ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 18 ต.ค.2565

         ไต้หวันเปิดตัวข้าวสายพันธุ์ใหม่ “ไถหนานเบอร์ 20” ที่มีข้อดีหลายประการ เช่น การเพาะปลูกที่ใช้ปริมาณน้ำลดลง 20% ขณะเดียวกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ในดินมากกว่า 30%  ปัจจุบันสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานมีการถ่ายโอนเทคโนโลยีให้กับรัฐบาลเมืองเจียอี้เพื่อให้เกษตรกรนำไปเพาะปลูก ในอนาคตจะผลักดันให้เมืองอื่นปลูกเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี สามารถปลูกข้าวไถหนานเบอร์ 20 ในพื้นที่ 1,000 เฮกตาร์ ช่วยเหลือเกษตรกรลดการใช้น้ำ และยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย ซึ่งคุณหยางหงอิง(楊宏瑛) ผู้อำนวยการสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานบอกว่า ข้าวไต้หวันที่ให้ผลผลิตสูงส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ไถหนานเบอร์ 11 แต่ข้าวสายพันธุ์นี้จำเป็นต้องขจัดปัญหาโรคใบไหม้ และเพื่อต้องการเพิ่มความอร่อย ความอยากทานข้าวให้กับผู้บริโภค ทางสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชได้นำเข้าข้าวสายพันธุ์ญี่ปุ่น milky queen มาพัฒนาเพาะปลูกกลายเป็นข้าวที่มีความนุ่ม เหนียว หนึบ โดยตั้งชื่อว่าไถหนานเบอร์ 14 จากนั้นทำการปรับปรุงพันธุ์ให้ดีขึ้นอีกหลายครั้ง โดยใช้เวลา 9 ปี ปรับปรุงเป็นพันธุ์ข้าวอร่อยขึ้น เติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมของไต้หวัน

    ข้าวไถหนานเบอร์ 20 ปลูกง่าย ประหยัดน้ำ

         เฉินหรงคุน(陳榮坤) หัวหน้าสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชสาขาเจียอี้บอกว่า ข้าวไถหนานเบอร์ 14 เมล็ดจะเล็กกว่า ค่อนข้างเหนียว ติดฟันง่าย เวลาทานจะไม่หอมเป็นพิเศษ เวลาปลูกมีความต้านทานโรคใบไหม้ไม่มาก เพื่อต้องการปรับปรุงข้าวให้ได้พันธุ์ที่ดีขึ้น จึงใช้วิธีเพาะปลูกแบบดั้งเดิม ด้วยการนำข้าวไถหนานเบอร์ 14 ผสมข้ามสายพันธุ์กับข้าวไถเกิงเบอร์ 4 ที่มีความหอม จากนั้นนำข้าวที่ได้มาผสมกับข้าวไถหนงเบอร์ 84 ที่มีเมล็ดข้าวค่อนข้างใหญ่ ต้านทานโรคใบไหม้ แล้วนำมาลองรับประทาน โดยผ่านการปรับปรุงครั้งแล้วครั้งเล่านานถึง 9 ปี ลองทานดูหลายๆ ครั้ง จนคิดว่าได้ข้าวที่จัดว่ามีรสชาติดี หอม อร่อย ไม่ติดฟัน เหมาะสำหรับเด็กและผู้สูงวัย เหมาะในการทำข้าวซูชิ ในที่สุดตั้งชื่อข้าวนี้ว่า “ไถหนานเบอร์ 20”

    ข้าวไถหนานเบอร์ 20 เหมาะในการทำซูชิ หรือข้าวปั้น

         หยางหงอิง(楊宏瑛) ผู้อำนวยการสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานบอกด้วยว่า เวลาที่ปลูกข้าวไถหนานเบอร์ 20 เกษตรกรใช้วิธีชลประทานแบบแห้งชื้นซึ่งก็หมายความว่าลดจำนวนวันของการใช้น้ำที่ปล่อยเข้าไปในนา ในช่วงที่เพาะปลูกสามารถใช้ท่อพลาสติกเจาะรู สังเกตถ้าระดับน้ำที่อยู่ในนาข้าวต่ำกว่าพื้นผิว 5 เซนติเมตร ค่อยปล่อยน้ำเข้าไปในนาข้าวใหม่ การทำเช่นนี้จะลดการใช้น้ำประมาณ 2,500 ตันต่อเฮกตาร์ ซึ่งหมายความว่าสามารถประหยัดปริมาณการใช้น้ำไปประมาณ 21% แต่ละปีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว 32.5% ต่อเฮกตาร์ เท่ากับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากพลังงานไฟฟ้าจำนวน 1,111 วัตต์

    ข้าวขาวไถหนานเบอร์ 20 เมื่อหุงสุก นุ่ม หอม อร่อย ไม่ติดฟัน

         ทั้งนี้ แหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของไต้หวันส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหยุนหลิน เจียอี้ และนครไถหนาน ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มักจะมีปัญหาขาดน้ำจนต้องหยุดการเพาะปลูก และเพื่อต้องการให้พื้นที่เหล่านี้ประหยัดใช้น้ำปลูกข้าว ไม่กี่ปีนี้ สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานทดลองปลูกข้าวที่ประหยัดน้ำในสายพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างต่อเนื่อง ในจำนวนนี้คือข้าวไถหนานเบอร์ 20 ซึ่งเหมาะกับการปลูกในพื้นที่ที่มีความชื้นแห้ง ลดการใช้น้ำในการปลูกแต่ไม่ส่งผลต่อผลผลิต นอกจากนี้ สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชยังผนวกใช้เทคโนโลยี IPM ซึ่งก็คือการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน ถูกต้อง ถูกเวลา เหมาะสมกับสถานการณ์และสภาพพื้นที่ เน้นความปลอดภัย ลดปริมาณศัตรูพืช มาใช้กับการปลูกข้าวสายพันธุ์ไถหนานเบอร์ 20 หากเทียบกับการปลูกข้าวสายพันธุ์ไถหนานเบอร์ 11 ที่เป็นการเกษตรแบบเน้นผลตอบแทนสูงสุด จะลดการใช้ยาฆ่าแมลง 7.9% ลดต้นทุนยาฆ่าแมลง 9.4% ด้วย

    ข้าวกล้องไถหนานเบอร์ 20 ไม่ต้องแช่ก่อนหุง หุงสุกยังคงนุ่ม หอม อร่อย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 11 ต.ค.2565

          เผือกในภาษาจีนเรียกว่า “อวี้โถว芋頭” ภาษาฮกเกี้ยนเรียกว่า “อวี้ไจ่芋仔” ที่ผ่านมา คนไต้หวันมักเรียกชาวจีนที่มาอยู่ในไต้หวันก่อน(เปิ๋นเสิ่งเหริน本省人) ว่า “ฟันสู่番薯ที่แปลว่า หัวมันเทศ” ส่วนชาวจีนที่อพยพมาทีหลัง(ไหว้เสิ่งเหริน外省人)ว่า “อวี้ไจ่ หรือเหล่าโอ๋ว ที่แปลว่า เผือกแก่” แต่ในความเป็นจริงประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงระหว่างมันเทศกับเผือกในไต้หวัน เผือกมีความเป็นมายาวนานกว่า จากหลักฐานการบันทึกตงฟัน(東番記) ที่เขียนโดยเฉินตี้ ยุคราชวงศ์หมิง ได้กล่าวถึงชนพื้นเมืองในไต้หวันมีการรับประทานเผือกกันแล้ว  หวงเสียงอี้(黃祥益) ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชสาขาฉีหนานของเขตเกาสงบอกว่า สายพันธุ์เผือกที่ปลูกในไต้หวันได้แก่ เผือกปินหลังซิน(檳榔心芋) เผือกเกาสงหมายเลข 1 (高雄一號) เผือกเมี่ยน(麵芋) ในจำนวนนี้ เผือกปินหลังซิน คุณภาพดี ให้ผลผลิตสูง ได้รับการปลูกในวงกว้าง กลายเป็นพันธุ์หลักที่ปลูกในไต้หวัน แม้เผือกพันธุ์เกาสงหมายเลข 1 พัฒนาจากสายพันธุ์ปินหลังซิน แต่หลังปรับปรุงข้ามสายพันธุ์หลายปี ไม่สามารถแบ่งแยกได้ชัดเจน จึงเรียกรวมๆ ว่าเผือกปินหลังซิน นอกจากนี้ ยังมีเผือกเสี่ยวซานที่ปลูกโดยชนพื้นเมือง รสชาติอร่อย ร่วนซุย เป็นเผือกที่ทนความแห้งแล้งดีกว่า หัวเล็กกว่า

    เผือกหัวเล็กก็อร่อย

         ทำไมเผือกหอมสายพันธุ์ปินหลังซิน(檳榔心芋) จึงมีคำว่า ปินหลัง(檳榔)ที่แปลว่าหมากอยู่ด้วย ก็มีการกล่าวกันหลายอย่าง แต่ในครั้งนี้ขออ้างคำอธิบายของบุคคล 2 ท่าน ซึ่งท่านแรกคือ คุณจางซีเหริน(張希仁) ปธ.กรรมการสหกรณ์ผู้ผลิตท้องถิ่นเกาซู่เมืองผิงตงบอกว่า เนื่องจากหัวเผือกที่เจริญอยู่ใต้ดินคล้ายกับลำต้นของหมาก มี 5 ข้อคล้ายกับต้นหมากที่เจริญเติบโต 1 ปี มี 5 ข้อ จึงสันนิษฐานว่าเป็นที่มาของการเรียกชื่อเผือกหอมปินหลังซิน ส่วนเกษตรกรหลินอี้จื๋อ(林義職)ที่ปลูกเผือกหอมออแกนิคเขตต้าเจี่ยของนครไทจงบอกว่า เส้นลายสีม่วงของเนื้อเผือกปินหลังซินคล้ายกับเส้นลายของเมล็ดหมาก จึงเป็นที่มาของการเรียกชื่อเผือกหอมปินหลังซิน

