ที่นี่ไต้หวัน

ที่นี่ไต้หวัน

By รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ, RtiSociety & CultureGovernment
Download on the App Store

ที่นี่ไต้หวัน episodes

  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 31 พ.ค.2565

    ไต้หวันประสบความสำเร็จเพาะต้นกล้าขึ้นฉ่ายอินทรีย์ที่ประหยัดแรงงานและความยุ่งยากหลายอย่าง

    คลิกฟังรายการที่นี่

            ขึ้นฉ่ายเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายที่หลายคนอาจไม่รู้ มีเส้นใย มีวิตามิน เกลือแร่ ฯลฯ ส่วนของใบมีความเข้มข้นของกรดโฟลิกสูง มีกลิ่นหอมหรือกลิ่นฉุนเฉพาะตัวจนหลายคนไม่ชื่นชอบ แต่ต้องบอกว่ามีประโยชน์ยิ่งนักในการดับกลิ่นคาวได้ดี  นำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู ไม่ว่าจะผัดหรือเป็นส่วนผสมปรุงรส โรยหน้าอาหารยำ โรยบนซุป หรือรับประทานเป็นผักสด คั้นเป็นน้ำดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพก็ได้ทั้งนั้น ซึ่งผักขึ้นฉ่ายที่นิยมปลูกมีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดต้นเล็กหรือที่เรียกว่า “ขึ้นฉ่ายจีน” ลำต้นเล็กกว่า ยาวประมาณ 30 ซม. ส่วนอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า “ขึ้นฉ่ายฝรั่งหรือเซเลอรี (Celery)” ลำต้นจะอวบใหญ่กว่า ลำต้นยาว 40-60 ซม. อย่างไรก็ตาม การซื้อขึ้นฉ่ายอินทรีย์ในท้องตลาดของไต้หวันถือว่ายังน้อยอยู่ ดังนั้น สถานีปรับปรุงพืชเขตฮัวเหลียนจึงปรับปรุงเทคนิคการปลูกขึ้นฉ่ายอินทรีย์ที่ร่นระยะเวลาการปลูก ประหยัดแรงงาน ทำให้อนาคตสามารถหาซื้อผักขึ้นฉ่ายอินทรีย์มารับประทานได้มากขึ้น

    ไต้หวันประสบความสำเร็จเพาะต้นกล้าขึ้นฉ่ายอินทรีย์แบบใหม่

            ทั้งนี้ การหว่านเมล็ดขึ้นฉ่ายจะสิ้นเปลืองแรงงานมาก ไต้หวันกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเกษตร เวลาที่ต้นกล้าขึ้นฉ่ายงอกก็สู้หญ้าวัชพืชที่งอกเร็วกว่าไม่ทัน ส่งผลทำให้การปลูกขึ้นฉ่ายอินทรีย์มีต้นทุนสูง การเพาะปลูกเกษตรอินทรีย์เป็นการเพาะปลูกที่ยั่งยืน เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม แต่การเพาะปลูกขึ้นฉ่ายอินทรีย์มีอุปสรรคมาก สาเหตุหลักๆ มี 3 ประการ ประการที่ 1 เมื่อเมล็ดพันธุ์เจออุณหภูมิสูงจะเข้าสู่ภาวะการจำศีล (ไม่งอก) ประการที่ 2 เวลาที่เมล็ดงอกจะไม่เท่ากัน ไม่เป็นระเบียบ และประการที่ 3 ในช่วงของการเพาะต้นกล้าใช้เวลายาวนาน ซึ่งการเพาะเมล็ดขึ้นฉ่ายจนงอกเป็นต้นอ่อนนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 7-11 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินไปจนทำให้เมล็ดไม่งอก มีการแนะนำให้เพาะต้นกล้าในช่วงตั้งแต่ปลายฤดูร้อนจนถึงช่วงหลังเทศกาลตรุษจีน ส่วนการนำต้นกล้าไปเพาะปลูกให้อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจนถึงเดือนเม.ย.และพ.ค.ของปีถัดไป จากการวิจัยพบว่า เมล็ดขึ้นฉ่ายงอกงามไม่พร้อมกัน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากตำแหน่งเมล็ดพันธุ์ของกิ่งเพศเมียไม่เหมือนกันทำให้อยู่ในภาวะจำศีลที่ไม่เหมือนกัน และเมล็ดพันธุ์มีผิวหนาจึงยากต่อการดูดซึมน้ำ ส่งผลทำให้เมล็ดพันธุ์งอกงามไม่สมบูรณ์ และอีกประการหนึ่งคือ ในเมล็ดพันธุ์ของขึ้นฉ่ายก็มีสารระงับการงอกอยู่ในตัวของมันเอง ด้วยปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้เมล็ดขึ้นฉ่ายงอกงามไม่พร้อมกัน ซึ่งการเพาะปลูกขึ้นฉ่ายทั่วไปที่ปฏิบัติเรื่อยมาในปัจจุบัน มักใส่สารเร่งกระตุ้นให้แตกยอด แต่วิธีการนี้ห้ามใช้ในการเกษตรอินทรีย์

    ไต้หวันประสบความสำเร็จเพาะต้นกล้าขึ้นฉ่ายอินทรีย์แบบใหม่

             ส่วนช่วงการเติบโตของต้นอ่อนขึ้นฉ่ายยังมีปัญหาโตช้า ตั้งแต่ขึ้นฉ่ายงอกจนมีความสูง 1 นิ้ว (ความสูงประมาณ 2 แผ่นใบ) ต้องใช้เวลา 3 สัปดาห์ แต่ว่าหญ้าวัชพืชที่อยู่ในแปลงผักเติบโตมีความสูงเท่ากับต้นขึ้นฉ่ายจะใช้เวลาเพียงแค่ 4-6 วันเท่านั้น เพราะฉะนั้น เกษตรกรที่ปลูกขึ้นฉ่ายจึงต้องกำจัดวัชพืชอย่างรวดเร็ว แต่ต้นอ่อนขึ้นฉ่ายมีขนาดเล็กมาก หากกำจัดวัชพืชด้วยเครื่องจักรพลิกดินก็จะทำให้ต้นอ่อนถูกกลบง่ายและตาย หากใช้ยากำจัดวัชพืชก็กระทำได้ แต่ต้องปลูกในช่องเพื่อป้องกันยา จึงสิ้นเปลืองแรงงานมาก และยังต้องใช้ปุ๋ยเป็นจำนวนมาก หากใช้พลาสติกคลุมหญ้าก็จะทำให้ใส่ปุ๋ยยากอีก

    ไต้หวันประสบความสำเร็จเพาะต้นกล้าขึ้นฉ่ายอินทรีย์แบบใหม่

             หลังปรับปรุงเทคนิคการปลูกขึ้นฉ่ายอินทรีย์แบบใหม่ ไม่ต้องกังวลปัญหาวัชพืช ด้วยการเพาะต้นอ่อนลงถาดตาข่ายที่เป็นช่องในโรงเรือน ใช้วัสดุการปลูกที่ไม่มีเมล็ดพันธุ์วัชพืชปะปน วิธีนี้ยังป้องกันภัยจากไต้ฝุ่นได้ ไม่ต้องปลูกซ่อมแซมจากภัยไต้ฝุ่น เป็นการทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการเพาะปลูก ช่วงการเพาะต้นอ่อนลงกระบะตาข่ายที่เป็นช่อง จะโรยวัสดุปลูกหรืออาหารเลี้ยงเชื้อลงไป จากนั้นเปิดรู 1/2 ซม. สำหรับการหย่อนเมล็ดพันธุ์ ลงไป 4-10 เม็ดต่อช่อง แล้วโรยวัสดุปลูกทับอีกชั้นหนึ่ง รดน้ำ ทิ้งไว้ในที่ร่มเย็น รอให้งอกยอดอ่อน ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ เมื่อยอดอ่อนสูงพอสมควร หรือใบของต้นอ่อนงอก 2-3 ใบแล้วก็ย้ายไปปลูกในแปลงดิน ส่วนการแก้ปัญหาเมล็ดขึ้นฉ่ายงอกไม่พร้อมกัน สถานีปรับปรุงพืชเขตฮัวเหลียน ได้ทำการแช่ในบ่อน้ำอุ่นที่มีตัววัดอุณหภูมิ ใช้เทคนิคเร่งการเติบโตด้วยการส่องแสง ระยะงอกของเมล็ดพันธุ์ขึ้นฉ่ายใช้เวลาสั้นลง 4-5 วัน คือใช้เวลาเพียง 2 วันก็สามารถนำไปปลูกต่อได้ อัตราการงอกของเมล็ดสูงกว่า และไม่ต้องใช้สารเคมีกระตุ้น ซึ่งเทคนิคดังกล่าวขณะนี้ผ่านการจดทะเบียนสิทธิบัตรการเพาะปลูกแล้วด้วย

