
Sign up to save your podcasts
Or


ปัจจุบัน ร้านอาหาร ภัตตาคารในไต้หวันจำนวนไม่น้อยมีการใช้ยอดอ่อนของดอกซ่อนกลิ่นมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ ไม่เพียงแต่มีกลิ่นหอมของดอกไม้ ยังมีรสชาติอร่อยจนหลายคนทานแล้วต้องติดใจ ช่วงนี้เป็นฤดูกาลซ่อนกลิ่นออกดอก แผงขายผักในตลาดมีการจำหน่ายยอดดอกซ่อนกลิ่น สำหรับถิ่นกำเนิดของยอดอ่อนดอกซ่อนกลิ่นนั้นมาจากตำบลหูเหว่ยเมืองหยุนหลิน ซึ่งดอกซ่อนกลิ่น ภาษาจีนเรียกว่าเย่ไหลเซียง(夜來香)ชื่อทางการว่า “หวั่นเซียงอวี้”(晚香玉) ที่ผ่านมาเป็นดอกไม้ที่ใช้ในพิธีกรรมเซ่นไหว้ งานเฉลิมฉลองวัฒนธรรมพื้นบ้าน แต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ความต้องการใช้ดอกซ่อนกลิ่นในการเซ่นไหว้ลดน้อยลง เกษตรกรที่ปลูกดอกซ่อนกลิ่นหันไปปลูกพืชอย่างอื่นหรือไม่ปลูกดอกซ่อนกลิ่นอีกเลย อย่างไรก็ตามยังมีหัวหน้ากลุ่มเกษตรปลูกดอกไม้ในสมาคมหูเหว่ย เมืองหยุนหลิน คุณหวงรุ่นอี้(黃潤億)ไม่เคยละทิ้งความพยายามที่จะปลูกดอกซ่อนกลิ่นต่อ และเพื่อแก้ปัญหาดอกซ่อนกลิ่นที่ขายไม่ออก เขาได้ปรับปรุงพันธุ์ดอกซ่อนกลิ่นที่จากเดิมชมความงามของดอกเปลี่ยนเป็นการเอายอดดอกมาใช้ในการบริโภคที่คนไต้หวันเรียกว่า “หวั่นเซียงอวี้สุ่น 晚香玉筍”
คุณหวงรุ่นอี้ เกษตรกรปลูกดอกซ่อนกลิ่นขาย พัฒนาเป็นยอดอ่อนผักสำหรับบริโภค
ดอกซ่อนกลิ่นเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี อยู่ในตระกูลว่านหางจระเข้ มีชื่อตามภาษาท้องถิ่นมากมาย เช่น หอมไกล ดอกซ่อนชู้ ดอกลีลา ดอกเข่า เป็นต้น มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลางและใต้ ลักษณะของดอกสีขาว มีกลิ่นหอมมากโดยเฉพาะช่วงค่ำจนถึงก่อนรุ่งสาง มีหัวอยู่ใต้ดิน เป็นดอกไม้ที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้ เป็นพืชสมุนไพร มีสรรพคุณทางยา คนไทยในอดีตมักจะใช้มาประกอบในงานศพ เพราะในอดีตยังไม่มีการฉีดยาฟอร์มาลีนให้กับศพ จึงใช้กลิ่นของดอกซ่อนกลิ่นช่วยกลบกลิ่นศพ คนสมัยก่อนไม่นิยมปลูก แต่หลายประเทศมีการนำดอกซ่อนกลิ่นมาใช้ประโยชน์ เช่น คนจีนตากดอกให้แห้งเพื่อใช้ปรุงอาหาร เช่น ผัด ลวกทำสลัด ต้มจืด ชาวตะวันตกใช้ดอกซ่อนกลิ่นมาสกัดเอาน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้เป็นหัวน้ำหอมแบรนด์ดัง ส่วนในไต้หวันนำดอกตูมที่ยังไม่บานประกอบอาหาร ฤดูกาลที่มีการขายยอดอ่อนของดอกซ่อนกลิ่นประมาณเดือน ก.ค.-ต.ค. แต่มีผลผลิตตลอดทั้งปี ฤดูกาลต่างกันรสชาติจะต่างกัน ฤดูร้อนมีความกรุบกรอบ อ่อน และสด ส่วนช่วงฤดูหนาวยอดอ่อนดอกซ่อนกลิ่นจะเจริญเติบโตช้ากว่า ให้ความรู้สึกว่ามีเส้นใยมากกว่า
ยอดอ่อนดอกซ่อนกลิ่นที่เตรียมตัดขาย
ปัจจุบัน ภัตตาคารของโรงแรมฮั่นผิ่น เมืองฮัวเหลียนนิยมใช้ยอดอ่อนซ่อนกลิ่นประกอบอาหาร ปี 2020 เข้าร่วมการแข่งขันเมนูอาหารที่ใช้เนื้อสุกรท้องถิ่นก็มีการใช้ยอดอ่อนของดอกซ่อนกลิ่นปรุงอาหาร ได้รับรางวัลชนะเลิศและรางวัลที่ 2 หลินจื้อสง(林志雄) เชฟหลักของโรงแรมอธิบายว่า ยอดอ่อนดอกซ่อนกลิ่นเมื่อทานแล้วจะให้ความรู้สึกว่ามีกลิ่นหอมของดอกไม้อ่อน มีรสชาติใกล้เคียงกับหน่อไม้ฝรั่งหรือยอดอ่อนของคะน้า แต่ไม่มีรสขมเหมือนหน่อไม้ฝรั่ง ที่ผ่านมานั้นราคาแพง เมื่อนำมาปรุงอาหารจะใส่แค่ 2 ดอก เพื่อใช้ประดับ มีสีเขียวสด สวย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ และที่สำคัญยังไม่ไปกลบกลิ่นของอาหารหลักในจาน แม้จะขายในราคาสูงแต่เชฟก็ยังนิยมนำมาใช้
ยอดอ่อนดอกซ่อนกลิ่นผัด กรุบกรอบ อร่อย
หวงรุ่นอี้ เกษตรกรที่ปลูกดอกซ่อนกลิ่นบอกว่า ช่วงปี 1999 ก่อนและหลังเทศกาลตวนอู เขาได้เตรียมดอกซ่อนกลิ่นไว้จำนวนมากเพื่อนำไปขาย แต่ขายไม่ออก เขาฉุกคิดถึงคำพูดของ ศ.หวงต๋าสง(黃達雄) คณะสาขาพืชสวนมหาวิทยาลัยเจียอี้ ในครั้งที่ไปฝึกงานที่เคยบอกไว้ว่า ดอกซ่อนกลิ่นจริงๆแล้วนำมาประกอบอาหารในช่วงฤดูร้อนได้ ด้วยไอเดียนี้เอง ทำให้เขาจากเดิมเป็นเกษตรกรที่ปลูกดอกซ่อนกลิ่นขาย กลายเป็นเกษตรกรปลูกยอดดอกซ่อนกลิ่นขายเป็นผัก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม การเปลี่ยนไม้ดอกตัดขายมาเป็นผักก็ใช่ว่าง่ายเหมือนการเด็ดยอดอ่อนของดอกไปขายได้เลย ช่วงที่ทดลองเพาะปลูก เขาเจอปัญหาไม่น้อย โดยปกติดอกซ่อนกลิ่นที่ตัดเป็นไม้ดอกขายเพื่อเอาไว้ชมความงาม จะใช้ยาฆ่าแมลงปริมาณมากกว่าผักที่นำไปบริโภค การป้องกันหนอนแมลงจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญที่สุด ต้องปรับวิธีการปลูก ซึ่งเขาใช้เวลาทดลองนานถึง 3 ปี จึงประสบความสำเร็จ และที่ผ่านมาเคยมีคนขายกิโลกรัมละมากกว่า 2,800 เหรียญไต้หวัน มีเพียงภัตตาคารหรูเท่านั้นที่นำไปใช้ แต่ปัจจุบันเกษตรกรหลายแห่งเริ่มหันมาปลูก ทำให้ราคาเป็นมิตรที่ประชาชนเอื้อมถึง และเคยขายกิโลกรัมละ 50 เหรียญไต้หวันก็ยังมี แต่ตอนนี้ประมาณกิโลกรัมละ 200 เหรียญไต้หวัน
เกษตรกรปลูกสุ่ยเหลียนเขตเหม่ยหนง ร่วมโครงการอนุรักษ์นกอีแจว
เกษตรกรปลูกบัวป่า(野蓮)หรือสุ่ยเหลียน(水蓮)เขตเหม่ยหนงได้เข้าร่วมโครงการอนุรักษ์นกอีแจว เนื่องจากปริมาณของนกที่ลดลงไปมาก จากปัญหาเขตพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นที่อยู่อาศัยของนกลดลง การใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันนกจิกกินผลผลิต ทำให้หลายพื้นที่ในไต้หวันมีโครงการอนุรักษ์นกอีแจว เช่น แหล่งปลูกกระจับกวนเถียนของนครไถหนาน เป็นต้น ซึ่งในส่วนของแหล่งปลูกสุ่ยเหลียนบริเวณบึงเหม่ยหนง เดิมเกษตรกรก็ไม่ชื่นชอบนกอีแจว แต่ในปี 2017 มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งที่เกษียณอายุจากการสอนหนังสือ คือคุณหวงสูเหมย(黃淑玫)และคุณหลิวเซี่ยวเซิน(劉孝伸)ได้เช่าที่ที่เป็นเขตพื้นที่ชุ่มน้ำผืนหนึ่งเพื่อฟื้นฟูให้นกอีแจวมีสภาพแวดล้อมสำหรับสืบพันธุ์รุ่นต่อไป คุณหวงสูเหมยบอกว่า ใบของสุ่ยเหลียนมีขนาดเล็ก นกอีแจวสร้างรังค่อนข้างยาก แต่หนอนแมลงที่อาศัยอยู่ในบึงปลูกสุ่ยเหลียนเป็นแหล่งอาหารของนกอีแจว ช่วงแรกเกษตรกรมักจะมีอคติและไม่ต้อนรับนกอีแจว คิดว่านกส่วนใหญ่จะไปเหยียบย่ำใบสุ่ยเหลียนเสียหาย หลี่ห้วนเซิง(李煥生)หัวหน้าผลิตสุ่ยเหลียนกลุ่ม 18 บอกว่า ช่วงแรกที่เห็นคุณหวงสูเหมยและสามีเช่าพื้นที่ชุ่มน้ำปลูกกระจับอย่างเงียบๆ เพื่ออนุรักษ์นกอีแจว รู้สึกอึดอัดใจมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องช่วยนกป่า แต่เพื่อไขข้อข้องใจในนกอีแจว คุณหวังสูเหม่ยและสามี มักจะเชิญชวนเกษตรกรใกล้ๆ บึง ไปชมความงามของนกอีแจวด้วยกัน ใช้โอกาสนี้อธิบายความเป็นอยู่ นิสัยของนกอีแจว และยังชี้ว่า สุ่ยเหลียนที่นำมาบริโภคหลักๆแล้วคือส่วนของปลายไหลที่แตกรากเป็นกระจุกอ่อน แต่นกอีแจวไปหากินจะเหยียบอยู่บนใบบัว ไม่เพียงแต่ไม่ทำลายสุ่ยเหลียน แต่ยังช่วยกำจัดหนอนแมลงให้ด้วย