    สันนิฐานว่าลายของเนื้อเผือกคล้ายกับเนื้อหมาก จึงเรียกว่า "เผือกปินหลังซิน"

         เผือก เป็นพืชครึ่งบวกครึ่งน้ำ คือขึ้นได้ทั้งในน้ำและบนบก เป็นอาหารที่ให้พลังงาน นำมาประกอบอาหารคาวหวาน เครื่องดื่มได้หลายอย่าง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หวงเสียงอี้บอกว่า เผือกที่ปลูกในน้ำก็คล้ายกับต้นข้าวที่ปลูกในน้ำ เวลาที่ปลูกเผือกต้องแช่อยู่ในน้ำ ส่วนเผือกที่ปลูกบนบกจะไม่มีน้ำขัง เผือกที่ปลูกในน้ำจะให้ผลผลิตสูงกว่าเผือกที่ปลูกในดิน และหัวเผือก 2 ใน 3 จะอยู่เหนือดิน เวลาเก็บเกี่ยวจะประหยัดแรงงานกว่า แต่ต้องระวังเรื่องอุณหภูมิสูง เพราะถ้าอากาศร้อนก็จะคล้ายกับการต้มซุปเผือก ยังติดเชื้อทำให้ลำต้นเน่าง่ายด้วย ดังนั้นในปัจจุบัน การปลูกเผือกในน้ำเมื่อถึงช่วงหลังการเจริญเติบโตจะปล่อยน้ำออก การส่งน้ำเข้าพื้นที่นาเผือกช่วงแรกก็เพื่อให้เผือกโตเร็วขึ้น หลีกเลี่ยงวัชพืชขึ้นเยอะ เมื่อใบเผือกชูขึ้นสูงจะบดบังพื้นที่บนดิน จากนั้นต้องรีบปล่อยน้ำออก เพื่อให้หัวเผือกสะสมอาหารได้เต็มที่ ส่วนแหล่งปลูกเผือกหอมที่สำคัญของไต้หวันอยู่ที่เขตต้าเจี่ยของนครไทจง อากาศและสิ่งแวดล้อมเหมาะ และอีกเขตคือที่ตำบลเกาซู่ตั้งอยู่ในเขตภูเขาต้าอู่ของเมืองผิงตงก็มีชื่อเสียงเช่นกัน

    เมื่อต้นเผือกชูใบเต็มที่แล้ว ต้องปล่อยน้ำออกจากนาเผือก

         มีคำถามว่า ทำไมบางครั้งซื้อได้หัวเผือกที่ไม่ร่วนซุย สาเหตุหลักก็คือมีปริมาณน้ำมากเกินไป การปลูกเผือกในช่วงแรกจะต้องมีน้ำขัง แต่หลังจากที่หัวเผือกใกล้เก็บเกี่ยว จะต้องปล่อยน้ำออกจากนาเผือก เพื่อลดปริมาณน้ำ จึงจะทำให้หัวเผือกที่ทานมีความอร่อย ไม่แน่น ร่วนซุย แต่ถ้าช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวเผือกเจอฝนตกหนัก หัวเผือกดูดน้ำเยอะ รสชาติเปลี่ยน ดังนั้นหลังปลูกประมาณ 8 เดือน ต้องปล่อยน้ำออกจากนาเผือกหรือจำกัดปริมาณน้ำ เพื่อให้หัวเผือกอยู่ในสภาพจำศีล สะสมอาหารให้เป็นแป้ง ถ้าช่วงนี้เจอฝนตกหนัก หัวเผือกจะงอกรากและแตกใบใหม่ แป้งที่สะสมจะน้อยลง คุณภาพด้อยลง ดังนั้น เวลาที่ซื้อหัวเผือก ให้เลือกหัวอวบเต็ม หรือดูจากสีหรือเนื้อเผือกว่ามีสีขาวปนกับสีม่วง มีความสด และเผือกเป็นพืชหัวเก็บรักษาไว้ได้ไม่นาน ขึ้นราง่าย เก็บไว้อุณหภูมิห้องประมาณ 3 วัน คุณภาพจะเริ่มเปลี่ยน แต่ถ้าแช่เย็นจะเก็บได้นานขึ้น ดังนั้นเมื่อซื้อมาแล้วให้รีบทาน หากต้องเก็บนานให้ปอกเปลือก หั่นชิ้นแล้วแช่ช่องแข็ง เมื่อนำมาใช้จะไม่คลายฟรีซ นำไปประกอบอาหารได้เลย เพราะแป้งในหัวเผือกจะไม่สูญเสียไปกับน้ำ หรือทำให้เผือกนิ่ม กลิ่นหอมน้อยลง อีกวิธีคือนำเผือกที่ปอกเปลือก หั่นชิ้นแล้วไปทอดก่อนแช่แข็ง เวลานำมาใช้ก็จะไม่คลายฟรีซเช่นกัน ดีที่สุดเก็บไว้ช่องฟรีซไม่ควรเกิน 2 เดือน

    หั่นเผือกเป็นชิ้นแช๋ช่องแข็ง จะเก็บได้นานขึ้น

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 4 ต.ค.2565

           ไต้หวันปลูกข้าวมากเพียงพอต่อการบริโภค ไม่ส่งเสริมการขายต่างประเทศ มีเพียงขายข้าวคุณภาพดีไปญี่ปุ่นไม่มาก แต่วัฒนธรรมการบริโภคแบบตะวันตกที่แพร่หลาย ทำให้คนไต้หวันทานข้าวลดลง เพื่อยกระดับการบริโภคข้าวและระบายข้าวที่ล้นคลัง รัฐบาลส่งเสริมกิจกรรมเพื่อให้มีการบริโภคข้าวเพิ่มขึ้น  ล่าสุด ผู้ประกอบการไอศกรีมช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร พัฒนาไอศกรีมรสชาติอร่อย ให้สิทธิ์สูตรเมนูสำหรับผู้ที่สนใจ ใช้ข้าวสุกที่เหลือจากการทาน ทำเป็นไอศกรีมที่บ้านได้ ซึ่งองค์ประกอบหลักของไอศกรีมทั่วไป คือ เนยไขมัน อากาศและน้ำตาล แซ่เมิ่งอวี๋(謝孟宇) ผู้จัดการร้านไอศกรีมสไตล์อิตาลี Baxter Gelato บอกว่า ไอศกรีมต้องมีความข้นหนืด นอกจากเติมสารเพิ่มความข้นแล้ว บางสูตรยังเติมสารเพิ่มความหวาน สารปรุงแต่งกลิ่นรส แต่ไอศกรีมจากข้าว แป้งข้าวสามารถห่อหุ้มกับอากาศ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมข้าวจึงนำมาผลิตเป็นไอศกรีมได้ ส่วนคุณเกาจื้อเจี้ยน(高誌鍵) ผู้รับผิดชอบร้านเบเกอรี่ Vegetables Fruits Baking บอกว่า ข้าวถือเป็นสารเพิ่มความข้นที่เป็นธรรมชาติอย่างดี

    ไอศกรีมข้าว หอมละมุนกลิ่นข้าวหอม(photo:News & Market)

            ไต้หวันปลูกข้าวได้หลากหลายสายพันธุ์ คุณภาพดี มีข้าวหอมหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวเถาหยวนเบอร์ 3 ข้าวเกาสงเบอร์ 147  ข้าวไถหนงเบอร์ 71 ล้วนมีความหอมอ่อนๆ ของเผือก หากเอาข้าวหอมทำไอศกรีม ความหอมของกลิ่นเผือกและข้าวจะหลอมรวมกัน เมื่อตักเข้าปากจะหอมละมุนยิ่งนัก หรืออาจเติมแป้งรำข้าวผัดร้อนเข้าไปด้วย จะทำให้ไอศกรีมที่ได้มีความเข้มข้นเหมือนความหอมของป๊อปไรซ์(Pop Rice) นอกจากความหอมจากข้าวที่อยู่ในไอศกรีมแล้ว ไอศกรีมข้าวยังเป็นมิตรต่อสุขภาพมากกว่าไอศกรีมทั่วไป ย่อยง่าย ดูดซึมง่าย อิ่มท้อง ข้าวใช้แทนไขมันเนยได้ จึงให้พลังงานน้อยกว่า  1 ใน 3 ของไอศกรีมทั่วไป

    ไอศกรีมข้าว หอมละมุนกลิ่นข้าวหอม(photo:News & Market)

           ปัจจุบันมีผู้ประกอบการข้าว ขายข้าวให้ร้านทำไอศกรีมไม่กี่เจ้า เช่น ข้าวตัวลี่ฉือซั่งที่พัฒนาไอศกรีมร่วมกับร้านBaxter Gelato เมืองซินจู๋ มีเรื่องราวการทำไอศกรีมที่น่าสนใจไม่น้อย ขณะนี้ตกทอดถึงรุ่นที่ 4 สวีเอว่หลวน(徐月鑾) ซึ่งเป็นเถ้าแก่เนี๊ยรุ่นที่ 3 บอกว่า คนไต้หวันเริ่มคุ้นเคยกับอาหารตะวันตก ทานข้าวน้อยลงเรื่อยๆ ช่วงที่สามีสืบทอดกิจการ รับรู้วิกฤตและแนวโน้มการบริโภคข้าวของคนไต้หวัน นอกจากจะเร่งผลักดันตราข้าวของฉือซั่งแล้ว ยังเสาะหาช่องทางการนำข้าวผลิตเป็นอาหารที่มีความหลากหลายขึ้น รวมทั้งไอศกรีมจากข้าว ส่วนร้านไอศกรีมสไตล์อิตาลี Baxter Gelato ที่ตั้งอยู่ในตำบลจู๋ตง เมืองซินจู๋ ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจเช่นกัน ทางร้านเปิดกิจการนาน 17 ปีแล้ว ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นทำไอศกรีมต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มรายได้และระบายข้าวให้กับชาวนา