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 24 พ.ค.2565

    พลัง 4 สาว 3 เจเนอเรชัน นำว่านหางจระเข้แปรรูปเป็นบะหมี่มีชื่อส่งขายต่างประเทศ

    คลิกฟังรายการที่นี่

    ในไต้หวัน มีอาม่าขยันคนหนึ่งชื่อ ซูหวงเคอ(蘇黃酠) แม้อายุเยอะถึง 87 ปีแล้ว แต่อาม่าก็ไม่ชอบอยู่เฉยๆ เพราะมีนิสัยความขยันมาตั้งแต่เด็กๆอาม่าซูเกิดในยุคญี่ปุ่นปกครองไต้หวันซึ่งเป็นยุคที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก อาม่าบอกว่าตัวเองคือโอชินฉบับไต้หวัน ต้องเก็บหัวมันเทศกิน ช่วยเก็บเกี่ยวข้าว หากที่บ้านไม่มีอาหารก็ต้องหาทางช่วยเหลือตัวเอง อายุ 16 ปี เริ่มทำการค้าโดยซื้อหอยนางรมจากตลาดค้าส่งไปขายในตลาดสด เถ้าแก่แผงขายปลาข้างๆ เห็นความขยัน ได้นำแหวน 2 วงพร้อมกับเงินสดจำนวน 2,000 ไต้หวันเป็นสินสอดทองหมั้นเพื่อสู่ขอมาเป็นลูกสะใภ้ในบ้าน หลังแต่งงาน อาม่าและสามีได้เป็นแม่ค้าในตลาดต่อ จากนั้นมีบุตรธิดาด้วยกัน 5 คน คุณซูเสวี่ยลี่(蘇雪莉) ซึ่งลูกสาวคนโตอาม่าก็ได้รับยีนขยันจากคุณแม่ มีความรับผิดชอบ มองโลกในแง่ดี เป็นตัวอย่างของน้องๆ หลังแต่งงานมีครอบครัวเริ่มทำงานด้านการออกแบบ "สุนทรียภาพทางสายตา-Visual Design " ส่วนลูกสาว 2 คนของคุณซูเสวี่ยลี่ คือ หลินหย่าหง(林雅鴻) และหลินหย่าหรง(林雅鴻) มีนิสัยต่างจากคุณซูเสวี่ยลี่มาก ทั้งสองยอมรับว่าเกิดในครอบครัวที่มีความพร้อม ไม่มีเป้าหมายและความใฝ่ฝันอะไรในชีวิต หลินหย่าหงจบปริญญาโทจากรัสเซีย ส่วนหลินหย่าหรงเดินตามรอยคุณแม่คือเรียนด้านการออกแบบ หลังเรียนจบการศึกษาทั้งสองก็ยังไม่มีเป้าหมายว่าจะทำงานอะไร อย่างไรก็ตาม ว่านหางจระเข้ของอาม่าซูหวงเคอได้ทำให้เป้าหมายของทุกคนในบ้านไปในทิศทางเดียวกัน

    อาม่าซูหวงเคอแม้อายุ 87 ปีแล้ว แต่ยังคงขยันและไปดูแลว่านหางจระเข้ในสวนทุกวัน

    อาม่าซูอายุย่าง 60 ได้นำว่านหางจระเข้ 2 ต้นที่ลูกชายมอบให้ปลูกบนดาดฟ้า ไม่คาดคิด ว่านหางจระเข้ที่ปลูกสวยงาม จนเพื่อนบ้านและเพื่อนต่างจังหวัดได้ข่าวก็อยากขอแบ่งซื้อ ทำให้อาม่าเพิ่งจะรู้ว่าว่านหางจระเข้มีสรรพคุณพิเศษมากมาย เช่น ลดความดันโลหิต แก้ท้องผูก ขจัดสิว ฯลฯ จากจุดเริ่มต้นการปลูกว่านหางจระเข้ที่ไม่มีเป้าหมายกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต หลังจากที่ลูกๆ ขอร้องให้เลิกค้าขายในตลาด อาม่าเริ่มหันมาปลูกว่านหางจระเข้และผักต่างๆ ในสวน อย่างไรก็ตาม ไต้ฝุ่นมรกตที่พัดเข้าไต้หวันในวันที่ 21 ก.ย.ปี 1999 เกิดอุทกภัยในนครไถหนานอย่างหนัก สวนผักของอาม่าเสียหายไม่น้อย หลังน้ำลด ว่านหางจระเข้เหลือเพียง 1 ใน 3 ของเดิม หน้าตาของว่านไม่สวย จะทิ้งก็เสียดาย จึงปรึกษาขอความเห็นจากลูกๆ ซูเสวี่ยลี่ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของอาม่าเสนอว่า ควรนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เพราะมีช่องทางการขายที่มากกว่า เพดานการผลิตอาหารแปรรูปมีข้อจำกัดที่น้อยกว่า ด้วยเหตุนี้คุณซูเสวี่ยลี่จึงทดลองเอาว่านหางจระเข้ที่ไม่สวยทำเป็นบะหมี่ หลังทดสอบหลายครั้ง ในที่สุดอาม่าและคุณซูเสวี่ยลี่ได้ทำบะหมี่ว่านหางจระเข้ที่มีรสชาติอร่อยออกมาได้ และยังเป็นบะหมี่เจ 100%ด้วย

    ว่านหางจระเข้นำมาประกอบอาหารหลากหลายเมนูได้ รวมทั้งแปรรูปในบะหมี่ก็ได้

    เนื่องจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนไม่สามารถระบายว่านหางจระเข้ที่มีอยู่จำนวนมากได้ โชคดี หลังสอบถามโรงงานผลิตบะหมี่กวนเมี่ยวมีชื่อยินยอมรับจ้างผลิตบะหมี่ว่านหางจระเข้ ดังนั้น บะหมี่ว่านหางจระเข้ที่เหนียวหนึบจึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากเส้นบะหมี่มีลักษณะเป็นคลื่นหยักคล้ายกับลูกไม้ของชายกระโปรง คุณซูหวงเคอจึงตั้งชื่อที่ไพเราว่า “บะหมี่หยักลูกไม้蕾絲麵” หลังจากนั้น คุณซูเสวี่ยลี่และสามี จัดตั้งแบรนด์ “ชุนเจียเว่ย村家味” ขายผลิตภัณฑ์แปรรูปเกษตรต่างๆ รวมทั้งบะหมี่ว่านหางจระเข้ด้วย และช่วงในนั้นไต้หวันกำลังประสบปัญหาความปลอดภัยด้านอาหาร การปลูกว่านหางจระเข้แม้ไม่มียาฆ่าแมลงและปลูกแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่เพื่อความปลอดภัยของอาหารระดับสูงสุด คุณซูเสวี่ยลี่ตัดสินใจปลูกว่านหางจระเข้อินทรีย์ แต่เนื่องจากที่ดินที่ปลูกไม่สามารถแยกออกจากสวนเพื่อนบ้านที่ปลูกแบบปกติที่มีการฉีดยาฆ่าแมลง ประจวบเหมาะมีพื้นที่เกษตรแปลงหนึ่งที่ตั้งอยู่ในนครไถหนานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะต้องการปล่อยที่ดินให้เช่า คุณซูเสวี่ยลี่จึงตัดสินใจไปเช่าที่ผืนนั้นอย่างกล้าหาญ และกลายเป็นเกษตรกรมือใหม่ที่ไม่กลัวความลำบากทันที 

    บะหมี่แห้งที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์

    หลังทำเกษตรในเขตเกษตรอินทรีย์จะมีผู้อาวุโสคอยให้ความรู้ ขณะเดียวกันได้นำพาคุณแม่(อาม่า)และลูกสาวทั้ง 2 ไปทำสวนและเรียนรู้วิชาเกษตรอินทรีย์ด้วยกัน ทั้ง 3 เจเนอเรชันได้กลายเป็นนักเรียนในห้องเรียนเดียวกัน บางวิชาทำคะแนนได้ดี แต่บางวิชาสอบไม่ผ่าน ต้องสอบซ่อมหลายครั้ง ในเวลาต่อมาเริ่มหันมาปลูกพืชอินทรีย์อื่นเพิ่ม เช่น มันเทศสีม่วง ฟักทอง หัวผักกาด และพืชสมุนไพรอื่นๆ คุณซูเสวี่ยลี่ได้นำผลิตผลการเกษตรใส่เข้าไปในบะหมี่ ขณะเดียวกันทำซอสผักต่างๆ เพื่อใช้คลุกกับบะหมี่ ดังนั้น บะหมี่หลากสีและเป็นผลดีต่อสุขภาพได้ถือกำเนิดขึ้นมากมาย ได้รับการตอบจากผู้บริโภคอย่างดี ต่อมากลายเป็นของฝาก 1 ใน 10 ของนครไถหนาน และยังเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากการประมง 1 ใน100 ของไต้หวันด้วย

    ผลิตภัณฑ์แปรรูปอินทรีย์แบรนด์ “ชุนเจียเว่ย村家味”

    คุณซูเสวี่ยลี่ได้ทำการเกษตรในสิ่งที่ตนใฝ่ฝัน แต่ลูกสาวอีก 2 คนซึ่งเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่สบายกลับรู้สึกว่าการทำเกษตรคือฝันร้าย คนหนึ่งกลัวแดด อีกคนหนึ่งกลัวหนอนแมลง หลินหย่าหงบอกว่า ต่อให้เหงื่อไหลไคลย้อยจนหมดร่างกาย ก็มิอาจเรียกน้ำตาแห่งความปลื้มปีติได้ เพราะบอกตรงๆ ว่าไม่ชอบทำเกษตรนัก หากถามว่าทำไมจึงเลือกทำการเกษตร เธอให้คำตอบว่าเนื่องจากไม่รู้ว่าจะทำอะไร คนที่บ้านต้องการให้ช่วยก็เลยช่วยไปก่อน แต่ต่อมารู้ว่าคุณแม่ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่เพียงแต่ทำให้คนมีสุขภาพดี ยังมีประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมด้วย หลินหย่าหรงบอกว่า หลังปลูกผักอินทรีย์แล้วเพิ่งจะรู้ว่าทำไมผักอินทรีย์จึงมีราคาแพง และยังบอกอย่างเต็มปากเต็มคำว่าราคาของผักอินทรีย์ในปัจจุบันยังแพงไม่พอ แม้ไม่ชอบงานเกษตรแต่ด้วยความขยันและทุ่มเทของลูกสาวทั้งสอง ทำให้บะหมี่ว่านหางจระเข้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปอินทรีย์อื่นๆ เริ่มส่งไปขายต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์,ญี่ปุ่น,มาเลเซีย, ฮ่องกง สหรัฐ, แคนาดา เป็นต้น