ดึงดูดนักชมนกไปชมนกอีแจวที่บึงปลูกสุ่ยเหลียน
เมื่อถึงปีที่ 2 ก็เริ่มมีเกษตรกรที่ปลูกสุ่ยเหลียนเห็นด้วยกับการอนุรักษ์นกอีแจว คุณหวงสูเหม่ยบอกด้วยความดีใจว่า เกษตรกรจำนวนมากหลังจากรู้จักนกอีแจวแล้ว เริ่มใช้ยาฆ่าแมลงในขอบเขตที่ปลอดภัย ยอมให้นกอีแจวไปหาอาหารในบึงมากขึ้น จนดึงดูดนักชมนกมากมายมาที่บึงปลูกสุ่ยเหลียน ขณะเดียวกันการพูดคุยกับเกษตรกรทำให้เริ่มมีความรักความอาทรต่อนกอีแจวมากขึ้น หลี่ห้วนเซิง(李煥生)บอกว่า นกอีแจวสวยจริงๆ เมื่อรู้จักแล้วเกิดความหลงใหลในความงามมาก ส่วนเกษตรกรหลี่จินโจว(李金洲) ที่มีพื้นที่ปลูกสุ่ยเหลียนเกือบ 40 แห่ง ก็เริ่มหลงใหลและชื่นชอบนกอีแจวเช่นกัน เห็นนกอยู่ในบึงของตน ดีใจมาก หลงใหลถึงขนาดที่อยากเห็นนกอีแจวทุกวัน
ลูกนกอีแจว 4 ตัวที่ฟักได้จากบึงของคุณหลี่จินโจว
ภายใต้ความร่วมมือของคุณหวงสูเหม่ยและสามี สมาคมนกป่านครเกาสง และเกษตรกรที่ปลูกสุ่ยเหลียนเขตเหม่ยหนง จากเดิมในปี 2017 มีนกอีแจวปรากฏในบึงเพียง 14 ตัว ปี 2022 เพิ่มขึ้นเป็น 32 ตัว จนในปี 2021 กองการเกษตรนครเกาสงผลักดันโครงการให้เงินอุดหนุนผู้ร่วมโครงการอนุรักษ์ระบบนิเวศสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสุ่ยเหลียนปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก เพื่อให้นกอีแจวมีที่หาอาหารที่ปลอดภัยขึ้น เกษตรกรเก็บตาข่ายกับดักนก เป็นการอยู่ร่วมกับนกอีแจว และในปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่นกอีแจวสร้างรังอยู่ที่บึงและฟักเป็นลูกนกได้อย่างราบรื่น หลี่จินโจว เกษตรกรที่ปลูกสุ่ยเหลียนดีใจมาก และยอมเสียสละไม่เก็บสุ่ยเหลียน เพราะถ้าเก็บเกี่ยวสุ่ยเหลียนก็ยากที่จะให้นกอีแจวสร้างรัง เขาบอกว่า หลังปลูกสุ่ยเหลียนเกิน 50 วันแล้ว นกอีแจวจึงจะสร้างรังบนใบบัวได้ง่าย หากนับต่อไปอีก 20 กว่าวัน ก็จะเป็นช่วงที่นกอีแจวฟักไข่ และเป็นช่วงเดียวกับการเก็บเกี่ยวสุ่ยเหลียน หากไม่เก็บเกี่ยวรอถึงช่วงที่พ่อนกเลี้ยงลูก สุ่ยเหลียนก็จะแก่ขายไม่ได้ราคา แต่ถ้าย้ายรังก็อาจจะทำให้นกอีแจวทิ้งรัง หลังจากคุณหลี่จินโจวปรึกษาหารือกับคุณหวงสูเหมยแล้ว ตัดสินใจทำเป็นบึงทดลอง ให้นกอีแจวอยู่ร่วมกับสุ่ยเหลียน ใช้เชือกพลาสติกสีน้ำเงินล้อมบึงที่ปลูกสุ่ยเหลียนให้นกอีแจวฟักไข่ หยุดเก็บเกี่ยวสุ่ยเหลียนบริเวณที่ล้อมไว้ชั่วคราว จนนกอีแจวฟักไข่เป็นลูกนกได้อย่างปลอดภัยถึง 4 ตัว ซึ่งพื้นที่ที่ล้อมไว้คาดว่าสูญเสียรายได้จากการหยุดเก็บเกี่ยวประมาณ 50,000 เหรียญไต้หวัน
สุ่ยเหลียนจากบึงของคุณหลี่จินโจว
หลี่จินโจว เจ้าของบึงปลูกสุ่ยเหลียนแบ่งปันประสบการณ์ด้วยความดีใจว่า การร่วมโครงการอนุรักษ์นกอีแจวครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของนกได้มากขึ้น เห็นลูกนกหลังฟักเป็นตัว 7 วันแล้ว ก็ว่ายน้ำตามพ่อนกได้ระยะทาง 60 เมตร แม้นกอีแจวตกใจง่าย แต่คนงานเก็บเกี่ยวสุ่ยเหลียนอยู่ห่างพอเหมาะ ก็ยังคงเก็บเกี่ยวสุ่ยเหลียนบริเวณอื่นได้ การทดลองในความร่วมมือระหว่างคุณหวงสูเหมยกับเกษตรกรหลี่จินโจว สร้างแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันระหว่างเกษตรกรที่ปลูกสุ่ยเหลียนกับนกอีแจว ความกระตือรือร้นในการเสียสละเพื่ออนุรักษ์นกอีแจวของคุณหลี่ห้วนเซิงและหลี่จินโจว สมาคมนกนครเกาสงยังได้มอบรางวัลเกียรติยศให้กับทั้งสอง อย่างไรก็ตาม หลี่จินโจวคิดว่า การที่จะเสียสละเหมือนตัวเอง ไม่เก็บเกี่ยวสุ่ยเหลียน เพื่อให้นกอีแจวทำรังถือว่าเป็นการเสียสละที่เยอะเกินไป การที่จะทำให้เกษตรกรคนอื่นทำตามมีความยาก นอกเสียจากมีการให้เงินอุดหนุนที่เพิ่มมากขึ้น และยังต้องปรับปรับข้อกำหนดต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรที่ปลูกสุ่ยเหลียนด้วย
"บวบ" ผักพื้นบ้านที่นิยมรับประทานในช่วงหน้าร้อน
บวบ ภาษาฮกเกี้ยนเรียกว่า “ไช่กวา菜瓜” ส่วนภาษาจีนกลางเรียกว่า “ซือกวา絲瓜”เป็นผักตระกูลแตง ชอบอากาศอบอุ่น ในไต้หวันพื้นที่ปลูกบวบส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคกลางและภาคใต้ รวมทั้งในหมู่เกาะเผิงหู บวบเจริญเติบโตดีในอุณหภูมิมากกว่า 25 องศาเซลเซียส มีแสงแดดเพียงพอ ช่วงที่ออกดอกไม่ต้องการปริมาณน้ำฝนเยอะ บวบนำมาปรุงเป็นอาหารหลากหลายเมนู ทำเป็นผักจิ้ม ผลอ่อนและยอดอ่อนทานกับสารพัดน้ำพริก นำมาผัดไข่ ผัดใส่กุ้ง หรือใส่เนื้อก็ได้ ในไต้หวันส่วนใหญ่จะปลูกบวบกลมและบวบเหลี่ยม โดยในเกาะไต้หวันนิยมปลูกบวบกลม ส่วนบวบเหลี่ยมจะปลูกมากในหมู่เกาะเผิงหู และปัจจุบันยังมีบวบอีกชนิดหนึ่ง รูปร่างหน้าตาค่อนข้างกลมสั้นเรียกว่า “บวบแอปเปิล蘋果絲瓜” เป็นบวบสายพันธุ์หนึ่งของบวบกลม ไม่ใช่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างบวบกับแอปเปิล แต่เนื่องจากรูปร่างค่อนข้างกลมสั้นคล้ายผลแอปเปิล เนื้อแน่นกว่า ราคาแพงกว่า นำไปปรุงอาหารจะมีน้ำน้อยกว่า รสหวานกรอบมากกว่าบวบชนิดอื่น
บวบแอปเปิล รูปทรงกลมสั้น เนื้อแน่น หวาน กรอบ อร่อย
มีคำถามว่า ทำไมบวบเหลี่ยมจึงปลูกมากในหมู่เกาะเผิงหู หวังจวี้นเหนิง(王俊能) ผู้ช่วยวิจัยสาขาเผิงหูอธิบายว่า ดินของเกาะเผิงหูมีค่า pH 7-8 ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยไม่ถึง 1,000 ซม.ต่อปี ทำให้ปลูกบวบเหลี่ยมที่นี่จะเจริญเติบโตดีกว่า ร้านอาหารหรือคนในท้องถิ่นล้วนชอบทานบวบเหลี่ยมเพราะให้ความรู้สึกกรอบกว่า หวานกว่า มีบางคนนำมาทำเป็นผักสลัด เกษตรกรปลูกเองขายเอง ราคาขายอย่างน้อย 100 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม ขายดี ไม่เหลือส่งขายยังเกาะไต้หวัน การปลูกบวบให้มีคุณภาพดี เกษตรกรจะทำค้างให้บวบเลื้อยพัน สะดวกในการเก็บผล ให้ใบบวบได้รับแสงแดดเพียงพอ ผลบวบตรงกว่า ขายได้ราคาดีกว่า อย่างไรก็ตาม ที่เกาะเผิงหู เวลาปลูกบวบจะไม่นิยมทำค้าง เพราะลมแรง พัดค้างเสียหายง่าย แม้ผลบวบคดงอง่าย แต่ไม่ส่งผลต่อรสชาติ มีเกษตรกรบางคนให้เถาบวบเลื้อยตามผนังหรือผาหิน ไม่ต้องกังวลเรื่องลมแรง ผลบวบที่ปลูกได้จะสวยและตรงกว่า