    ไต้หวันปลูกข้าวหอมได้หลายพันธุ์ นิยมนำมาแปรรูปอาหาร หนึ่งในจำนวนนี้คือ ไอศกรีมข้าว

            สูตรไอศกรีมข้าวโดยคุณเกาจื้อเจี้ยน : ข้าวเมล็ดสั้นไถเกิงเบอร์ 9 ที่ตรวจสอบแหล่งปลูกจำนวน 35 กรัม นมสดฟูลครีม 350 กรัม น้ำตาล 30 กรัม น้ำผึ้งหรือน้ำตาลแดง 10 กรัม (ช่วยเพิ่มกลิ่นหอม หากไม่มีให้เพิ่มน้ำตาลเป็น 40 กรัม) วิธีทำคือ เอาส่วนผสมได้แก่ แป้งข้าว  35 กรัม นมสด 200 กรัม น้ำตาลทราย 30 กรัม ผสมเข้าด้วยกัน เทลงในหม้อ เพิ่มความร้อนด้วยไฟขนาดกลางหรืออ่อน คนตลอดเพื่อไม่ให้ไหม้ เมื่อต้มจนข้น เดือดเป็นฟองแล้วให้ปิดไฟ(ต้องต้มให้เดือด ไอศกรีมจึงจะมีกลิ่นหอมของข้าว) จากนั้นเทนมสดที่เหลืออีก 150 กรัมลงหม้อ ต้มเคี่ยวและคนไม่ขาดสายเพื่อให้หนืดข้น เติมน้ำผึ้งลงไปกวนให้เข้ากัน เทไอศกรีมข้นลงภาชนะ หากให้เนื้อเนียนขึ้น นำไปกรอง แล้วนำไปแช่แข็ง 1-2 ชม. จากนั้นใช้ช้อนหรือไม้พายพลิกกลับด้าน แช่แข็งจนจับตัวแข็งนาน 2-3 ชม.ก็นำไปทานได้

            ส่วนสูตรไอศกรีมที่ทำจากข้าวสุก : ข้าวสุก 100 กรัม(ใช้ข้าวที่เหลือจากการทานก็ได้ แต่ข้าวแข็งแห้งค้างวันนำมาทำไม่ได้) นมสดฟูลครีม 200 กรัม น้ำตาลทราย 40 กรัม ไขมันเนย 110 กรัม น้ำผึ้ง 10 กรัม (เพิ่มกลิ่นหอม แล้วแต่ความชอบ) วิธีทำคือ เอาข้าวสุก นมสด 100 กรัม ไขมันเนย 50 กรัม น้ำตาลและน้ำผึ้งเทลงเครื่องปั่น ปั่นด้วยความแรงระดับกลางจนข้น จากนั้นเทนมสดและไขมันเนยที่เหลือ ค่อยๆ เท 2 -3 ครั้ง ตีจนข้าวละเอียด ระหว่างทำลองชิมไปด้วย แล้วเทลงภาชนะ แช่ช่องฟรีซนาน 1 ชม.จากนั้นเอาออกมาใส่เครื่องปั่น ปั่นอีกประมาณ 3 นาที เทใส่ภาชนะนำไปแช่แข็งอีกครั้ง เมื่อจับเป็นก้อนแข็งก็ทานได้เลย

    4 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 27 ก.ย.2565

          รายการในครั้งนี้ ขอแนะนำการปลูกอะบิวของเกษตรกรท่านหนึ่งชื่อ อิ๋นฉี่ตง(鄞啟東) ที่ทำเกษตรเชิงนิเวศ มีการเลี้ยงจระเข้ สัตว์เลี้ยงน่ารัก เช่น เต่า กระต่าย แพะ ไก่ และยังปลูกอะบิวไว้ในฟาร์มด้วย เพื่อให้คนที่เข้าไปชมฟาร์มมีความใกล้ชิดกับสัตว์และพืช ปลุกจิตสำนึกรักผืนแผ่นดินที่อาศัย ซึ่งคุณอิ๋นฉี่ตง สมัยยังหนุ่มเป็นคนชอบผจญภัย ในยุคที่อดีตประธานาธิบดีหลี่เติงฮุยมีนโยบายส่งเสริมด้านการเกษตร เรียกร้องให้คนรุ่นใหม่กลับบ้านเกิดเพื่อพัฒนาการเกษตร จึงตัดสินใจลาออกจากงาน กลับบ้านเกิดที่ตำบลเฉาโจว เมืองผิงตง รับช่วงทำเกษตรของที่บ้าน ในช่วงแรก เริ่มประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ต่อมาเลี้ยงสุกรและจระเข้ เหตุที่เลี้ยงจระเข้ก็เพื่อแก้ปัญหารกหมูที่ต้องการทิ้ง ใช้ห่วงโซ่ธรรมชาติในการกำจัดรกหมู แต่ในปี 1997 ไต้หวันเกิดการระบาดโรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์กีบคู่ ส่งผลธุรกิจการเลี้ยงหมูย่างมาก เขาเลยตัดสินใจขายหมูสุขภาพดีทั้งหมด หันมาเลี้ยงจระเข้อย่างเดียว และมีการปรับให้เป็นฟาร์มเกษตรเชิงท่องเที่ยว ประกอบกับช่วงที่หาความรู้ด้านเกษตรจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีผิงตง ทางมหาวิทยาลัยส่งเสริมให้ปลูกผลไม้หน้าร้อน โดยหนึ่งในจำนวนนี้มีผลไม้ที่ชื่ออะบิวอยู่ด้วย จึงหันมาปลูกอะบิว เพราะคิดว่าเป็นผลไม้แปลกใหม่

    คุณอิ๋นฉี่ตง เจ้าของฟาร์มเกษตรเชิงนิเวศ

          อะบิว(Abiu) ภาษาจีนเรียกว่า “หวงจินกั่ว黃金果” เป็นผลไม้ชนิดใหม่ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ผลสุกมีรูปลักษณ์สวย เหลืองอร่าม รสชาติหอมอ่อนๆ หวาน เนื้อละมุน อร่อย เนื้อสัมผัสคล้ายเจลลี่ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ราคาแพง มีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาได้ดี มีถิ่นกำเนิดในเขตป่าดิบชื้นในอเมริกาใต้ เดิมเป็นผลไม้ผลเล็กๆ ในปี 1980 สถาบันวิจัยการเกษตรนำเข้ามาปลูกในไต้หวัน หลังผ่านการปรับปรุงพันธุ์และวิธีการปลูกหลายครั้ง ปัจจุบันกลายเป็นผลไม้ผลใหญ่ รูปลักษณ์กลมสวยน่ารับประทาน เพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ได้ คุณอิ๋นฉี่ตงบอกว่า ตอนนี้มีพื้นที่อีกแปลงประมาณ 1 เฮกตาร์ที่ปลูกอะบิวโดยเฉพาะ ส่วนในฟาร์มเกษตรก็ได้ปลูกอะบิวไว้ 10 กว่าต้น เอาไว้แนะนำนักท่องเที่ยว หรือเด็กๆ ที่เข้าไปเที่ยวชม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    ฟาร์มเกษตรเชิงนิเวศของคุณอิ๋นฉี่ตง

          อย่างไรก็ตาม อะบิวเป็นผลไม้ที่มีศัตรูพืชมาทำลายไม่น้อยเช่นกัน ที่สร้างความปวดหัวมากที่สุดคือแมลงวันผลไม้ ในช่วงก่อนที่อะบิวใกล้ออกดอก เพื่อป้องกันแมลงผลไม้กัดกิน จะพ่นยาฆ่าแมลงในปริมาณที่จำกัด แต่หลังอะบิวออกดอกแล้วจะไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และช่วงก่อนอะบิวติดผล 2-3 เดือน จะใช้อุปกรณ์ล่อแมลงวันผลไม้ หรือใช้เครื่องดักจับแมลงแขวนไว้ที่สวนตลอดทั้งปี เมื่อผลอะบิวโตระดับหนึ่ง จะห่อผลด้วยถุงพลาสติก และในทุก 2-3 เดือนจะจ้างคนมาตรวจสอบว่ามียาฆ่าแมลงตกค้างในผลอะบิวหรือไม่ อะบิวเป็นผลไม้ที่ออกผลตลอดทั้งปี แต่ฤดูกาลที่มีผลผลิตมากอยู่ระหว่างเดือนก.ค.-ส.ค. เพื่อบำรุงต้นและให้ได้ผลอะบิวที่ได้รับสารอาหารเต็มที่ จะตัดแต่งต้นให้เตี้ยลง ห่อผลและเด็ดผลไม่ดีทิ้ง การปลูกอะบิวจนเก็บเกี่ยวผลได้ต้องใช้เวลา 3-4 ปี ดูเหมือนว่านาน แต่ถ้าคิดอีกแง่หนึ่งก็คล้ายกับนักศึกษาที่เรียนมหาวิทยาลัยนาน 4 ปีจึงจบการศึกษาและไปทำงานได้ เช่นเดียวกันผลอะบิวใช้เวลา 4 ปีสามารถออกผลจนทำเงินได้ ผู้ปลูกต้องมีความอดทน ใช่ว่าปลูกได้ครึ่งทางแล้วก็เลิกล้มไป