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 17 พ.ค.2565

    การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อในไต้หวัน

    ไต้หวันมีฟาร์มเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อแถบชายฝั่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเขตโก้งเหลียวในนครนิวไทเป ซึ่งในอดีตเคยเป็นสินค้าสร้างรายได้ดีและส่งขายต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียถือว่าไม่มีใครเทียบเคียงคุณภาพหอยเป๋าฮื้อของไต้หวันได้ แต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ติดเชื้อและระบาดจำนวนมาก แต่โชคดี เมื่อ10 กว่าปีก่อนเริ่มแก้ปัญหาและมีการเพาะเลี้ยงจนรุ่งเรืองอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันหอยเป๋าฮือที่อยู่บนโต๊ะอาหารในงานเลี้ยง งานแต่ง ส่วนใหญ่มีการนำเข้าจากจีนปะปนกับที่เลี้ยงในไต้หวัน แต่หอยเป๋าฮื้อที่เลี้ยงในจีนและในไต้หวันมีความแตกต่างกันมาก ข้อแตกต่างคงเปรียบได้กับไก่บ้านที่เลี้ยงแบบธรรมชาติกับไก่ฟาร์มที่เลี้ยงปริมาณมากๆ นั่นเอง

    หอยเป๋าฮื้อมีหลายขนาด แต่ส่วนใหญ่คือขนาดที่วางอยู่ตรงกลาง

    หอยเป๋าฮื้อของไต้หวันเดิมเป็นหอยที่มีอยู่ในทะเลตามธรรมชาติ พบมากในทะเลทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อมาจากการที่นักวิชาการค้นพบว่า ช่วงวัยเจริญพันธุ์หากมีการปรับอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 5 องศาเซลเซียสและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะทำให้หอยเป๋าฮื้อใกล้ตาย และในช่วงนี้เองมันจะรีบผสมพันธุ์เพื่อสืบพันธุ์รุ่นต่อไป ดังนั้น เทคนิคการผสมเทียมจึงถือกำเนิดขึ้นหลังทราบหลักการนี้ เริ่มมีผู้คนนิยมเลี้ยงหอยเป๋าฮือ ปี 1961 ชาวประมงในเขตโก้งเหลียวของนครนิวไทเปเริ่มทำฟาร์มเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อแถบชายฝั่ง ช่วงแรกๆ บ่อเลี้ยงหอยไม่มีการควบคุม สร้างขึ้นจำนวนมากจนกระทบต่อระบบนิเวศ ปัจจุบันห้ามมีการสร้างบ่อเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อขึ้นมาใหม่ แต่ปรับปรุงบ่อเลี้ยงที่มีอยู่เดิมได้และยังต้องจ่ายค่าเช่าให้กับสำนักทรัพย์สินแห่งชาติด้วย

    บ่อเลี้ยงสมัยก่อนที่มีการเลี้ยงอย่างหนาแน่น

    ปัจจุบันฟาร์มเลี้ยงหอยตามชายฝั่งทะเล มีการไหลเวียนของน้ำดี

    ปี 1981 ธุรกิจการเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อของไต้หวันรุ่งเรืองมาก หอยเป๋าฮื้อบนโต๊ะอาหารในงานเลี้ยงของญี่ปุ่นและฮ่องกงส่วนใหญ่มาจากไต้หวัน คนโก้งเหลียวในนครนิวไทเปเริ่มมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ร้านอาหาร ภัตตาคารซีฟู้ดในท้องถิ่นเกิดขึ้นมากมายและเป็นที่รู้จักทั่วไต้หวัน แต่ความรุ่งเรืองเกิดขึ้นไม่นาน เนื่องจากการสร้างฟาร์มเลี้ยงที่หนาแน่น จนติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน อีกประการหนึ่ง การผสมพันธุ์ในสายพันธุ์ใกล้ชิดเป็นเวลานานทำให้หอยอ่อนแอ นักวิชาการต้องใช้เวลากว่า 10 ปี หาสาเหตุ ปรับปรุงการเลี้ยง ขณะเดียวกัน ช่วงที่ไต้หวันไม่ค่อยมีหอยเป๋าฮื้อส่งขายต่างประเทศ ทางจีนใหญ่เริ่มพัฒนาการเลี้ยงและส่งขายต่างประเทศ หอยขนาดเล็กที่เลี้ยงในจีนครองสัดส่วนตลาดส่วนใหญ่ ลูกหอยเป๋าฮื้อขนาดเล็กเส้นผ่าศก. 2-3 ซม.จำนวนมาก กลายเป็นออร์เดิฟขึ้นโต๊ะในภัตตาคารหรือร้านอาหาร แต่ถ้าหากต้องการแยกแยะว่าแบบไหนเลี้ยงในไต้หวัน ก็ต้องดูที่เปลือกหอยซึ่งส่วนใหญ่เป็นสีเขียวเพราะเลี้ยงด้วยสาหร่ายเป็นอาหาร ถ้าเลี้ยงนานกว่าครึ่งปี ลำตัวยาวประมาณ 6 ซม. (หรือในน้ำหนัก 600 กรัมมีประมาณ 22-25 ตัว) ราคาขายส่งที่หน้าฟาร์มประมาณ 420 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัม แต่ถ้านำเข้าจากจีนอาจจะไม่ถึง 250 เหรียญไต้หวันต่อน้ำหนัก 600 กรัมเท่านั้น ซึ่งหอยเป๋าฮื้อที่เลี้ยงในไต้หวันส่วนใหญ่มีขนาดปานกลาง ไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาเร่งใดๆ เลี้ยงด้วยน้ำทะเลที่เป็นธรรมชาติและให้สาหร่ายเป็นอาหาร รสชาติหวานอร่อย เพียงแค่ลวกในน้ำเดือด 1-2 นาทีก็รับประทานได้เลย

    หอยเป๋าฮื้อไต้หวัน สด ลวกในน้ำเดือด 1-2 นาทีก็ทานได้เลย

    อวี๋อี๋จวิน(俞怡君) หัวหน้าสำนักที่ดูแลท่าเรือและการประมงของนครนิวไทเปบอกว่า เพื่อความยั่งยืนและมีหอยเป๋าฮื้อสืบทอดอยู่ในทะเล หน่วยงานรัฐมีการจัดตั้งฟาร์มเพาะเลี้ยงลูกหอยโดยเฉพาะ มีการปล่อยลูกหอยประมาณ 100,000 ตัวลงทะเลให้กลับสู่ธรรมชาติทุกๆ ปี  หากมีโอกาสไปชมที่ฟาร์มในช่วงเดือนพ.ย.ถึงเดือนเม.ย.ปีถัดไปก็จะเห็นการเลี้ยงลูกหอยที่มีจำนวนมาก ส่วนช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย.ของทุกปี จะเชิญนักเรียนในเขตนครนิวไทเปไปชมการปล่อยลูกหอยเป๋าฮื้อลงสู่ทะเลด้วย

    คลิกฟังรายการได้ที่นี่

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 10 พ.ค.2565

     

    มะเขือเทศ "ฮัวเหลียนเบอร์ 24" เป็นมะเขือเทศสายพันธุ์ใหม่ที่มีรสชาติอร่อยที่สุดในขณะนี้

    ทั่วไต้หวันมีพื้นที่เพาะปลูกมะเขือประมาณ 3,989 เฮกตาร์ (24931.25ไร่) มะเขือเทศเป็นพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ มีการบริโภคแพร่หลายทั้งในรูปผลสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป ไม่กี่ปีนี้ การปลูกมะเขือเทศในไต้หวันมีปัญหาโรคพืชรบกวน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกิดโรคใบไหม้ในมะเขือเทศ ส่งผลต่อขีดจำกัดในการปลูกมะเขือเทศในที่กลางแจ้ง รวมทั้งยังขาดมะเขือเทศสายพันธุ์ที่ทนต่อความร้อน เพราะฉะนั้นไต้หวันพยายามพัฒนาสายพันธุ์มะเขือเทศเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอยู่หลายปี ล่าสุด ในเดือนพ.ค.ปี 2021 สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชเขตฮัวเหลียนประสบความสำเร็จในการพัฒนามะเขือเทศผลเล็ก และผ่านการรับรองสิทธิ์พันธุ์พืชแล้ว มีการตั้งชื่อทางการว่า “ฮัวเหลียนเบอร์ 24 หรือ มะเขือเทศอิ๋วไอ้花蓮24號-友愛”

    มะเขือเทศ "ฮัวเหลียนเบอร์ 24"

    หลังจากที่สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชฮัวเหลียนคัดเลือกพันธุ์สำเร็จแล้ว ยังนำไปทดลองปลูกในพื้นที่กลางแจ้งใกล้กับกรุงเทพฯของไทยติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี เพื่อพิสูจน์ว่ามีความทนทานต่อความร้อน และให้ผลผลิตสูง สำหรับการนำมาทดลองปลูกในที่กลางแจ้งของไต้หวันก็มีการยืนยันว่า มีความต้านทานไวรัสใบหงิกเหลือง และต้านโรคไส้เดือนฝอยได้ด้วย ถือเป็นมะเขือเทศสายพันธุ์ใหม่ที่มีข้อดีหลายประการ ซึ่งทางสถานีปรับปรุงพันธุ์ฮัวเหลียนชี้ว่า มะเขือเทศสายพันธุ์นี้ทนร้อนได้ดีกว่ามะเขือเทศราชินีทั่วไปที่เคยปลูกในช่วงแรกๆ และยืดเวลาการเก็บเกี่ยวได้นานกว่ามะเขือเทศราชินี 2 สัปดาห์ ผลสีสวย แดงสด เมื่อเจอสภาพอากาศร้อนที่มีอุณหภูมิสูงก็ไม่มีตำหนิ เนื้อของผลคล้ายๆกับมะเขือเทศราชินี แต่ว่ารสชาติอร่อยกว่า