บวบเหลี่ยมนิยมปลูกที่เผิงหู
บวบเป็นพืชที่ชอบแสงแดดเพียงพอ แต่ถ้าปลูกในช่วงหน้าร้อนจะไม่ค่อยออกดอก เพราะต้องการแสงแดดส่องระยะสั้นจึงจะออกดอก แต่หน้าร้อนของไต้หวันแสงแดดส่องยาวนาน กลับทำให้บวบไม่ออกดอก จึงมักปลูกบวบในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจนถึงช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิของปีถัดไป ช่วงออกดอกเร็วที่สุดใช้เวลา 40 วัน ตั้งแต่ปลูกจนถึงเวลาเก็บเกี่ยวใช้เวลา 2-3 เดือน บวบเป็นพืชที่มีส่วนประกอบของน้ำมากถึง 95% นอกจากนำผลมารับประทานแล้ว น้ำบวบยังเป็นที่นิยมของผู้บริโภค หากต้องการทำน้ำบวบจะต้องไม่เก็บเกี่ยวผลบวบ มักจะเก็บน้ำบวบในช่วงเย็น ด้วยการตัดเถาบวบให้ขาด จากนั้นเอาภาชนะไปรองรับน้ำ น้ำบวบที่เก็บได้จะมีสารเจือปนค่อนข้างสูง จึงต้องวางทิ้งไว้ให้เกิดการหมักนานกว่าครึ่งปี สุดท้ายต้องผ่านการกรองและตรวจสอบคุณภาพจึงจะใช้เป็นน้ำบวบได้ น้ำบวบไม่มีสี ไม่มีรสชาติ แต่มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรตจำนวนมาก มีวิตามินและเกลือแร่มากมาย รวมทั้งมีน้ำปริมาณมาก หากนำมาทาที่ผิวหนังจะให้ความชุ่มชื้น ไม่ว่าจะทำเป็นผลิตภัณฑ์ทาผิวโดยตรง หรือเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง ล้วนเป็นตัวช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังได้
บวบปลูกที่เผิงหูไม่นิยมทำค้าง แต่ให้เถาเลื้อยพันไปตามผนังหิน
สำหรับเทคนิคเลือกซื้อบวบประกอบด้วย ไม่นิ่มเกินไป ไม่เหี่ยวเกินไป ไม่เหลืองเกินไป ไม่มีบาดแผล หากเจอบวบที่มีผิวเหี่ยวย่น เนื้อไม่แน่น สีผิวออกจะเหลือง อาจเป็นบวบที่วางไว้นานเกินไป เวลาบริโภคจะมีรสขม ปรุงอาหารจะเละง่าย และผลบวบที่มีเนื้อบุ๋มลงไปหรือมีน้ำสีเหลืองไหลออกมา หรือถูกหนอนแมลงไช ไม่ควรซื้อมารับประทาน หากซื้อมาแล้วยังไม่รับประทานทันที ควรใช้กระดาษห่อเก็บไว้ในช่องเย็นธรรมดา แต่ไม่ควรเก็บนานเกินไปจนมีสีผิวคล้ำ ยังทำให้รสชาติเปลี่ยนไปด้วย
ยำบวบสไตล์ไต้หวัน
ความสำเร็จจากการปลูกเมลอนสายพันธุ์ญี่ปุ่นของคุณเฉินสุ่ยเหลียง
เมลอนสายพันธุ์ญี่ปุ่นเป็นพืชตระกูลแตง มีหลายสายพันธุ์ กลิ่นหอม รสหวาน ฉ่ำอร่อย มีคุณภาพสูง ราคาสูง ผิวเปลือกมีลายตาข่ายสวยงาม แต่ยังมีสายพันธุ์ผิวเปลือกเรียบ เมื่อ 40-50 ปีก่อน ไต้หวันไม่มีคนปลูกเมลอนแบบนี้ คุณตาเฉินสุ่ยเหลียง(陳水良)เริ่มคิดปลูกเมลอนตอนอายุ 30 ปี พยายามค้นหาข้อมูลทั่วสารทิศ ต่อมาได้ข่าวว่ามีนักวิชาการเสินไจ้ฟา(沈再發) เรียนจบจากประเทศญี่ปุ่น วิจัยเรื่องการปลูกเมลอนโดยเฉพาะ จึงเดินทางไปสอบถามหาความรู้ และการปลูกเมลอนในสมัยก่อนต้องปลูกในโรงเรือนที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ปริมาณน้ำ ความชื้น และการใส่ปุ๋ยที่พอเหมาะ โรงเรือนล้วนต้องนำเข้ามาจากญี่ปุ่น มีราคาสูงมาก แต่ไม่ละทิ้งความพยายาม ทำนาไปเก็บออมไป ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอดต่อเนื่อง ในที่สุดตอนอายุ 50 ปีก็เก็บออมได้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อนำมาปลูกเมลอน
โรงเรือนปลูกแตงเมลอน อากาศถ่ายเทดี
นักวิชาการเสิ่นไจ้ฟาได้เตือนสติคุณตาเฉินว่า แม้จะเตรียมตัวทุกอย่างแล้ว แต่การก้าวข้ามอุปสรรคที่มีมาตรฐานการปลูกสูง ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากมากๆ นักวิชาการเสิ่นยังบอกอีกว่า หากปลูกเมลอนลายตาข่ายสำเร็จภายใน 5 ปี ก็จะเป็นผู้เชี่ยวชาญปลูกเมลอนคนแรกของไต้หวันได้ คำพูดนี้ได้สร้างแรงกดดันมาก เป็นคำพูดที่ใช้ตัดสินใจเป็นเวลานานว่าจะปลูกเมลอนหรือไม่ พอถึงอายุ 50 ปี ท่านก็คิดอีกว่า หากปลูกสำเร็จก็คงอายุ 55 ปีแล้ว ถ้าหากอายุ 50 ปียังไม่เริ่มต้นปลูก เมื่อถึงอายุ 55 ปีแล้วค่อยปลูก ก็คงเหมือนเดิมคือเริ่มจาก 0 เพราะฉะนั้นการใช้เวลา 5 ปีในการปลูกให้สำเร็จก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ ดร.เสิ่นไจ้ฟาพูดนั้นเป็นความจริง ไม่ได้ตัดรอนความฝันของตัวเอง อีกทั้งยังขอบคุณที่ให้คำแนะนำ บอกทิศทางที่ถูกต้อง จนสามารถยืนหยัด ตามล่าความฝันที่ได้ทุ่มเททั้งกำลังทรัพย์ กำลังกาย และกำลังใจเป็นเวลา 7 ปี
คุณเฉินสุ่ยเหลียง นอกจากปลูกแตงเมลอนแล้ว ยังปลูกฟักทองเกาลัดคุณภาพดีด้วย
หลายคนบอกว่าต้องปลูกแตงในพื้นที่ดินร่วนปนทรายจึงเจริญเติบโตดี คุณตาเฉินบอกว่า คงไม่มีใครโง่เขลาแบบตัวเองที่ปลูกบนเขาที่มีความสูง 500 เมตร แต่ว่าหลังผ่านการทดลองปลูกและมีประสบการณ์แล้ว แตงที่ปลูกได้มีความสวยงามไม่แพ้เช่นกัน ปลูกตามคำแนะนำของนักวิชาการทุกอย่าง ก่อนเก็บเกี่ยว 20 วันต้องจำกัดปริมาณน้ำที่รด แต่เมื่อทำตามแล้วปรากฏว่าแตงเมลอนเฉาตายเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งวันหนึ่ง แตงใกล้สุก มีพายุไต้ฝุ่นพัดเข้ามาพอดี คุณตาคิดในใจว่า ต้องแย่แน่นอน เมลอนคงจะเน่าหมด แต่เมื่อเข้าไปดูที่สวนปรากฏว่าแตงทุกลูกยังดีและสวยงามกว่าเดิมด้วย ในที่สุดจึงรู้ว่าที่มันสวยเพราะแตงได้รับน้ำเพียงพอ แม้ปัจจุบันคุณตาเฉินสุ่ยเหลียงอายุเกิน 70 แล้ว แต่ยังคงเข้าสวนตรวจตรา ทำงานในสวนทุกวัน เด็ดแตงและเถาที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เหลือเพียง 1 เถาต่อ 1 ต้น เพื่อให้แตงได้รับสารอาหารเต็มที่ แตงเมลอนลายตาข่ายที่ขายเฉลี่ยลูกละอย่างน้อย 1,000 เหรียญไต้หวัน แม้ราคาแพง แต่ขายดิบขายดี เพราะเป็นแตงมีคุณภาพที่ได้รับการดูแลอย่างดี ใช้ปุ๋ยออร์แกนิค 100%
ฟักทองนอกจากนำมาปรุงอาหารแล้ว ยังสร้างสรรค์มูลค่าได้ด้วย