    แมลงวันผลไม้ ศัตรูร้ายกาจของอะบิว

          คุณอิ๋นฉี่ตงบอกว่า ตนชอบงานท้าทาย แม้อายุมากแล้ว แต่ก็ยังทำเกษตรอีก ปีนี้เป็นปีที่ 12 ที่ปลูกต้นอะบิว ปัจจุบันอะบิวที่ขายในแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์เกษตรมีชื่อส่วนใหญ่มาจากสวนของเขา เขาบอกว่า การปลูกให้ได้ผลเจริญเติบโตดี ทำได้ไม่ยากนัก สิ่งที่ยากคือทำอย่างไรให้ผลผลิตออกนอกฤดูกาล การปลูกอะบิวหากให้ปุ๋ยมากเกินไป จะทำให้ต้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนติดผลยาก แต่ต้นอะบิวที่ใกล้ตายหรือเจอวิกฤตก็จะออกผลได้เช่นกัน ส่วนใหญ่ผลแบบนี้จะเล็ก ทานไม่อร่อย รูปลักษณ์ไม่สวย เพราะฉะนั้นจะต้องควบคุมอัตราส่วนของปุ๋ย ปริมาณของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ต้องพอเหมาะ อย่าให้ผลผลิตกระจุกอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ต้องคอยตรวจเช็กราคาในตลาดผลไม้ ทำการวิเคราะห์ เพิ่มพูนความรู้ ปรับเทคนิคการปลูก หรือปรับปรุงพันธุ์ นอกจากนี้  ควรเพิ่มช่องทางขายมากขึ้น มีความใกล้ชิดกับผู้บริโภค ก่อนรับใบสั่งซื้อ ควรคาดคะเนว่าผลผลิตในสวนมีประมาณเท่าไร และควรติดต่อด้วยการโทรหาลูกค้าโดยตรง คุณอิ๋นฉี่ตงบอกว่า แม้ตัวเองไม่ได้จบด้านการเกษตรโดยเฉพาะ แต่เมื่อศึกษาหาความรู้ไปนานๆ หลายๆ ครั้ง ก็จะได้รับความรู้ใหม่ เขาจะเป็นผู้ออกแบบกล่องของขวัญอะบิวในฟาร์มเอง และยังร่วมมือกับบริษัทไบโอเทคโนโลยีผลิตเอนไซม์อะบิว ร่วมมือกับเกษตรกรในท้องถิ่น เลือกสรรค์วัตถุดิบสดใหม่ในฤดูกาล ขายให้กับผู้บริโภค ผลักดันอาหารและเครื่องดื่มจากแหล่งปลูกสู่โต๊ะอาหาร ในอนาคตยังจะร่วมมือกับผู้ประกอบการพัฒนาอะบิวไอศครีม และผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ เพื่อขยายตลาดผลไม้อะบิวด้วย

    เอนไซม์ที่ทำจากอะบิว

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 20 ก.ย.2565

    ปลูกหน่อไม้น้ำด้วยหลอดไฟ LED โทนสีม่วงแดงแทนหลอดโซเดียมความดันสูง สามารถประหยัดค่าไฟได้มากกว่า 70%

    ตำบลผูหลี่ เมืองหนานโถว ถือเป็นแหล่งปลูกหน่อไม้น้ำที่มีสัดส่วน 90% ของประเทศ หลิวจงเสียน(劉宗賢)หัวหน้ากลุ่มเกษตรกรที่ 25 ของตำบลผูหลี่บอกว่า ที่นี่อากาศเย็นสบายทั้งปี น้ำใต้ดินอุดมสมบูรณ์ หน่อไม้น้ำที่ปลูกได้มีความหวาน หน่ออวบใหญ่  เมื่อถึงช่วงฤดูหนาวที่แสงแดดไม่เพียงพอ หน่อไม้น้ำที่ปลูกได้ค่อนข้างสั้น ขายได้ราคาน้อยกว่า แต่หลังจากที่พบว่า หน่อไม้น้ำที่ปลูกใกล้เสาไฟฟ้าริมทางในช่วงหน้าหนาวเจริญเติบโตดี จึงทดลองใช้หลอดไฟโซเดียมความดันสูงในการส่องสว่าง ผลปรากฏว่าหน่อไม้น้ำเจริญเติบโตดี ร่นเวลาปลูกได้ครึ่งหนึ่ง จากเดิมต้องปลูก 120 วัน ลดลงเหลือ 60 วัน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว และยังปรับฤดูกาลปลูกไม่ให้ผลผลิตกระจุกอยู่ในช่วงเดียวกัน กระจายรายได้ให้มีตลอดทั้งปีด้วย

    บรรยากาศทุ่งหน่อไม้น้ำยามค่ำคืนที่ใช้หลอดไฟ LED โทนสีม่วงแดง

    อย่างไรก็ตาม หลังใช้หลอดโซเดียมความดันสูงส่องสว่างหน่อไม้น้ำนานๆ ปัญหาก็เกิดขึ้นตามมาไม่น้อย หลี่ต๋าเลี่ยง(李達量) เกษตรกรที่มีประสบการณ์ปลูกหน่อไม้น้ำนานกว่า 30 ปีบอกว่า ปัญหาการใช้หลอดโซเดียมความดันสูงหลักๆแล้วคือต้องจ่ายค่าไฟเยอะ มีต้นทุนการติดตั้ง รวมทั้งแสงไฟจากการใช้มีโทษด้วย ซึ่งต้นทุนค่าที่ใช้หลอดโซเดียมความดันสูง 1 หลอดต่อ 1 คืน ประมาณ 20 เหรียญไต้หวัน ตลอดฤดูกาลตั้งแต่ปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวได้ต้องส่องสว่างนาน 2 เดือน หากพื้นที่เพาะปลูก 5 ส่วนก็ต้องจ่ายค่าไฟอย่างน้อย 15,000 เหรียญไต้หวัน การออกแบบของหลอดโซเดียมความดันสูงจะส่องแสงคล้ายรูปกรวย แสงกระจายไม่เท่ากัน หน่อไม้น้ำที่อยู่ใกล้เสาไฟจะไม่ค่อยได้รับแสงสว่างทำให้โตไม่ดี ต้องเพิ่มการติดตั้งหลอดไฟอีก 5 หลอดต่อพื้นที่ 1 ส่วน เพื่อให้พื้นที่ทุกส่วนได้รับแสงสว่าง ส่วนใหญ่หลังติดตั้งหลอดโซเดียมความสูงครั้งแรกแล้วต้องติดตั้งเพิ่มอีก แต่เนื่องจากแสงสว่างจากหลอดไฟสว่างมาก ชาวบ้านที่ผ่านไปในยามค่ำคืน มักจะตกท่อน้ำเพราะมึนศีรษะจากแสงไฟที่จ้าเกินไป

    บรรยากาศทุ่งหน่อไม้น้ำยามค่ำคืนที่ใช้หลอดไฟ LED โทนสีม่วงแดง

    กัวหมิงอวี้(郭明裕) ศ.คณะเคมีประยุกต์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติจี้หนานบอกว่า ปัจจุบันหน่อไม้น้ำที่ปลูกในตำบลผูหลี่มีพื้นที่เกือบ 1,800 เฮกตาร์ มีการติดตั้งหลอดโซเดียมความดันสูงนับหมื่นหลอด หากช่วงเวลากลางคืนเปิดหลอดไฟทั้งหมดก็ราวกับเหมือนช่วงเวลากลางวัน มีชาวบ้านมักจะบ่นว่าแสงไฟที่สว่างเกินไปกระทบกับความเป็นอยู่ จนบางครั้งทำลายโครงที่ติดตั้งหลอดไฟ เพื่อแก้ข้อบกพร่องของหลอดโซเดียมความดันสูง ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเริ่มพัฒนาหลอด LED แทนที่หลอดโซเดียมความดันสูง ทั้งนี้ กำลังวัตต์ของหลอดไฟ LED มีแค่ 1 ใน 4 ของหลอดโซเดียมความดันสูง ประหยัดไฟได้ถึง 75% ซึ่งคุณเจิ้งเติงหยุ่น(鄭登允) เจ้าหน้าที่ทีมวิจัยบอกว่า สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเคยทำการสำรวจพบว่า หน่อไม้น้ำเจริญเติบโตได้ดีเมื่อใช้แสงไฟสีม่วงแดง ทางทีมวิจัยจึงออกแบบหลอดไฟ LED ที่มีความยาวคลื่นเหมาะกับการปลูกหน่อไม้น้ำ พร้อมทั้งปรับโครงสร้างการติดตั้งหลอดไฟให้ส่องสว่างสม่ำเสมอขึ้น และมีเกษตรกรที่ชื่อเผิงเติงเยี่ย(彭登業)ทดลองใช้หลอดไฟ LED ปลูกหน่อไม้น้ำ เปรียบเทียบกับการปลูกที่ใช้หลอดโซเดียมความดันสูง หลังทดลองปลูก 3 ปี พบว่าการใช้หลอดไฟ LED ส่องสว่างยังคงผลผลิตเดิมได้ แต่ประหยัดค่าไฟได้มากกว่า การใช้งานยาวนานกว่า แสงไฟนวลกว่า ไม่สว่างจ้า ไม่รบกวนความเป็นอยู่ของชาวบ้าน แสงไฟสีม่วงแดงให้ความรู้สึกเหมือนโลกในฝัน หากเกษตรกรใช้หลอดไฟ LED มากขึ้นก็จะทำให้ยามค่ำคืนของตำบลผูหลี่มีเอกลักษณ์พิเศษอีกแบบ