    หวังฉี่เจิ้ง(王啓正)ผู้ช่วยวิจัยของสถานีปรับปรุงพันธุ์ฮัวเหลียนบอกว่า มะเขือเทศราชินีทนต่อความร้อนได้ดีกว่ามะเขือเทศสายพันธุ์อื่น แต่มะเขือเทศฮัวเหลียนเบอร์ 24 ยิ่งจะทนความร้อนมากกว่ามะเขือเทศราชินี เนื้อหนาและก้านผลใหญ่  เมื่อผ่านการแช่เย็น 4 วันแล้วก้านผลยังคงสด ไม่เหี่ยวง่าย ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวจึงเหมาะในการนำไปวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สวย รสชาติอร่อย เนื้อแน่น มีความหวานสูง คนที่ซื้อไปรับประทานแล้วกลับมาซื้ออีกมีอัตราสูง ถือเป็นมะเขือเทศราชินีที่อร่อยที่สุดในขณะนี้จริงๆ

    มะเขือเทศเยียนหง嫣紅番茄 (ภาพขวา)ที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต

    สถานีปรับปรุงพันธุ์พืชฮัวเหลียนยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีการมอบสิทธิ์และนำไปขยายพันธุ์เพื่อการจำหน่ายโดยบริษัทจี้เซียนฟรุต(CHI HSIEN FRUIT CO., LTD.) ซึ่งทางบริษัทกล่าวว่า มะเขือเทศสายพันธุ์นี้รสชาติดี เก็บไว้ได้นาน การขนส่งไม่บอบช้ำง่าย ให้ผลผลิตสูง เหมาะในการนำไปวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต มีการตั้งชื่อมะเขือเทศที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตว่า “มะเขือเทศเยียนหง嫣紅番茄” นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมอบให้กับเกษตรกรพันธสัญญาปลูก ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่เขตเหยียนสุ่ยของนครไถหนานและเขตเหม่ยหนงของนครเกาสง ขณะนี้ผลผลิตได้นำผลผลิตไปขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตของกรุงไทเปและบางสาขาของเมืองหยุนหลิน เจียอี้ และนครไถหนาน ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคดี คาดว่าในปีนี้หลังจากที่มีการเตรียมเมล็ดพันธุ์ที่เพียงพอแล้ว จะนำไปปลูกในวงกว้างของช่วงฤดูใบไม้ร่วง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถซื้อและรับประทานได้อย่างทั่วถึง

    14 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 3 พ.ค.2565

    นิสิตภาควิชากีฏวิทยา ผันตัวเป็นเกษตรกรเลี้ยงผึ้ง

    นายหลินเอวี่ยเซิง(林岳陞) เยาวชนเลี้ยงผึ้งที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ได้เกิดในครอบครัวที่เลี้ยงผึ้งมาก่อน เดิมคิดเพียงว่าอยากหารายได้พิเศษ แต่ต่อมาค่อยๆ ยึดเป็นอาชีพ และสร้างแบรนด์น้ำผึ้งของตัวเองชื่อ “ชิวซานมี่จิ้ง丘山蜜徑” การเลี้ยงผึ้งของเขาเริ่มจากศูนย์ เลี้ยงผึ้งเอง ขายผึ้งเองนาน 8 ปี แต่ไม่เคยขาดทุน ก็มีคำถามว่าเขาเริ่มเลี้ยงผึ้งตั้งแต่เมื่อไหร่? ทำไมจึงสนใจเลี้ยงผึ้ง? เขาตอบปนหัวเราะว่า ตอนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจงซิงคณะเกษตรสาขากีฏวิทยาเพราะมีความสามารถพิเศษด้านการกีฬา ใช้โควต้าพิเศษสำหรับเด็กที่เป็นนักกีฬา แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้วมีความกังวลว่าจะเรียนไม่ทันเพื่อน ในใจคิดว่าอย่างน้อยเมื่อเรียนจบก็ขอให้ได้ทำอาชีพที่สนใจและมีความชอบ เมื่อขึ้นปี 2 ต้องเรียนวิชาการเลี้ยงผึ้ง เขาเริ่มมีความสนใจเรื่องการเลี้ยงผึ้ง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเข้าไปเรียนในฟาร์มเลี้ยงผึ้ง ถูกผึ้งต่อย เจ็บปวดทรมาน จนไม่กล้ากลับไปฟาร์มผึ้งอีกเป็นเดือน หลังผ่านไปช่วงหนึ่ง ในใจคิดว่าเมื่อตัดสินใจที่จะเลี้ยงผึ้ง ก็ต้องกัดฟันสู้ เอาชนะอุปสรรคต่อความกลัวผึ้ง ต่อมาเขาถูกผึ้งต่อย 7-8 ครั้งอีก แต่ครั้งนี้มีเพียงเวียนศีรษะเล็กน้อย จากนั้นยังไปสอนบาสเกตบอลอีก ไม่คาดคิดเมื่อถึงช่วงกลางคืนเริ่มไข้สูงตัวร้อน หลังตื่นนอนวันรุ่งขึ้นจำไม่ได้ว่าตัวเองได้ไปสอนบาส ราวกับความจำเสื่อม แต่ความทุกข์ทรมานจากผึ้งต่อยครั้งแรกกับครั้งหลังต่างกันมาก จนสุดท้ายเขาไม่กลัวผึ้งอีก ไม่ต้องสวมชุดป้องกันและยังทำงานท่ามกลางฝูงได้

    ผึ้งที่นายหลินเอวี่ยเซิงเลี้ยง สมบูรณ์ ตัวใหญ่(ภาพ:newsmarket)

    หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย ภายใต้การช่วยเหลือจากอาจารย์ เขาได้ซื้อผึ้งมาเลี้ยง 2 ลัง เลี้ยงไว้ที่ลานสวนหลังบ้าน เริ่มเรียนรู้อาชีพการเลี้ยงผึ้ง คนในบ้านไม่คัดค้านแต่ยังสนับสนุนเต็มที่ คุณพ่อซึ่งเกษียณอายุจากราชการตำรวจก็สนใจอยากจะเลี้ยงผึ้งเช่นกัน แม้พ่อลูกจะเลี้ยงผึ้งด้วยกัน แต่วิธีการไม่เหมือนกัน หลินเอวี่ยเซิงเรียนและศึกษาความรู้การเลี้ยงผึ้งจากมหาวิทยาลัย แต่คุณพ่อเขาเรียนรู้จากผู้อาวุโสในวงการเลี้ยงผึ้ง และยังคาดหวังให้เขาลงทุนขยายกิจการเลี้ยงผึ้งอย่างจริงจัง แต่เขาต้องการใช้รายได้จากการเลี้ยงผึ้งค่อยๆ ต่อยอดและขยายธุรกิจ หลังเจรจาและพูดคุยกับคุณพ่อ มีการตกลงกันว่าจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันแต่จะไม่ก้าวก่ายกัน

    กาพ่นควันผึ้งที่นายหลินเอวี่ยเซิงถือในมือ เป็นอุปกรณ์สำคัญในการเลี้ยงผึ้ง

     

    ปี 2018 จำนวนกล่องเลี้ยงผึ้งที่เริ่มต้นแค่ 2 ลัง เพิ่มขึ้นเป็น 15 ลัง จึงต้องหาสถานที่เพื่อเป็นแหล่งหาอาหารของผึ้งเพิ่ม เนื่องจากผึ้งไวต่อยาฆ่าแมลงมาก ต้องหาสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการพ่นยาฆ่าแมลง เขาได้เจอสวนผักที่อยู่ห่างไกลจากชุมชนในนครไทจงแห่งหนึ่งที่ไม่มีการฉีดยาฆ่าแมลง เจ้าของสวนใจดี ยอมให้เอาลังผึ้งไปวางโดยไม่เสียค่าเช่า ต่อมากลายเป็นสถานที่หลักของการวางลังผึ้ง และเริ่มขยายการเลี้ยงผึ้งจาก 15 ลังค่อยๆ เพิ่มเป็น 100 ลัง หลายคนบอกว่าอาชีพเลี้ยงผึ้งเป็นงานยุ่ง แต่นายหลินเอวี่ยเซิงกลับมองว่าเป็นงานอิสระเหมือนผึ้งที่บินไปมาได้ ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกลำไยและลิ้นจี่บาน ก็จะนำกล่องเลี้ยงผึ้งไปวางเพื่อให้ผึ้งได้หาอาหาร เมื่อถึงช่วงที่เกษตรกรต้องพ่นยาก็ต้องย้ายลังผึ้งไปที่อื่น เมื่อถึงหน้าร้อนคนเลี้ยงผึ้งจะมีเวลาหยุดพักผ่อนมากขึ้น เพียงแค่หาสถานที่หลบร้อน ไม่ให้ผึ้งตากแดดตากฝน และใช้กรดออกซาลิกกำจัดไรที่อยู่ในตัวผึ้ง เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงจะนำลังผึ้งไปหาอาหารที่อื่นอีก งานจะไม่ยุ่งมากนัก มีคนเลี้ยงผึ้งบางรายไม่พาผึ้งไปหาอาหารในช่วงฤดูใบไม้ร่วง หรือไม่ก็เคลื่อนย้ายลังผึ้งจากสวนผักไปยังสวนไผ่เพื่อให้ผึ้งได้หลบหนาว และให้ผึ้งหาอาหารจากบริเวณใกล้เคียง