ปีนี้คุณตาอายุ 74 ปีแล้ว เคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นด้านการเพาะปลูกจากคณะกรรมการการเกษต ท่านมีที่ดินผืนหนึ่งอยู่ที่เขตซินเซ่อของนครไทจง ปลูกเมลอนลายตาข่ายสายพันธุ์ญี่ปุ่นเป็นหลัก รองลงมาคือกะหล่ำปลี ฟักทอง เสาวรส แตงกวาเล็กและกระเจี๊ยบเขียว ท่านเป็นคนที่ชอบอยู่ใกล้ชิดกับดิน ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรืออยู่ในสวนจะเดินเท้าเปล่า เพื่อสัมผัสความชื้น ความนุ่ม รวมทั้งอุณหภูมิของดิน ดังนั้นคุณตาจึงได้รับฉายา “คุณตาตีนเปล่า” ส่วนในเรื่องการขายผลิตภัณฑ์ใช้วิธีปลูกเองขายเอง ปัจจุบันขายทางอินเตอร์เน็ตและส่งไปที่บ้าน คุณตาให้คำแนะเกษตรกรรุ่นใหม่ 3 ประการ โดยประการแรก ต้องดูแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคปัจจุบัน ประการที่ 2 ควรเลือกผลผลิตที่สร้างมูลค่า เพราะผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร นอกจากใช้เป็นวัตถุดิบปรุงอาหารแล้ว ยังสามารถสร้างสรรค์มูลค่าอื่นได้ อย่างเช่น การแกะสลักตัวหนังสือหรือภาพลงบนฟักทองเพื่อเป็นผลงานด้านศิลปะ หรือทำกิจกรรมทางศาสนา ประการที่ 3 หากลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ไต้หวันส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายเล็กและมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถปลูกปริมาณมากๆ ต้องดูแลผลิตผลให้มีคุณภาพ คุณตาบอกด้วยว่า ตนเองไม่ใช่ผู้โชคดีนัก ผ่านความลำบากมามาก บางครั้งเชื่อคนมากไปจนถูกหลอก แต่ไม่โทษชะตากรรม ชาตินี้ประกอบอาชีพเกษตรกร แต่หลังศึกษาหาเรียนรู้และประสบความสำเร็จแล้ว กลับเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ท่านพูดปนหัวเราะว่า “เกิดชาติหน้า ก็ขอเป็นเกษตรกรอีก ขอให้สิ่งที่เรียน สิ่งที่รู้ในชาตินี้ ส่งต่อไปใช้ในชาติหน้าได้อีก”
คุณตาเฉินสุ่ยเหลียงชอบเดินเท้าเปล่าเพื่อสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
คลิกฟังรายการที่นี่
ปลาบินหรือปลานกกระจอก(飛魚-เฟยอวี๋) ถือเป็นปลาของขวัญที่กระแสน้ำญี่ปุ่นมอบให้กับไต้หวัน เมื่อถึงช่วงอากาศอบอุ่น ทะเลบริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวันจะเห็นปรากฏการณ์ที่ปลาบินโฉบอยู่เหนือน้ำ ในทุกปีที่ปลาบินแหวกว่ายน้ำมายังแถบทะเลของไต้หวัน และดูเหมือนมันกำลังบินอยู่เหนือน้ำทะเลอย่างโรแมนติก แต่ในความเป็นจริง ปลาบินเหล่านี้บินไม่เป็น แต่มันใช้ครีบอก ครีบท้องร่อนอยู่บนน้ำทะเล วัตถุประสงค์เพื่อหลบหลีกศัตรูที่คอยตามล่า และทุกครั้งที่ร่อนหรือเหินไปในอากาศเหนือน้ำทะเลถือเป็นช่วงเวลาวิกฤตของชีวิต ดั่งสำนวนจีนที่กล่าวว่า “狗急會跳牆” ก็คือเวลาที่สุนัขเจอภาวะวิกฤตมันสามารถกระโดดข้ามกำแพง ถ้าเป็นภาษิตไทยก็คือ “หมาจนตรอกหรือสุนัขจนตรอก” นั่นเอง คือฮึดสู้อย่างสุดชีวิตเพราะไม่มีทางสู้ เช่นเดียวกันปลาบินเมื่อเจอศัตรูมันจะหนีด้วยการร่อนอยู่บนน้ำเหมือนกับกำลังบิน และศัตรูที่ตามล่าปลาบินได้แก่ ปลาอีโต้มอญ ปลาทูน่า ปลากระโทง เป็นต้น
ปลาบินสายพันธุ์ยูนิคัลเลอร์
ปลาบินจะกระจัดกระจายอยู่ในเขตร้อนและกึ่งร้อนของทะเลทั่วโลก จากการบันทึกในปัจจุบันมีทั้งหมด 81 ชนิด จำนวนนี้มีประมาณ 26 ชนิดที่เคยปรากฏอยู่ในน่านน้ำของไต้หวัน แต่หลักๆ จับได้ในไต้หวันแล้วมีอยู่ 3 ชนิด คือปลาบินขอบ ปลาบินปีกเหลือง ปลาบินยูนิคคัลเลอร์ ในทุกปีประมาณเดือน เม.ย.-ก.ค.ถือเป็นฤดูกาลของปลาบินในไต้หวัน พื้นที่ที่จับได้ปลาบินจะกระจัดกระจายอยู่ในเขตเหิงชุน และเกาะหลานอวี่ เป็นปลาที่มีเนื้อละเอียด เนื้อแน่น รสชาติอร่อย ร้านอาหารหรือภัตตาคารส่วนใหญ่รับซื้อปลาบินจากเรือประมงโดยตรง ในท้องตลาดจึงเห็นปลาชนิดนี้ขายได้น้อยมาก ส่วนไข่ปลาบินยังถือเป็นอาหารอันโอชะสำหรับนักชิม ตามภัตตาคารหรือร้านอาหารนิยมนำไข่ปลาบินมาประกอบอาหาร นิยมนำมาอัดในกุนเชียง ไข่ปลาในกุนเชียงเวลาเคี้ยวจะมีกลิ่นหอม กรุบๆ เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค หรือนำมาเป็นซูชิ ห่อสาหร่าย ทอดไข่ก็ได้
ปลาบินที่จับได้ในเขตเหิงชุน
ปลาบินยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนเกาะหลานอวี่มากมาย ชนพื้นเมืองเผ่าต๋าอู้หรือยามิของไต้หวันจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปลาบิน ชาวต๋าอู้จะใช้วงจรชีวิตของปลาบินแบ่งสภาพภูมิอากาศและการดำเนินชีวิต ในทุกปีประมาณเดือนก.พ. มี.ค. ชุมชนใต้สุดของเกาะหลานอวี่จะทำพิธีบวงสรวงการจับปลาบิน จากนั้นชุมชนอื่นก็จะทำพิธีตามมา ปลาบินขอบ ปลาบินปีกเหลือง รวมทั้งปลาบินยูนิคัลเลอร์ เป็นสายพันธุ์ปลาบินที่จับได้ในเกาะหลานอวี่ ปลาบินต่างชนิดจะนำมาปรุงอาหารต่างกัน กลุ่มคนที่รับประทานปลาบินก็ไม่เหมือนกัน อย่างปลาบินขอบเหมาะกับทุกเพศทุกวัย แต่ห้ามนำมาปิ้งย่าง ส่วนปลาบินปีกเหลืองจะไม่นิยมนำมาตากแห้ง ส่วนใหญ่จะทานสด นำมาต้ม ทอด การที่ปลาบินสายพันธุ์ต่างกัน นำมารับประทานต่างกันเพราะเกี่ยวเนื่องกับตำนานเรื่องเล่าของชนเผ่าที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณนั่นเอง
ไข่ปลาบินเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค
เหยียนหมิงสง(顏明雄)สมาชิกมูลนิธิวัฒนธรรมชุมชนหลานอวี่บอกว่า ประมาณเดือนพ.ค. มิ.ย. จะมีพิธีเซ่นไหว้การเก็บรักษาปลาบิน และหยุดทำการจับปลาบิน ทางมูลนิธิจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะหยุดจับปลาบินเมื่อไหร่ แต่ว่าชนพื้นเมืองยังคงบริโภคปลาบินที่จับได้ก่อนหน้านี้และนำมาตากเป็นปลาแห้ง ประมาณกลางเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติ จะมีชุมชนหงโถวจัดพิธีสิ้นสุดการรับประทานปลาบิน และเป็นการบ่งบอกว่าฤดูกาลปลาบินสิ้นสุดแล้วด้วย ส่วนชนพื้นเมืองดั้งเดิมจะนำปลาบินที่บริโภคไม่หมด แขวนไว้บนกิ่งไม้นอกบ้านเพื่อให้สุนัขหรือหมูกิน และจะไม่ทิ้งปลาบินโดยพลการ
ปลาบินตากแห้ง