    บรรยากาศทุ่งหน่อไม้น้ำยามค่ำคืนที่ใช้หลอดไฟ LED โทนสีม่วงแดง

    ศ.กัวหมิงอวี้ชี้ว่า เกษตรกรที่ปลูกหน่อไม้น้ำยอมรับข้อดีของหลอดไฟ LED แต่ต้นทุนการติดตั้งสูง หลายคนยังไม่กล้าลงทุน เพราะเพียงแค่พื้นที่ 1 ส่วน ต้นทุนของหลอดไฟ LED อาจสูงถึง 20,000 เหรียญไต้หวัน หากต้องการให้เกษตรกรจ่ายเงินจำนวนมากในครั้งเดียวอาจเป็นเรื่องยาก แม้ปัจจุบันทางรัฐบาลเมืองหนานโถวให้เงินอุดหนุน แต่ผู้ที่ใช้หลอดไฟ LED ปลูกหน่อไม้น้ำมีเพียง 10 เฮกตาร์ ถือว่ายังไม่ถึง 1 ใน 100 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด เกษตรกรหลิวจงเสียนบอกว่า แม้พื้นที่ 10 เฮกตาร์ดูเหมือนมีขนาดเล็ก แต่ถ้าดูแลดี ผลผลิตงามก็จะเป็นข้อบ่งชี้ว่าการใช้หลอดไฟ LED ได้ผลจริงๆ และในปีนี้ สมาคมเกษตรตำบลผูหลี่เข้าร่วมโครงการอุดหนุน อนาคตคาดหวังจะมีเกษตรกรใช้หลอดไฟ LED ปลูกหน่อไม้น้ำมากขึ้น

    บรรยากาศยามค่ำคืนที่ใช้หลอดโซเดียมความดันสูงนับหมื่นหลอด สว่างเหมือนช่วงกลางวัน

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 13 ก.ย.2565

          บลูเบอร์รี่(Blueberry) ภาษาจีนเรียกว่า “หลานเหมย-藍莓” เป็นผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว นิยมทานแบบสด หรือนำมาตกแต่งทำขนมต่างๆ หรือทำเป็นแยม ซอส ฯลฯ ก็ได้ เป็นผลไม้ที่มีแอนโทไซยานีน สารสีน้ำเงินที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ในไต้หวันมีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นในปีนี้ชื่อ หยางซื่ออี้(楊士藝) ตอนเรียนปริญญาโทได้เริ่มปลูกบลูเบอร์รี่แล้ว ปัจจุบันมีพื้นที่ 4 แปลงที่เก็บผลผลิตได้แล้ว และอีก 6 แปลงเป็นที่ดินเช่าที่อยู่ระหว่างการปลูก เพราะเล็งเห็นว่าเป็นพืชเศรษฐกิจราคาสูง คนไต้หวันชอบรับประทานมาก สถิติการนำเข้าปี 2017 - 2019 มีประมาณ 1,000-1,200 ตัน ปี 2020 เพิ่มขึ้นเป็น 1,570 ตัน ปี 2021 เพิ่มขึ้นเป็น 2,035 ตัน และการซื้อบลูเบอร์รี่ในไต้หวันถือว่าง่าย ในซุปเปอร์มาเก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ตก็มีผลสดขายเยอะ

    คุณหยางซื่ออี้ประสบความสำเร็จปลูกบลูเบอร์รี่ออร์แกนิค

         หยางซื่ออี้บอกว่า การปลูกบลูเบอร์รี่ในไต้หวันไม่มียาฆ่าแมลงที่ใช้โดยเฉพาะ ผู้ประกอบที่ขายสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงไม่มีการจดทะเบียนขออนุญาตใช้ยาฆ่าแมลงในบลูเบอร์รี่ เนื่องจากการขอจดทะเบียนต้องมีค่าใช้จ่าย พื้นที่เพาะปลูกบลูเบอร์รี่ในไต้หวันมีน้อยมาก ไม่คุ้มต่อการลงทุน เกษตรกรที่ปลูกบลูเบอร์รี่จึงต้องปลูกแบบออร์แกนิคเท่านั้น นอกจากใช้วิธีป้องกันหนอนแมลง เช่น ล่อแมลงด้วยแสงไฟ จับทิ้ง ยังใช้วิธีพ่นน้ำมันที่เป็นเชื้อแบคทีเรียจากธรรมชาติ กำจัดแมลง ซึ่งศัตรูพืชที่พบเห็นบ่อยได้แก่ ตัวอ่อนของแมลงมอธ เพลี้ยไฟ แต่ที่สร้างความปวดหัวคือด้วง เป็นด้วงสีเขียวตัวเล็ก เปลือกแข็ง มันจะกัดกินทุกส่วนไม่ว่าใบ ดอก หรือผลของบลูเบอร์รี่ ส่วนในต่างประเทศปลูกเชิงพาณิชย์จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ปีนี้มีการตรวจพบบลูเบอร์รี่นำเข้ามียาฆ่าแมลงเกินกำหนด 3 ล็อต มาจากญี่ปุ่นและชิลี ดังนั้นใครที่ชอบทานก็ต้องล้างให้สะอาดก่อนบริโภคทุกครั้ง

    ในไต้หวันไม่มียาฆ่าแมลงที่ใช้กับบลูเบอร์รี่โดยเฉพาะ

         หลินหม่าเหวิน(林馬雯)ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไทจงบอกว่า ปัจจุบันเกษตรกรปลูกบลูเบอร์รี่ในไต้หวันมีจำนวนน้อยมากๆ หยางซื่ออี้ ที่ปลูกบลูเบอร์รี่ในภูเขาปากว้าเขตหนานโถวถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกในไต้หวัน มีการส่งขายผลผลิตทางอินเทอร์เน็ตโดยตรง แม้ไต้หวันมีการนำเข้ามาปลูกนานแล้ว แต่เกษตรกรที่ลงทุนปลูกมีน้อย เพราะว่าบลูเบอร์รี่ผลเล็ก ดูแล้วมีปริมาณน้อย หากจะผลักดันให้ปลูกก็ต้องอาศัยเกษตรกรรุ่นใหม่ เกษตรกรรุ่นเก่าบอกว่าเป็นผลไม้ที่ไม่น่าปลูก

    การเก็บผลบลูเบอร์รี่ต้องประคบประหงมมาก

         ฤดูกาลของบลูเบอร์รี่ที่ปลูกในไต้หวัน อยู่ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม การปลูกจนเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต้องใช้เวลา 3 ปี การผลักดันให้ปลูกไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย คุณหยางซื่ออี้บอกว่า ตัวเองเคยเอาผลบลูเบอร์รี่ให้อาม่ากิน อาม่าบอกว่าผลเล็ก กินไม่อร่อย นอกจากนี้ การขนส่ง การเก็บรักษามีขั้นตอนยุ่งยาก ต้นทุนแรงงานสูง การขายทั่วไปมักจะไม่ได้รับการยอมรับเพราะราคาสูง จึงต้องปลูกเองทำเองทุกอย่าง ไม่ว่าการเพาะพันธุ์ต้นกล้า การดูแลสวน การเก็บผล การรับใบสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต การบรรจุภัณฑ์ส่งขายถึงมือผู้บริโภค แต่เขาก็มีความหวังในการปลูกเพราะคนไต้หวันชอบทาน บลูเบอร์รี่ที่นำเข้าจากอเมริกาเหนือจะขายในราคาที่สูงกว่า น้ำหนัก 125 กรัมต่อแพ็ค ขาย 80-120 เหรียญไต้หวัน ส่วนที่นำเข้าจากชิลีและเปรูน้ำหนักเท่ากันคือ 125 กรัมขายแพ็คละ 50 เหรียญไต้หวัน อย่างไรก็ตาม บลูเบอร์รี่ของนายหยางซื่ออี้ที่ขายในปีนี้แพ็คละ 190 เหรียญไต้หวัน ถือว่าสูงกว่ามาก แต่ผู้บริโภคชื่นชอบ เพราะมีความสด ปลอดสาร ปลูกไม่พอขายอีกด้วย

    การปลูกบลูเบอร์รี่ต้องปรับสภาพดินให้เหมาะสม

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 6 ก.ย.2565

           หากจะพูดถึงการกักกันโรคพืชและสัตว์ที่มาจากต่างประเทศ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการตรวจที่ด่านศุลกากรของสนามบินหรือท่าเรือ แต่น้อยคนที่จะคิดถึงศูนย์กลางที่จัดการพัสดุไปรษณีย์ในกรุงไทเป ซึ่งที่นี่จะมีเจ้าหน้าที่นำสุนัขดมกลิ่นร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตรวจกักกันโรคทำการตรวจพัสดุที่ส่งมาจากต่างประเทศอย่างไม่ขาดสายเช่นกัน ซึ่งทั่วไต้หวันมีทีมสุนัขดมกลิ่นที่คอยปฏิบัติหน้าที่ตามสนามบิน ท่าเรือ รวมทั้งศูนย์จัดการพัสดุต่างประเทศทั้งหมด 56 ชุด สถิติกรมตรวจสอบสุขอนามัยและการกักพันธุ์พืชและสัตว์ชี้ว่า ในทุกปีช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ล้วนมีการส่งพัสดุจากต่างประเทศที่ทำผิดกฎระเบียบถี่ที่สุด ที่พบเห็นบ่อยที่สุดคือ ขนมไหว้พระจันทร์ที่มีไส้หมูเป็นส่วนประกอบ หลินฝัน(林凡) เจ้าหน้าที่กรมกักกันโรคสัตว์บอกว่า เนื่องจากกฎระเบียบของแต่ละประเทศมีข้อกำหนดที่ต่างกัน ผู้ที่ทำผิดระเบียบก็ต่างกันด้วย เช่น พัสดุจากฟิลิปปินส์มักจะเป็นหนังหมูทอด จากญี่ปุ่นเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยง จากจีนเป็นขนมขบเคี้ยวที่มีส่วนประกอบของเนื้อรวมทั้งเครื่องปรุงที่มีเนื้ออยู่ในซองบะหมี่สำเร็จรูป และไม่กี่ปีนี้ ยังมีพืชที่ใช้ปลูกประดับในอาคารก็ได้รับความนิยมมาก ดังนั้นจึงมีพืช เมล็ดพันธุ์ หัวพืชที่ผิดกฏระเบียบส่งเข้ามาไต้หวัน เฉินอวี่เชียน(陳宇謙) เจ้าหน้าที่กักกันโรคพืชบอกว่า ประชาชนมักสั่งซื้อจากเว็บไซต์ต่างประเทศแล้วส่งเข้าไต้หวัน