    หลินเอวี่ยเซิง ขายผลิตภัณฑ์ที่ตลาดนัดเกษตร

    น้ำผึ้งถือเป็นผลิตภัณฑ์ราคาสูง ช่องทางการขายเป็นตัวแปรสำคัญที่จะตัดสินต่อความอยู่รอดของการยึดอาชีพเลี้ยงผึ้ง ไต้หวันมีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงผึ้งมากมาย แต่ช่องทางการขายมีไม่มาก คนเลี้ยงผึ้งแบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ต้องอาศัยการรับซื้อจากพ่อค้าคนกลาง วิธีการเช่นนี้จะถูกกดราคา ยกตัวอย่าง ถังเหล็กใส่น้ำผึ้ง 1 ถัง ถ้านำไปขายด้วยตัวเองจะได้ราคา 240,000 เหรียญไต้หวัน แต่ถ้าขายให้พ่อค้าคนกลางได้รับเงินแค่ 60,000-70,000 เหรียญไต้หวัน ต่างกัน 4-5 เท่า ดังนั้น นายหลินเอวี่ยเซิงใช้วิธีผลิตเองขายเอง หากลุ่มลูกค้าประจำ ซึ่งการขายในตลาดนัดเกษตรถือเป็นช่องทางสำคัญ แต่บางครั้งขายไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 เขาใช้วิธีบริหารงานเหมือนการเปิดบริษัท จดบันทึกรายรับรายจ่าย และพบว่าไม่เคยขาดทุนตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งปัจจุบัน เขาได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ชีวิตการเลี้ยงผึ้งมีความอิสระ ไม่เพียงแต่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและสนใจ แต่ยังสร้างรายได้  ไม่ต้องถูกจำกัดเหมือนทำงานในบริษัท แม้บางครั้งรายได้ไม่สม่ำเสมอ เจออุปสรรค แต่เมื่อเห็นผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับ หรือเห็นฝูงผึ้งที่เลี้ยงมีความแข็งแรง ก็ยังคงรักงานและยืนหยัดต่อไป

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 26 เม.ย.2565

    อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม! สับปะรดตัดจุกส่งขายญี่ปุ่นบรรจุตะแกรงพลาสติกแทนลังกระดาษ

    ต้นเดือนมีนาคมปีที่แล้ว จีนระงับนำเข้าสับปะรดไต้หวัน รัฐบาลและบริษัท Taipei Agriculture Products Marketing ร่วมกันผลักดันการส่งออกไปยังญี่ปุ่น,ฮ่องกง,สิงคโปร์ ทำให้การส่งออกไปญี่ปุ่นเติบโตถึง 9 เท่า ปัจจุบัน การส่งสับปะรดไปขายญี่ปุ่นมีวิธีการบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ ปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการหันมาใช้ตะแกรงใส่ของเหลี่ยมสูงที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งไม่เพียงแต่ลดต้นทุนการบรรจุสินค้าได้มากถึง 15% ขณะเดียวกันยังสามารถเพิ่มปริมาณสินค้าที่ขนส่งในตู้คอนเทนเนอร์ขนาดเท่ากันได้มากถึง 20% นอกจากนี้ การขายสับปะรดไปขายญี่ปุ่นในปีที่แล้วมีเพียงช่องทางเดียว แต่ในปีนี้เพิ่มช่องทางการขายอีก 3 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นเชนร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ 2 แห่งคือ ร้านสะดวกซื้อโลสัน(Lawson) และ 7-ELEVEN โดยมีการหั่นสับปะรดเป็นชิ้นบรรจุถุงขึ้นหิ้งขายพร้อมรับประทานได้เลย คาดว่าจะช่วยขยายตลาดสับปะรดของไต้หวันได้มากขึ้น

    สับปะรดตัดจุกส่งขายญี่ปุ่นบรรจุตะแกรงพลาสติกแทนลังกระดาษ

    คณะกรรมการการเกษตรจัดงานแถลงข่าว การส่งออกสับปะรดใส่ในตะแกรงเหลี่ยมสูงขณะที่ขนส่งในระบบลูกโซ่ความเย็นของสหกรณ์การผลิตผักผลไม้ต่าเมาที่ตำบลหมินสง เมืองเจียอี้(打貓果菜生產合作社) ในวันที่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา สำนักความร่วมมือระหว่างต่างประเทศชี้ว่า เพื่อสอดคล้องแนวโน้มนานาประเทศที่มีการใช้สิ่งของที่นำกลับมาใช้ซ้ำ รวมทั้งลดปริมาณการกำจัดขยะของเสีย สับปะรดไต้หวันที่ส่งขายญี่ปุ่น นอกจากมีการใช้ลังกระดาษแบบดั้งเดิมในการบรรจุภัณฑ์แล้ว ขณะนี้เริ่มใช้ตะแกรงใส่ของเหลี่ยมสูงที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ และตะแกรงนี้ยังสอดคล้องกับขนาดของบรรจุภัณฑ์ที่ต่างประเทศใช้ด้วย เฉินฉีจ้ง ประธานคณะกรรมการการเกษตรไต้หวันชี้ว่า การส่งสับปะรดไปขายญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก มีขั้นตอนการทำงานหลายอย่าง เพื่อรักษาคุณภาพสับปะรด ตั้งแต่แหล่งปลูกจนกระทั่งส่งไปถึงประเทศญี่ปุ่นตลอดเส้นทางต้องรักษาความเย็นไม่ให้ขาดตอน ปีที่แล้ว ไต้หวันส่งสับปะรดไปขายญี่ปุ่นจำนวน 18,000 ตัน แต่ปีนี้ได้ตั้งเป้าการส่งออกคือ 30,000 ตัน ถ้าหากบรรลุเป้าหมายได้ ก็จะแก้ปัญหาที่ต้องอาศัยตลาดส่งออกตลาดเดียวได้

    ปีนี้ไต้หวันตั้งเป้าส่งออกสับปะรดไปขายญี่ปุ่นจำนวน 30,000 ตัน

    การใช้ตะแกรงพลาสติกใส่ของเหลี่ยมสูงจัดส่งสินค้าไปขายญี่ปุ่น หากไม่ต้องการใช้งานก็สามารถแกะชิ้นส่วนแล้วซ้อนเก็บได้ ไม่เปลืองเนื้อที่การเก็บ เมื่อต้องการใช้งานก็นำมาต่อใหม่ได้ ตะแกรง 1 ใบ สามารถใส่สับปะรดที่ตัดจุกทิ้งประมาณ 17 กก. ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าขายต่างประเทศสามารถเช่าตะแกรงพลาสติกนี้จากบริษัทโลจิสติกส์  เมื่อใช้งานแล้วก็ส่งทางเรือกลับมายังไต้หวัน หลังล้างทำความสะอาดก็เช่าต่อได้เลย สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศชี้ว่า การระบาดของโควิด 19 ทำให้วัตถุดิบที่ใช้ทำลังกระดาษลดลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ดังนั้นความร่วมมือของผู้ประกอบการไต้หวันและญี่ปุ่นที่หันมาใช้ตะแกรงบรรจุสับปะรดที่ตัดจุกทิ้ง ไม่เพียงแต่รักษาความสดของสับปะรด ยังสอดคล้องกับความคุ้นเคยของผู้บริโภคญี่ปุ่นที่ต้องการผลไม้สดและผ่านการหั่นเป็นชิ้นเพื่อบริโภคทันที นอกจากนี้ ยังเป็นการประหยัดเงินค่าบรรจุภัณฑ์และค่ากำจัดจุกสับปะรดที่ต้องขนไปทิ้ง ถือว่ามีประโยชน์หลายประการ

    ภาพขั้นตอนการส่งออกสับปะรดไปขายญี่ปุ่น

    ตู้คอนเทนเนอร์ที่ขนส่งทางทะเลขนาด 40 ฟุต เมื่อนำกระดาษลังบรรจุสินค้าแล้วซ้อนบนแท่นวางสินค้า จะบรรจุได้ทั้งหมด 1,365 ลัง มีขนาดเท่ากับสับปะรดที่มีหัวจุกประมาณ 14 ตัน แต่ถ้าใช้ตะแกรงดังกล่าว แต่ละตู้คอนเทนเนอร์จะวางตะแกรงได้ 1,000 ใบ เท่ากับสับปะรดที่ตัดหัวจุกทิ้ง 17 ตัน ถือว่าประหยัดต้นทุนได้มาก งานแถลงข่าวที่ผ่านมา ยังได้จัดแสดงเครื่องหั่นสับปะรดเป็นชิ้น หลังปอกเปลือกหั่นสับปะรดเป็นชิ้นจากโรงงาน จากนั้นจะส่งไปยังโรงงานของ supermarket โดยตรง เพื่อบรรจุเป็นห่อเล็กหรือหั่นเป็นชิ้นตามที่ต้องการ ในปีที่แล้ว ผู้ประกอบการญี่ปุ่นพบว่าแกนกลางสับปะรดไต้หวันกินได้และมีรสชาติอร่อย จึงเริ่มพัฒนาการหั่นเป็นชิ้นเพื่อบรรจุขาย ในปีนี้มีการเพิ่มช่องทางการขายอื่นด้วย สำนักความร่วมมือระหว่างต่างประเทศคาดว่า ช่องทางการขายสับปะรดในร้านสะดวกซื้อมีความใกล้ชิดกับผู้บริโภค โอกาสซื้อมีมากขึ้น และยังเป็นโอกาสดีที่จะขายสับปะรดไปที่ญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 19 เม.ย.2565

    กระแสความนิยมบริโภคมันเทศในไต้หวันเพิ่มขึ้น

    ชิวอวี้เสียง(邱裕翔) ผู้จัดการสวนกัวกัว(瓜瓜園K.K.ORCHARD) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการมันเทศรายใหญ่ของไต้หวัน และมีการทำพันธสัญญากับเกษตรกรกว่า 700 ครัวเรือนในเนื้อที่ประมาณ 1,000 เฮกตาร์บอกว่า ขณะนี้เกิดความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานเฟรนช์ฟรายส์มันฝรั่งทั่วโลก ทำให้เกิดกระแสการใช้มันเทศที่ปลูกในไต้หวันทดแทนมันฝรั่งมากขึ้น หลายแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดมีความต้องการใช้เฟรนช์ฟรายส์มันเทศมากขึ้น โดยไม่นานมานี้ แมคโดนัลด์ไต้หวันได้เลือกใช้มันเทศสายพันธุ์ “ไถหนงเบอร์ 57” ในการโปรโมทและจำหน่ายมันเทศทอดที่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และนับเป็นครั้งแรกของแมคโดนัลด์ที่ตั้งสาขามาเป็นเวลา 38 ปี เริ่มจำหน่ายเฟรนช์ฟรายส์มันเทศ จากนั้น มอส เบอร์เกอร์ ก็หันมาเริ่มจำหน่ายมันเทศทอดตามติดกันมา อีกทั้งอาหารฟาสต์ฟู้ดหลายแบรนด์ในไต้หวันที่มีเมนูมันเทศทอดจำหน่ายอยู่แล้วก็หันมาจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายมันเทศทอดด้วย นายชิวยังสังเกตว่า จริงๆ แล้วคนไต้หวันเริ่มหันมาบริโภคมันเทศซึ่งเป็นอาหารสุขภาพตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีที่แล้ว โดยช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด 19 ที่มีมาตรการป้องกันระดับ 3 ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มซบเซามาก ทางสวนกัวกัวรับซื้อและจำหน่ายมันเทศทางออนไลน์ คนที่กักตัวที่บ้านก็นิยมสั่งซื้อเฟรนช์ฟรายมันเทศทางออนไลน์เพื่อทอดเองที่บ้านด้วย แต่ว่าในปีนี้ กระแสความนิยมรับประทานมันเทศเฟรนช์ฟรายส์กลายเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ป้อนให้กับผู้บริโภค รวมทั้งร้านไก่ทอดทั่วไป ร้านไก่ทอดในตลาดกลางคืน ล้วนต้องการใช้มันเทศทอดทั้งนั้น คาดว่ายอดขายของมันเทศจะเพิ่มขึ้นกว่า 30%

    มันเทศไถหนงเบอร์ 57 หวานอร่อย เหมาะในการทอด อบ นึ่ง

    ทั้งนี้ ไต้หวันนำเข้าเฟรนช์ฟรายส์มันฝรั่งหลักๆ มาจากประเทศสหรัฐฯ,แคนาดา,เบลเยี่ยม,ฮอลแลนด์, นิวซีแลนด์,อินเดีย, ฝรั่งเศส และอาร์เจนตินา แต่ประมาณ 70-80 % นำเข้ามาจากสหรัฐฯ สถิติการนำเข้าเฟรนช์ฟรายส์จากสหรัฐฯช่วงต้นปีลดลงจำนวนมาก สถิติของกรมศุลกากรในเดือนมกราคมปีนี้มีการนำเข้าเฟรนช์ฟรายส์ทั้งหมดประมาณ 3,948 ตัน เทียบกับปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกันลดลง 23% ส่วนเฟรนฟรายส์ที่นำเข้าจากสหรัฐฯในเดือนมกราคมปีที่แล้วมีจำนวน 4,068 ตัน มาในปีนี้เหลือเพียง 2,412 ตัน ลดลงมากถึง 40 %

    มันเทศไถหนงเบอร์ 66 หวานนุ่ม เหมาะในการแปรรูปหรือทำขนมหวาน

    นายเซียว(蕭先生) ผู้ประกอบการนำเข้าเฟรนช์ฟรายส์บอกว่า มันฝรั่งที่ปลูกในสหรัฐฯเก็บเกี่ยวปีละครั้ง เก็บเกี่ยวผลผลิตเดือนกันยายน เก็บและใช้จนถึงเดือนกันยายนปีถัดไป แต่ปีที่แล้ว แห้งแล้งทำให้มันฝรั่งคุณภาพลดลง ก่อนหน้านี้มันฝรั่ง 1,000 กก.ทำเฟรนช์ฟรายส์ได้ 300-400 กก. แต่ปีนี้ทำได้แค่ 100- 200 กก.และยังมีการปรับขึ้นราคา 2-3 ครั้งแล้ว คาดเมษายนปีนี้จะจำกัดปริมาณส่งออก และปรับขึ้นราคาอีกรอบ ต้นปีนี้เฟรนช์ฟรายส์นำเข้าได้รับผลกระทบจากการขนส่งทางเรือ ต่อมาปริมาณการปลูกมันฝรั่งของสหรัฐฯลดลงมาก ส่วนแคนาดาซึ่งเป็นผู้ปลูกมันฝรั่งรายใหญ่อันดับ 4  ที่ส่งขายทั่วโลกเกิดปัญหาดินถล่ม ทำให้ทางหลวงสายแวนคูเวอร์ไปยังท่าเรือตัดขาดจนส่งผลต่อการขนส่ง ผู้ประกอบการรายใหญ่ของแคนาดาบอกว่า ขณะนี้ใบสั่งซื้อจากทั่วโลกต่อคิวยาวถึงเดือนเมษายนปีหน้า จึงจะเข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อพื้นที่ปลูกมันฝรั่งในยุโรปและอเมริกาเหนือไม่สามารถส่งสินค้าขายต่างประเทศได้ ผู้ประกอบการในไต้หวันจึงหันมาซื้อเฟรนช์ฟรายส์จากเบลเยี่ยม ฮอลแลนด์ฝรั่งเศส แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอีก คือสงครามรัสเซียยูเครน เนื่องจากยูเครนเป็นผู้ปลูกดอกทานตะวันที่ใช้กลั่นน้ำมันนำมาทอดเฟรนช์ฟรายส์มากที่สุดส่งขายต่างประเทศไม่ได้

    ไต้หวันเหมาะต่อการปลูกมันเทศ ปัจจุบันมีกระแสบริโภคมากขึ้น

    ไล่หย่งชาง(賴永昌) ผอ.วิจัยพืชประเภทหัวและรากทอด สถาบันวิจัยการเกษตรสาขาเมืองเจียอี้บอกว่า มันเทศสายพันธุ์ไถหนงเบอร์ 57 มีการนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ปลูกมากที่สุด ครองสัดส่วนเกือบ 70% เหมาะในการอบ,ย่าง,ปิ้ง,ทอด ที่เหลือเกือบ 30% เป็นมันเทศเนื้อแดงสายพันธุ์ไถหนงเบอร์ 66 เนื่องจากมีส่วนประกอบของน้ำมากกว่า ไม่เหมาะกับการทอด เหมาะกับการนำมาแปรรูป เช่น ขนมอี๊มันเทศ หรือทำขนมหวาน เป็นต้น

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 12 เม.ย.2565

    นายหวงหรงฟา(黃榮發)เจ้าของฟาร์มเกษตรจู๋เกิง(竹耕農場) ตำบลจู๋ฉี เมืองเจียอี้ ปลูกขนุนรสชาติหวานกรอบอร่อย ปัจจุบันได้รับฉายา “ราชาปลูกขนุน” เขารับกิจการเกษตรต่อจากคุณพ่อในพื้นที่ 13 เฮกตาร์(81.25ไร่) ก่อนหน้านี้ฟาร์มเกษตรแห่งนี้ปลูกส้มเขียวหวานและส้มเช้ง แต่เนื่องจากติดเชื้อหวงหลงปิ้ง (Huanglongbing Diseases) ต่อมาหันมาปลูกลิ้นจี่ แต่เนื่องจากดูแลไม่ทั่วถึง มักต้องพ่นยาฆ่าแมลงเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถเก็บลิ้นจี่ให้เสร็จในเวลารวดเร็ว ผลกำไรน้อย จนคิดเลิกอาชีพเกษตรกรรม แต่ต่อมาฮึดสู้หันไปปลูกขนุนที่ไม่ต้องใช้คนในการดูแลมากมาย และเริ่มศึกษาหาความรู้อย่างจริงจัง เพื่อเสาะหาสายพันธุ์ขนุนที่อร่อย เขาทำทุกวิถีทาง เช่น ไปซื้อขนุนที่ตลาด แอบเก็บขนุนที่คนอื่นปลูก หรือแม้แต่เดินทางไปต่างประเทศเพื่อนำพันธุ์ขนุนอร่อยๆ กลับมาปลูกในไต้หวัน ปลูกได้ขนุนหลากหลายสายพันธุ์

    ขนุนยวงใหญ่ หวาน กรอบ อร่อย

    เขาได้ใช้เวลา 3 ปี ปลูกต้นขนุน 3000-4000 ต้น และทดลองกินขนุนที่ปลูกได้หลายๆ รอบ หากพบต้นขนุนที่ออกผลมีรสหวานก็จะใช้พ่นสีแสดงเครื่องหมายไว้ ส่วนต้นไหนออกผลไม่หวานก็จะไม่พ่นสี เมื่อสังเกตต้นขนุนที่ทำสัญลักษณ์ไว้พบว่า ต้นไหนที่มีรสหวานยังไงก็ออกผลรสหวาน ส่วนต้นขนุนที่ไม่หวานยังไงก็ไม่หวาน จะไม่เกี่ยวข้องกับการใส่ปุ๋ยหรือความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน จึงสรุปว่าขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของขนุน เพราะฉะนั้นเขาก็เลยใช้กิ่งของต้นขนุนที่มีรสหวานทาบไปยังต้นขนุนที่ไม่หวาน ทำอย่างนี้ผ่านไปหลายครั้งหลายหน ในที่สุดต้นขนุนที่ปลูกได้เป็นหนึ่งไม่มีสองคือเป็นต้นขนุนที่มีรสหวานอย่างเดียว

    นายหวงหรงฟา ผู้ได้รับฉายา "ราชาปลูกขนุน"

    ผู้ที่ทำอาชีพเกษตรในไต้หวัน หากต้องการเปิดตัวสินค้าเกษตร ส่วนใหญ่มักจะนำผลผลิตไปขายที่ตลาดนัดการเกษตร หรือไม่ก็เข้าร่วมนิทรรศการเกี่ยวกับการเกษตร แต่นายหวงหรงฟา กลับทำในสิ่งตรงข้ามกับเกษตรกรรายอื่นๆ คือเอาขนุนตั้งไปตั้งที่แผงตลาดนัดเกษตร จากนั้นแกะผลขนุนแจกให้ผู้คนได้ชิมฟรีโดยไม่ขายเลย เชิญชวนผู้บริโภคและผู้ตั้งแผงใกล้เคียงมาชิมอย่างเดียว มีผู้บริโภคบางคนบอกว่า ส่วนใหญ่ได้กินขนุนที่รสชาติไม่หวานและมีกลิ่นแรง แต่เมื่อได้ชิมขนุนของเขากลับพบว่ามีความหวานมาก บางคนใช้วิธีชิมไป บีบจมูกไปด้วย แต่ต่อมาแย่งชิมกันใหญ่ และยังถามว่าซื้อขนุนแบบนี้ได้ที่ไหน นายหวงก็เลยรีบตอบว่า “ต้องไปที่สวนผมจึงจะได้กินขนุนอร่อย” แต่ถ้าไม่สะดวกสามารถส่งไปถึงที่บ้านได้ นายหวงฟาใช้วิธีการโฆษณาขาย “ไม่หวานไม่ต้องจ่ายเงิน” ได้ดึงดูดลูกค้าเขียนใบสั่งซื้อมากมาย อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีคนที่สั่งซื้อแล้วไม่ยอมจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่าไม่หวาน ในจำนวนนี้มีอยู่รายหนึ่ง สั่งซื้อขนุนบ่อยครั้ง ทุกครั้งก็จะบอกว่าไม่หวาน เขาได้ส่งขนุนไปถึงที่บ้านของลูกค้าคนนี้ฟรีรวมทั้งหมด 16 ลูก ในที่ลูกค้าคนนี้เริ่มมีน้ำใจยอมที่จะจ่ายตังค์และกลายเป็นลูกค้าประจำ อีกทั้งยังแนะนำญาติสนิทมิตรสหาย 40-50 คนมาเยี่ยมเยือนและซื้อขนุนที่สวน

    ซังขนุนทอด อร่อยไม่แพ้เฟรนฟรายซ์

    การปลูกขนุนหวานของเขาเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น เขาบอกว่าต้องขอบคุณความผู้บริโภคและการช่วยเหลือจากผู้มีพระคุณ ทำให้สามารถเดินมาถึงจุดเป้าหมายในวันนี้ ปัจจุบันไม่เพียงแต่ปรุงอาหารกะหรี่ที่ใช้ขนุนเป็นวัตถุดิบ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไม่น้อย มีการร่วมมือกับโรงงานทำผลิตภัณฑ์ขนุน อย่างเช่นไอศครีมขนุน เหล้าขนุน หรือน้ำขนุน เป็นต้น ส่วนซังขนุนก็นำมาทอด รสชาติสุดแสนอร่อย มีคนบอกว่า อร่อยกว่าเฟรนช์ฟรายส์เสียอีก ส่วนเมล็ดขนุนก็ไม่ทิ้งเช่นกัน เอามาต้มซุปกระดูกหมู รสชาติไม่แพ้เกาลัดด้วย แต่ส่วนที่ผู้บริโภคชอบมากที่สุดคือยวงขนุน เพราะทั้งหวาน ทั้งหอม นายหวงหรงฟาบอกว่า ตัวเองไม่กล้าที่จะบอกว่าประสบความสำเร็จสูง แต่คิดว่าได้ทำในสิ่งที่มีความอิสระ ทำในสิ่งที่ชอบ พัฒนาในสิ่งที่ตัวเองฝันได้

    กะหรี่ขนุนราดข้าว สุดแสนอร่อย

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 5 เม.ย.2565

    ปลาแซลมอนเป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นที่นิยมรับประทานกันทั่วโลกที่ไม่เพียงแต่คนไต้หวัน เป็นอาหารที่ทั้งอร่อยเเละมีประโยชน์มากมาย สถิติปีที่แล้ว ไต้หวันมีการนำเข้าปลาแซลมอนมูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไต้หวันก็ประมาณ 7,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ปลาแซลมอนเป็นปลาที่มีการเลี้ยงกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สร้างรายได้มหาศาล การเลี้ยงจะต้องใช้น้ำเย็น มีการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ มหาวิทยาลัยโอเชียนแห่งชาติไต้หวัน(NTOU:National Taiwan Ocean University)ได้ใช้น้ำเย็นที่ปล่อยออกมาจากโรงเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ในเขตหย่งอันตั้งอยู่ในนครเกาสง ทำเป็นโมเดลเลี้ยงปลาแซลมอนจนประสบความสำเร็จ

    จากการวิเคราะห์และคำนวณต้นทุนการเลี้ยงปลาแซลมอนที่ใช้น้ำเย็นที่ปล่อยมาจากสถานีเก็บกักก๊าซธรรมชาติเหลวพบว่า ปลาแซลมอนน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ใช้ต้นทุนไม่ถึง 100 เหรียญไต้หวัน หากเทียบกับการเลี้ยงปลาแซลมอนของต่างประเทศถือว่าไม่ต่างกันมาก และข้อดีอีกอย่างคือ การเลี้ยงปลาแซลมอนในไต้หวันไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งระยะทางไกล จึงมีศักยภาพในการแข่งขันเรื่องของราคาได้  ศต.หรั่นฝันหัว ได้ออกแบบโมเดลการเลี้ยงปลาแซลมอนโดยใช้วิธีเลี้ยงในที่ร่ม หลังคามีการติดตั้งแผ่นโซลาเซลล์ มีการติดตั้งอุปกรณ์การเลี้ยงสอดคล้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศ สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

    ศต.หรั่นฝันหัวยังบอกด้วยว่า ถ้าไต้หวันจะพัฒนาธุรกิจการเลี้ยงปลาแซลมอน ก่อนอื่นก็จะต้องเลือกสถานที่ที่เอื้อต่อกันเลี้ยง มีการติดตั้งอุปกรณ์รอบๆ โรงเก็บก๊าซธรรมชาติเหลวให้เหมือนกับที่ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยโอเชี่ยนออกแบบไว้ตั้งแต่แรก เขากล่าวว่า ถ้าสถานีเก็บกักก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งที่ 3 เขตกวนอิน ในนครเถาหยวนสร้างเสร็จ หากหันหน้าเข้าหาทะเล ด้านซ้ายเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนต้าถัน ด้านขวาเป็นสถานีเก็บกักก๊าซธรรมชาติเหลวแห่งที่ 3 ส่วนที่อยู่ด้านหลังก็ยังมีขตอนุรักษ์ป่าเนื้อที่ประมาณ 150 เฮกตาร์ สามารถวางแผนเป็นเขตการเกษตรสีเขียวได้

    สำหรับการที่จะเลี้ยงปลาแซลมอนให้ได้ปริมาณที่สามารถนำมาขายและสร้างรายได้อย่างน้อยต้องมีพื้นที่ 3-5 เฮกตาร์(ประมาณ 18.75-31.25 ไร่) เพราะฉะนั้นถ้ามีการกำหนดสถานที่ที่ใช้เลี้ยงปลาแซลมอนแน่ชัดแล้ว การทำงานก็จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว  เพียงแค่นำเข้าไข่ที่ผ่านการผสมแล้ว จากนั้นใช้เวลาเลี้ยงประมาณ  1.5- 2 ปี ก็สามารถนำไปขายในท้องตลาดได้ แต่ถ้าเลี้ยงเกิน 3 ปีขึ้นไปก็ยังสามารถใช้เป็นแม่พันธุ์ได้ด้วย นอกจากนี้ ไข่ปลาแซลมอนที่ผ่านการผสมพันธุ์แล้ว ราคาถูกมาก หากมีผู้ประกอบการต้องการลงทุน ทางทีมวิจัยสามารถให้คำแนะนำได้ เนื่องจากเทคโนโลยีการเลี้ยงปลาแซลมอนมีเพดานที่ไม่สูงมาก ไม่จำเป็นต้องโอนถ่ายสิทธิ์ในการเลี้ยง เพราะตอนนี้ทางทีมวิจัยผ่านการทดลองแล้วว่า ถ้ามีการใช้น้ำเย็นที่ปล่อยมาจากโรงงานแก๊สเหลวธรรมชาติก็สามารถนำมาเลี้ยงปลาแซลมอนได้จริงๆ

    15 min
  • ที่นี่ไต้หวัน วันอังคารที่ 29 มี.ค.2565

    ไต้หวันเป็นอาณาจักรของดอกกล้วยไม้

    วันนี้มีเรื่องของกล้วยไม้เด่นๆ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดในงานนิทรรศการกล้วยไม้นานาชาติไต้หวันประจำปี 2022 มาเล่าสู่กันฟัง งานกล้วยไม้ของไต้หวันในปีนี้ถือว่ามีความอลังการและน่าสนใจมาก ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไต้หวัน จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม - 5 เมษายน 2565 รวมทั้งหมด 11 วัน ที่สวนเทคโนโลยีกล้วยไม้ชีวภาพไต้หวัน( Taiwan Orchid Plantation) เขตโฮ่วปี้ของนครไถหนาน ในงานมีการจัดแสดงกล้วยไม้ 800 กว่าสายพันธุ์ จำนวน 200,000 ต้น ซึ่งนิทรรศกาลในครั้งนี้ใช้ธีมที่ชื่อว่า “Orchid Fantasy World” ที่มีการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในงานนิทรรศการ แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ไต้หวันมีการปลูกกล้วยไม้ครองสัดส่วน 1 ใน 3 ของโลก สถิติการปลูกกล้วยไม้ของไต้หวันในปี 2020 มีพื้นที่เพาะปลูก 986 เฮกตาร์(6162.5ไร่) มูลค่าการผลิตสูงถึง 6.3 พันล้านเหรียญไต้หวัน นิทรรศการกล้วยไม้นานาชาติของไต้หวันมีความยิ่งใหญ่อยู่ใน 3 อันดับของนิทรรศการกล้วยไม้โลก เทียบเท่ากับนิทรรศการกล้วยไม้โตเกียว และนิทรรศการกล้วยไม้โลกที่มีการตระเวนหมุนเวียนจัดในประเทศต่างๆ การจัดงานในปีนี้ ถือว่ายังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด 19 กรมการเกษตรและอาหารชี้ว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อต่างชาติที่ไม่สามารถเดินทางเข้าชมงานนิทรรศการ จึงมีการจัดแสดงถ่ายภาพ 360 องศาของกล้วยไม้กว่า 300 ต้นที่เป็นสายพันธุ์เชิงพาณิชย์ให้กับผู้ซื้อที่อยู่ทางไกลได้สั่งซื้อด้วย

    กล้วยไม้แคทลียาคว้าแชมป์กลุ่ม ผลงานของนายไล่ชิงอี้

    ในครั้งนี้ก็ขอแนะนำตัวอย่างกล้วยไม้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดที่มีการแบ่งกลุ่มต่างๆ แต่รางวัลชนะเลิศในงานนิทรรศการครั้งนี้คือ กล้วยไม้สกุลแคทลียา(Cattleya) เป็นกล้วยไม้ที่มีทั้งหมด 19 ก้าน ดอกสวยงามโดดเด่นประมาณ 300 ดอก เป็นผลงานของนายเฉินอวี้ซิ่น(陳育信) เกษตรกรตำบลสุ่ยซั่งเมืองเจียอี้ ปัจจุบันอายุ 39 ปี เป็นคนที่สนใจและรักการปลูกกล้วยไม้มานาน มีความใกล้ชิดกับดอกไม้ตั้งแต่เด็ก มีประสบการณ์ปลูกกล้วยไม้มานาน 24 ปี กล้วยไม้สกุลแคทลียาที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ปลูกในสภาพอากาศของพื้นที่ภูเขาสูงปานกลาง การที่ปลูกได้กล้วยไม้สวยงาม ดอกเยอะ ลำต้นใหญ่ ถือเป็นเรื่องที่พบเห็นได้น้อยมาก นายเฉินอวี้ซิ่นนอกจากสนใจการปลูกกล้วยไม้แล้ว ยังวิจัยพัฒนากล้วยไม้ด้วยตนเอง ส่วนรางวัลชนะเลิศจากการแบ่งกลุ่มก็ยังคงเป็นกล้วยไม้สกุลแคทลียาด้วย เป็นผลงานของนายไล่ชิงอี้(賴清義) จากสวนกล้วยไม้อี้เหม่ย ลักษณะของดอกสีขาว ดอกใหญ่ ลำต้นใหญ่ ใน 1 ก้านจะออกดอกเรียงกันเป็นระเบียบ 3-4 ดอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสน่ห์ของกลีบปากสีเขียวเป็นที่ดึงดูดสายตาผู้คน ซึ่งกล้วยไม้แคทลียาสายพันธุ์นี้เดิมนำเข้าจากรัฐฮาวายของสหรัฐ และมีการปลูกในไต้หวันมานาน 20 ปีแล้ว

    กล้วยไม้แลนนอปซิสสายพันธุ์ใหม่ คว้าแชมป์กลุ่ม ผลงานของบริษัทไทวานซูการ์วิจัยพัฒนา

    ส่วนกล้วยไม้สกุลฟาแลนนอปซิสที่ส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่บริษัทไทวานซูการ์วิจัยพัฒนา ลักษณะดอกใหญ่ หนา กลีบสีขาว ดอกเยอะ เรียงรายกันเป็นระเบียบ กลีบปากสีเขียวราวกับแอปเปิลสีเขียว มีความน่ารักและโดดเด่นกว่าฟาแลนนอปซิสในท้องตลาดทั่วไป ดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อยเช่นกัน และยังมีกล้วยไม้สกุลหวายเดนโดรเบียมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ลักษณะดอกสีขาว กลีบปากสีแดง ออกดอกเรียงกันเป็นจำนวนมากกว่า 400 ดอก ดูแล้วมีเสน่ห์ ดึงดูดสายตาผู้พบเห็นไม่น้อย

    หวายแดง คว้าแชมป์จากงานประกวดกล้วยไม้ของสภานครไถหนานประจำปี 2022

    และยังมีกล้วยไม้อีกชนิดหนึ่งที่อดไม่ได้ที่จะนำมาแบ่งปันกัน คือกล้วยไม้สกุลรีแนนเธอราหรือหวายแดง ได้รับรางวัลชนะเลิศจากกลุ่มสภาจังหวัดของนครไถหนานประจำปี 2022 มีความโดดเด่นไม่น้อยเช่นกัน เป็นผลงานการปลูกของนายสวี่จ้าวยวน(許兆淵) ที่ปัจจุบันมีอายุเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น เรียนจบสาขาช่าง แต่มีความสนใจชอบปลูกกล้วยไม้ ไม่คาดคิดว่าจะคว้าแชมป์ได้  หวายแดงที่นายสวี่ปลูกได้ ไม่เพียงแต่ความสูงของต้นมากกว่าคนแล้ว ยังออกดอกสีแดงสดเยอะมากๆ สดุดตาผู้คน ซึ่งทางสมาชิกสภานครไถหนานชี้ว่า ผู้เข้าร่วมแข่งขันมาจากคนที่รักการปลูกกล้วยไม้รวมทั้งเกษตรกรจากตำบลและเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ มีกล้วยไม้ที่เข้าร่วมประกวดเกือบ 500 กระถาง แต่ละกระถางล้วนมีคุณค่าและพบเห็นได้น้อย หวายแดงหรือกล้วยไม้สกุลรีแนนเธอรานี้ ยังได้รับฉายา “นางงามบางกอก-มั่นกู่เหม่ยเหริน曼谷美人”ด้วย  ทั้งนี้ทั้งนั้น หวายแดงก็เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศไทยโดยนายเฉินเหวินฉิน(陳文懃) เกษตรกรที่ปลูกดอกไม้ตำบลจู๋เถียนเมืองผิงตง ซึ่งนายเฉินเหวินฉินเคยเป็นผู้นำกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกดอกไม้ตำบลจู๋เถียนส่งกล้วยไม้ออนซิเดียมขายตลาดญี่ปุ่นครองสัดส่วนกว่า 90% แต่เพื่อต้องการสร้างความแข็งแกร่งตลาดส่งออกดอกไม้ของไต้หวัน เขาได้นำเข้าพันธุ์กล้วยไม้สกุลรีแนนเธอราหรือหวายแดงจากประเทศไทยมาปรับปรุงพันธุ์ในปี 2013 เนื่องจากหวายแดงที่มีอยู่เดิมเก็บเกี่ยวได้เฉพาะในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.ของทุกปี มีผลผลิตสั้นๆ เป็นอุปสรรคต่อการส่งขายต่างประเทศ นายเฉินพบว่า สภาพอากาศในไทยจะร้อนชื้นตลอดทั้งปี แต่เมืองผิงตงที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของไต้หวันแม้สภาพอากาศร้อนชื้น แต่ยังคงมีความแปรปรวนของ 4 ฤดู เขาจึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการปลูกหวายแดง ทำการคัดเลือกพันธุ์และปรับในเรื่องของการให้ปุ๋ย จนสามารถปลูกหวายแดงคุณภาพดี ดอกสวยสด สีแดงกว่า เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ในปี 2017 เริ่มส่งหวายแดงไปขายตลาดญี่ปุ่น ออสเตรเลียและตะวันออกกลาง กลายเป็นกล้วยไม้ที่มีความสำคัญรองจากออนซิเดียม

    14 min

About ที่นี่ไต้หวัน

From the publisher's feed

ที่นี่ก็คือที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่น ที่นั่นก็คือที่นั่น ที่นั่นไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั้นแล้วที่นั่นเป็นที่ไหน เอาเหอะ ๆ อย่าเถียงกันเลย เอาเป็นว่า ที่นี่ไต้หวัน ก็แล้วกัน