ที่หมู่บ้านสือกวงเจี้ยน ตำบลเจียตง เมืองผิงตง สถานที่ที่ได้รับฉายา “ถิ่นกำเนิดแตงโมของไต้หวัน” เนื่องจากที่นี่มีการปลูกต้นกล้าแตงโมที่ผ่านการต่อกิ่งปริมาณมากที่สุด และยังกำเนิดลูกหลานแตงโมมากมาย หนึ่งในจำนวนนี้ก็คือ หวังเจียเจิ้ง (王家正) บรรพบุรุษเริ่มปลูกแตงโมตั้งแต่ยุคญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ตั้งแต่เด็กใช้ชีวิตอยู่ในสวนแตงโมมากกว่าที่บ้าน การปลูกแตงโมของไต้หวันมีความพิเศษกว่าการปลูกพืชผลอื่นๆ คนปลูกเปรียบเสมือนชนเผ่าเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน เดือนนี้ปลูกอยู่ในจังหวัด A เดือนถัดไปปลูกในจังหวัด B สมัยก่อนเปลี่ยนที่ปลูกเพราะเมื่อปลูกถึงปีที่ 2 แล้ว คุณภาพด้อยลง ต่อมามีการพัฒนาสายพันธุ์แตงโม และปลูกด้วยการต่อกิ่ง ไม่ต้องเปลี่ยนที่ปลูก แต่ความต้องการบริโภคมีทั้งปี แตงโมโตเร็ว ปลูก 2-3 เดือนก็เก็บเกี่ยวได้ เพื่อปรับฤดูกาลปลูกให้มีผลผลิตส่งขายตลาดตลอดปี เกษตรกรก็ยังคงเปลี่ยนที่ปลูกต่อไป
ที่หมู่บ้านสือกวงเจี้ยน ต.เจียตง เมืองผิงตง สถานที่ที่ได้รับฉายา “ถิ่นกำเนิดแตงโมของไต้หวัน”
หวังเจียเจิ้งเล่าว่า ตั้งแต่เด็กช่วงปิดเทอมต้องช่วยคนในบ้านปลูกแตงโม ที่ผ่านมา เครื่องจักรการทำเกษตรไม่ก้าวหน้า รดน้ำ เก็บเกี่ยวต้องใช้คนแบกหาม แค่พื้นที่ปลูกแตงโม 1,000-2,000 ลูก ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีงานทำล้นมือ หลังพัฒนาสายพันธุ์แตงโมยักษ์แล้ว พื้นที่ปลูกและปริมาณที่ปลูกเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีการใช้เครื่องจักรทันสมัย ธุรกิจปลูกแตงโมค่อยๆ เริ่มสุกงอม สำหรับพื้นที่ปลูกแตงโมของตระกูลหวังนอกจากอยู่ในเมืองผิงตงแล้ว ที่ตำบลซีหลัว เมืองหยุนหลิน ตำบลซ่านฮั่ว นครไถหนาน ตำบลซานซิง เมืองอี๋หลาน รวมทั้งตำบลโซ่วฟง ตำบลฟ่งหลินและอวี้หลี่ เมืองฮัวเหลียน ล้วนมีการร่วมมือกับเกษตรกรที่ไว้วางใจ เกษตรกรเป็นผู้ปลูก ส่วนหวังเจียเจิ้งเป็นผู้รับผิดชอบเก็บเกี่ยวและนำไปขาย ทำอย่างนี้ผ่านมาหลาย 10 ปี
หวังเจียเจิ้งร่วมมือกับเกษตรปลูกแตงโม
การหาพื้นที่ปลูกแตงโมก็หายากราวกับหาขุมทรัพย์ หวังเจียเจิ้งจะขับรถตระเวนหาที่ปลูก เริ่มจากพื้นที่ริมแม่น้ำ เพราะดินเป็นทรายสีดำเหมาะกับการปลูกมากที่สุด อย่างเช่น เขตริมแม่น้ำเกาผิง แม่น้ำหลานหยาง ฯลฯ แต่เมื่อตัดสินใจปลูกแล้วก็ต้องหาพื้นที่ทำงาน ที่พัก คำนวณปริมาณการปลูก เพราะต้องตั้งหลักอยู่ระยะหนึ่ง เขาเล่าเหตุการณ์ช่วงเด็กที่ปลูกแตงโมริมฝั่งแม่น้ำหลานหยางกับคุณพ่อที่มีความลำบากมาก ไม่มีไฟฟ้า อาศัยแสงสว่างจากเทียน ครั้งหนึ่งในช่วงฤดูร้อนเกิดพายุไต้ฝุ่น น้ำหลากไหลเชี่ยวกราก ต้องรีบหนีเอาชีวิตรอด หลังผ่านความท้าทายหลายปี เริ่มเรียนรู้เทคนิคการพยากรณ์อากาศ เขาพูดอย่างภูมิใจว่า น่าจะมีความชำนาญไม่แพ้กรมอุตุนิยมวิทยา
หวังเจียเจิ้ง ผ่าชิมแตงโมเพื่อตรวจสอบคุณภาพ
เมื่ออายุ 30 ปี เขาเริ่มทำธุรกิจขายแตงโม เนื่องจากสมัยก่อนเกษตรกรปลูกแตงโมอยู่ในกำมือของพ่อค้าคนกลาง มักถูกรัดเอารัดเอาเปรียบ เขาเริ่มวางแผงขายแตงโมอยู่ริมถนน ต่อมามีการร่วมมือกับเกษตรกรแตงโมที่ต่างๆ กลางเดือน พ.ค.ถือเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวแตงโมของเมืองฮัวเหลียน เขาต้องขับรถไปตรวจงานและรับซื้อแตงโม เขาบอกว่า ตั้งแต่อายุ 12 ปีก็ไปปลูกแตงโมกับพ่อที่เมืองฮัวเหลียนแล้ว เมื่อ 50 ปีก่อน คนปลูกแตงโมไม่ใช่เป็นคนฮัวเหลียน 70-80 % เป็นคนที่มาจากเมืองผิงตง หลังจากคนฮัวเหลียนเรียนรู้เทคนิคการปลูกแล้ว ธุรกิจการปลูกจึงค่อยๆอยู่ในมือของคนฮัวเหลียน คนปลูกส่วนใหญ่เป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็ก การรับซื้อแตงโมจึงถือเป็นการร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย รับผลประโยชน์ด้วยกัน และพบกันช่วงเก็บเกี่ยวทุกๆปี การเก็บเกี่ยวแตงโมเมืองฮัวเหลียนแบ่งเป็นช่วงเดือน พ.ค.และ ส.ค. ทั้งสองเดือนนี้ เขาต้องไปตระเวนตรวจแตงโม ระหว่างทางมีเกษตรกรทักทาย ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน และหวังเจียเจิ้งจะคุ้นเคยกับการพกมีดแตงโมไว้กับข้างกาย เพื่อผ่าชิม ตรวจคุณภาพของแตงโม แม้ฤดูกาลสั้น แต่แตงโมหนึ่งผลขายได้หลายร้อยเหรียญไต้หวัน เก็บเกี่ยวปีละหลายครั้ง สร้างรายได้ดี ดีกว่าปลูกสับปะรด แต่เขายอมรับว่าคนขายแตงโม 100 คนมีเพียง 1 คนที่ทำกำไร ที่เหลือต้องขาดทุน จะมากหรือน้อย เพราะพื้นที่ปลูกกว้าง รายจ่ายสูง เพียงแค่ซื้อยาฆ่าแมลงแต่ละปีมากกว่า 20 ล้านเหรียญไต้หวัน บางครั้งราคาขายไม่เสถียร หากการขายแตงโม 1 คันรถช้าไปเพียงแค่ 3 วัน รายรับอาจจะขาดไปแสนกว่า เขาเคยเจอสถานการณ์ย่ำแย่ที่สุดคือ ภายใน 1 วันทั้งบ้านไม่มีรายได้เลย เหตุการณ์นี้จำได้แม่นยำ เกิดขึ้นที่นครไถจง พื้นที่ปลูกแตงโมประสบภัยน้ำหลากจากฝนตกหนักถูกน้ำพัดพาไปหมด เขารีบโดยเครื่องบินจากไถตงไปที่นครไถจง แต่ทำอะไรไม่ได้ เงินก็จ่ายให้กับเกษตรกรแล้วเกือบ 40 ล้าน เงินในบัญชีไม่เหลือเลย หลังจากนั้นนำบ้านไปค้ำประกันกู้เงิน และหยิบยืมจากเพื่อน โชคดีในเวลาต่อมา กอบกู้ธุรกิจกลับมาได้
ธุรกิจปลูกแตงโมต้องบริหารให้มีสินค้าตลอดปี
หวังเจียเจิ้งบอกว่า การทำธุรกิจขายแตงโมมีแรงกดดันสูง ต้องบริหารการเก็บเกี่ยว ต้องประทับตราการันตีคุณภาพ ต้องนำแตงโมไปขาย ต้องให้เงินสดกับเกษตรกรและคนงาน แต่เมื่อนำไปขายจะต้องผ่านไปช่วงหนึ่งจึงจะได้รับเงินโอนเข้ามา หากบริหารผิดพลาดก็จะได้รับบทเรียนที่ขมขื่น ต้องบริหารไม่ให้สินค้าขาดตอนตลอดทั้งปี ปริมาณสินค้าต้องเสถียร ต้องหาช่องทางการจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายผลไม้ปั่น หรือขายให้กับรัฐบาลท้องถิ่นที่กิจกรรม รวมทั้งการจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลตวนอู่ที่หน้าทำเนียบประธานาธิบดี ล้วนเป็นแตงโมของเขา ขายแตงโมมาเกือบชาติหนึ่ง และได้รับฉายา “ราชาแตงโม” แต่เขาพูดถ่อมตัวว่า ตัวเองต้องทำธุรกิจแตงโมเนื่องจากชีวิตไม่ดี แม้รายได้ดี แต่งานหนัก จุกจิก และเหนื่อยมาก ภรรยามักจะบอกให้เกษียณงาน กลับไปอยู่บ้าน แต่เขาบอกว่า เห็นเกษตรกรในสวนแตงโม เกิดความลังเลใจ เพราะถ้าเลิกทำ เกษตรกรที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขหรือแม้แต่คนงานอีกจำนวนมาก คงต้องตกงานหลายคนแน่นอน
คลิกฟังรายการที่นี่
ทีมงานที่เก็บเกี่ยวผลแตงโมในไต้หวันถือเป็นมืออาชีพเลยทีเดียว และจะวิ่งรอกรับจ้างเก็บผลทั่วไต้หวัน ขอเพียงรู้ว่าที่ไหนสุกที่ต้องเก็บเกี่ยวก็จะไปที่นั่น เหมือนชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ ยกตัวอย่าง ทีมงานเก็บแตงโมในพื้นที่ราบริมแม่น้ำซิ่วกูหลวน เมืองฮัวเหลียน ตั้งแต่หัวรุ่งประมาณ 6 โมงเช้า จะมีผู้เชี่ยวชาญหรือซือฟู่(師傅)เลือกแตงโมเกรดดีแล้วทำการประทับตรา ซึ่งผู้ประทับตราก็เปรียบเสมือนหัวรถจักรของการเก็บเกี่ยวแตงโม หวังจิ้นอี้(王進議) ผู้ทำหน้าที่ประทับตราแตงโมบอกว่า ก่อนประทับตราต้องดูรูปลักษณ์ของแตงโมที่มีครบ 5 ประการ ได้แก่ ผลใหญ่พอ รูปลักษณ์สวย อย่างน้อยต้องมีน้ำหนัก 15 กิโลกรัมขึ้นไปเป็นประการแรก ส่วนประการที่ 2 สีของเปลือกแตงโมต้องเขียวสด ประการที่ 3 ลายเส้นของผลแตงโมจะต้องชัดเจนที่บ่งชี้ว่าได้รับน้ำและปุ๋ยเต็มที่จึงจะมีรสหวาน ประการที่ 4 เมื่อใช้ฝ่ามือเคาะแตงโมเพื่อดูความสุก ส่วนประการที่ 5 สะดือแตงโมยิ่งกว้างแสดงว่ายิ่งสุก ซึ่งการบรรยายดูเหมือนจะง่าย แต่ปฏิบัติจริงไม่ใช่ง่าย ต้องเรียนรู้อย่างน้อย 2-3 ปี จึงจะเริ่มชำนาญ การเห็นเขาเดินไปเดินมาเพื่อคัดสรรแตงโม ดูเหมือนจะง่าย แต่ต้องบอกว่าเขาทำมานานเกือบ 30 ปีแล้ว ต้องเดินคัดแตงโมอย่างน้อย 1 แสนก้าวต่อวัน
ซือฟู่ผ้ประทับตราการันตีความอร่อยของแตงโม
เดือนพ.ค.ถือเป็นฤดูกาลแตงโมของเมืองฮัวเหลียน เพียงแค่ 1 เดือน เถ้าแก่ปลูกแตงโมจะต้องจ่ายเงินเดือนให้กับไซฮู 2 คนรวมกันประมาณ 300,000 เหรียญไต้หวัน เงินก้อนโตนี้ใช่ว่าจะให้ฟรี เพราะต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ตั้งแต่การคัดสรร ประทับตราการันตีความอร่อย ขณะเดียวกันต้องเตรียมรถบรรทุกและคนงานที่ช่วยเก็บ ช่วยขนแตงโมขึ้นรถ หวังจิ้นอี้บอกด้วยว่า ชอบงานนี้มาก ได้เที่ยวทั่วไต้หวัน 1 ปีจะใช้เวลาอยู่ในสวนแตงโมไปครึ่งหนึ่ง ต้องอดทน บางครั้งแดดจ้า อากาศร้อนราวกับจะเผาคนให้แห้ง บางครั้งอยู่ริมแม่น้ำที่มีลมพัดแรง ยิ่งช่วงที่ฝนตกทุกวัน ตกไม่หยุด แต่งานต้องเดินไปข้างหน้า เพราะแตงโมเติบโตทุกวัน เมื่อผ่านการประทับตราแล้วก็เป็นหน้าที่ของคนงานที่เก็บผล ทีมหนึ่งประมาณ 5 คน เก็บตามแนวยาวที่ปลูก เก็บผลที่มีตราประทับสีแดง มี 1 คนที่ขับรถบรรทุกเล็กวิ่งเก็บแตงโมในสวน ข้างๆ รถจะมีคนงาน 3 คน คนหนึ่งหยิบผลแตงโม แล้วโยนให้กับอีกคนเพื่อรับผล และอีกคนอยู่บนรถเพื่อจัดซ้อน การกระทำแบบนี้ดูเหมือนคณะเต้นรำที่กำลังแสดงอยู่ในสวนแตงโม เพราะว่าทุกคนต้องร่วมมือกัน เก็บ โยน รับ จัดขึ้นรถอย่างเป็นจังหวะ และการโยนผลแตงโมขึ้นรถ หลังนำแตงโมขึ้นรถบรรทุกเล็กแล้ว คนขับจะขนส่งไปที่ริมถนน แล้วซ้อนแตงโมเหมือนภูเขา เพื่อรอรถบรรทุกใหญ่มารับ จากนั้นจะใช้เวลา 3-5 ชม.ในการเคลื่อนย้ายแตงโมขึ้นรถบรรทุกคันใหญ่ ในขั้นตอนนี้จะต้องมีคนงาน 3 คนเช่นกัน คนแรกจะยกแตงโมจากพื้นส่งให้กับคนที่ 2 จากนั้นคนที่ 2 จะทำท่าโยนแตงโมเให้กับคนที่ 3 ที่อยู่บนรถที่ทำหน้าที่ซ้อนแตงโม ซึ่งท่าโยนแตงโมก็คล้ายๆ กับการชู้ตลูกบาสเข้าห่วง มือทั้งสองของทุกคนทำแบบไม่หยุด ขณะเดียวกันปากของพวกเขาก็พูดไม่หยุด บางครั้งมีเสียงหัวเราะ บางครั้งมีคนร้องเพลง บางครั้งมีการหยอกล้อ เสียงเหล่านี้จะช่วยกลบความเหนื่อยได้
คนโยนแตงโมขึ้นรถทำท่าเหมือนชู้ตบาสลงห่วง
ยกตัวอย่างทีมคนงาน 3 คนที่ช่วยขนถ่ายแตงโมขึ้นรถ อาหง(阿宏)คนส่งแตงโมให้อาตี้(阿弟 ) และยังมีอาจวิ้น(阿駿) ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่ตรวจสอบสภาพแตงโมด้วยการจับ เคาะ ตรวจผิว รอย เสียง สี ว่าผิดปกติหรือไม่ เขาบอกว่า แตงโมที่ผ่านการประทับตราว่าเป็นเกรดดี แต่ก็มีบ้างที่มีปัญหา หากเอาขึ้นรถบรรทุก ขนส่งไปขายอาจปริแตก เกิดอาการ “แตงโมเมารถ暈車的西瓜” ได้ นอกจากนี้ การซ้อนแตงโมขึ้นรถบรรทุกก็ถือเป็นความชำนาญของอาจวิ้น ต้องเรียงแตงโมขนาดใหญ่ไว้ชั้นล่างสุด 2 ชั้น ต้องเรียงชิดๆ ไม่ให้มีช่องว่าง ป้องกันการกระทบกระทั่งขณะขนส่งเพราะแตงโมทั้งคันรถราคา 2 แสนกว่า ทำเล่นไม่ได้ มือและสายตาต้องทำงานร่วมกัน สมองต้องชัดเจน ทำซี้ซั๊วไม่ได้ ซึ่งทั้ง 3 คนที่ทำงานร่วมกันในการขนแตงโม ส่งแตงโม ซ้อนแตงโม ต้องใช้เวลาประมาณ 40-50 นาทีจึงจะจัดเต็มรถ ถ้าวันไหนแตงโมมีปริมาณมากอาจทำงานจนถึง 5 ทุ่ม เที่ยงคืนก็ยังมี ส่วนคนขับรถบรรทุกแตงโม จะนอนพักอยู่บนรถ เพราะขับรถยามค่ำคืน ต้องมีพละกำลังเพียงพอ
คนรับแตงโมบนรถต้องเรียงแตงโมให้เป็นระเบียบ
ส่วนอาหง(阿宏)ไม่เพียงแต่เป็นคนขนแตงโมขึ้นรถ ยังเป็นคนที่ช่วยคนขับขนแตงโมลงจากรถเมื่อถึงตลาดด้วย เขาบอกว่า ไม่ว่าจะขนส่งแตงโมขึ้นเหนือ ไปภาคกลางหรือภาคใต้ งานของพวกเขาก็เหมือนกับการขนส่งรอบไต้หวัน 1 รอบ หลังส่งแตงโมออกไปแล้ว ช่วงบ่ายประมาณ 2-3 โมงก็ต้องกลับมาที่สวนแตงโมอีก เวลาทานอาหารก็จะหาร้านสะดวกซื้อที่ใกล้ที่สุด ต้องนอนบนรถ สัปดาห์หนึ่งหยุดแค่วันเดียว วันหยุดเท่านั้นที่มีโอกาสได้อาบน้ำชำระร่างกายอย่างเต็มที่ ส่วนอาหลง(阿龍)คนขับเป็นชาวซินกั่ง เมืองเจียอี้ อาจวิ้นที่ซ้อนแตงโมเป็นคนเมืองฮัวเหลียน อาตี้เป็นคนตำบลอวี้หลี่ และอาหงเป็นคนตำบลกู่เคิงเมืองหยุนหลิน ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากไหน เมื่อถึงฤดูกาลแตงโม ก็มีโอกาสมีเจอะเจอกันเสมอ และแหล่งปลูกแตงโมในไต้หวัน จะรวมตัวอยู่แถบริมฝั่งแม่น้ำ อย่างทิศตะวันตกก็มีแม่น้ำจั๋วสุ่ย แม่น้ำเจิงเหวิน ภาคใต้มีแม่น้ำเกาผิง ทิศตะวันออกมีแม่น้ำซิ่วกูหลวน แม่น้ำฮัวเหลียน และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแม่น้ำหลานหยาง แตงโมจะเติบโตในพื้นที่ที่มีแม่น้ำไหลผ่าน แต่คนงานเก็บผลแตงโมและขนส่งแตงโมจะต้องไปทั่วไต้หวัน ขึ้นอยู่กับพื้นที่ปลูกแตงโม
แตงโมยักษ์ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ราบใกล้แม่น้ำ
คลิกฟังรายการที่นี่
ไขปริศนาการปลูกและบริโภคแตงโมของไต้หวันโดยผู้เชี่ยวชาญ
คลิกฟังรายการที่นี่
คนไต้หวันชอบรับประทานแตงโมผลใหญ่สายพันธุ์หัวเป่า(華寶) เนื่องจากหวานฉ่ำอร่อย ให้ผลผลิตสูง คุณภาพคงที่ ผู้บริโภคมักจะซื้อที่ตัดเป็นชิ้น และในไต้หวันไม่เพียงแต่มีแตงโมยักษ์เปลือกเขียวเท่านั้น ยังมีแตงโมผลเล็กเปลือกเขียวและเปลือกเหลือง เปลือกขาว และสายพันธุ์อื่นด้วย ในครั้งนี้เรามาหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านแตงโม จากคุณหวงหยวนหม่าน(黃圓滿) ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนาน คุณเหลียงกั๋วเซิ่ง(梁國聖) ผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทโนนยูซีด และคุณหวังเจียเจิ้ง(王家正) ผู้ได้รับฉายา “ราชาแตงโมไต้หวัน”มาไขข้องสงสัยกันค่ะ
หวังเจียเจิ้ง ผู้ได้รับฉายา “ราชาแตงโมไต้หวัน”
แตงโมมีถิ่นกำเนิดจากแอฟริกา เป็นพืชในวงศ์แตง อย่างบวบ ฟักทอง เมล่อน เป็นพืชเถาปีเดียว ไต้หวันเริ่มปลูกแตงโมตั้งแต่ปี 1717 ในปลายยุคราชวงศ์หมิง ช่วงที่ขุนพลเจิ้งเฉิงกงถอยทัพมาอยู่ไต้หวัน แนะนำให้ชาวจีนเริ่มปลูกแตงโม ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่นำเข้าจากจีน รวมทั้งสายพันธุ์แตงโมจากญี่ปุ่น ต่อมาปี 1955 ไต้หวันนำเข้าพันธุ์แตงโมมี่เป่า(Sugar Baby watermelon)จากสหรัฐมาปลูก ปี 1959 สถานีทดลองพันธุ์พืชเขตฟ่งซานพัฒนาแตงโมยักษ์สายพันธุ์ “ฟู่เป่า”สำเร็จ แต่ไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค หลังปี 1970 คุณเฉินเหวินอวี้(陳文郁) ผู้ก่อตั้งบริษัท khown you seed (โนนยูซีด)และยังเป็นนักวิชาการด้านแตงโม ได้พัฒนาสายพันธุ์แตงโมเพิ่มขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแตงโมผลเล็ก ผลใหญ่ เนื้อสีแดง สีเหลือง จนปัจจุบันแตงโมที่ในปลูกในไต้หวันและขายในท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่คุณเฉินเหวินอี้เป็นผู้พัฒนา
ต้นแตงโม แต่รากใต้ดินไม่ใช่รากของแตงโม
เหลียงกั๋วเซิ่ง(梁國聖) ผู้จัดการฝ่ายขายบริษัท khown you seed บอกว่า แต่ละปีจะมีการแข่งขันประกวดแตงโมในสวนทดลอง แตงโมที่ชนะเลิศก็เหมือนการประกวดสาวงาม กล่าวกันว่า คุณเฉินเหวินอี้ ผู้ก่อตั้งบริษัท เวลาไปตรวจสวนแตงโมมักจะพกสมุดบันทึกไป 1 เล่ม บันทึกเรื่องราวแตงโมแต่ละชนิด สมุดบันทึกของท่านยังหยดไปด้วยน้ำแตงโม หวังเจียเจิ้ง(王家正) ผู้ได้รับฉายาราชาแตงโมไต้หวันและเคยร่วมมือกับคุณเฉินเหวินอี้บอกว่า การทดลองปลูกแตงโมไม่จำกัดเฉพาะอยู่ในพื้นที่ทดลองของบริษัท แต่ยังแบ่งพื้นที่ทดลองปลูกทั่วไต้หวัน การปลูกแตงโมในไต้หวัน เกษตรกรที่ปลูกต้องย้ายที่ปลูกบ่อยๆ หวงหยวนหม่าน(黃圓滿) ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานบอกว่า การปลูกแตงโมผลใหญ่สร้างรายได้สูง แต่พื้นที่มีจำกัด ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่ราบที่มีแม่น้ำไหลผ่านจะให้ผลผลิตดีที่สุด เนื่องจากในช่วงหน้าร้อน ฤดูน้ำหลาก น้ำฝนจะช่วยชะพื้นผิวดิน เท่ากับเป็นการชะหนอนแมลงที่อยู่ในดินไปด้วย สมัยก่อนมักปลูกในที่เดียวกันซ้ำๆหลายครั้ง ผลผลิตไม่ดี แต่หลังจากใช้เทคนิคการต่อกิ่ง การปลูกแตงโมผลใหญ่กลายเป็นธุรกิจ
แตงโมโม่เฟย เนื้อเหลืองเปลือกเขียวเข้ม
ปัจจุบันแตงโมผลใหญ่ของไต้หวันส่วนใหญ่มีการต่อกิ่งบนฟักทอง เกษตรกรที่ปลูกแตงโมต้องการให้มีผลผลิตก่อนฤดูกาลและขายได้ราคาดี จึงมีการพัฒนาเทคนิคการต่อกิ่งขึ้น ซึ่งฤดูกาลในไต้หวันปัจจุบันเร็วที่สุด ตั้งแต่เดือนมีนาคม เมษายน ก็เริ่มมีผลผลิตแล้ว เพราะฉะนั้นต้องปลูกก่อนเทศกาลตรุษจีน แต่เนื่องจากช่วงนี้อากาศค่อนข้างหนาว ไม่เป็นผลดีกับราก จึงใช้วิธีต่อกิ่งจากรากของฟักทอง เพราะทนหนาวได้ดี แตงโมเป็นพืชเศรษฐกิจโลก มีพื้นที่เพาะปลูกอันดับต้นๆของการปลูกพืชผักผลไม้ ในต่างประเทศมีการปลูกเชิงพาณิชย์ และเป็นพืชสวนครัว ไต้หวันมีเมล็ดพันธุ์แตงโมมากมาย จึงพัฒนากลายเป็นการค้าส่งขายต่างประเทศ สายพันธุ์แตงโมของไต้หวันมีมากที่ทั่วโลกเปรียบไม่ได้ คนไต้หวันชอบกินแตงโมผลใหญ่เพราะเนื้อทราย หวานฉ่ำ กรอบ อร่อย ส่วนสีของเนื้อแตงโมไม่จำกัด แต่ในต่างประเทศชอบเนื้อสีแดงที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่วนเปลือกของแตงโมล้วนเป็นสีเขียวใช่หรือไม่ คำตอบคือไม่แน่เสมอไป หวงหยวนหม่าน(黃圓滿) บอกว่า สีของเนื้อของแตงโม มียีนเป็นตัวกำหนด แต่สีเปลือกของแตงโมไม่ใช่ยีนเป็นตัวกำหนดเสมอไป ยกตัวอย่างแตงโมไดอาน่าที่บริษัท khown you seed เพาะพันธุ์ มีเปลือกสีเหลืองทอง เป็นต้น แตงโมบางชนิดเมื่อถูกแสงแดดส่องนาน เปลือกจะเปลี่ยนเป็นสีขาว แต่ว่าคุณภาพของเนื้อไม่ด้อยลง
แตงโมไดอาน่า มีเปลือกสีเหลืองทอง
ปีนี้ ทูน่าครีบเหลือง สร้างรายได้ให้ชาวประมงเมืองผิงตงไม่น้อย
คลิกฟังรายการที่นี่
ปลาทูน่าครีบเหลือง 1 ใน 7 สายพันธุ์ที่นิยมกิน และจับได้ในทะเลแถบเมืองไถตงของไต้หวัน ปีนี้จับปลาทูน่าชนิดนี้มากกว่าปีอื่นๆ ทำให้ชาวประมงเมืองไถตงดีใจจนยิ้มแต้ แต่ปลาชนิดนี้มีการแบ่งเกรดตามน้ำหนัก มีทั้งตัวขนาดเล็ก ขนาดกลาง รวมทั้งขนาดใหญ่ จากข้อมูลการประมงชี้ว่า การจับปลาทูน่าครีบเหลืองเริ่มตั้งแต่หลังเทศกาลตรุษจีนจนถึงช่วงวันคล้ายวันเกิดของเทพมาจู่ แต่ปีนี้ดูเหมือนว่าไม่เป็นไปตามข้อมูล ไม่เพียงแต่มีการจับในช่วงเวลาที่ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ที่ยิ่งไปกว่านี้ แม้ช่วงต้นมิถุนายนก็ยังจับได้ประปรายด้วย สมาคมปลาเขตชินกั่งเมืองไถตงบอกว่า ตั้งแต่ช่วงที่จับได้จนกระทั่งต้นเดือนพฤษภาคมมีการประมูลขายปลาทูน่าครีบเหลืองมากถึง 315 ตัน มากกว่าปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน 2.7 เท่า และยังเป็นปริมาณมากที่สุดตั้งแต่มีการทำสถิติจับได้ตั้งแต่ปี 2000 ด้วย
หลี่ซิ่วเหลียน(李秀蓮) ผู้จัดการสมาคมปลาเขตลวี่เต่าบอกว่า ชาวประมงดีมากที่จับปลาทูน่าครีบเหลืองปริมาณมากเป็นพิเศษ แม้แต่ชาวประมงผู้อาวุโสยังบอกว่าไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเลย ปริมาณมากแต่ก็ยังขายได้ราคา ทางการประมงมีการแจ้งข่าวว่ายังมีปริมาณของปลาทูน่าครีบเหลืองอีก ทำให้ชาวประมงไม่อยากพักผ่อน ยังคงออกทะเลแม้จะเหนื่อยก็ตาม แต่ละครั้งจับได้หลาย 10 ตัว นำไปประมูลขายได้กิโลกรัมละ 90-100 เหรียญไต้หวัน ส่วนใหญ่มีน้ำหนักน้อยกว่า 15 กก. แต่ปีที่แล้วจับได้ปริมาณน้อย ราคาก็ไม่ดี เป็นปลาที่ราคาไม่แพง เป็นมิตรกับประชาชน ราคาเอื้อมถึง ส่วนปลาทูน่าครีบเหลืองน้ำหนักมากกว่า 30 กก.ขึ้นไปถือเป็นปลาเกรดดี ขายได้มากกว่า 200-300 เหรียญไต้หวันต่อกก.
ปลาทูน่าครีบเหลืองที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 15 กิโลกรัม คนไต้หวันจะเรียกว่า “เสี่ยวช่วนไจ่“小串仔” จะแยกออกมาขาย ซึ่งปลาทูน่าครีบเหลืองที่จับได้ในเมืองไถตงส่วนใหญ่จะเป็นเสี่ยวช่วนไจ่ด้วย เฉินจวี้นหมิง(陳俊銘) ผู้จัดการสมาคมปลาเขตซินกั่งบอกว่า ขนาดของปลาทูน่าครีบเหลืองที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 15 กก.จะครองสัดส่วน 70% น้ำหนัก 15- 35 กก. ครองสัดส่วน 20% ส่วนน้ำหนักมากกว่า 35 กก.จะพบได้น้อยมาก มีสัดส่วนเพียงแค่ 10% เท่านั้น นอกจากนี้ ปลาทูน่าครีบเหลืองที่มีขนาดกลางขึ้นไป เวลาประมูลขายในท้องตลาดจึงจะเรียกว่า “ปลาทูน่าครีบเหลือง” เขายังบอกด้วยว่า ช่วงกลางเดือนพ.ค.ไปแล้วจะเป็นฤดูการจับปลาอีโต้มอญและปลาทูน่าบลูฟิน ปลาอีโต้มอญมักจะจับได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่จับได้ปริมาณมากแค่ปีละ 2 ครั้ง ส่วนใหญ่อยู่หลังช่วงเทศกาลเช็งเม้งจนถึงเดือนมิ.ย. และอีกช่วงหนึ่งตั้งแต่เดือนก.ย.จนถึงเดือนพ.ย. แต่ขณะนี้ยังจับได้ปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ถ้าปริมาณของปลาบินมากพอก็จะดึงดูดให้ฝูงปลาอีโต้มอญปรากฏตัวเพิ่มขึ้น เพราะปลาอีโต้มอญล่าปลาบินเป็นอาหาร
แม้ช่วงนี้การระบาดของโควิด 19 ยังคงมีผู้ติดเชื้อกันมาก แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการซื้อปลา เพราะมีมาตรการรองรับที่ดี ลูกค้าส่วนใหญ่สั่งซื้อทางโทรศัพท์และส่งถึงที่โดยตรง หรือไม่ก็แช่แข็ง แช่เย็นทันทีหลังจับได้ จากนั้นส่งขายไปที่บ้านหรือร้านได้เลย เร็วที่สุดแค่วันเดียวก็ส่งถึง และยังได้กินปลาสดๆ ชาวประมงแซ่จางบอกว่า ปลาทูน่าครีบเหลืองเกรดดีนำมาทำเป็นปลาดิบ รสชาติอร่อยด้วย ยังเอามาเจี๋ยน ปิ้ง ย่าง หรือแม้แต่ต้มซุปขิงซอย หรือเอามาเคี่ยวเป็นน้ำซุปก็ได้ รสชาติก็ไม่เลว ปลาตัวหนึ่งกินได้หลายอย่าง ซื้อทั้งตัวจะคุ้มกว่า เน้นต้องเป็นปลาทูน่าครีบเหลืองเกรดดีเท่านั้น ส่วนตัวเล็กไม่เหมาะที่จะนำมากินเป็นปลาดิบ มักจะซื้อมากินกันในครอบครัว เอามาเจี๋ยน ทอด หรือเคี่ยวกับหัวน้ำซุปก็ได้
หน่อไม้ฝรั่งสีขาว สีเขียว สีม่วง ล้วนมีเอกลักษณ์ รสชาติต่างกัน เลือกซื้อยังไงให้ได้หน่อที่อร่อยสุด
คลิกฟังรายการที่นี่
หน่อไม้ฝรั่ง หรือ Asparagus ภาษาจีนเรียกว่า หลูสุ่น(蘆筍) เป็นผักกรุบกรอบ มีกลิ่นพิเศษเฉพาะตัว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ได้รับฉายา “ราชาแห่งผัก” รายการในครั้งนี้จะพาคุณผู้ฟังไขข้อสงสัยของหน่อไม้ฝรั่งโดยผู้เชี่ยวชาญกันค่ะ เจิงก้วนเหวย(曾冠維) เจ้าของสวนหน่อไม้ฝรั่งก้วนฟง(冠豐蘆筍園)นครไถหนานบอกว่า หลังจากที่หน่อไม้ฝรั่งโผล่ขึ้นมาเหนือดินแล้วจะได้รับการกระตุ้นจากแสงอาทิตย์ เปลือกนอกของหน่อจากสีขาวค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเขียว ดังนั้น หน่อที่ยังไม่โผล่เหนือดินและเก็บเกี่ยวก่อนก็คือหน่อไม้ฝรั่งสีขาวนั่นเอง แต่ถ้าเก็บเกี่ยวตอนที่โผล่เหนือดินแล้วจะเป็นหน่อไม้ฝรั่งสีเขียว โดยปกติ หน่อสีเขียวมีรสชาติเข้มข้นกว่าหน่อสีขาว แต่ว่าหน่อสีขาวจะอ่อนและกรอบกว่า เพราะมีน้ำมากกว่า ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของหน่อไม้ฝรั่งทั้งสองสี จากหลักฐานของกรมอาหารและยาชี้ว่า ทั้งสองประเภทไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก
เจิงก้วนเหวย ไขข้อสงสัยของหน่อไม้ฝรั่ง
กัวหมิงฉือ(郭明池)ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชอี้จู๋เขตนครไถหนานชี้ว่า ปัจจุบันไต้หวันปลูกหน่อไม้ฝรั่งมี 2 สีสายพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งสีขาวที่นิยมปลูกได้แก่ ไถหนานเสี่ยนเบอร์ 1 และ 2 ส่วนสายพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งสีเขียวจะเป็นไถหนานเสี่ยนเบอร์ 3 และ 4 นอกจากนี้ ในท้องตลาดของไต้หวันยังเห็นหน่อไม้ฝรั่งสีม่วงที่พบเห็นได้น้อยเช่นกัน ซึ่งสายพันธุ์นี้จะเก็บเกี่ยวหลังหน่อโผล่เหนือดิน เนื่องจากหน่อไม้ฝรั่งสีม่วงมีเส้นใยน้อยกว่า มีน้ำตาลสูงกว่า จึงหวานกว่าหน่อสีขาวและสีเขียว อีกทั้งยังมีอุดมไปด้วยแอนโทไซยานินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่อย่างไรก็ตาม ในไต้หวันปัจจุบันยังไม่มีการเพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่งสายพันธุ์สีม่วง
ถ้าไม่เก็บหน่อ ลำต้นจะโตสูงขึ้น แตกใบและกิ่งก้าน
หน่อไม้เมื่อโตเต็มที่จะกลายเป็นไม้ไผ่ แล้วหน่อไม้ฝรั่งที่โตเต็มที่จะกลายเป็นอะไร? คำตอบคือ หน่อไม้ฝรั่งโตเต็มที่ก็ยังคงเป็นหน่อไม้ฝรั่ง เพียงแต่ไม่เหมาะที่จะนำมากิน เราจะกินหน่ออ่อนที่โผล่เหนือพื้นดิน 2-3 วัน ถ้าไม่เก็บเกี่ยวก็จะโตสูงขึ้น แตกใบและกิ่งก้าน อาจจะสูงถึงตึก 1 ชั้นก็ได้ ซึ่งลำต้นของหน่อที่โตแล้วจะเรียกว่าลำต้นแม่พันธุ์ เพราะเป็นตัวรับแสงอาทิตย์ สังเคราะห์แสง เพื่อให้อาหารกับลำต้น ยอดอ่อน รวมทั้งหน่ออ่อนที่ยังใต้พื้นดิน เพราะฉะนั้น เกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งทุกวัน ต้องมีประสบการณ์ดูความอ่อนของหน่อ จึงจะขายได้ราคาดี
หากเก็บหน่อไม้ฝรั่งไว้ในตู้เย็นให้วางหน่อตั้งตรง
ในเรื่องของการเลือกซื้อหน่อไม้ฝรั่งและเก็บรักษา เจิงก้วนเหวยบอกว่า สิ่งแรกดูความอวบแน่นจากโคนถึงปลาย อันดับที่ 2 ดูความตรงของหน่อ เปลือกสีเขียวสด ใบที่เป็นเกล็ดซ้อนยังไม่บาน อันดับที่ 3 ดูส่วนหัวหรือโคนของหน่อไม่แห้ง ไม่มีกลิ่น หากซื้อแล้วยังไม่กินทันที ควรใช้กระดาษทิชชูห้องครัวจุ่มน้ำเล็กน้อยห่อในส่วนของโคนให้ความชุ่มชื้น เก็บไว้ในตู้เย็นแบบตั้งตรง แต่ถ้าเก็บในกล่องหรือถุงเก็บความสดก็ยิ่งดี จะคงความสดมากขึ้น ส่วนฤดูกาลของหน่อไม้ฝรั่งในไต้หวันที่ปลูกแบบดั้งเดิมทั่วๆ ไปจะอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว อุณหภูมิลดลงจะทำให้หน่อไม้ฝรั่งเข้าสู่ภาวะจำศีล เกษตรกรจะหยุดการเก็บเกี่ยว ให้หน่อได้พัก เก็บสะสมสารอาหาร เพื่อรอฤดูใบไม้ผลิของปีถัดไป อย่างไรก็ตาม แม้ฤดูหนาวไม่ใช่ฤดูกาล แต่ยังมีหน่อไม้ฝรั่งสดกิน เพราะเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มีการปรับปรุงพันธุ์ที่ปลูกในช่วงฤดูหนาว มีการเพาะในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิ นอกจากนี้ หน่อไม้ฝรั่งที่ขายในท้องตลาดมีทั้งหน่อใหญ่และหน่อเล็ก เพราะอัตราการงอกของหน่อในแต่ละฤดูต่างกัน ช่วงฤดูใบไม้ผลิอัตราการแตกหน่อสัดส่วน 7 ต่อ 3 แต่ในทางตรงข้าม ช่วงฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง หน่อมีการใช้สารอาหารไปจำนวนมาก สัดส่วนแตกหน่อเป็น 3 ต่อ 7 และประการหนึ่ง ขึ้นสายพันธุ์ที่ปลูกด้วย เช่น หน่อไม้ฝรั่งสายพันธุ์แคลิฟอร์เนีย 157 หน่อใหญ่และยาวกว่าสายพันธุ์ไถหนานเบอร์ 3 และเบอร์ 4 และหน่อใหญ่จะกรอบกว่า แต่หน่อเล็กจะอ่อนกว่า ขึ้นกับความต้องการของผู้บริโภคว่าอยากได้แบบไหนด้วย
เลือกหน่อที่มีความอร่อย ดูจากภาพได้เลยจ้า
ไต้หวันเคยส่งหน่อไม้ฝรั่งขายไปทั่วโลก แต่ปัจจุบันอาศัยการนำเข้า ทั้งนี้ ในปี 1970 ไต้หวันเคยได้รับสมญา “ราชาหน่อไม้ฝรั่ง” มีการผลิตหน่อไม้ฝรั่งกระป๋องส่งขายต่างประเทศทั่วโลก ช่วงปลูกมากสุดประมาณ 120,000 ตันต่อปี เทียบกับปัจจุบันมากกว่า 5 เท่ากว่า หลังปี 1980 ตลาดการค้าและเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น การเป็นราชาหน่อไม้ฝรั่งก็ค่อยๆหายไป ปัจจุบัน มีทั้งปลูกในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ครองสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง นำเข้าหน่อไม้ฝรั่งสีเขียวจากไทยเป็นหลัก ครองสัดส่วน 70 - 80% รองลงมาเป็นออสเตรเลีย เม็กซิโก ส่วนหน่อสีขาวนำเข้ามาจากเปรูและจีน ส่วนพื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งในไต้หวันที่มีปริมาณมากอยู่ในเมืองจางฮั่ว ครองสัดส่วน 50% รองลงมาเป็นเขตนครไถหนาน ครองสัด 20% แต่ไม่กี่ปีนี้ ทั้งเขตจางฮั่วและนครไถหนานปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลแนวโน้มการนำเข้าลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกในนครไถหนาน มีเกษตรรุ่นใหม่กลับบ้านเกิดปลูกมากขึ้น เพราะรายได้ดี มีความมั่นคง มีสมาคมเกษตรส่งเสริม มีการจัดตั้งแบรนด์หน่อไม้ฝรั่งของสมาคมเอง ชื่อ “หงเจียงจวีน紅將軍” เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในท้องตลาด
From the publisher's feed
ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน
รายการนี้ นำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับไต้หวัน ขอเชิญรับฟังกัน อย่าพลาด แล้วคุณจะรู้จักไต้หวัน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาไต้หวัน