    จมูกน้องหมาไม่เคยพลาด

          ไม่กี่ปีนี้ศูนย์กลางจัดการพัสดุต่างประเทศของกรุงไทเปประสบความสำเร็จในการป้องกันการลักลอบส่งผลิตภัณฑ์เนื้อหมูจากเขตระบาดของโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกรเข้าประเทศได้ไม่น้อยด้วย ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่สำคัญคือสุนัขดมกลิ่น โดยสุนัขเหล่านี้ก่อนไปทำหน้าที่จะต้องผ่านการฝึกฝนที่เข้มงวด หลินชิวจวิน(林秋君) ผู้จูงสุนัขดมกลิ่นปฏิบัติหน้าที่บอกว่า สุนัขต้องเจอพัสดุผิดกฏหมายหลากหลายชนิดมาก ต้องทนต่อเสียงดังจากรถลำเลียงสินค้า เสียงดังจากพนักงานที่กำลังทำงาน ซึ่งสุนัขเหล่านี้ส่วนใหญ่เริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่อายุ 2-4 ปี ระยะเวลาทำงานนานสุด 7 ปี การที่จะฝึกสุนัขดมกลิ่นทำหน้าที่ได้สักตัวไม่ใช่ง่าย แต่ละตัวมีนิสัยหรือความชำนาญแตกต่างกัน แต่ที่ต้องมีคือ ชอบกิน สิ่งที่ดึงดูดใจและเป็นรางวัลได้มากที่สุดคือการให้ของกิน ซึ่งการฝึกสุนัขดมกลิ่นจะคล้ายกับการค้นหาสิ่งมีค่า ยกตัวอย่าง สุนัขดมกลิ่นที่ชื่อ “Wally” สายพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ อายุ 5 ขวบ ตอนนี้หน้าที่นาน 3 ปีครึ่งแล้ว มีนิสัยซุกซน ว่องไว ไม่อยู่นิ่ง เห็นพัสดุก็จะเข้าไปดมกลิ่นทันที มีนิสัยชอบกิน ใจกล้า จึงเหมาะต่อการทำหน้าที่มาก

    น้องหมาWally คู่หูของเจ้าหน้าที่ 

           ปกติพนักงานจูงสุนัขดมกลิ่นแต่ละคนจะคุ้นเคยในการปฏิบัติหน้าที่อยู่กับสุนัขดมกลิ่น 1-2 ตัว และมักจะต้องอยู่เป็นเพื่อนเล่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสุนัข ตลอดจนต้องดูแลสุขภาพของสุนัขด้วย นอกจากนี้ ยังต้องขับรถพาสุนัขดมกลิ่นไปปฏิบัติหน้าที่ในที่ต่างๆ ในขณะที่ฝึกฝนสุนัขก็ต้องให้สุนัขรับรู้ถึงการให้กำลังใจและความมีพลัง น้ำเสียงและท่าทางของผู้ฝึกสุนัขก็คล้ายกับนักแสดงบนเวทีจะต้องทนต่อสายตาของผู้คนรอบด้าน เพราะถ้าเสียงของผู้ฝึกเบาหรือไม่มีแรงก็จะทำให้สุนัขไม่สามารถตัดสินใจว่าอะไรถูกอะไรผิด หากสุนัขดมกลิ่นไม่ได้รับการยกยอที่ชัดเจน นานวันเข้าสุนัขดมกลิ่นก็จะไม่ฟังคำสั่ง เพราะฉะนั้นในขณะปฏิบัติหน้าที่ก็จะได้ยินเสียงยกยอของเจ้าหน้าที่ “ว้าว เจ้าเก่งจัง” “เก่งมาก” “เจ๋งมาก”...

    พัสดุจากต่างประเทศที่มีส่วนประกอบของเนื้อ

           สิ่งของในพัสดุที่ส่งจากต่างประเทศ หลายคนมักคิดว่ามันก็แค่อาหารที่กินตามปกติ แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ห้ามนำเข้าประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อที่ผิดกฏหมายครองสัดส่วนถึง 30% ภายในพัสดุมักจะเป็นอาหารท้องถิ่นที่ญาติหรือเพื่อนส่งให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในไต้หวันเป็นเวลานาน ขนาดเล็กอาจจะเป็นแค่ขาไก่ เนื้อแห้ง ถ้าใหญ่หน่อยอาจจะเป็นหมูแฮมอัดแท่ง และมักซุกซ่อนอยู่ในของใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อผู้รับได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่ อาจจะถึงกับอึ้งพูดไม่ออก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่บอกว่าขอเพียงมีส่วนประกอบที่มีเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะบรรจุแบบสุญญากาศหรือธรรมดา ล้วนห้ามส่งทางไปรษณีย์เข้าประเทศ ที่ผ่านมา พัสดุผิดระเบียบจะใช้วิธีการตีคืนสู่ต้นทาง แต่เพื่อหลีกเลี่ยงที่ผู้ส่งคิดว่าอาจโชคดีผ่านด่านได้และการเพิ่มความเข้มงวดของการป้องกันโรคอหิวาห์แอฟริกาในสุกร ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.ปี นี้ มีการดำเนินมาตรการปรับผู้ที่ฝ่าฝืนครั้งแรกปรับ 200,000 เหรียญไต้หวัน หากฝ่าฝืนตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป ปรับ 1,000,000 เหรียญไต้หวัน จึงขอความร่วมมืออย่าสั่งซื้อสินค้าจากแหล่งที่ไม่ทราบที่มา หากมีข้อสงสัยก็ให้สอบถามกรมตรวจสอบสุขอนามัยและการกักพันธุ์พืชและสัตว์ได้

    เฟิร์นสกุลชายผ้าสีดานิยมปลูกประดับในอาคาร

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 30 ส.ค.2565

       ฟิกหรือมะเดื่อฝรั่งจัดเป็นผลไม้ราคาสูงของไต้หวัน ต้องทะนุถนอมในการปลูกและส่งขาย    

            ฟิก(Fig) หรือมะเดื่อฝรั่ง ภาษาจีนเรียกว่า “อู๋ฮัวกั่ว無花果”ที่แปลว่า ผลที่ไม่มีดอก เป็นชื่อที่หลายคนคิดว่าแปลกมาก จึงมีคำถามว่าเป็นผลไม้ที่ไม่มีดอกจริงหรือไม่  อู๋หวั่นหลิง(吳婉苓) ผู้ช่วยวิจัยสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเถาหยวนบอกว่า หากผ่าผลดูก็จะเห็นดอกเล็กๆอยู่ข้างใน และส่วนในสุดที่เล็กๆ ก็คือเมล็ด เนื่องจากดูจากต้นแล้วจะไม่เห็นดอกเลย ดังนั้นในภาษาจีนจึงตั้งชื่อว่า “อู๋ฮัวกั่ว” ทั้งนี้ฟิกเป็นพืชประเภทเดียวกับต้นโพธิ์ ไทร ไกร กร่าง มะเดื่อ ออกลูกออกผลตามซอกใบหรือข้างลำต้น โดยไม่มีใครเคยเห็นมีดอกมาก่อน เป็นเรื่องมหัศจรรย์ของธรรมชาติมาก  ในคัมภีร์ไบเบิลได้พูดถึงผลไม้ที่ชื่อ "มะเดื่อฝรั่ง" ไว้มากที่สุด  ในตำนานยุโรปและตะวันออกยุคโบราณบันทึกไว้ว่า ชาวอียิปต์และชาวกรีกเชื่อว่ามะเดื่อเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นผลไม้สำหรับนักกีฬาเพื่อให้ร่างกายมีกำลังวังชา

    ฟิกหรือมะเดื่อฝรั่งจัดเป็นผลไม้ราคาสูงของไต้หวัน

    ไต้หวันเริ่มปลูกฟิกตั้งแต่ปี 1915 ต่อมาปี 1970 มีการนำพันธุ์ฟิกจากอินเดีย สหรัฐ และอิสราเอลเข้ามาปลูกด้วย แต่พื้นที่เพาะปลูกมีไม่มาก ประมาณ 35 เฮกตาร์ ส่วนใหญ่ปลูกที่เมืองหยุนหลิน ปลูกในโรงเรือน มีต้นทุนการปลูกสูง เวลาเก็บเกี่ยวก็ต้องระมัดระวังไม่ให้ผลฟิกช้ำ เวลาขนส่งต้องเก็บรักษาความเย็นตลอด ดังนั้นฟิกที่ขายในไต้หวันจึงราคาค่อนข้างสูง ส่วนฟิกแห้งที่ขายในท้องตลาดล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบัน นอกจากรับประทานผลฟิกสดแล้ว ยังนิยมปลูกในกระถางไว้ชมความสวยงามด้วย

    ต้องทะนุถนอมผลฟิกขณะเก็บเกี่ยว

            การปลูกฟิกในไต้หวันถือเป็นพืชที่ปลูกยาก จางจิ่นซิง(張錦興)ผอ.ปรับปรุงพันธุ์พืชเขตไถหนานบอกว่า ฟิกติดผลได้ต้องมีสิ่งสำคัญ 4 ประการ เนื่องจากในไต้หวันไม่มีตัวต่อที่ช่วยผสมเกสร ผลฟิกที่ปลูกในไต้หวันจะปลูกแบบไม่มีการผสมเกสรก็ติดผลได้ และยังนำเข้าพันธุ์ฟิกจากญี่ปุ่นที่มีผลโตสีแดงมาปลูกเป็นหลัก หลังปลูกปีที่ 2 ส่วนใหญ่ก็จะออกผล ฟิกเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศบนภูเขาสูงระดับกลาง ไม่ชอบน้ำขัง เกษตรกรมักปลูกตามริมแม่น้ำ สภาพดินร่วนปนทราย ซึ่งที่ตำบลเน่ยหลินเมืองหยุนหลินถือว่าเหมาะมาก อย่างไรก็ตาม ต้นฟิกไม่ชอบน้ำเยอะหรือฝนชุก เพราะผลปริง่ายหรือไม่ก็ติดเชื้อเน่า ขายไม่ได้ราคา ต่อมาหันมาปลูกในโรงเรือน ศัตรูของฟิกคือเพลี้ยหอยเกล็ดมักจะทำให้ข้างในของผลฟิกเป็นสีน้ำตาล เนื้อแข็งและไม่หวาน วิธีแก้ปัญหาโดยใช้ตาข่ายคลุมทั้ง 4 ด้าน ให้อากาศถ่ายเท ใช้ระบบหยดน้ำควบคุมความชื้น ฉีดพ่นตามลำต้นด้วยน้ำสบู่ทุกๆ วันเพื่อป้องกันหนอนแมลง เกษตรกรพยายามขจัดปัญหาเพื่อปลูกผลฟิก จนปัจจุบันสามารถเห็นผลฟิกขายในโซเชียลหรือตามตลาดนัดเกษตร แต่ว่าราคาของผลฟิกยังคงสูง น้ำหนัก 600 กรัม( 1 ชั่ง) ขายกันอย่างน้อย 600 เหรียญไต้หวัน จนทำให้ผู้บริโภคหลายคนไม่ค่อยกล้าซื้อมาทานและบ่นว่าทำไมผลฟิกจึงแพงมาก

    ต้องทะนุถนอมผลฟิกขณะขนส่งขาย

            จางเสวียเจิ้ง(張學正)เกษตรที่ปลูกฟิกบอกว่า เนื่องจากฟิกปลูกในโรงเรือน การเก็บผลและการขนส่งต้องทำหลายขั้นตอน ต้นทุนสูง ผลฟิกที่ถึงช่วงเก็บเกี่ยวแล้วจะสุกเร็ว แต่ละวันต้องเดินไปเก็บหลายครั้ง ผลสุกผิวแตกง่าย เวลาเก็บต้องใช้มือประคองเพื่อลดความเสียหาย ก่อนบรรจุผลฟิกลงลังจะต้องห่อหุ้มด้วยโฟมตาข่ายเพื่อกันช้ำ เวลาขนส่งขายก็ต้องเก็บรักษาความเย็นตลอด เพิ่มภาระต้นทุนการขนส่ง ซึ่งการปลูกฟิกต้องใช้แรงงานและเทคนิคการปลูกที่สูงกว่าพืชอื่น แม้จะปลูกในโรงเรือนเหมือนกัน ทำให้เกษตรกรอื่นๆ ลองปลูกแล้วต้องยกเลิกไป ซึ่งทั้งหมดนี้เองที่ทำให้ราคาของฟิกหรือมะเดื่อฝรั่งที่ปลูกในไต้หวันยังคงสูงอยู่ นอกจากนี้ ฟิกยังถือเป็นผลไม้ระดับสูงที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นผลไม้ที่หลายคนเชื่อว่ารับประทานแล้วอายุยืน และเกษตรกรในไต้หวันที่ปลูกฟิกมักปลูกแบบปลอดสารด้วย

    ไต้หวันนิยมปลูกต้นฟิกเป็นไม้ประดับ

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 23 ส.ค.2565

         ปีนี้คาดว่าผลผลิตส้มโอมีประมาณ 69,000 ตัน และลดลงจากปีที่แล้ว 10% หรือประมาณ 7,000 กว่าตันซึ่งเท่ากับปริมาณการส่งขายต่างประเทศในปีที่แล้วก็ตาม แม้จีนสั่งห้ามนำเข้าส้มโอของไต้หวัน การขายส้มโอในประเทศก็ยังถือว่าไม่มีปัญหามากนัก แต่เนื่องจากไป๋ลู่ห่างจากเทศกาลไหว้พระจันทร์มีเพียง 3 วันเท่านั้น การที่จะต้องระบายส้มโอเกือบ 70,000 ตันภายใน 2-3 สัปดาห์ถือเป็นแรงกดดันสูง ซึ่งไป๋ลู่มักใช้ในการคำนวณความสุกงอมของส้มโอที่เพาะปลูกในไต้หวัน โดยส่วนใหญ่จะเก็บผลส้มโอได้ตั้งแต่ก่อน "ไป๋ลู่-白露" หรือน้ำค้างขาวของช่วงการเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศทั้ง 24 ตามปฏิทินจีนประมาณ 10 วัน ส้มโอที่เก็บได้จะมีความสุกงอม รสชาติดี หวานฉ่ำอร่อย หากว่าไป๋ลู่กับเทศกาลไหว้พระจันทร์ใกล้กันมาก ก็จะทำให้การบรรจุขายส้มโอค่อนข้างเร่งรีบ ขายไม่ทันเทศกาลไหว้พระจันทร์ หากเลยเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้วความต้องการส้มโอจะน้อยลง ในปีนี้ถือว่าโชคไม่เข้าข้างนัก จีนระงับนำเข้าส้มโอ และเทศกาลไป๋ลู่กับเทศกาลไหว้พระจันทร์ห่างกันเพียง 3 วันเท่านั้น

    ปีนี้ส้มโอมีผลผลิตลดลงเทียบกันปีที่แล้ว 10%

         เฉินฉีจ้ง ปธ.คณะกรรมการการเกษตรชี้ว่า ขณะนี้ส่งส้มโอไปขายต่างประเทศแล้ว 300 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน 20% แต่ว่าเป้าหมายการส่งออกทั้งหมดอยู่ที่ 3,000 ตัน หากการส่งขายต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นก็จะทำให้ราคาจากแหล่งปลูกสามารถรักษาให้คงที่ได้ ปีนี้มีการปรับการขายส้มโอคาดว่านำมาแปรรูปจำนวน 2,500 ตัน ขายในประเทศ 2,500 ตัน อย่างไรก็ตามในส่วนของการนำมาแปรรูปได้วางแผนแปรรูปเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็น 5,000 ตันหรือไม่มีขีดจำกัดด้วย โดยรับซื้อส้มโอผลใหญ่แปรรูปเป็นชาส้มโอ เชื่อมเปลือกส้มโอ ผลิตภัณฑ์ยาสระผมต่างๆ หรือสินค้าอื่น ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของส้มโอ ให้เงินอุดหนุนรับซื้อกิโลกรัมละ 10 เหรียญไต้หวัน ในจำนวนนี้รวมค่าขนส่ง 2 เหรียญไต้หวัน ค่าปอกเปลือก 3 เหรียญไต้หวัน ค่าแปรรูป 5 เหรียญไต้หวัน

    ส้มโอนครไถหนานล็อตแรกส่งขายญี่ปุ่น

         หวงเหว่ยเจ๋อ ผู้ว่านครไถหนานบอกว่า การส่งออกส้มโอขายประเทศญี่ปุ่นขาดช่วงไป 20 ปี ปีที่แล้วเพิ่งจะเริ่มมีการส่งไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นใหม่จำนวน 46 ตัน ได้รับการตอบรับดี ในปีนี้คณะกรรมการการเกษตรสนับสนุนการส่งขายญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น โดยในวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการจัดงานแถลงข่าวส่งส้มโอไปขายญี่ปุ่นโดยสายการบินล็อตแรก ซึ่งส้มโอที่ส่งขายญี่ปุ่นจะต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำที่ 1 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 12 วัน เพื่อกำจัดหนอนแมลง ในวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาเริ่มส่งส้มโอจำนวน 2 ตันไปขายที่ญี่ปุ่น คาดว่าจะส่งถึงมือผู้บริโภคก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์

    สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตฮัวเหลียนปรับปรุงเทคนิคการปลูกส้มโอให้มีผลผลิตเร็วขึ้น

         สำหรับการปลูกส้มโอในเขตภาคตะวันออก เพื่อต้องการให้ส้มโอมีผลผลิตเร็วขึ้นแข่งขันกับส้มโอหมาโต้วและทันต่อการขายในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตฮัวเหลียนปรับปรุงเทคนิคการปลูกส้มโอด้วยการตัดแต่งกิ่ง ควบคุมปริมาณน้ำ ใส่ปุ๋ยในปริมาณแม่นยำ ทำให้ส้มโอมีผลผลิตเร็วขึ้น ผลผลิตที่ทดลองปลูกส้มโอในตำบลตงซันเมืองอี๋หลานและตำบลรุ่ยซุ่ยเมืองฮัวเหลียนปีนี้ ส้มโอที่เก็บเกี่ยวในช่วงเดือนสิงหาคมในสถานีทดลองเมืองฮัวเหลียนมีคุณภาพดี ความหวานของส้มโอมีมากกว่า 13 บริกซ์ เซียวจื้อหง(蕭志鴻) เกษตรกรปลูกส้มโอเมืองอี๋หลานบอกว่า พื้นดินที่ปลูกส้มโอในสวนของเขาค่อนข้างเป็นกรด pH 4.5 - 5 แต่หลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชใช้เปลือกข้าวในการคาร์บอไนเซชันปรับปรุงคุณภาพดินและปรับการใช้ปุ๋ย ทำให้เก็บผลส้มโอได้เร็วขึ้นก่อน 2 สัปดาห์เมื่อเทียบกับการปลูกแบบสมัยก่อน ที่ผ่านมาความหวานของส้มโอสูงสุดแค่ 12 บริกซ์ แต่หลังปรับปรุงเทคนิคการปลูก ส้มโอมีความหวานเฉลี่ย 13.5 บริกซ์ ส้มโอน้ำเยอะ เนื้อละเอียดคุณภาพดีกว่าด้วย

    ส้มโอเป็นของฝากที่นิยมในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 16 ส.ค.2565

         เฉาก๊วยหรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “วุ้นดำ” ทำมาจากหญ้าเฉาก๊วยหรือภาษาจีนกลางเรียกว่า “เซียนเฉ่า-仙草” ที่แปลว่าหญ้าเทวดา เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยามากมาย ช่วยลดอาการร้อนใน กระหายน้ำได้ดี การเลือกรับประทานเฉาก๊วยมีหลากหลายรูปแบบ อาจไม่ได้อยู่ในรูปของวุ้นสีดำอย่างเดียว ยังมีรูปแบบน้ำเฉาก๊วย ช่วงอากาศร้อนๆ ถ้าได้ดื่มน้ำเฉาก๊วยเย็นๆ จะให้ความสดชื่นไม่น้อย ตามท้องตลาดในไต้หวันขายน้ำเฉาก๊วยมีทั้งแบบใส่น้ำตาลหรือไม่ใส่ให้เลือกซื้อได้ และไม่เพียงแต่หน้าร้อนเท่านั้น ช่วงหน้าหนาวถ้าได้ดื่มน้ำเฉาก๊วยร้อนๆ หรือเลือกดื่มชาเฉาก๊วยที่แพคห่อแบบถุงชาชงก็สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายได้ไม่น้อยเช่นกัน

    ต้นเฉาก๊วยสายพันธุ์เถาหยวนเบอร์ 1

         กงไฉลี่(龔財立) หัวหน้าสถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตเถาหยวนบอกว่า ปัจจุบันเฉาก๊วยที่นิยมปลูกในไต้หวันมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ เถาหยวนเบอร์ 1 และเถาหยวนเบอร์ 2 โดยสายพันธุ์เถาหยวนเบอร์ 1 ส่วนใหญ่ปลูกที่ตำบลกวนซีเมืองซินจู๋ นำมาผลิตเป็นวุ้นเฉาก๊วยที่มีการใช้ทุกส่วนของลำต้น ส่วนเถาหยวนเบอร์ 2 แหล่งปลูกอยู่ที่เขตหยางเหมยของนครเถาหยวน เอกลักษณ์ของสายพันธุ์นี้คือ มีกลิ่นหอมกว่า นิยมนำใช้ใบและก้านผลิตเป็นน้ำเฉาก๊วยหรือชาชงที่ใส่ห่อคล้ายใบชา เมื่อดูจากภายนอกทั้งสองสายพันธุ์จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน หลังจากปลูกนาน 1-2 เดือนแล้วสายพันธุ์เถาหยวนเบอร์ 1 จะเลื้อยไปตามดิน ลำต้นสีออกเขียวและมีขนน้อยกว่า ส่วนเถาหยวนเบอร์ 2 จะเติบโตแบบชูขึ้นเหนือดิน ลำต้นสีออกแดงม่วงเข้ม มีขนเห็นเด่นชัด

    ต้นเฉาก๊วยสายพันธุ์เถาหยวนเบอร์ 2

         มีคำถามว่า ทำไมที่ตำบลกวนซีของเมืองซินจู๋จึงนิยมปลูกเฉาก๊วยสายพันธุ์เถาหยวนเบอร์ 1 คำตอบคือ เขตกวนซีเป็นพื้นที่ที่มีลมแรง เหมาะกับการปลูกพืชที่ไม่ขึ้นสูง เฉินจิ้นสี่(陳進喜) ผู้อำนวยการส่งเสริมเกษตรของสมาคมตำบลกวนซีบอกว่า ที่ผ่านมามีโครงการ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ เพื่อต้องการสร้างเอกลักษณ์ของตำบล ทางตำบลได้ทดลองปลูกเกาเหลียงและข้าวโพด แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นช่วงที่มีลมแรง ลำต้นของพืชที่ชูสูงถูกลมพัดล้มเสียหาย แต่ต้นเฉาก๊วยเถาหยวนเบอร์ 1 เติบโตแบบเลื้อยไปตามดินกลับไม่ได้รับอิทธิพลจากลมแรง  จึงกลายเป็นพืชสำคัญของที่นี่ เกษตรกรแซ่จางบอกว่า ปกติเดือนมีนาคมจะเริ่มปลูกเฉาก๊วย ปลูกอย่างน้อย 180 วันจึงเก็บเกี่ยว เขตกวนซีอากาศแห้งหนอนแมลงและโรคพืชน้อย เฉาก๊วยมีคุณภาพดี เมื่อถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่มีลมแรงก็เป็นช่วงเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นแล้ว ลมแรงจึงเหมาะต่อการตากเฉาก๊วย อากาศดี ตากเพียง 2-3 วันก็แห้ง หลังตากแห้งแล้วจะมัดเป็นก้อนวางซ้อนเก็บไว้ในโกดัง

    หลังเก็บเกี่ยว เกษตรกรตากเฉาก้วยให้แห้ง จากนั้นนำไปเก็บไว้ในโกดัง(photo:newsmarket)

         เฉินซิ่นอวี่(陳信瑀) เจ้าหน้าที่ฝ่ายส่งเสริมเกษตรของสมาคมเกษตรหยางเหมยบอกว่า เฉาก๊วยสายพันธุ์เถาหยวนเบอร์ 2 ปลูกในเขตหยางเหมยเป็นส่วนใหญ่ ใบและลำต้นมีความหอมเป็นพิเศษ ใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยวได้   1 ปีเก็บเกี่ยวได้ 4-5 ครั้ง หลังเก็บเกี่ยวแล้วนำมาแปรรูปเป็นเฉาก๊วยชงที่คล้ายกับการผลิตชา เกษตรกรเก็บเกี่ยวช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง จึงไม่ค่อยเห็นต้นเฉาก๊วยออกดอก แต่ก็ยังมีการปลูกเฉาก๊วยที่ออกดอกช่วงหน้าหนาวเพื่อจัดเทศกาลชมดอกเฉาก๊วยด้วย ส่วนการเก็บรักษาหญ้าเฉาก๊วยแห้ง จะเก็บไว้ในโกดัง 8 เดือนถึง 1 ปีจึงค่อยนำไปใช้ แต่การทำชาเฉาก๊วยเขตหยางเหมยที่นำไปแปรรูปไม่จำเป็นต้องเก็บนาน แปรรูปขายในปีเดียวกันได้ ส่วนการเลือกซื้อเฉาก๊วยแห้งต้องระวังเรื่องการเก็บรักษา หากดมแล้วมีกลิ่นแปลกๆ ก็ควรหลีกเลี่ยงซื้อ อย่างไรก็ตาม เฉาก๊วยที่ขายในท้องตลาดไต้หวันส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ มีทั้งจากจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย เพราะราคาถูกกว่า สถิตินำเข้าปี 2021 จากอินโดนีเซีย 828 ตัน จีน 354 ตัน เวียดนาม 90 ตัน ส่วนที่ปลูกในไต้หวันมีเพียง 697 ตัน ครองสัดส่วน 35% หากจะสังเกตเฉาก๊วยแห้งที่นำเข้ากับที่ปลูกในไต้หวันเมื่อดูภายนอกแตกต่างน้อยมาก เมื่อนำมาผลิตเป็นอาหารยิ่งสังเกตยาก หากผู้บริโภคต้องการทราบแหล่งที่มา ควรดูที่ฉลากสินค้า ผลิตภัณฑ์เฉาก๊วยในไต้หวันส่วนใหญ่จะตรวจสอบแหล่งที่ปลูกได้

    ดอกเฉาก๊วย

         นอกจากนี้ยังมีคำถามว่า ทำไมเฉาก๊วยจึงจับตัวเป็นก้อนได้? เฉาก๊วยปลอมคืออะไร? เซี่ยเหม่ยหลิง(謝美玲)ผู้อำนวยการฝ่ายขายของตำบลกวนซีเมืองซินจู๋บอกว่า เฉาก๊วยที่มีส่วนประกอบทั้งต้นและรากจะมีสารที่ทำให้เกิดเจลลี่มาก จับตัวเป็นก้อนง่าย แต่ส่วนใหญ่มีการเติมแป้งมันให้จับตัว หรือถ้าชอบวุ้นเฉาก๊วยที่แข็งขึ้นมีความยืดหยุ่นจะเติมผงวุ้นแทนแป้งก็ได้ ถ้าผลิตแบบดั้งเดิมมักใช้แป้งจากลำต้นของข้าวหรือเส้นใยมันเทศเคี่ยวผสมในน้ำเฉาก๊วย ส่วนที่มีการกล่าวทางโซเชียลว่ามีเฉาก๊วยปลอมนั้น ส่วนใหญ่เป็นการเติมโซเดียมคาร์บอเนตเพื่อย่นเวลาการเคี่ยวให้เฉาก๊วยจับตัวเป็นก้อน การเติมสารปรุงแต่งที่เป็นโซเดียมคาร์บอเนตปริมาณเหมาะสมถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย เพียงแต่ต้องระบุว่ามีการเติมสารปรุงแต่ง แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นเฉาก๊วยปลอม แต่ถ้าผลิตภัณฑ์เฉาก๊วยที่ไม่มีส่วนผสมของเฉาก๊วยเลย มีแต่ใส่สารปรุงแต่งกลิ่น สีจากน้ำตาลไหม้ ถือว่ามีโทษกับร่างกาย ผู้บริโภคควรระวังยิ่งนัก

    14 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน