชนิดหนึ่งที่แหวกว่ายอยู่ในทะเลน้ำลึก เปล่งประกายระยิบระยับที่เรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “ฮัวเข๋อไจ่花殼仔” มานานแล้ว แต่ว่าในอดีตกุ้งชนิดนี้มักจะนำมาทำบดปนกับเศษปลาชนิดต่างๆ แล้วนำมาทำเป็นอาหารสัตว์ จนกระทั่งในปี 1991 มีนักวิชาการแสดงหลักฐานว่าเป็นกุ้งสายพันธุ์เดียวกับกุ้งซากุระที่อยู่ในทะเลรอบนอกของจังหวัดชิซูโอกะในญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น ในชั่วพริบตาได้ทำให้กุ้งซากุระของไต้หวันมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาได้กลายเป็นสินค้าส่งออกไปขายที่ญี่ปุ่นจนกระทั่งปัจจุบัน
การประมูลซื้อขายกุ้งซากุระแบบโปร่งใส
กุ้งซากุระของไต้หวันจับที่ร่องทะเลน้ำลึกระหว่างหุบเขาเกาผิงและฟังเหลียว เนื่องจากในช่วงเวลากลางวันกุ้งซากุระจะรวมกลุ่มอยู่ในทะเลน้ำลึกประมาณ 200 เมตร เมื่อถึงเวลากลางคืนก็จะไปแหวกว่ายขึ้นไปอยู่ใกล้กับผิวน้ำทะเล เพราะฉะนั้นชาวประมงจะใช้เครื่องตรวจเพื่อกำหนดความลึกของอวนลากกลางน้ำ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการวางไข่ของกุ้งซากุระในช่วงเวลากลางคืน มีการกำหนดในหนังสือสัญญาว่า คนที่จับกุ้งซากุระจะต้องออกเรือหลังตี 3 ไปแล้ว และการจับกุ้งซากุระถือเป็นการประมงที่ต้องได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษ ในเรือลำหนึ่งประกอบด้วยกำลังคนอย่างน้อย 4 คนขึ้นไป ส่วนใหญ่เรือลำหนึ่งจะเป็นคนบ้านเดียวกันหรือตระกูลเดียวกัน ที่เหลือค่อยจ้างแรงงานประมงต่างชาติ ปัจจุบันที่ตำบลตงกั่งมีเรือจับกุ้งซากุระประมาณ 105 ลำ มีเรือที่ออกไปจับกุ้งประมาณ 70 - 80 ลำ/วัน จากสถิติระบุ ผลประกอบการของเรือแต่ละลำประมาณ 2,000,000-3,000,000 เหรียญไต้หวัน/ปี หากผลผลิตเยอะรายได้อาจสูง 6,000,000-7,000,000 เหรียญไต้หวัน/ปี
ผู้ประกอบการญี่ปุ่นมาดูงานการจับกุ้งซากุระไต้หวัน
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของกลุ่มชาวประมงกุ้งซากุระก็คือการมีระบบประมูลราคาที่เปิดเผย เพื่อปกป้องราคากุ้งซากุระที่จับได้ทั้งหมด จะต้องผ่านการประมูลที่เปิดเผยจากสมาคมปลา มีตัวแทนจำหน่ายเปิดประมูลราคา และห้ามชาวประมงมีการขายกันเอง ถ้าพบว่าชาวประมงแอบขาย นอกจากถูกริบสินค้าแล้ว ยังถูกปรับหนักถึง 200,000 เหรียญไต้หวัน ผู้ฝ่าฝืนครั้งแรกจะถูกตักเตือนก่อน หากฝ่าฝืนครั้งที่ 2 จะถูกถอดถอนออกจากกลุ่มชาวประมงซากุระ ซึ่งสัญญาที่ทำขึ้นอย่างเข้มงวดนี้ ไม่ใช่เป็นการพูดลอยๆ เท่านั้น แต่มีการบันทึกไว้ในเอกสารที่ผ่านการรับรองจากศาลมีผลบังคับใช้ด้วย นอกจากนี้ การจับกุ้งซากุระของตงกั่งยังเป็นการประมงที่ต้องได้รับอนุญาตโดยเฉพาะ ถ้าถูกถอนจากกลุ่มชาวประมงซากุระก็จะไม่ได้รับการรับรองจากสมาคมปลาในการมีสิทธิ์ที่จะจับปลา ด้วยระบบแบบนี้เอง ทำให้ผู้คนอยากรู้อยากเห็นว่าทำได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมา ระบบการประมงของไต้หวันส่วนใหญ่เรียนรู้หรือเอาแบบอย่างจากประเทศญี่ปุ่น แต่การจับกุ้งซากุระที่ประสบความสำเร็จของไต้หวัน กลับทำให้ญี่ปุ่นต้องมาดูงานเพื่อนำไปประยุกต์ใช้
ข้าวอบหน้ากุ้งซากุระ
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน